(0)(0)
พระบูชาพระพุทธชินราช รุ่นมาลาเบี่ยง ปี 2520 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ขนาดหน้าตัก 5.9 นิ้ว หมายเลข ๔๙๖๑ เทหล่อด้วยโลหะผสมลงรักปิดแผ่นทองคำ ตอกหมายเลขไทยที่ซุ้ม หมายเลข ๔๙๖๑ ตอกหมายเลขไทยที่ฐาน








รายงานผลโหวต

จากรูปพระแท้ 0% [0]
จากรูปพระแท้แต่ข้อมูลไม่ถูกต้อง     0% [0]
จากรูปพระเก๊ 0% [0]
พระดูยากจากรูป 0% [0]

จำนวน โหวต





ชื่อพระเครื่อง พระบูชาพระพุทธชินราช รุ่นมาลาเบี่ยง ปี 2520 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ขนาดหน้าตัก 5.9 นิ้ว หมายเลข ๔๙๖๑ เทหล่อด้วยโลหะผสมลงรักปิดแผ่นทองคำ ตอกหมายเลขไทยที่ซุ้ม หมายเลข ๔๙๖๑ ตอกหมายเลขไทยที่ฐาน
รายละเอียด พระบูชาพระพุทธชินราช รุ่นมาลาเบี่ยง ปี 2520 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก

ขนาดหน้าตัก 5.9 นิ้ว หมายเลข ๔๙๖๑ เทหล่อด้วยโลหะผสมลงรักปิดแผ่นทองคำ
ตอกหมายเลขไทยที่ซุ้ม หมายเลข ๔๙๖๑
ตอกหมายเลขไทยที่ฐาน ๔๙๖๑

นับเป็นพระบูชารูปจำลองพระพุทธชินราชซึ่งเปี่ยมพุทธศิลป์ที่มีความงดงามเกินองค์ ครูช่างรังสรรค์งานได้เสมือนองค์จริงในพระอุโบสถทุกประการ เป็น "มงคลที่ระลึกรุ่นที่สอง" ที่ทางวัดจัดสร้างเอง ต่อเนื่องจากรุ่นพิธีมหาจักรพรรดิเมื่อ ปี2515

เป็นการน้อมรำลึกถึงพระปรีชา ตลอดจนพระวีรกรรมความห้าวหาญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในคราวกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชากษัตริย์พม่า จนพระมาลาขาด ( มาลาเบี่ยง ) จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น

พุทธลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ : เทหล่อแบบกรรมวิธีโบราณ ซึ่งใต้ฐานปรากฎดินหุ่นเป็นดินเหนียวผสมทราย ที่คนในวงการเรียกกันติดปากว่า " ดินไทย " มีอนุภาคเป็นสีดำ สุกแห้ง แข็งแกร่ง เกาะแน่นอยู่ภายใน ด้านหน้าผ้าทิพย์ประดับตราสัญลักษณ์พระมาลาของสมเด็จพระนเรศวร รองรับด้วยช่อชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ ด้านหลังฐานจำหลักตราอกเลา และพานพระศรี วางคู่กันบนแผ่นสี่เหลี่ยม ตอกหมายเลขไทยไว้ที่มุมฐานด้านบน และที่ด้านหลังซุ้ม จัดสร้างด้วยขนาด 29 นิ้ว 12 นิ้ว 9.9 นิ้ว และ 5.9 นิ้ว ลงรักปิดทองกับกะไหล่ทอง

ทั้งนี้ตามประวัติการจัดสร้างในครั้งที่พระราชรัตนมุนี ( ทองปลิง โสรโต ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก และเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ร่วมกับข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชน จัดหาทุนหล่อพระพุทธชินราช ขนาด 29 นิ้ว ประมาณ 120 องค์ เพื่อแจกจ่ายให้วัดในท้องถิ่นห่างไกล โดยมีช่างหล่อพระพุทธชินราชระดับตำนานอย่าง “จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ “ แห่งโรงหล่อพระบูรณะไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้ปั้นหุ่น และดำเนินการหล่อองค์พระ

โดยมีพิธีเททองก่อนใน ปี 2519 โดยพระธรรมราชานุวัตร วัดสุวรรณาราม เป็นประธานสงฆ์ พระครูประสาทธรรมวัตร หรือหลวงตาละมัย ( แจ่ม ) วัดอรัญญิก เป็นเจ้าพิธี และพระครูประภาสธรรมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อลำยอง( หลวงพ่อแขก ) เป็นผู้ช่วยเจ้าพิธี คณาจารย์ผู้ร่วมนั่งปรกกำกับโลหะขณะเททอง มีรายนานดังนี้

-หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี
-ครูบาสายทอง วัดท่าไม้แดง จ.ตาก
-หลวงพ่อเปรื่อง วัดบางคลาน จ.พิจิตร
-หลวงพ่อเกตุ วัดศรีเมือง จ.สุโขทัย
-หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง จ.ชลบุรี
-ฯลฯ

หลังจากนั้นจึงจัดพิธีมหาพุทธาภิเษก พร้อมพระเครื่องอันประกอบด้วยพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ เหรียญรูปทรงพระมาลา และพระเนื้อผง ทั้งแบบสามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยม โดยถือมงคลฤกษ์ในวันยุทธหัตถี วันที่ 25 มกราคม 2520 เป็นวันประกอบพิธี ณ พระวิหารพระพุทธชินราช พิษณุโลก

สำหรับพระเครื่องที่จัดเข้าพิธีพร้อมกับพระขนาดบูชานี้ ได้นำไปแจกจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ ตำรวจ และ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่มีอยู่ทั่วแผ่นดินไทยในยุคนั้น ตลอดจนเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เช่าบูชาไปสักการะ

ในพิธีพุทธาภิเษกมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นเข้าร่วมพิธีมากมายถึง 125 รูป อาทิเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี จ.ธนบุรี, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี, หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู จ.ลพบุรี, หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อสุด วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อวัดเกตุมฯ จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม ฯลฯ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันร่วมในพิธีพุทธาภิเษกตลอดวันตลอดคืน

พระบูชารุ่นนี้จึงเป็นที่เสาะแสวงหากันอย่างกว้างขวาง ได้รับความนิยมอย่างมาก จนได้ถูกจัดเข้าเป็น 1 ใน 5 พระบูชาชินราชเบญจภาคีของวงการฯ มานานแล้ว

ตำนานพระพุทธชินราช
การสร้างพระพุทธชินราชตำนานมีกล่าวไว้ดังนี้
(1).สร้างเมื่อจุลศักราช 319 ( ประมาณปี พศ.1500 )
(2).สร้างเมื่อจุลศักราช 719 ( ประมาณปี พศ.1900 )

ตำนานที่อ้างถึงพระพุทธชินราชหล่อขึ้นในจุลศักราช 319 ( ประมาณปี พศ.1500 ) เป็นตำนานในพงศาวดารเหนือ ( เรียบเรียงในสมัยรัชกาลที่1 โดยพระวิเชียรปรีชา ( น้อย ) นักวิชาการประจำราชสำนัก ) ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 4 ) ว่าด้วยเรื่องพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา และพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่5 ) เรื่องพระพุทธชินราช

กล่าวเฉพาะการสร้างพระพุทธชินราช พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกขณะเสด็จประทับเมืองพิษณุโลกที่เพิ่งสร้างเสร็จ พระองค์มีพระประสงค์ให้สร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพระขึ้นเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง และยังสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ ลักษณะเดียวกัน ขนาดเท่ากัน โปรดให้หาช่างฝีมือดีมาปั้นหุ่นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ อาทิเช่น บาพิศณุ บาพรหม บาธรรมราช บาราชกุศล เป็นต้น โดยพระพุทธรูปที่สร้างมีดังนี้

องค์ที่1 พระพุทธชินราช ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก พระเกศสูง 15 นิ้ว
องค์ที่2 พระพุทธชินสีห์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 4 นิ้ว อัญเชิญประดิษฐานทางทิศเหนือ
องค์ที่3 พระศรีศาสดา ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 1 คืบ 6 นิ้ว ญเชิญประดิษฐานทางทิศใต้

การหล่อพระพุทธรูปสำเร็จบริบูรณ์เพียง 2 องค์ คือ พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา ส่วนพระพุทธชินราชแม้จะหล่อใหม่ถึง 3 ครั้ง ปรากฏว่าทองไม่แล่นทั่วองค์พระ

ตำนานเล่าว่าพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงตั้งสัจจาธิษฐาน ขอให้ผลบุญที่ทรงสั่งสมมาแต่อดีตชาติและในปัจจุบันชาติ ขอให้เทพเทวดาช่วยดลบันดาลให้การหล่อพระพุทธรูปสำเร็จดังพระราชประสงค์เถิด สัจจาธิษฐานของพระองค์ร้อนถึงอาสนะของพระอินทร์ ทรงแปลงกายเป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยให้การหล่อพระพุทธรูป ตั้งแต่คุมพิมพ์ปั้นเบ้า คุมการเททอง จนการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้สำเร็จบริบูรณ์ ทองแล่นเต็มทั่วองค์พระ และเป็นที่มหัศจรรย์ยิ่งถึงอภินิหารของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นทวีคูณเมื่อปรากฏตรีศูล ( อุณาโลม ) อันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระอินทร์ที่พระนลาฏของพระพุทธรูป

เมื่อหล่อพระเสร็จแล้ว ตาปะขาวผู้มาช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททองนั้นก็เดินทางออกประตูเมืองด้านทิศเหนือ พอถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็หายไปไม่มีใครพบเห็นอีก จึงเข้าใจว่า ตาปะขาวผู้นั้นคือเทพยดาแปลงกายมาหล่อพระพุทธชินราช เป็นเหตุให้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธรูปองค์นี้ยิ่งขึ้น ตำบลบ้านที่ตาปะขาวหายไปภายหลังเรียกชื่อว่า บ้านตาปะขาวหาย เมื่อมีการสร้างวัดขึ้นในบริเวณนี้จึงตั้งชื่อว่าวัดตาปะขาวหายจนถึงทุกวันนี้ มีศาลตาปะขาว ซึ่งประดิษฐานรูปหล่อตาปะขาวเป็นรูปชายชรายืนสะพายย่าม มือขวาถือไม้เท้า “ศาลตาปะขาว” เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ศาลาช่องฟ้า” เพราะเป็นบริเวณที่ช่องฟ้าเปิดสำหรับให้พระอินทร์เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์นั่นเอง

พระพุทธชินราชอัญเชิญประดิษฐานในพระวิหารใหญ่ ผันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก พระพุทธชินสีห์ อัญเชิญประดิษฐานทางทิศเหนือ และพระศรีศาสดาอัญเชิญประดิษฐานทางทิศใต้

ส่วนทอง ชนวน ที่เหลือถูกนำไปสร้างพระเหลือ และพระสาวก 2 องค์ ทรงปลูกต้นโพธิ์โดยหันหน้าทางทิศอุดร จากนั้นอัญเชิญพระเหลือและพระสาวก 2 องค์เข้าไว้ในที่ชุกชีนั้น.
ราคาเปิดประมูล 10,000 บาท
ราคาปัจจุบัน 20,000 บาท
เพิ่มขึ้นครั้งละ 100 บาท
วันเปิดประมูล พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 20:00:11 น.
วันปิดประมูล ส. - 07 มี.ค. 2569 - 18:59:18 น. (เหลือเวลา 55 นาที)
ผู้ตั้งประมูล วัฒน์พะเยา (604)


(0)
ข้อมูลเพิ่มเติม 1 พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 20:00:42 น.



เพิ่ม


ข้อมูลเพิ่มเติม 2 พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 20:01:00 น.



เพิ่ม


ข้อมูลเพิ่มเติม 3 พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 20:01:20 น.



เพิ่ม


ข้อมูลเพิ่มเติม 4 พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 20:01:35 น.



เพิ่ม


 
ราคาปัจจุบัน :     20,000 บาท
เพิ่มขึ้นครั้งละ :     100 บาท

!!! ท่านต้อง login เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถร่วมประมูลได้ !!!


 
(0)
  ประวัติการเสนอราคา
 ผู้เสนอราคาราคาเวลา
  Zogleg25 (23)(1) 14,000 บาท พฤ. - 05 มี.ค. 2569 - 22:09:19 น.
  Zogleg25 (23)(1) 19,000 บาท ศ. - 06 มี.ค. 2569 - 10:07:30 น.
  kowit_pra (199) 19,500 บาท ศ. - 06 มี.ค. 2569 - 12:21:04 น.
  หนองซอ (1.8K) 20,000 บาท ศ. - 06 มี.ค. 2569 - 18:59:18 น. (ถึงราคาขั้นต่ำแล้ว)

www1
Copyright ©G-PRA.COM