ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : สาวข้างบ้าน ภาค 2 ตอนที่ 4

(D)
เลิกเรียนวันนั้น ผมจึงยังไม่ได้กลับบ้าน
อย่าหาว่าผมทำตัวเป็นพระเอกเลยนะครับ ผมว่าเป็นใคร ๆ ก็ต้องทำอย่างผม
แม้ว่าผมจะคบกับกุ๋งกิ๋งได้ไม่นาน แต่เขาก็เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง ที่ผมควรจะนึกถึงมิตรภาพของเขาไว้บ้าง
อีกทั้งการช่วยทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มีความสุขได้ในเวลาที่ชีวิตของเธอเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ
ผมสาบานได้ ผมไม่ได้เห็นแก่ใบหน้าที่สวยงามน่ารัก รูปร่างที่สมส่วนแรกรุ่น รวมทั้งกริยาสดใสที่ประทับอยู่ในใจของผมมาตั้งแต่แรกเห็นเลยนะนี่
(จะมีใครเชื่อไหมคับ?)
อีกทั้งผมยังมีความรู้สึกบางอย่าง ที่จู่ ๆ เกิดขึ้นหลังจากได้ฟังเรื่องราวของน้องเมย์จบลง
นั่นคือความรู้สึกสงสาร
เป็นความรู้สึกที่เกาะกุมจิตใจ..ยากที่จะสลัดพ้นไปได้
ทั้งที่ผมรู้..รู้ว่าความสงสาร ความเห็นใจ จะเป็นบ่อเกิดแห่งความรัก
แต่ผมก็ห้ามความรู้สึกนั้นไม่ได้
......

เมย์มาในชุดนักเรียน..คอซองหูกระต่าย กระโปรงสีน้ำเงินเข้ม
ใบหน้าขาวใสอมชมพู คิ้วเข้มตาคม ริมฝีปากแดงและเชิดสวย
ผมห้ามใจตัวเองอยู่พักใหญ่..กว่าจะปรับความรู้สึกของตัวเองได้ แล้วละสายตาจ้องความงามนั้นได้ในที่สุด
"สวัสดีค่ะ พี่รัน"
เธอพนมมือไหว้พร้อมย่อกายนิด ๆ
กริยาน่ารักเหลือเกิน
ผมรับไหว้เธอ ยิ้มให้เธอ
ดวงตาของเธอแจ่มใส แทบไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีโรคร้ายแฝงอยู่ในตัว
"พอดีเมย์เลิกเรียนเร็วค่ะ เลยแวะมาหาพี่กุ๋งกิ๋ง ดีใจจังที่ได้เจอพี่รันอีกครั้ง"
เธอคงอายเกินกว่าที่จะพูดออกมาว่าจริง ๆ แล้วเธอตั้งใจจะมาหาผม
ผมยื่นแผ่นโปรแกรมให้เธอ
"ในนี้มีโปรแกรมเยอะแยะเลยครับ ทั้งแปลงเสียง ทั้งตกแต่งภาพ ทั้งเอ็มพีสาม โหลดลงโทรศัพท์ได้ง่าย ๆ "
น้องเมย์พนมมือไหว้อีกครั้ง ผมรับไหว้แทบไม่ทัน
"ยัยเมย์เป็นประธานชมรมวัฒนธรรมไทย..หล่อนไหว้คนเก่งเหมือนกับเด็ดดอกไม้ยังงี้แหละ..นายไม่ต้องรับไหว้ทุกครั้งหรอก..ชั้นเมื่อยมือแทน.."
ยัยกุ๋งกิ๋งอธิบายมาด้วยเสียงกึ่งหมั่นไส้
"การไหว้เป็นสิ่งที่ดีนี่คะ..ใครเห็นใครก็ชอบ" น้องเมย์พูดเสียงใส
"หรือพี่รันไม่ชอบคะ?"
ผมส่ายหน้า..
"ชอบสิครับ.."
เธอยิ้มให้ผมตลอดเวลา..สายตาไม่ยอมเบนไปจากผมเลยสักนิด
จนผมเองที่ต้องหลบตาเธอ
"หิวกันรึยังคะ..เมย์หิวแล้ว เราไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกันดีกว่า.."
ผมมองหน้ายัยกุ๋งกิ๋ง เห็นเขาขยิบตาส่งซิก
"ชั้นก็หิวเหมือนกัน..ไป..รัน ชั้นเลี้ยงเอง ขอบคุณที่นายให้ชั้นลอกรายงานไงล่ะยะ.."
ผมทำท่าปฏิเสธ บอกตรงๆ ว่าผมอยากกลับบ้านมากกว่า
ยัยกุ๋งกิ๋งคว้าแขนผมหมับ ดวงตามีแววขอร้อง
"นายก็ว่างไม่ใช่เหรอ..งั้นเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า"
ผมทำได้เพียงแค่พยักหน้า..ยิ้มเจื่อน ๆ อย่างยากจะปฏิเสธ

แต่แทนที่กุ๋งกิ๋งจะนั่งทานกับผมจนจบ เขากลับขอตัวก่อนทั้งที่เพิ่งเดินทางไปถึงร้านอาหารไม่กี่นาที
"ชั้นนึกขึ้นได้ว่าชั้นนัดยัยแอนเอาไว้..ตายล่ะนี่ ชั้นถูกด่าปี้ป่นแน่..รัน ชั้นฝากยัยเมย์ด้วยนะ..อาหารมื้อนี้เท่าไรพรุ่งนี้ชั้นเคลียร์เอง.."
ผมทำหน้าปุเลี่ยน
"เมย์..แล้วรีบกลับบ้านล่ะ..ไว้เจอกันที่บ้าน"
เมย์ยิ้มแฉ่ง
"ค่า..."
ผมได้แต่แอบกลืนน้ำลาย
.....
เมื่ออยู่กันสองต่อสอง..น่าแปลก..ที่น้องแมย์ทำให้ผมหายอึดอัดได้
เธอคุยเก่ง ผู้หญิงที่สวยด้วยคุยเก่งด้วย ใครเป็นผู้ชายคงรู้ว่ายากที่จะบังคับใจขนาดไหน
ผมยอมรับ ผมเผลอไปบ้างอยู่เหมือนกัน
นี่คือนิสัยของผู้ชายส่วนใหญ่ ผู้หญิงคนไหนไม่รู้ ผมก็อยากจะบอกไว้
แต่ในส่วนลึกของหัวใจ..ผู้ชายคนนั้น ย่อมจะมีผู้หญิงที่เขารักอยู่เพียงคนเดียว
นี่คือเรื่องจริง อย่างน้อย ก็เป็นเรื่องจริงสำหรับผม
น้องเมย์ดูมีความสุข...เธอคุยแต่เรื่องสนุก ไม่แวะเวียนมาเกี่ยวกับเรื่องของผม
ดูเหมือนเธอจะจงใจที่จะทำอย่างนั้น อย่างน้อย ภาพที่ผมกับมินนั่งทานสุกี้ด้วยกัน คงเป็นคำตอบที่ดีให้เธอได้
ก่อนจากกันวันนั้น เธอยกมือไหว้ผมอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณ
"พี่รันทำให้เมย์มีความสุขมาก..ขอบคุณนะคะ"
ผมไม่ยอมรับ
"เมย์ต่างหากที่ทำให้พี่มีความสุข ไม่เห็นต้องขอบคุณพี่เลย"
"เมย์รู้ พี่กุ๋งกิ๋งคงเล่าเรื่องของเมย์ให้พี่รันฟังแล้ว..วันนี้เมย์ถึงได้มีโอกาสทานข้าวกับพี่..พี่รันไม่ต้องคิดมากนะคะ..เมย์รู้ว่าอะไรควรไม่ควร..แค่เมย์อยากจะใ ช้เวลาที่เหลือตามใจตัวเองให้มากที่สุดเท่านั้น.."
คำพูดตรง ๆ ของเมย์ทำให้ผมนึกคำพูดไม่ทัน
"ก็หวังว่าคงไม่ทำให้พี่รันอึดอัดจนเกินไป..เมย์ขอบคุณอีกครั้งนะคะ"
.......

เมย์แยกกลับบ้านไปแล้ว..ผมส่งเธอที่ป้ายรถเมล์
เธอโบกมือหยอย ๆ ส่งยิ้มหวานให้ผมอีกครั้ง
ผมยิ้มรับ..มองเธอจนลับสายตา
เป็นยิ้มที่สวย..กินใจ..ติดใจ..จนผมต้องเขกกระโหลกตัวเอง
"อย่าหาเรื่อง ไอ้รัน.."
ด่าตัวเองเสร็จ ก็ถามตัวเองว่าจะไปไหนต่อ?
กลับบ้าน? เดินเล่น? หรือจะไปหาเพื่อน?
เหลือบตามองนาฬิกา(ของชาวบ้านเขา..แหะ..ผมเป็นคนไม่ชอบใส่นาฬิกาคับ) ยังไม่หกโมงเย็นดี
พอดีแถวนั้น..มีสวนสาธารณะอยู่ริมถนน..บรรยากาศร่มรื่นน่านั่งเล่น
ประกอบกับเรื่องในหัวใจก็มีมากมาย..ผมเลยคิดว่าน่าจะไปนั่งคิดสะสางสักพักค่อยกลับบ้านจะดีกว่า
พอเดินไปถึง..ม้านั่งว่าง ๆ สักตัวก็หาไม่ได้
มีคนมาใช้บริการอยู่เพียบ มีทั้งเดินจ๊อกกิ้ง มีทั้งวิ่งออกกำลัง
แต่ส่วนใหญ่จะมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับผมมานั่งจีบกันมากกว่า
ผมเดินเกร่เหล่ชาวบ้านเขาไปเรื่อย..กระทั่งไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรกันอยู่
แม้ฟ้าจะยังไม่มืด..แต่ตรงนั้นก็ถูกไฟส่องสว่าง
เมื่อชะเง้อมอง จึงรู้ว่าเป็นกองถ่ายทำละคร
ผมซึ่งสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว..ก็เลยยืนดูเสียเลย
ใครจะเชื่อล่ะว่า..ณ จุดนั้น..จะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนจากเดิมไปจนจำชีวิตเดิมแทบไม่ได้
ทุกวันนี้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ยังแทบไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง
คนเรา..บางครั้ง..ก็ถูกขีดเส้นชีวิตไว้จากอะไรบางอย่าง..ที่เรามองไม่เห็นไว้แล้ว
ผมเองก็คงถูกขีดเส้นไว้แล้วเช่นกัน..
+++++

มันคือการถ่ายทำละครจริง ๆ
เป็นฉากที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันในสวนหย่อม
มีการวางรางให้กล้องวิ่งผ่านไปมา ผมมารู้ตอนหลังว่าเขาเรียกว่าการ "ดอลลี่"
มีการใช้กระเช้ายกสูงขึ้นไป เพื่อจะเก็บภาพมุมบน
ผู้กำกับไม่ยักกะเหมือนที่ผมเคยคิดไว้ แทนที่จะใส่แว่นตาดำไว้หนวดและสวมหมวก กลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าจะมีอายุสามสิบเศษ ๆ
สวมแขนสั้นสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์สีซีด..ในมือถือกระดาษปึกหนึ่ง
โทรโข่งก็ไม่เห็นมี
สังเกตได้ว่าการถ่ายทำคงใกล้จะเสร็จสิ้นลงแล้ว..เขาคงถ่ายกันมานานก่อนที่ผมจะมาถึง
พี่ผู้หญิงคนที่เป็นผู้กำกับ พยักหน้าเรียกความพร้อมของกองถ่าย
ไฟเปิดพรึ่บ ช่างกล้องก้มหน้าลงเล็งเข้าไปในรูเล็ก ๆ ของกล้อง
มีคนถือแผ่นไม้เขียนรายละเอียดของฉากของซีน ยื่นเข้าไปที่หน้ากล้องตัวหนึ่ง
พี่สาวคนนั้นสั่งเบา ๆ
"แอคชั่น"
กล้องเคลื่อนผ่านพระเอกนางเอก
ทั้งสองคุยกันเบา ๆ มีไมค์หุ้มฟองน้ำยังกะลูกตุ้มซ้อมมือของนักมวย ยื่นอยู่เหนือศีรษะของทั้งสอง
ไม่เกินห้านาที..มีการสั่งคัทและแก้ไขใหม่อีกครั้ง
ผมยืนดูจนเพลิน..โดยไม่รู้ตัวว่ามีใครยืนดูผมอยู่เหมือนกัน
พอกองถ่ายถูกสั่งเลิก..ใครคนนั้นก็เข้ามาหาผม..
เขาเป็นผู้ชาย..ไว้หนวดเล็กน้อย..หน้าตาดี ผิวขาว แต่งตัวเนี๊ยบไปทุกส่วน
"น้อง..สนใจเบื้องหลังกองถ่ายมากเลยสินะ.."
ผมยิ้ม นึกแปลกใจ ทำไมเขาถึงเลือกมาถามกับผม ก็คนยืนดูมีอยู่เพียบ
"อยากร่วมงานกับพี่ไหมล่ะ?"
"งานอะไรครับ?"
"งานละครไง.."
ผมยังยิ้ม..กำลังงงได้ที่
"หน้าตาหน่วยก้านอย่างน้อง..พี่ว่าทำดี ๆ ดังได้แน่"
ผมแคะหูตัวเอง
"ตอนนี้พี่มีละครใหม่กำลังจะเปิดอีกกองหนึ่ง..กำลังหาตัวแสดงอยู่พอดี..สนใจไหมล่ะ"
ผมหน้าแดง..บอกไม่ถูกว่าแดงเพราะอะไร รู้แต่ร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า
"ผมยังเรียนอยู่เลยครับ"
"เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา..เราเลือกวันถ่ายทำที่จะให้ตรงกับวันธรรมดาน้อยที่สุดอยู่แล้ว..เอางี้..นี่นามบัตรพี่..สนใจเมื่อไรก็โทรฯ มาได้ตลอด.."
ผมยื่นมือออกไปรับ..ไม่รู้จะกล่าวคำว่าอะไรดี
"หรือจะให้ผู้ปกครองโทรฯมาคุยกับพี่ก่อนก็ได้.."
พูดจบเขาก็เดินกลับไปที่กองถ่าย ผมยังตะลึงนิ่งอยู่ตรงนั้น
เห็นเขาเข้าไปคุยกับผู้กำกับหญิงคนนั้น..พี่เค้าหันมา..มองมาที่ผม..แล้วพยักหน้า ก่อนจะพูดอะไรสองสามคำ
วันนั้นผมจึงเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต
+++++++

ข่าวดีอย่างนี้ผมบอกแม่ของผมเป็นคนแรก
ท่านทำสีหน้าแปลก ๆ ขยี้ตาสองสามรอบ
"อย่างแกนี่น่ะเหรอ..จะไปเป็นดารา?"
ผมหน้าคว่ำ
"ให้กำลังใจดีมากนะแม่นะ.."
"แม่ว่าเค้าคงตาถั่วมากกว่า"
"แง่ง"
แม่หัวเราะ..แล้วพูดเป็นงานเป็นการขึ้น
"แม่ไม่อยากให้ทำนะ..เดี๋ยวการเรียนเสีย"
ผมอ้าปากจะเถียง แต่แกโบกมือห้าม
"เอาเถอะ ๆ จะเอาอย่างไรก็ตามใจ โตจนขนาดนี้แล้ว..แต่ต้องรับปากแม่ไว้อย่าง"
"อะไรครับ"
"เรียนต้องไม่เสีย..นิสัยก็ต้องไม่เสียด้วย"
ผมงง
"เกี่ยวอะไรกับนิสัยคับ?"
"อ้าว..แม่กลัวแกจะเหยียบดินไม่เป็นน่ะสิ ได้ดีแล้วลืมตัวเคยได้ยินไหม? และอีกอย่าง เรื่องยาเสพติดเรื่องเที่ยวกลางคืนนี้มีก็ขอห้าม..หากแม่รู้แม่จะไม่ให้แกทำทันที..โอเค้?.."
ผมถามให้แน่ใจ
"หมายความว่าแม่ไม่ขัดข้อง แม่อนุญาตให้ผมทำงานนี้ใช่ไหมแม่?"
แม่พยักหน้า
"ถ้าแกแน่ใจว่าจะทำได้ตามที่แม่ขอ.."
ผมกระโดดเข้าหอมแก้มแม่ดังฟอด "ผมต้องทำได้สิครับแม่.." แล้วกระโจนหวือขึ้นบันไดกลับเข้าห้อง
ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ตามหลังมา
"ทะโมนอย่างเนี้ยเนี่ยนะ จะไปเล่นละคร..ฝันไปละมั้งฉัน..ฯลฯ"
++++


โปรดติดตามตอนต่อไป...

โดยคุณ nooing (29.3K)  [ส. 30 พ.ค. 2552 - 07:17 น.]



โดยคุณ toei89 (625)  [ส. 30 พ.ค. 2552 - 09:05 น.] #655575 (1/4)

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [ส. 30 พ.ค. 2552 - 11:32 น.] #655739 (2/4)
มารอตอนต่อไปคะ......


โดยคุณ pusit (1.7K)  [ส. 30 พ.ค. 2552 - 12:05 น.] #655783 (3/4)


(D)

โดยคุณ surachet55 (2.1K)  [ส. 30 พ.ค. 2552 - 14:30 น.] #655867 (4/4)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


www1
Copyright ©G-PRA.COM