ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@สวัสดีคะ...รายการคุยกันทั้งวัน...เช้ายันดึก...มาแล้วคะ..@@



(D)
วันนี้วันอังคาร ที่ 2 มิ.ย. 2552 ตรงกับขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 ปี ฉลู " ศรารีย์ " ได้รับเกียรติ จากท่านอาจารย์ภูษิต ให้มาเป็นพิธีกร บกพร่องประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ( มือใหม่คะ )

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:22 น.]



โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:43 น.] #658947 (1/151)
อิอิอิ ยังไม่นอนหรือครับพี่

โดยคุณ karn_999 (96)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:51 น.] #658949 (2/151)
สวัสดียามดึกครับ ท่าน ศรารีย์ นอนดึกจริงๆนะครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:54 น.] #658951 (3/151)


(D)


สวัสดีครับท่านพิธีกร และพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่านครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:54 น.] #658953 (4/151)


(D)
ก่อนอื่นขอแนะนำตัวพิธีกร " ศรารีย์ " ก่อนนะคะ

..... ศรารีย์ = ศราวุฒิ + อารีย์

ศราวุฒิ รัตนโรจนากุล รับราชการ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ

อารีย์ รัตนโรจนากุล เปิดร้านขายเครื่องเขียน , วัสดุสำนักงาน ชื่อ ร้านท๊อปเพื่อนเรียนคะ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 01:56 น.] #658955 (5/151)
ว่าแต่มีตำแหน่งว่างเปล่าครับ
ตกงานมาปีกว่าแล้วหางานทำไม่ได้เลย

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:01 น.] #658956 (6/151)


(D)

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:05 น.] #658958 (7/151)
สวัสดีคะน้องแทน น้อง karn_99 อาจารย์ภู คะ นอนดึกเหมือนกันนะคะ ดีเลยคะเดี๋ยวจะพาไปเที่ยวด้วยกัน น้องแทนคนบ้านเดียวกันมาช่วยพี่พาเที่ยวด้วยละกันน้า...

ก่อนอื่นเลยกองทัพเดินด้วยท้องเนอะ วันนี้ก็เลยจะพาไปทานอาหารเช้ายอดฮิตของหนองคายกัน แต่เราอาจจะไปเช้าไปหน่อยนะ ตี 2 เอง...แฮะ....แฮะ....

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:06 น.] #658960 (8/151)
สัตวแพทย์ "วัง"- ตรวจอาการพังกำไล(ข่าวสด)

ทีมสัตวแพทย์สำนักพระราชวัง สัตวแพทย์มหาวิทยาลัย มูลนิธิ สถาบันเกี่ยวกับช้างรวม 8 แห่ง ร่วมประชุมวางแผนวิธีรักษา "พังกำไล" หมอเผยอาการดีขึ้นกว่าวันแรก แต่ยังกินอาหารได้น้อย ต้องให้น้ำเกลือแทนวันละ 20 ขวด ประชาชนแห่ให้กำลังใจ ขนผลไม้ของโปรดช้างทั้งกล้วย อ้อย สับปะรด แตงโม มาเยี่ยมไข้เพียบ ประกาศขอบริจาคสายดับเพลิงทำเป็นเปลพยุงตัว แค่วันเดียวบริจาคมากันพรึบ ทหารยังส่งกำลังมาช่วยเป็นลูกมือหมอ เจ้าของซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยืนยันจะอยู่เฝ้าพังกำไลจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพราะถือเป็นช้างมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่า ผูกพันกันมากว่า 10 ปี

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ สถานที่รักษา "พังกำไล" ช้างเพศเมียที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำบาดเจ็บสาหัสที่ขาหน้าทั้ง 2 ข้าง โดยมีนายสมศักดิ์ ศาลางาม ควาญช้างและเจ้าของพังกำไลนั่งเฝ้าอาการอยู่ไม่ยอมห่าง ทั้งนี้ ช่วงเช้าวันเดียวกัน พล.ต.ต่อศักดิ์ เหลืองตระกูล ผบก.จว.ทหารบกสุรินทร์ นำกำลังทหารจังหวัดทหารบกสุรินทร์ จำนวน 20 นาย มาที่สถาบันวิจัยฯ เพื่อช่วยเหลือคณะสัตวแพทย์ในการบำบัดรักษาพังกำไล เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ต้องใช้กำลังคนจำนวนมากในการดูแลอาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ ทางสถาบันวิจัยฯ ยังประสานขอรับบริจาคสายดับเพลิง เพื่อนำมาสานเป็นเปลใช้ในการพยุงตัวพังกำไลขึ้นมาเพื่อให้อาหาร เนื่องจากช้างที่อยู่ในท่านอนจะกินอาหารได้น้อย

เวลา 08.00 น. น.สพ.เชาวลิต นาคทอง รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์มหิดล พร้อมคณะเดินทางมาพบส.พญ.ภัทร เชื้อพลายเวช ผอ.สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ และชุดคณะสัตวแพทย์ ได้ร่วมประชุมกันประมาณ 15 นาที ส.พญ.ภัทร เผยว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา พังกำไลต้องนอนตะแคงท่าเดียว จึงกินอาหารได้น้อย

อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าดูอาการแล้วแข็งแรงกว่าวันแรก สามารถให้อาหารอ่อนๆ ประเภทกล้วย ส่วนอ้อยนั้นยังกินไม่ได้ และหากจะให้อาหารพังกำไลต้องใช้รถเครนยกขึ้น เมื่อช้างกินอาหารได้น้อยต้องให้น้ำเกลือวันละ 20 ขวด การถ่ายต้องใช้มือล้วงควักออกมา ส่วนอาการบาดเจ็บนั้น จากการดูแผ่นฟิล์มเอกซเรย์แล้ว บริเวณขาข้างซ้ายยังเห็นไม่ชัด ต้องเอกซเรย์ใหม่ ส่วนขาขวานั้นกระดูกท่อนบนหัก

ด้าน น.สพ.เชาวลิต กล่าวว่า จากการมาเห็นอาการของพังกำไลแล้วไม่น่าห่วง เพราะจากการรายงานของ ส.พญ.ภัทร ทราบว่ามีสุขภาพดีขึ้น สำหรับขั้นตอนการรักษาต้องรอคณะสัตวแพทย์พระราชทาน และต้องประชุมวินิจฉัยร่วมกันเป็นทีม

ต่อมาเวลา 12.00 น. ส.พญ.ภัทร พร้อมด้วย น.สพ.เชาวลิต ได้เฝ้าสังเกตอาการของช้างพังกำไล พบว่าเริ่มมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ชูงวงกวัดแกว่งไปมาและพยายามจะทรงตัวลุกขึ้น ขณะที่ทางโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ได้ประสานกับผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุรินทร์ ขอกำลังทหารมาช่วยยกตัว พังกำไลเพื่อเอกซเรย์ดูกระดูกขาว่ามีส่วนใดที่หัก และจะมีวิธีการรักษาอย่างไร โดยจะรอแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 6 มหาวิทยาลัย ที่ลงมาช่วยตรวจอาการ ซึ่งก่อนรักษาจะต้องพยุงตัวให้พังกำไลลุกขึ้นให้ได้ อย่างไรก็ตาม มีประชาชนจำนวนมากมารอดูและให้กำลังใจช้างพังกำไลจำนวนมาก พร้อมกับมีสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ เฝ้าติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด

นายสมศักดิ์ ศาลางาม อายุ 30 ปี เจ้า ของพังกำไล กล่าวว่า พังกำไลเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ย่า อยู่มาด้วยกันกว่า 10 ปี เป็น ความผูกพันที่มีต่อกันมาก สงสารที่ต้องมารับเคราะห์ครั้งนี้ กว่าจะนำมาส่งที่สุรินทร์ได้อาการก็เกือบสิ้นหวัง ต้องขอบคุณทีมแพทย์จากหลายแห่งที่พยายามหาวิธีรักษา และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณองค์สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตนเองนอนเฝ้าพังกำไลทั้งคืนสังเกตอาการว่ามันคงเจ็บปวดมาก พยายามเปลี่ยนท่าทางตลอด แต่ทำไม่ได้ ตนจะดูแลพังกำไลจนกว่าจะหมดหนทางเพราะผูกพันกับมันมาก ร่วมทุกข์สุขมาด้วยกัน หากการรักษาจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ก็จะเฝ้าดูแลรักษาจนกว่าจะดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ ได้จัดส่งรถเครนมาช่วยเหลือในการยกตัวช้างพังกำไลด้วย ทั้งยังมีหน่วยงานราชการหลายแห่งต่างหยิบยื่นความช่วยเหลือเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งมีผู้บริจาคสายดับเพลิงเพื่อนำมาพยุงตัวพังกำไลจำนวนมาก ทั้งจากเทศบาลตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ 4 เส้น เทศบาลตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ 7 เส้น เทศบาลตำบลลำดวนสุรพินท์ อำเภอลำดวน 11 เส้น เทศบาลตำบลกังแอน อำเภอปราสาท 8 เส้น หจก.ทวีกิจก่อสร้างสุรินทร์ 2 เส้น พร้อมน้ำดื่ม 3 โหล เงิน 500 บาท อบจ.สุรินทร์ 2 เส้น พร้อมอาหารวันละ 100 กล่อง นอกจากนี้มีชาวบ้านที่มาให้กำลังใจพังกำไล ได้นำกล้วย สับปะรด แตงโม อ้อย มาให้เป็นอาหารสำหรับพังกำไลด้วย

เมื่อเวลา 14.00 น. น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์ช่วยราชการสำนักพระราชวัง เดินทางมาถึงสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ เข้าดูอาการของพังกำไล และเตรียมร่วมหารือกับคณะแพทย์จาก 6 มหาวิทยาลัย ที่กำลังจะเดินทางมาถึง เกี่ยวกับการวางแผนรักษาพังกำไล

ทั้งนี้ ได้มีการเชิญชวนประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือพังกำไล ผ่านบัญชีกองทุนสนับสนุนโครงการสัตวแพทย์พระ ราชทาน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาราชเทวี กรุงเทพมหานคร เลขที่บัญชี 044-1-34174-6

เวลา 16.30 น. ทีมคณะสัตวแพทย์ รักษาช้างพังกำไล ประกอบด้วย น.สพ.ม.ล.พิพัฒนฉัตร ดิศกุล นายสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวัง น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์ช่วยราชการสำนักพระราชวัง จากสำนักพระราชวัง สพ.ญ.ไพวิภา กมลรัตน์ น.สพ.ศิริพงษ์ เกียรติมหากุล น.สพ.ศุวิชา จุทาเทพ น.สพ.นิวัตร จันทร์ศิริพรชัย จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ น.สพ.นฤพนธ์ คำภา น.สพ.สุชาติ วัฒนชัย น.สพ.สุวลักษณ์ ศรีสุภา น.สพ.ธนพล หนองบัว จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

น.สพ.เชาวลิต นาคทอง ทีมจากโรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล น.สพ.พรชัย สันติเสวี คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น.สพ.ขจรพัฒน์ บุญประเสริฐ จากสถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง น.สพ.เอกสิทธิ์ ติยานันท์ มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย น.สพ.ปรีชา พวงคำ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลช้างลำปางของมูลนิธิเพื่อนช้าง ส.พญ.ภัทร เชื้อพลายเวช น.สพ. วีระศักดิ์ ปิ่นตาวงศ์ ส.พญ.มนัสวี ไทยภิรมย์ ส.พญ.เบญจมาส บุญศาสตร์ และ ว่าที่ร.ต.น.สพ.ทศพล ต่อศรี จากสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์

พร้อมด้วยนายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ รองผวจ.สุรินทร์ พล.ต.ต่อศักดิ์ เหลืองตระกูล ผบ.จังหวัดทหารบกสุรินทร์ นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายกอบ จ.สุรินทร์ นายประเสริญ สรรเพชุดาญาณปศุสัตว์ จ.สุรินทร์ ร่วมประชุมกับคณะแพทย์ที่จะทำการรักษาพังกำไล โดยใช้เครื่องเอกซเรย์ดิจิตอล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อดูลักษณะการหักของกระดูกขาหน้า 2 ข้าง โดยในส่วนขาหน้าซ้ายที่นอนตะแคงทับอยู่ ต้องใช้รถเครนยกตัวพังกำไลให้ยืนขึ้นเพื่อให้ทีมสัตวแพทย์เข้าเอกซเรย์ได้สะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ทีมสัตวแพทย์เอกซเรย์พังกำไล ต้องใช้กำลังทหารจากค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดทหารบกสุรินทร์ ช่วยกันดึงโซ่ที่ผูกขาพังกำไล และช่วยกันร้อยสายฉีดน้ำดับเพลิงให้เป็นเหมือนเปลช่วยพยุงยกพังกำไลให้ลุกยืน ท่ามกลางประชาชนมามุ่งดูคอยให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก โดยทีมงานสัตวแพทย์เผยว่า จากสภาพของพังกำไลในขณะนี้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ซึ่งทางทีมแพทย์จะนำผลเอกซเรย์ไปวินิจฉัยเพื่อหาทางรักษาต่อไป

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:07 น.] #658963 (9/151)
โอเคเลยครับพี่ จัดไปอย่าให้เสีย

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:10 น.] #658964 (10/151)
ข้าวต้ม ต้มเส้น มาม่า ร้อนหลังจากไปเที่ยวแวะทานที่ร้าน ช้อนทอง ก่อนกลับบ้านไปนอน
ตื่นมาจะได้ไม่แฮ้ง ร้านนี้มีในโปรดแกรมเปล่าพี่ อิอิอิ เจ้าประจำเลย

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:15 น.] #658967 (11/151)


(D)
เจอกันอีกครั้ง ตอนเช้าตรู่ครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:15 น.] #658968 (12/151)


(D)
ไข่กระทะ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:19 น.] #658969 (13/151)
โฮพี่เขายังไม่เปิดนิครับ ต้องตอนเช้าตู่หน่อยๆ ว่าแต่เจ้าไหนครับ ที่จะแนะนำ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:27 น.] #658971 (14/151)


(D)


ไข่กระทะ + ขนมปังหน้าหมู ร้านทานตะวันก็แล้วกันน้องแทน จัดไว้ให้เพื่อนๆๆสมาชิกตื่นขึ้นมาจะได้ทานกันเลยไงจ๊ะ

กับก๋วยจั๊บจ๊ะ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:28 น.] #658972 (15/151)
น้ำลายไหล

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:37 น.] #658976 (16/151)
ไข่กระทะ + ขนมปังหน้าหมู
ว่าได้เลยว่าเป็นอาหารเช้า ที่ยอดฮิตของชาวหนองคายเลยก็ว่าได้
หรือบางท่านก็จะชอบก๋วยจั๊บ ต้มเส้น โจ๊ก บ่างก็มี ก่อนไปโรงเรียน
หรือไปทำงาน ท่านอาหารมือเช้ามือสำคัญของชีวิตด้วยนะครับพี่ๆ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:38 น.] #658978 (17/151)


(D)
หลังจากทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เราก็จะไปเสริมมงคลแห่งชีวิตกันด้วยการไปกราบ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของหนองคายกัน ใช่แล้วคะ หลวงพ่อพระใส ที่วัดโพธิ์ชัยคะ

ตามมาเลยคะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:39 น.] #658981 (18/151)


(D)
หลวงพ่อพระใสคะ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:41 น.] #658982 (19/151)
หลวงพ่อพระใส

เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1นิ้ว ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง ถนนโพธิ์ชัย เขตเทศบาล เมืองหนองคาย เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ประวัติความเป็นมา สมเด็จในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ.2468 ว่า หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปหล่อในประเทศล้านช้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาทั้งสามของพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งเมืองล้านช้าง คือเจ้าหญิงคำสุก เจ้าหญิงคำเสริม และเจ้าหญิงคำใส ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จึงขออนุญาตพระราชบิดาหล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้น โดยขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ

1. พระสุก ปัจจุบันจมอยู่ในน้ำโขง ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

2. พระเสริม ประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร

3. พระใส ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองคาย

พ.ศ.2321 พระเจ้าธรรมเทววงศ์ ได้อัญเชิญไปไว้ ณ เวียงจันทน์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญมาฝั่งไทย แต่เกิดพายุ พระสุกจมน้ำอยู่ที่ปากงึ่ม (เวินพระสุก) ส่วนพระเสริมและพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย และวัดหอก่อง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่ กรุงเทพฯ ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จ. หนองคาย

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:42 น.] #658983 (20/151)


(D)


องค์หลวงพ่อพระใส กับภาพจิตรกรรมฝาผนังคะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:44 น.] #658984 (21/151)
ขอบคุณมากน้องแทนพี่กำลังจะลงประวัติพอดี.....

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:44 น.] #658985 (22/151)
ภาคปาฏิหารริย์หลวงพ่อพระใส

เมื่อหลวงพ่อพระใสมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดโพธิ์ชัยแล้ว ผู้อาศัยที่ได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ และอัศจรรย์หลายประการ จึงเป็นที่ศรัทธาที่เครพนับถือ และสักการะบูชาของประชาชนที่มีแด่หลวงพ่อพระใส ที่มีความสำเร็จร่มเย็นเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ให้พุทธศาสนิกชนชายไทยได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และอานุภาพความศักดิ์สิทธื ความอัศจรรย์ขององค์หลวงพ่อพระใสจนได้สมญาว่า “หลวงพ่อเกวียนหัก” แม้ตราบเท่าทุกวันนี้พระบารมีที่คุ้มครอง และพระเมตตาธรรมขององค์หลวงพ่อพระใส ยังคงเผ่ปกป้องคุ้มครองขจัดปัดเป้าภัยพิบัติให้ผุ้หวังพึ่งบารมีอย่างไม่เสื่อมคลายเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง ยิ่งกว่าอัศจรรย์ อีกทั้งยังทำให้วัดโพธืชัยเป็นสถานที่ท่องเทียวให้พุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศ และพี่น้องชาวต่างชาติได้มาสักการะบูชาหลวงพ่อพระใส อย่างไม่ขาดสาย


ภาคปาฏิหารริย์หลวงพ่อพระใส
หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่เดิมมาปรากฏตามประวัติว่า เมื่อรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศ์จะเสด็จเสวยราชขึ้นครองนครเวียงจันทร์ พระองค์ได้ทรงตั้งจิตอธิฐานเฉพาะพระพักตร์ของหลวงพ่อพะใสว่า ถ้าการปกครองไพร่ฟ้าของข้าพเจ้าจะเป็นไปด้วยคาวมสันติสุขปราศจากศัตรูหมู่ไพรีที่จะมาเบียดเบียนแล้ว ขอให้หลวงพ่อพระใสแสดงเหตุอัศจรรย์ให้ประจักษ์ ครั้นถึงเสวยราชย์เดือนอ้าย ได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นตามคำอธิฐาน
คือฟ้าคึกคะนองร้องรั้น หวั่นไหวแลบแปลบปลาบสายฟ้าฟาด สนั่นสั่นสะเทือน แต่จะได้เป็นอันตรายแก่คนสัตว์ก็หามิได้อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากันตลอดรัชสมัยของพระองค์
ความอัศจรรย์หรืออภินิหารครั้งที่สอง คราวที่ขุนวรธานีอัญเชิญหลวงพ่อพระใสออกจากวัดหอก่อง เพื่อที่จะนำไปกรุงเทพฯ ปรากฏว่าพออัญเชิญมาถึงวัดโพธิ์ชัยปรารภจะนำไปกับพระเสริม คนที่สมมติให้เป็นพราหมณ์
ผู้อัญเชิญหลวงพ่อพระใสไปนั้นไม่สามารถลากเกวียน ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อพระใสให้เครื่อนไปได้ แม้จะใช้เครื่องฉุดก็สุดความสามารถ เช่นเดียวกันได้ทำการอ้อนวอนด้วยประปารต่างๆ ก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดเกวียนได้หักลง คราวนี้ได้หาเกวียนใหม่มาเป็นที่ประดิษฐาน แต่ก็อัศจรรย์อีกครั้งเพราะม่สามารถจะนำให้เคลื่อนที่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงปรึกษาหาตกลงกันว่าจะอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย แล้วก็ทำการอ้อนวอนเป็นผลดีใจนึก
พอเข้ามาหามเพียงไม่กี่คนหลวงพ่อพระใสก็ถูกยกขึ้นประดิษฐานไว้ในอุโบสถวัดโพธิ์ชัย ให้คณะเรามากราบไหว้เครพสักการะบูชา และเป็นเกียรติอันสูงส่งแก่ชาวจังหวัดหนองคายมาตลอดจนบัดนี้
ในคราวต่อมา องค์หลวงพ่อพระใสก็ได้แสดงความอัศจรรย์อีกหลายครั้ง เช่นเมื่อคราวที่ขุนว์ฯ เป็นผุ้ที่เชิดชูหลวงพ่ออยู่นั้น ขณะที่ทางวัดโพธิ์ชัยมีงานสมโภชหลวงพ่อพระใส ได้มีท่านผผผู้หนึ่งซึ่งเดินทางมาจากต่างถิ่น ไม่สู้เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระใสมากนัก เพื่อเป็นการทดลดงจึงไดทูลว่า ถ้าหากหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ฟ้าผ่าทีทันใดนั้นเองฟ้าก็ผ่าลงมาจิรงๆ









หลวงพ่อพระใส หรือ หลวงพ่อเกวียนหัก เป็นพระพุทธปฏิมาที่มีความประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มพิธีเททองหล่อ โดยพระราชธิดาล้านช้างเป็นเจ้าศรัทธา มาจนทั่วถึงปัจจุบันนี้ พิศดารมากพอสมควร จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีชาวพุทธศาสนิกชน ตลอดแม่น้ำสองฝั่งโขงให้ความเครพบูชาศรัทธา เลื่อมใสกันอย่างมาก
และหลวงพ่อพระใสเองก็ได้ทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์ท่านอยู่เสมอมา แม้ตราบเท่าทุกวันนี้ พระบารมีของหลวงพ่อพระใส ยังคงปกป้องแผ่คุ้มครอง ขจัดเป่าภัยพิบัติให้แก่ผู้หวังพึ่งอย่างไม่เสื่อมคลาย ดังจะเห็นได้อย่างแจ่มชัด จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อครวาที่เครื่องบินบริษัทเดาอากาศไทยประสบอุบัติเหตุบริเวณทุ่งนาครองรังสิต เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๒๓ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเราคงยังจำกันได้ว่า มีผู้โดยสารสองท่านและหนึ่งในสองท่านคือ คุณศักดิ์ดา อัครเมธาทิพย์ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำหนองคายก่อนออกเดินทางได้ไปนมัสการหลวงพ่อพระใสพร้อมกับบูชาหลวงพ่อพระใส จำลองขนาด หน้าตัก ๕ นิ้ว นำขึ้นเครื่องเดินทางไปด้วยเมื่อเกิดอุบีติเหตุขึ้น ทั้งคนและองค์พระกับไม่เป็นอะไรเลยทั้งๆที่องค์พระเป็นเพียงแค่วัตถุทองเหลืองขชิดหนึ่งไม่มีความแข็งแรงอะไรเป็นพิเศษหน้าที่จะบุบสลายแตกทำลายไปเหมือนวัตถุอื่นๆแต่การกับปรากฏว่าองค์พระได้ตั้งอยู่ในลักษณะ
ปกติธรรมดาบนปีกเครื่องบินที่หักข้างหนึ่งโดยม่มีส่วนแตกหักบุบสลายเลยซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นปารฏิหาริย์ที่รู้เห็นกัยอย่างกว้างขวางจนมีสื่อมวลชนหลายแขนงเสนอภาพและข่าวอย่างละเอียดพร้อมกับตั้งสมญานามหลวงพ่อพระใส จึงเป็นที่มาของคำว่าพระพุมธรูปปราฏิหาริย์ บ้าง “ยิ่งกว่าอัศจรรย์บ้าง” บ้าง

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:47 น.] #658986 (23/151)
อิอิอิ ขัดจังหวะคุณพี่ ศรารีย์ หรือเปล่าครับ
เรื่องราวขององค์หลวงพ่อแบบนี้ก็เข้าทางผม ผมเลยติดลมบน กราบขอโทษครับผม
ไม่ได้ตั้งใจครับผม ต่อเลยครับพี่

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:53 น.] #658988 (24/151)


(D)
วัดโพธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 873 ถนนประจักษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ เขต 2 ภาค 8 สังกัดคณะมหานิกาย
สภาพของวัด เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2524 มีเนื้อที่ 16 ไร่ 3 งาน 94 7/10 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 1537
ทิศเหนือ ยาว 166 เมตร จดคุ้มโพธิ์ชัย ถนนประจักษ์
ทิศใต้ ยาว 213 เมตร จดถนนชลประทาน
ทิศตะวันออก ยาว 89.50 เมตร จดทุ่งนานายคำ อนิทะชัย
ทิศตะวันตก ยาว 109 เมตร จดตลาดโพธิ์ชัย
มีเนื้อที่เป็นเขตธรณีสังฆ์ 1 แปลง ขนาด 84 1/100 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 1107 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 เนื้อที่ กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 19 เมษายน พุทธศักราช 2523
ประวัติความเป็นมา
วัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อ "วัดผีผิว" เนื่องจากบริเวณวัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาทางราชการจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ " วัดโพธิ์ชัย " ในสมัยกรุงรัตนฌกสินทร์ แล้วยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2524 และเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใสซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลัง หล่อด้วยทองสุก มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระสงฆ์ ถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว มีห่วงกลมขนาด หัวแม่มือจำนวน 3 ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใส สำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาที่อัญเชิญลงมา แห่รอบเมืองให้ประชาชน ได้สรงน้ำในวันสงกรานต์

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:56 น.] #658989 (25/151)
ขอเสมออีกนิดนะครับพี่ ศรารีย์ (กลัวจะไปขัดจังหวะ)

คาถาบูชาหลวงพ่อพระใส

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

อะระหังพุทโธ โพธิชโย เสยยะคุโณ โพธิสัตโต มหาลาโภ ปิยัง มะมะ ภะวันตุโณ โหตุ สัพพะทาฯ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 02:56 น.] #658990 (26/151)
ไม่เป็นไรจ๊ะ.....ช่วยๆๆกันสนุกดี......

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:01 น.] #658991 (27/151)
กราบหลวงพ่อเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพาทุกๆๆๆๆท่านไปชมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว กันนะคะ ......

น้องแทนกราบหลวงพ่อเรียบร้อยแล้วตามมานะจ๊ะ....

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:02 น.] #658992 (28/151)


ผมรอที่หาดจอมมณีแล้วแล้วกันครับผม

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:05 น.] #658993 (29/151)
สั่งส้มตำ ปลาเผา แซบๆไว้รอนะครับ


โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:05 น.] #658994 (30/151)


(D)
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปจากอำเภอเมืองหนองคายไปยังเมืองท่าเดื่อ ของลาวซึ่งอยู่ห่างจากตัวใช้เมืองเวียงจันทน์ประมาณ 20 กิโลเมตร สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งสะพานแห่งนี้ ตัวสะพานมีความยาว 1.20 กิโลเมตร กว้าง 15 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ เชิงสะพานมีด่านตรวจคนเข้าเมืองและทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการเดินทางจากหนองคายไปเวียงจันทน์จำเป็นต้องศูนย์ให้บริการข่าวสารท่องเที่ยวของ ททท. การเดินทางท่องเที่ยวประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว นักท่อเงที่ยวสามารถเดินทางด้วยตัวเอง หรือใช้บริการนำเที่ยวจากบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ด่านจะเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-22.00น. เอกสารประกอบการเดินทาง ชาวไทย ต้องทำบัตรผ่านแดนที่ศาลากลางจังหวัดหนองคาย โทร. 0 4241 1778 เปิดทำการทุกวันไม่เว้นวันหยุด ค่าธรรมเนียมคนละ 40 บาท หรือติดต่อผ่านบริษัททัวร์ที่รับดำเนินการให้ ค่าบริการ 100 บาท เอกสารประกอบการทำบัตรผ่านแดนคือ สำเนาบัตรประชาชนและรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป กรณีผู้ติดตามอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านหรือสำเนาสูติบัตรแทนสำเนาบัตรประชาชนและนำบัตรผ่านแดนไปประทับตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 10 บาท ค่ารรมเนียมฝั่งลาว วันจันทร์-ศุกร์ 50 บาท เสาร์-อาทิตย์ 70 บาท อายุผ่านแดน 3 วัน หากอยู่เกินต้องขอต่อที่กระทรวงภายใน สปป.ลาวและใช้ได้เฉพาะการเดินทางไปเมืองชายแดนไทย-ลาวไม่เกิน 25 กิโลเมตร หากเดินทางไปเมืองอื่นต้องใช้หนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า ชาวต่างประเทศ ต้องใช้หนังสือเดินทาง(Passport) พร้อมวีซ่า โดยยื่นขอวีซ่าได้ที่สถานฑูตลาวประจำประเทศไทย 520/1-3 ซอยรามคำแหง 39 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โทร.0 2539 6667 หรือสถานกงสุลลาว 18/1-3 ถนนโพธิสถิตย์ บ้านโนนทัน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. 0 4322 1861,0 4322 3688 ทั้งนี้ต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนเข้าประเทศอย่างน้อย 3 วันทำการ หรือติดต่อบริษัทนำเที่ยวดำเนินการได้ อนุญาตให้อยู่ในลาวได้ 30 วัน หรือติดต่อขอ visa on arrival ได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สปป.ลาว อยู่ในลาวได้ 15 วัน การนำรถยนต์ออก-เข้าประเทศ ต้องทำเอกสารนำรถออกและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด สามารถติดต่อบริษัททัวร์ในหนองคายดำเนินการให้หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ด่านศุลกากรจังหวัด โทร. 0 4241 1518,0 4242 1468-9 โทรสาร 0 4241 2654 ปัจจุบัน บริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เส้นทางจังหวัดหนองคาย-เวียงจันทน์แล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0 4224 7950-2

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:08 น.] #658995 (31/151)


(D)


อีกมุมคะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:12 น.] #658996 (32/151)
สั่งเผื่อพี่ด้วยน้า... เดี๋ยวจะตามไปกินด้วย... ขอพาเพื่อนขึ้นไปชมด้านบนสะพานก่อนจร้า....


โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:17 น.] #658997 (33/151)


(D)


บรรยากาศบนสะพานคะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:26 น.] #658998 (34/151)


(D)


เดี๋ยวสายๆๆๆจะมาพาไปเที่ยวตลาดอินโดจีน หรือตลาดท่าเสด็จกันนะคร้า......

ช่วงนี้ก็พักผ่อนตามอัธยาศรัย เดินชมเลียบฝั่งโขง.....ดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆๆๆๆ

กันไปก่อนนะคร้า.....

น้องแทน... นอนหรือยัง..... สายๆๆๆพี่จะมาใหม่น้า.....


โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:27 น.] #658999 (35/151)


(D)



โดยคุณ karn_999 (96)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:33 น.] #659001 (36/151)
แม้ๆๆๆๆๆๆๆได้ใจเลย สองพี่น้อง คู่นี้พี่ ศรารีย์และท่าน ลูกพระใส ช่วยกันจัดราบการได้ ลงตัวพอดีจริงๆๆๆครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 03:45 น.] #659006 (37/151)
น้อง karn_999 นอนดึกจังเลยคะ ชมวิวริมน้ำโขงเล่นๆๆๆๆไปก่อนนะคร้า......

เดี๋ยวสายๆๆๆสักหน่อย พี่จะมาพาไปเที่ยวต่อ ขอตัวไปชาร์ทแบตก่อนคะ....

ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาให้กำลังใจ...

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:32 น.] #659019 (38/151)


(D)


สวัสดียามเช้าครับท่านพิธีกร "สรารีย์" ปละท่าน "ลูกน้ำใส" ที่มาร่วมสร้างสีสรรในรายการครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:33 น.] #659020 (39/151)


(D)


พิธีกรคู่ ที่น่ารัก อีกคู่ครับ....สร้างสีสันมากๆครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:35 น.] #659021 (40/151)


(D)
อาหารพื้นเมืองยามเช้าของชาวหนองคาย ผมชอบมากเลยล่ะครับ ผมเคยไปทานที่อุดรธานี ชื่อร้านเอมโอช ครับ สำหรับคนกรุงเทพฯ ต้องนี่ล่ะครับ เป็นประจำทุกวันครับ

โดยคุณ tor2520 (1K)(2)   [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:36 น.] #659022 (41/151)


(D)
สวัสดียามเช้าครับพี่สาว....

และสวัสดียามเช้าพี่สมาชิกทุกๆท่านนะครับ


โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:36 น.] #659023 (42/151)


(D)


อดีต กับ ปัจจุบัน

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:38 น.] #659024 (43/151)


(D)
สิ่งที่ผู้ชาย ไม่ปราถนา

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:38 น.] #659025 (44/151)


(D)
รายการเมื่อวานนี้ ท่านพิธีกร "jcainfo" ได้มาให้ความรู้ทางด้านการเงิน การลงทุน ดีครับ เป้นสาระที่ใช้ได้กับชีวิตประจำวันครับ ขอขอบพระคุณด้วยครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:40 น.] #659026 (45/151)


(D)


ท่านผู้ว่า "ต้น" ยังแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่น่ะครับ เรื่องตัวเลขยอดเงินทำบุญ นำโชคน่ะครับ อานิสงค์ของการทำความดี ไม่ต้องไม่รอชาติหน้าครับ ชาตินี้ก็มาเลยครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:41 น.] #659027 (46/151)


(D)
การแบ่งปัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:43 น.] #659028 (47/151)


(D)
เมื่อวานนี้ผมต้องขออภัยด้วยครับ ที่ไม่ได้เข้ามาทักทายในช่วงเช้าๆ เพราะระบบอินเตอร์ที่คอนโดล่มครับ สำหรับวันนี้ในอดีต นำเสนอให้รับชมกันทุกเช้าน่ะครับ

2 มิถุนายน:

• พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) - ทวีปอเมริกาเหนือเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษ เป็นครั้งแรก

• พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1865) - กองทัพนำโดยพลเอก เอ็ดมันด์ เคอร์บี สมิท กลายเป็นกองกำลังสมาพันธรัฐสุดท้าย ที่ยอมแพ้ในสงครามกลางเมืองอเมริกา

• พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) - การถือกำเนิดของสาธารณรัฐอิตาลี: ประเทศอิตาลียกเลิกระบอบราชาธิปไตย และกลายเป็นสาธารณรัฐ

• พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) - พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เป็นพระราชพิธี ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร

• พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) - องค์การอวกาศยุโรป ส่งยานมาร์สเอกซ์เพรส ยานสำรวจดาวอังคาร และนับเป็นยานอวกาศสำรวจดาวเคราะห์ลำแรกของตน ขึ้นสู่อวกาศ


โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:44 น.] #659029 (48/151)


(D)
จุดหมายเดียวกัน

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:47 น.] #659030 (49/151)


(D)
ผู้เสียสละ เวลาเพื่อรายนี้จริงๆนับถือน้ำใจครับท่านทนาย ที่รัก

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:46 น.] #659031 (50/151)


(D)


เช้าวันนี้ ต้องขอขอบพระคุณท่านครูน้อย ผู้ใหญ่ใจดี ที่มากด้วยน้ำใจอีกท่านหนึ่ง ที่กรุณาเป็นธุระจอง "พรายกุมารทอง ผงพรายกุมาร" รุ่นแรกหลวงพ่อสาคร ให้ผมครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:49 น.] #659033 (51/151)


(D)
คนหล่อวันนี้ ครับ ท่านพี่น้ำปาย

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:51 น.] #659036 (52/151)


(D)


อีกท่านหนึ่งที่ไม่เอ่ยนามคงไม่ได้ครับ น้องเชอรี่ หรือ "หวาน" พิธีกรร่วมรายการ เช้าวันนี้ได้ข่าวว่าต้องรีบเดินทางเข้า กทม แต่เช้า คงไม่ได้มาทักทายพี่ๆน้องๆ แต่คาดว่าช่วงบ่ายๆ จะมาสนทนากันได้ครับ และต้องขอบคุรมากๆครับที่กรุณาแนะนำเรื่องคอมพ์จนดึก ทำให้ผมรู้สึกว่าได้โนเสาร์ยังไม่สูญพันธ์ ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:52 น.] #659038 (53/151)


(D)
พักชมภาพ 3 มิติ ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:54 น.] #659039 (54/151)


(D)
สุภาษิตและสำนวนไทยครับ

ขนมพอผสมกับน้ำยา

ที่มาของสำนวนคำพังเพยนี้เข้าใจว่ามาจาก "ขนมจีนน้ำยา" ที่เราเคยรับประทานกันมาแล้ว คือ ขนมจีนกับน้ำยาจะต้องผสมให้เข้ากันหรือได้ส่วนพอเหมาะ จึงจะรับประทานอร่อย เรียกว่าเวลาตักน้ำยาราดลงบนขนมจีน ต้องกะส่วนให้พอลงคลุกผสมกับขนมจีนได้พอเหมาะ หรือให้มีสัดส่วนเข้ากันพอดีทั้งสองฝ่าย เมื่อรับประทานแล้วเกิดอร่อยไม่ใช่ว่าขนมจีนอร่อย หรือน้ำยาอร่อยแต่อร่อยด้วยกันทั้งสองอย่าง เรียกว่า "พอดีกัน" จึงเกิดเป็นสำนวนที่ตีความหมายเอาว่า ทั้งสองฝ่ายต่างพอดีกัน จะว่าข้างไหนดีก็ไม่ได้


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 05:56 น.] #659040 (55/151)


(D)
ชีวิตเธอ โรยไปด้วยดอกกุหลาบครับ 5555555555555 เพิ่งรู้ เป็นอย่างงี้นี่เอง

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:02 น.] #659042 (56/151)


(D)
คติ เงินๆ ทอง ๆ ขำขำ!!
_______________________________________

คนออม

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

คติคนงก

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
ไปตลาดซื้อของอย่าให้เหลือ
มีน้อย ก็ไม่ใช้
เก็บเหลือเฟือ
แม้แต่เกลือ อย่าให้หก
จนตกดิน

คติคนรวย

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
ก็ไม่อาจทำให้รวยขึ้นมาได้
มีน้อยใช้มากไม่เป็นไร
ถึงยังไง ใน Bank ก็ยังมี

คติคุณนาย (ทวงดอก)

มีสลึงพึงเก็บให้ครบดอก
อย่าให้บอกให้ทวงกันหลายหน
ขาดไปนิด คุณนาย ไม่อดทน
แช่งให้จน ไปอีก จะแย่นา


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:04 น.] #659043 (57/151)


(D)
ภาพดาราดังเชียงใหม่ ที่เป็นข่าวดังไปทั่วทั้งประเทศ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:07 น.] #659045 (58/151)


(D)


นักกีฬา "ซูโม๋" ตัวใหญ่ที่สุดในโลก

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:09 น.] #659048 (59/151)


(D)


ท่านเจ้าพ่อแบงก์ จะรู้ไม๊ครับ ช่วยตอบครับ

Contact-Lense นำเข้ามาขายในเมืองไทยเมื่อไรไม่รู้ จะไปถามตามร้านตัดแว่นทั่วไป

ก็คงจะไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก แต่ไปเจอโฆษณาอันหนึ่งจาก หนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๗ ทำให้คิดว่า โอ้ว...มีนานแล้วจริง ๆ แต่คิดว่าน่า

จะมีมานานมากกว่านี้นะ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:11 น.] #659055 (60/151)


(D)
มุกสำหรับจีบสาวครับ

ช - เธอเห็นอะไรตรงนั้นมั้ย (ชี้มือไปข้างหน้า)
ญ - เห็นอะไรอะ?
ช - ก็เห็นอนาคตของเราสองคนไง
ญ – อ๊อกกกกกกก

++++++++++++++++++++++++++++

ฉัน:เปิดบัญชีรึยัง
เธอ:เปิดแล้ว
ฉัน:เหรองั้นจะได้เอาใจไปฝาก

ฉัน:เห็นคุณแล้วอยากจะซื้อบริษัทการบินไทยให้จังเลย
เธอ:ทำไมอ่ะ
ฉัน:ก็มันรักคุณเท่าฟ้าอ่ะ

ฉัน:นี่ๆ เราว่าเธอโดนแล้วนะ
เธอ:โดนไร
ฉัน:ก็โดนเรารักแล้วไง

ฉัน:เฮ้ย! อย่า!
เธอ:อย่าอะไร
ฉัน:อย่าทำให้ฉันรักเธอ

ฉัน:หน้าอย่างคุณน่าจะเป็นเด็กช่างนะ
เธอ:???
ฉัน:ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:15 น.] #659061 (61/151)


(D)
เสน่ห์ "บางแม่หม้าย"

บางแม่หม้าย เป็นหมู่บ้านเก่าแก่หลายร้อยปี ตั้งอยู่ใน ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันหมู่บ้านบางแม่หม้ายยังคงไว้ด้วยวิถีชนบทอัน เรียบง่าย สงบงาม และมากไปด้วยทรัพยากรทางการท่องเที่ยวชุมชน

นั่นจึงทำให้ชุมชนบางแม่หม้ายร่วมมือกับกรมการพัฒนาช ุมชน กระทรวงมหาดไทย พัฒนาบางแม่หม้ายเป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวขึ้น โดยให้ผู้นำชุมชนเข้าอบรมการประกอบกิจการในด้านต่างๆ ทางการท่องเที่ยวให้ได้ มาตรฐาน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงปรับปรุงการบริการโฮมสเตย์ในหลายๆด้าน


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:17 น.] #659062 (62/151)


(D)
บ้านเรือนไทยที่บางแม่หม้าย

นายธัญญา วารีรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางใหญ่กล่าวว่า คนในชุมชนบ้านบางแม่หม้าย ได้รวมตัวกันประกอบกิจการเพื่อการท่องเที่ยวมาตั้งแต ่ปี 2548 โดยนำบ้านไทยจำนวน 11 หลังมาทำเป็นโฮมสเตย์ รองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักนับ 1,000 คน

"ที่ผ่านมาชาวบ้านจะทำการบริหารจัดการกันเอง แต่หลังจากที่เข้าโครงการพัฒนาหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวทำให้ชาวบ้านได้ทราบถึงแนวทางการบ ริหารจัดการและการ บริการด้านต่างๆที่ดีได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้บ้างบางแม่หม้ายมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งท ่องเที่ยวแห่งใหม่" นายก อบต.บางใหญ่กล่าว

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในบางแม่หม้ายที่น่าสนใจนั้นก็ มี วิถีชีวิตอันสงบงามของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น วิถีริมฝั่งคลองแวดล้อมด้วยบรรยากาศอันร่มรื่น ทุ่งนาผืนใหญ่ที่ดูเขียวขจีและสีรวงทองในต่างเวลาต่า งวาระกัน มีนกปากห่างออกบินว่อนหากิน หรือฝูงค้างคาวนับล้านตัวที่บินออกหากินยามโพล้เพล้

วัดอาน เป็นวัดสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีอายุ 300 กว่าปี มี หลวงพ่อจันทรังษี พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร เนื้อศิลาแลง ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก อธิษฐานขอสิ่งใดมักสมหวัง

บ้านเรือนไทยหายากที่ก่อสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง บ้านเรือนหลายหลังเปิดเป็นโฮมสเตย์ที่ผู้มาพักจะได้ร ับการต้อนรับ อย่างอบอุ่น อาหารอร่อย ในบรรยากาศวิถีไทยริมสายน้ำใส ซึ่งหากอยากภายเรือเล่นหรือหากต้องการคนขับเสภาให้ฟั งก็ได้เสมอ

นอกจากนี้ยังมีแหล่งเรียนรู้ปุ๋ยเกษตรอินทรีย์เศรษฐก ิจพอเพียง สินค้า OTOP ห้าดาว ไม้กวาดใยมะพร้าว ภูมิปัญญาที่ทำมายาวนาน

ทั้งนี้ชุมชนบางแม่หม้ายได้จัดกิจกรรมนำเที่ยวสนุกไว ้บริการนักท่องเที่ยว อาทิ นั่งรถอีแต๋น ขี่จักรยาน ลงเรือชมวิถีชีวิต

อีกทั้งยังจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ได้แก่ ” ไหว้หลวงพ่อวัดอาน เดินทานขนม ชมบ้านเรือนไทย ไปเรือมาด 4 แจว นั่งรถอีแต๋น) นั่นคือ เที่ยววัดอาน ชิมขนมไทยที่จำหน่ายในตลาดฝีมือชาวบ้านในชุมชน และนั่งเรือมาดโบราณที่มีคนแจว 4 คน ชมทิวทัศน์ 2 ฝั่งแม่น้ำ จากนั้นขึ้นมานั่งรถอีแต๋นชมท้องทุ่ง ร่วมด้วยแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นๆ อาทิ บึงฉวาก พิพิธภัณฑ์มังกร วัดไผ่โรงวัว หมู่บ้านควาย เป็นต้น

โดย ผู้สนใจท่องเที่ยวหรือพักค้างแบบโฮมสเตย์ที่บางแม่หม ้าย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ครูทรงพล ทับทิมทอง ประธานหมู่บ้านโฮมสเตย์ 0-35424-167 08-1309-2075


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:19 น.] #659064 (63/151)


(D)
ชีวิตที่เริ่มหันเห "ส่องพระ" ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:21 น.] #659066 (64/151)


(D)


หนังดังในอดีต ใกคุณอาวิบูลย์ ครับ น่าจะเคยชมมาแล้ว ครับ

ฉายครั้งแรก 5 มิถุนายน 2519


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:23 น.] #659067 (65/151)


(D)
อีกเรื่องครับ

ฉายครั้งแรก 23 พฤษภาคม 2506


โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:25 น.] #659068 (66/151)


(D)
สวัสดีครับยามเช้า ๆ ครับ เพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกท่านและท่านพิธีกร สองแรกแข่งขัน ศรารีย์ = ศราวุฒิ + อารีย์ เยี่ยมมากครับในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ร่วมด้วยช่วยกันทำทั้งงานหลวง + งานราษฎร์ แบบนี้มีแต่เจริญก้าวหน้าและร่ำรวย ๆ แน่นอน และ ขอให้มีความสุข สดชื่น สดใส ตลอดปีนี้และตลอดไป

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:25 น.] #659069 (67/151)


(D)


เป็นทหาร อย่าเครียดน่ะครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:27 น.] #659073 (68/151)


(D)


ประหยัดน้ำมัน ช่วยชาติกันน่ะครับ

โดยคุณ ครูน้อย (717)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:33 น.] #659078 (69/151)


(D)
อรุณสวัสดิ์ครับ พิธีกร ศรารีย์ ว่างๆจะเยี่ยมที่หนองคาย(เคยมาแล้ว แต่นานมากๆยังไม่มีสะพาน ยังติดใจ ไข่กะทะอยู่เลยครับ)
สวัสดี อาจารย์ภูผู้ยิ่งยง ท่านสิทธิโชติคนขยันของสังคม ท่านลูกพระใสผู้รอบรู้ และเพื่อนๆทุกท่านครับ
วันนี้ตื่นเช้าผิดปรกติอีกแล้ว เลยได้มาทักทายกัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:37 น.] #659084 (70/151)


(D)
ไปก่อนน่ะครับ กลับมาบ่ายๆ สายๆ เย็นๆครับ

โดยคุณ cassia (542)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:38 น.] #659085 (71/151)


(D)
คุณศราวุฒิไม่ทราบประจำอยู่ที่ไหนครับ ผมลูกวนศาสตร์เช่นกันครับวันหลังจะได้แอบไปเที่ยวหาบ้าง.....
สวัสดียามเช้าทุกๆท่านนะครับ ช่วงนี้รักษาสุขภาพด้วยอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

โดยคุณ น้ำปาย (429)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:39 น.] #659086 (72/151)
สวัสดียามเช้าครับท่านพิธีกรสาวสวยและท่านสมาชิกทุกท่านและพี่ภูด้วยครับ
.....เมื่อวานคงทราบกันแล้วนะครับ ว่าเลขเด็ดมันด็ดจริงๆ กินเรียบจ้า....

โดยคุณ BCC-106 (434)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:40 น.] #659088 (73/151)
อรุณสวัสดิ์ครับท่านศรารีย์ พิธีกร ..... อาจารย์ภู ..... ท่านสิทธิโชติ encyclopedia เดินได้ ....ท่านลูกพระใส ..... และทุกๆท่าน ครับผม

ได้รับทราบ หลักปฎิบัติในการขออนุญาต ข้ามแดน มีประโยชน์มากครับ วันหน้าจะหาโอกาส ไปกราบหลวงพ่อพระใส และข้ามไปดื่ม "เขยลาว" สักขวดสองขวด (เบียร์) ครับผม

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:54 น.] #659105 (74/151)
สวัสดีครับท่านพิธีกรคนสวย และพี่ๆ ทุกท่าน
วันนี้ชิวครับ เจ้านายไม่อยู่ เสียดายที่น่าจะไม่อยู่ศุกร์ที่แล้ว ไม่ก็พฤหัสฯ ก่อนโน้นนนน

โดยคุณ a-pro (3.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 06:55 น.] #659106 (75/151)


(D)


*****สวัสดีครับ......หนองคายเพิ่งไปมาเมื่อปีใหม่.....จ้า.....................

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:16 น.] #659123 (76/151)


(D)


สวัสดีตอนเช้าครับ...........อิอิอิอิ

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:16 น.] #659124 (77/151)


(D)



โดยคุณ bannapong (1.2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:18 น.] #659125 (78/151)


(D)


อิอิอิ..........ของเค้าดีจริงๆครับ...................55555555555555555555555

โดยคุณ พุทธบูชา (2.2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:20 น.] #659130 (79/151)


(D)
อรุณสวัสดิ์ครับ

โดยคุณ ibapra (1K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:35 น.] #659141 (80/151)


(D)


อรุณสวัสดิ์ครับ

โดยคุณ toei89 (625)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:39 น.] #659143 (81/151)
สวัสดีครับพี่ศรารีย์ และทุกท่านด้วยนะครับ

โดยคุณ หิรัญ (660)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:45 น.] #659150 (82/151)
สวัสดียามเช้าครับท่านพิธีกร ศรารีย์-ท่านลูกพระใส
และพี่ๆทุกท่านครับผม..

โดยคุณ บ้านพระ (4.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:45 น.] #659151 (83/151)


(D)
สวัสดีครับพี่ศรารีย์ และทุกท่านด้วยนะครับ

โดยคุณ ibapra (1K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:46 น.] #659155 (84/151)


(D)


เมืองไทยก็มีอาหารอร่อยนะครับ....
อาหารเช้า
อาหารเที่ยง

โดยคุณ บ้านพระ (4.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:46 น.] #659156 (85/151)


(D)
อีกหนึ่งงานศิลป

โดยคุณ ibapra (1K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:49 น.] #659172 (86/151)


(D)


มื้อเย็นครับ.

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 07:59 น.] #659192 (87/151)


(D)
พิธีกรวันพรุ่งนี้....พี่พุทธบูชา(พี่ชายที่เคารพรัก) โปรดติดตามชม มีทีเด็ดแน่นอนครับ

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 08:06 น.] #659199 (88/151)

โดยคุณ ปฏิพัทธ์2539 (1.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 08:21 น.] #659223 (89/151)

โดยคุณ เอสเรวดี (758)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 08:32 น.] #659241 (90/151)
สวีสดีตอนเช้าครับพี่ๆ ผมกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้วครับ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 08:51 น.] #659270 (91/151)
สวัสดีครับพี่ๆ
เมื่อคืนพี่ ศรารีย์ พาเที่ยวมาสนุกมากครับ ไม่ทราบตื่นยัง
รอพี่ท่านพาเที่ยวต่อนะครับ ผมจะคอยแจมข้างๆ

โดยคุณ ผู้จัดการ (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 08:53 น.] #659276 (92/151)


(D)
สวัสดีตอนสายนิดๆครับ คุณศรารีย์ เช้าๆ อย่างนี้ต้องรับทรัพย์ก่อนครับ อิอิ..


โดยคุณ ArtMaN7007 (1.2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:12 น.] #659306 (93/151)
อรุณสวัสดิ์คร๊าบบบ ทำไมคนอื่นเค้าถูกกันจัง ผมไม่เห็นเคยเฉียดเลยหวยเนี่ย

โดยคุณ kun_ott (2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:12 น.] #659309 (94/151)


(D)
สวัสดียามเช้า ชมหงอนพญานาคครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:14 น.] #659318 (95/151)
สวัสดีตอนสายคะ...... เพื่อนๆๆๆๆพี่ๆๆๆๆๆและน้องๆๆๆๆๆ.....ทุกๆๆๆๆๆท่านคะ......


โดยคุณ บ-ธนา (8.1K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:16 น.] #659325 (96/151)
สวัสดียามเช้าคร๊าบ.............บ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:26 น.] #659343 (97/151)


(D)


ฝนจะตก แดดจะร้อน ต้องรีบไปแต่เช้า กลับมาแล้วครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:27 น.] #659344 (98/151)


(D)
ยามพิทักษ์รักษาแนวเขตที่ดิน

โดยคุณ BankHiWay (7.8K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:32 น.] #659355 (99/151)
สวัสดีตอนเช้าคร๊าบ


โดยคุณ looknam1 (2.6K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:40 น.] #659381 (100/151)
สวัสดีครับท่านพิธีกร.......
และพี่น้องทุกท่าน..........
เห็นแล้วอยากไปเที่ยวจังครับประเทศลาว..........

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:43 น.] #659389 (101/151)


(D)
ท่ารู้หรือไม่ว่าโผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย และ สมาน ส.จาตุรงค์ เป็นแชมป์โลกชาวไทยจนถึงปัจจุบันนี้เพียง 3 คน ที่ได้แชมป์โลกมวยสากลอาชีพโดยไม่เคยผ่านการชกมวยไทยมาก่อน

โผน กิ่งเพชร (12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 - พ.ศ. 2525) ชื่อจริงว่า มานะ สีดอกบวบ ชื่อเล่น "แกละ" เป็นแชมป์โลกชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ โผนเป็นนักมวยรูปร่างผอมบาง มีช่วงขาที่ยาว ถนัดขวา ส่วนสูง 5 ฟุต 6½ นิ้ว[1] และเป็นแชมป์โลกชาวไทยคนแรกที่ได้ครองแชมป์โลกถึง 3 สมัย แต่ด้วยปัญหาส่วนตัว ทำให้โผนติดสุราจนการชกตกต่ำลง จนเสียแชมป์ไปและไม่มีโอกาสชิงแชมป์คืนได้อีก โผนถือเป็นตำนานของวงการมวยสากลคนหนึ่งของไทย วันที่โผนชิงแชมป์โลกได้ถูกกำหนดให้เป็นวันนักกีฬาไทย และมีการสร้างอนุสรณ์สถานของเขาที่หัวหินหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว 10 ปี

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:45 น.] #659393 (102/151)


(D)
ชาติชาย เชี่ยวน้อย มีชื่อจริงว่า นริศ เชี่ยวน้อย เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2485 ที่เขตปทุมวัน กรุงเทพ ฯ ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นนักมวยรูปร่างเล็ก แต่มีจิตใจที่กล้าหาญ ไม่กลัวใคร เป็นมวยในสไตล์ไฟเตอร์ เดินหน้าไม่มีหยุด ชกสนุก เดินทางไปชกทั่วโลก มีสถิติการชกมากมาย จนนับได้ว่าเป็นแชมป์โลกที่มีสถิติการชกมากที่สุดของไทยตราบจนปัจจุบัน จึงได้ฉายาจากชาวต่างชาติว่า "มาร์เซียโน่น้อยแห่งเอเชีย" (มาจาก ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ แชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทผิวขาว ชาวอเมริกัน ร่วมสมัย) กางเกงของชาติชายเมื่อขึ้นชก จะปักอักษรคำว่า "BOY" ไว้เสมอ โดยเป็นชื่อเล่นของลูกชายคนที่สอง คือ "จรัลโรจน์ เชี่ยวน้อย" นั่นเอง

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:45 น.] #659396 (103/151)


(D)
สมาน ส.จาตุรงค์ มีชื่อจริงว่า สมาน ศรีประเทศ เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2511 ที่บ้านคลองสุขใจ ต.ทุ่งทราย อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวน 4 คนของ นายจำนงค์ และนางละไม ศรีประเทศ สมานนับได้ว่าเป็นแชมป์โลกคนที่ 3 ของไทย ที่ไม่เคยชกมวยไทยมาก่อนเลย (2 คนก่อนหน้านี้คือ โผน กิ่งเพชร และ ชาติชาย เชี่ยวน้อย

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 09:54 น.] #659408 (104/151)
สวัสดีและขอขอบคุณท่านสิทธิโชติมากๆๆๆๆเลยคะ สำหรับสาระที่นำมาฝากในวันนี้

ข้อมูลเยอะจริงๆๆๆๆ และมีประโยชน์มากๆๆๆๆๆคะ......

สวัสดีคะ.. อาจารย์ภูษิต นอนดึกแต่ตื่นเช้าจังนะคะ...

สวัสดีคะ.. น้องต่อใกล้ๆๆวันเดินทางจะโทรหานะคะ...

สวัสดีคะ.. ท่านพี่คนสุพรรณ ขอบคุณที่แวะมาทักทายคะ...

สวัสดีคะ.. ท่านครูน้อย ไว้วันหลังมาเที่ยวอีกนะคะ ให้หนูได้รับใช้นะคะ...

สวัสดีคะ.. ท่าน cassia คุณศราวุฒิประจำอยู่ด่านบ้านไผ่ จ. ขอนแก่นคะ ยินดีที่ได้รู้จักคะ

สวัสดีคะ.. ท่านน้ำปายคนหล่อประจำวันนี้คะ ..

สวัสดีคะ.. คุณอาวิบูลย์ ดีใจด้วยนะคะที่คุณอาผู้หญิงแข็งแรงขึ้นแล้ว..

สวัสดีคะ.. น้องเจ เมื่อวานไม่เบาเลยนะคะ ข้อมูลเพียบเช่นกัน..

สวัสดีคะ.. ท่าน a-pro มาเที่ยวไม่ยอมบอกกันเลยนะคะ ..

สวัสดีคะ.. เสี่ยต้น โดนเต็มๆๆๆๆอีกแล้วใช่มั้ยงวดนี้ ....

สวัสดีคะ .. ท่านพี่พุทธบูชา ขอบคุณที่แวะเข้ามาชมคะ..

สวัสดีคะ.. น้องแจ้สำหรับอาหารน่าทานทั้งหมด ..

สวัสดีคะ.. น้อง toei 89 ขอบคุณคะทึ่แวะเข้ามาชม..

สวัสดีคะ.. ท่านหิรัญ เดี๋ยวจะพาเที่ยวต่อนะคะ ..

สวัสดีคะ.. ท่านบ้านพระ ขอบคุณที่แวะมาคะ..

สวัสดีคะ.. ท่านติ่ง ขอบคุณที่แวะมายิ้มให้กำลังใจคะ..

สวัสดีคะ.. น้องเอสเรวดี ยินดีด้วยคะ...

สวัสดีคะ.. น้องแทนตื่นนานแล้วจ๊ะแต่ติดลูกค้าอยู่..

สวัสดีคะ.. ท่านผู้จัดการ ยินดีด้วยนะคะรับทรัพย์อีกแล้ว...

สวัสดีคะ.. น้อง artman 7007 ใจเย็นๆๆคะงวดหน้ารับเต็มๆๆๆๆก็แล้วกันคะ

สวัสดีคะ.. ท่านkun_off ขอบคุณคะสำหรับภาพหงอนพญานาค..

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:04 น.] #659424 (105/151)
สวัสดีคะ.. ท่าน บ-ธนา เดี๋ยวจะพาเที่ยวต่อคะ

สวัสดีคะ.. ท่านแบงค์ เดี๋ยวจะพาไปชมคู่แข่งคะ

สวัสดีคะ.. ท่านพี่ลูกน้ำ1 ขอบคุณนะคะสำหรับภาพเริ่มรายการคะ

ต้องขออภัยนะคะที่อาจจะช้าไปบ้างสักนิด มาคะเรามาเที่ยวกันต่อ นัองแทนมาหรือยัง

พี่จะพาเพื่อนไปเที่ยวท่าเสด็จนะ ถ้ามาแล้วตามไปช่วยกันน้า.....

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:10 น.] #659436 (106/151)


(D)


สวัสดีตอนสายครับพี่ศรารีย์ และพี่น้องทุกท่าน หาหมอกัน หาหมอกัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:17 น.] #659454 (107/151)


(D)
สะพานพระราม 6 เป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแรกของประเทศไทย ลงนามในสัญญาก่อสร้าง เมื่อ เมษายน พ.ศ. 2465 เริ่มการก่อสร้างเมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2465 วางหีบพระฤกษ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2466 โดย กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเชื่อมทางรถไฟฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ติดต่อกัน โดยให้บริษัท เล เอตาบริดจ์มองต์ ไตเต ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้รับเหมา เนื่องจากชนะการประมูลโดยอาศัยค่าเงินฟรังก์ฝรั่งเศสที่อ่อนตัว (1 บาทแลกได้ 5 ฟรังก์) เมื่อเปรียบเทียบกับเงินปอนด์อังกฤษที่ผูกติดกับทองคำ (1 ปอนด์แลกได้ 11 บาท) ในเวลานั้นเงินบาทสยามผูกติดกับเงินปอนด์อังกฤษด้วย โดยค่าก่อสร้างเท่ากับ 2,714,113.30 บาท

สะพานสร้างเสร็จในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2469 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่าสะพานพระราม 6 ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีเปิดสะพานให้ขบวนรถไฟเดินผ่านข้ามเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2469 (นับอย่างปัจจุบันต้องปี พ.ศ. 2470 แล้ว) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้รถจักรไอน้ำ " บอลด์วิน " ล้อแบบแปซิฟิก หมายเลข 226 ทำขบวนเสด็จ

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานได้ถูกกองทัพสหรัฐและอังกฤษทิ้งระเบิดอย่างหนัก ในที่สุดช่วงกลางสะพานขาดเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 และได้ซ่อมแซมใหม่โดยบริษัทดอร์แมนลอง (ผู้รับเหมาจากประเทศอังกฤษที่เคยประมูลการก่อสร้างสะพานพระราม 6 แต่แพ้การประมูลเพราะค่าเงินปอนด์แข็งเกินไป) และบริษัทคริสเตียนนี แอนด์ นีลเส็น (ไทย) จำกัด (ผู้รับเหมาเดนมาร์กที่ภายหลังได้เป็นผู้รับเหมาไทยเต็มตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 เพราะย้ายฐานมาเมืองไทย มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ) ในระหว่าง พ.ศ. 2493 - 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานพระราม 6 หลังจากซ่อมแซมแล้ว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2496 โดยใช้รถจักรดีเซลไฟฟ้า " ซูลเซอร์ " หมายเลข 562 ทำขบวนเสด็จ

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:19 น.] #659457 (108/151)


(D)



โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:20 น.] #659462 (109/151)
ช่วย ๆ กันหน่อยนะครับ น้องเค้ารอคอยอย่างมีความหวังครับผม
https://www.g-pra.com/webboard/show.php?Category=general_talktalk&No=134042

ฝากๆพี่ๆด้วยนะครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:21 น.] #659469 (110/151)


(D)


ตลาดท่าเสด็จ : ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมือง เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ในแถบอินโดจีนและยุโรปตะวันออกมีทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง อาหารแปรรูป และข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องครัว เปิดจำหน่ายทุกวันเวลา 07.00-18.30 น.มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้ามากมาย นอกจากนี้ท่าเสด็จยังเป็นด่านสำหรับคนท้องถิ่นข้ามไปยังลาว ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปต้องใช้ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:25 น.] #659487 (111/151)


(D)



โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:33 น.] #659499 (112/151)


(D)


คู่แข่งร้านคุณแบงค์คะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:38 น.] #659505 (113/151)
เดินเที่ยวกันเมื่อยหรือยังคะ..... ถ้างั้นเรามาพักเมื่อทานแหนมเนืองกันดีกว่านะคะ

พอดีเลย.... ท่าน korachaa มาพอดีไปคะไปทานแหนงเนืองด้วยกันจร้า.....


โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:40 น.] #659507 (114/151)


(D)



โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:42 น.] #659509 (115/151)


(D)



โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:46 น.] #659512 (116/151)


(D)


ทานแบบนี้คะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:49 น.] #659517 (117/151)


(D)


ขนมจีนทรงเครื่อง

กะยอทอด ( ปอเปี๊ยทอด )


โดยคุณ Chew_JJ (3.6K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:50 น.] #659519 (118/151)

เติมเต็มสิ่งดีดีให้แก่กัน...ยอดเยี่ยมครับ...

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:51 น.] #659521 (119/151)
ทานกันไปเรื่อยๆๆๆๆก่อนนะคะ ขอตัวไปพบลูกค้าก่อน

บ่ายๆๆๆจะพาไปเที่ยวต่อคะ.......


โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:55 น.] #659527 (120/151)
สวัสดีคะ.... ท่านพี่ จิว มาทานแหนมเนือง ขนมจีนทรงเครื่อง กับ ปอเปี๊ยะทอดด้วยกันก่อน

คะ แล้วบ่ายจะพาไปเที่ยวต่อคะ ขอตัวก่อนนะคะ....


โดยคุณ sweetbee (547)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:55 น.] #659528 (121/151)
สวัสดีครับท่านพิธีกรสวยสุดๆๆ อิอิ และคุณป๋า คุณอา คุณน้า คุณพี่ อิอิอิ

โดยคุณ thanaanan (7K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 10:55 น.] #659529 (122/151)


(D)


สวัสดีตอนสายๆครับท่าน ศรารีย์ (คุณศราวุฒิ+คุณอารีย์) พิธีกรประจำวัน...ท่าน อ.ภูษิต...ท่านสิทธิโชติ...ท่านผู้อาวุโสวิบูลย์BCC-106...น้องแทน ผู้ช่วยพิธีกร..และเพื่อนๆขาประจำห้องสนทนาฯทุกท่าน

เสียดายจริงๆครับที่ไปถึงโซ่พิสัย แต่หมดเวลาเสียก่อนเลยไม่ได้เลยไปสวัสดีกับทั้งสองท่านที่หนองคาย โอกาสหน้า(เดือน ส.ค.)ได้ขึ้นอุดร-หนองคายอีก จะเผื่อเวลาไม่ให้พลาดเลยครับ

โดยคุณ looknam1 (2.6K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:01 น.] #659539 (123/151)


(D)
ท่านหมอ korachaa ครับ..ช่วยน้องเมียผมด้วยครับ.............
ทำไงดีเนี่ย....เธอติดอยู่นานแล้วครับ.......
แนะนำวิธีหน่อยครับ..กลัวของจะเสีย55555555555

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:18 น.] #659562 (124/151)


(D)


พี่ศรารีย์ ขอตัวไปพบลูกค้าก่อน
งั้นผมขอจัดต่อเลยนะครั เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
พี่ๆที่อิ่มอาหารเวียดนาม แหนมเนือง แล้วตามมาเลยครับผม

ศาลาแก้วกู่ ( ชาวบ้านเรียก วัดแขก)
จ.หนองคาย อุทยานเทวาลัย
อลังการ งานสร้าง และความศรัทธา

การเดินทาง ออกจากตัวเมืองหนองคาย เลี้ยวซ้าย ตรงไปประมาณ 3 กม. ศาลาแก้วกู่ จะอยู่ทางขวามือ ...เมื่อไปถึง จะพบความอลังการยิ่งใหญ่ สังเกตในภาพ คนจะขนาดนิดเดียว เมื่อเทียบกับเทวาลัยทั้งหลาย (...ค่าเข้าชมเทวาลัย เด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท) ...ความอลังการทั้งหลาย เกิดด้วยความศรัทธาในศาสนา ก่อสร้างเทวาลัย ตามประวัติพุทธศาสนา ด้วยศรัทธา ให้ศาสนาคงอยู่ และเป็นเครื่องเตือนจิตใจ สอนให้คนทำดีอยู่ ตลอดไป

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:21 น.] #659563 (125/151)


(D)


ศาลาแก้วกู่ (วัดแขก) อุทยานเทวาลัย จังหวัดหนองคาย (สำนักพุทธมามกสมาคม จังหวัดหนองคาย) แหล่งท่องเที่ยว ห่างจากตัวเมืองหนองคายเพียง 3 กม. ด้วยความอลังการ งานสร้างด้วยความศรัทธา ยิ่งใหญ่
*** ศาลาแก้วกู่ สร้างโดยปรารถนาให้ที่แห่งนี้เป็น เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เชื่อว่า ทุกศาสนาผสมผสานกันได้ ...ตั้งอยู่ ชุมชนสามัคคี อ.เมือง จ.หนองคาย ในพื้นที่ 42 ไร่ รูปปั้น ทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน
*** ศาลาแก้วกู่สร้างขึ้นโดย “ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์” หรือ “ปู่เหลือ” ( พ.ศ. 2476 – 2539 ) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์ โดยย่อ ดังนี้ นางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโตของปู่เหลือ) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่ง ฝันว่ามีชีปะขาวนำ นาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือนค่อยไปรับมาเป็นของตน ต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ด ในวัยสูงอายุและหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามี จึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่แรกเกิด

....ด.ช.บุญเหลือชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้หกขวบนางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือจึงกลับไปอยู่กับ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดัน รอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรม ไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาว และได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับ พระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนัก ไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ ไว้เป็นมรดก

...ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น “ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา” พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรป และเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น “พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย” โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519

... ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน ต้นปี พ.ศ.2527 ปู่เหลือถูกใส่ความ และมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึง ปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูป อีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม่ โดยรื้อหลังเก่า (พ.ศ.2523 – 2538) ที่ทรุดโทรมลง ขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วย และต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2539 สานุศิษย์ได้นำผอบ (ผะ-อบ) แก้วใส่ร่างของท่านไว้ ตามความประสงค์ก่อนสิ้นชีวิต”
ปู่เหลือ เป็น...นักพรต ผู้ทรงศีล ถือศีล เคร่งวิปัสสนา ...สั่งสานุศิษย์ว่า เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว อย่าฉีดยา อย่าเผา อย่าฝัง ให้ใส่ผอบแก้วไว้ ... ด้วยอัศจรรย์ ร่างไม่ได้เปื่อยเน่า และสานุศิษย์บอกว่า เส้นผมของปู่เหลือ จะเป็นสีดำ และเป็นสีขาว สลับสับเปลี่ยน แบบนี้อยู่เรื่อยๆ (ดำก็ดำล้วน ขาวก็ขาวล้วน) ..วันที่ผมไปศาลาแก้วกู่ เป็นวันที่ 26 ต.ค. 2550 (ปู่เหลือสิ้นมาแล้ว ประมาณ 10 ปี) เส้นผมที่ได้เห็นในร่างสงบ ในผอบแก้ว(ไม่ใช่โรงเย็น เป็นผอบครอบแก้วธรรมดา) เป็นเส้นผมสีดำ
...ร่างปู่เหลืออยู่ภายในอาคารชั้นที่ 3 ของศาลาแก้วกู่ ซึ่งในแต่ละชั้นมีพระพุทธรูป เก่าแก่ต่างๆ ซึ่งนำมาจากฝั่งลาว เมื่อย้ายที่มาตั้งที่หนองคาย
...ชั้น 3 ของอาคารศาลาแก้วกู่ ไหว้ ปู่ เหลือ นักพรตผู้บำเพ็ญเพียร ความดี ก่อตั้งศาลาแก้วกู่ อุทยานเทวาลัย ให้ศาสนายั่งยืน คงความศรัทธา เครื่องเตือนใจให้ ผู้คนสร้างคุณงาม ความดี

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:22 น.] #659565 (126/151)


(D)


ศาลาแก้วกู่ ยิ่งใหญ่ อลังการ เหมือนเมือง อีกเมืองหนึ่ง ที่ตื่นตาตื่นใจ และให้ความรู้ด้านศาสนา และการทำความดี มีเทวาลัยมากมาย และกำลังก่อสร้าง เพิ่ม อยู่เรื่อยๆ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:52 น.] #659581 (127/151)


(D)


ไปกันต่อเลยครับ
ต่อไปผมจะพาไปกราบหลวงพ่อองค์ตื้อ น้ำโมง ท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ครับผม

ประวัติหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ



พระพุทธรูปองค์นี้ได้ก่อสร้างมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใส สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองเมืองเวียงจันทร์ พระสงฆ์ในวัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ลงมติจะหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในบ้านน้ำโมง (เดิมเรียกว่าบ้านน้ำโหม่ง) เพื่อเป็นที่เคารพสักการะแก่อนุชนรุ่นหลังต่อ ๆ มา เมื่อตกลงกันแล้วจึงได้ชักชวนบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อเรี่ยไรทองเหลืองบ้าง ทองแดงบ้าง ตามแต่ผู้ที่มีจิตศรัทธาจากท้องที่อำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ได้ทองหนักตื้อหนึ่ง (มาตราโบราณภาคอีสานถือว่า ๑๐ ชั่งเป็นหมื่น ๑๐ หมื่นเป็นแสน ๑๐ แสนเป็นล้าน ๑๐ ล้านเป็นโกฏิ ๑๐ โกฏิเป็นหนึ่งกือ ๑๐ กือเป็นหนึ่งตื้อ) พระสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมกันหล่อ เป็นส่วน ๆ ในวันสุดท้ายเป็นวันหล่อตอนพระเกศ ในตอนเช้าได้ยกเบ้าเทแล้วแต่ไม่ติด เมื่อเอาเบ้าเข้าเตาใหม่ ทองยังไม่ละลายดีก็พอดีเป็นเวลาจวนพระจะฉันเพล พระทั้งหมดจึงทิ้งเบ้าเข้าเตาหรือทิ้งเบ้าไว้ในเตาแล้วก็ขึ้นไปฉันเพลบนกุฏิฉันเพลเสร็จแล้วลงมาหมายจะเทเบ้าที่ค้างไว้กลับปรากฏเป็นว่ามีผู้เทติด และตอนพระเกศสวยงามกว่าที่ตอนจะเป็น เป็นอัศจรรย์สืบถามได้ความว่า (มีชายผู้หนึ่งนุ่งห่มผ้าขาวมายกเบ้านั้นเทจนสำเร็จ) แต่ด้วยเหตุที่เบ้านั้นร้อนเมื่อเทเสร็จแล้ว ชายผู้นั้นจึงวิ่งไปทางเหนือบ้านน้ำโมงมีผู้เห็นยืนโลเลอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่งแล้วหายไป (หนองน้ำนั้นภายหลังชาวบ้านเรียกว่าหนองโลเลมาจนถึงปัจจุบันนี้ และชายผู้นั้นก็เข้าใจกันว่าเป็นเทวดามาช่วยสร้าง) เมื่อได้นำพระพุทธรูปที่หล่อแล้วมาประดิษฐานไว้ในวัด มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งเมืองเวียงจันทร์มาเที่ยวบ้านน้ำโมงสองท่านชื่อว่า ท่านหมื่นจันทร์ กับ ท่านหมื่นราม ทั้งสองท่านนี้ได้เห็นพระเจ้าองค์ตื้อก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสที่จะช่วยเหลือ จึงได้ช่วยกันก่อฐาน และทำราวเป็นการส่งเสริมศรัทธาของผู้สร้าง ครั้นเมื่อขุนนางทั้งสองได้กลับถึงเมืองเวียงจันทร์แล้ว ได้กราบทูลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งครองเมืองเวียงจันทร์ในเวลานั้นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้เสด็จมาทอดพระเนตรก็ทรงเกิดศรัทธาจึงได้สร้างวิหารประดิษฐานกับแบ่งปันเขตแดนให้เป็นเขตข้าทาสบริวารของพระเจ้าองค์ตื้อดังนี้

๑ . ทางตะวันออกถึงบ้านมะก่องเชียงขวา( ทางฝั่งซ้ายตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย )

๒. ทางตะวันตกถึงบ้านหวากเมืองโสม ( อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี)

๓. ทางทิศใต้ถึงบ้านบ่อเอือดหรือบ่ออาด ( อยู่ในอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี)

๔. ทางเหนือไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน คาดว่าน่าจะเป็น บ้านพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และเมือง “กินายโม้” ส.ป.ป.ลาว ในปัจจุบัน

พลเมืองที่อยู่ในเขตข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อตั้งแต่เดิมมาต้องเสียส่วยสาอากรให้แก่ทางราชการ แต่เมื่อตกเป็นข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อ โดยผู้ใดประกอบอาชีพทางใดก็ให้นำสิ่งนั้นมาเสียส่วยให้แก่วัดศรีชมพูองค์ตื้อทั้งสิ้น เช่น ผู้ใดเป็นช่างเหล็กก็ให้นำเครื่องเหล็กมาเสีย ผู้ใดทำนาก็ให้นำข้าวมาเสีย ผู้ใดทำนาเกลือก็ให้เอาเกลือมาเสียทางวัดก็มีพนักงานคอยเก็บรักษาและจำหน่ายประจำเสมอ ที่ด้านหน้าของพระวิหารมีตัวหนังสือไทยน้อยหรือหนังสือลาวเดี๋ยวนี้อยู่ด้วย แต่เวลานี้เก่าและลบเลือนมากอ่านไม่ได้ความติดต่อกัน พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ฝีมือช่างฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก เป็นพระประธานซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๓ เมตร ๒๙ เชนติเมตร สูง ๔ เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภู องค์ตื้อ ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง เคารพนับถือมาก สร้างในสมัยใดและใครเป็นผู้สร้างไม่มีประวัติแน่ชัด แต่พอจะถือหลักฐานได้ดังนี้

หลักฐานการสร้างที่ชาวบ้านเชื่อถือกันทุกวันนี้ซึ่งได้จากศิลาจารึกเขียนเป็นตัวธรรม เป็นภาษาไทยน้อยมีรอยเลอะเลือน แต่พอเก็บข้อความได้ดังนี้



ประวัติในหินศิลาจารึกเรื่องหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง ถอดความจากอักษรตัวธรรม หรือภาษาไทยน้อยได้ว่าดังนี้



๑. สร้างเมื่อพุทธศักราช ๑๐๕ พระวรรษา

๒. พระชัยเชษฐาเป็นลูกเขยพระยาศรีสุวรรณ ภรรยาของพระชัยเชษฐาคือ พระนางศรีสมโพธิ มีลูก ๔ คน เป็นชาย ๓ คน เป็นหญิง ๑ คน

๓. พระชัยเชษฐา เกิดที่เมืองเวียงคุก ภรรยาเกิดที่เมืองจำปา ( บ้านน้ำโมง ) ในปัจจุบันนี้

๔. นามวัด โกศีล สร้างได้ ๑ปี ๓ เดือน สมภาร ชื่อ พระครูอินทราธิราช อายุ ๓๔ ปี พรรษา ๑๕ มีพระอยู่ด้วย ๑๒ รูป สามเณร ๕ รูป

๕. ทางวัดโกศีล ทางยาว ๑ เส้น ๕ วา กว้าง ๑ เส้น ๑๐ วา ๖. วัดโกศีล เป็นวัดที่สำคัญมากกงจักรเกิดที่วัดนี้ พระชัยเชษฐาจึงเลื่อมใสจึงชักชวนคณะที่มีศรัทธารวม ๘ คน สร้างพระพุทธรูปใหญ่หน้าตัก กว้าง๓ เมตร สูง ๔ เมตร รายนามบุคคลทั้ง๘ คือ

พระชัยเชษฐา ท้าวอินทราธิราราช ท้าวเสนากัสสะปะ ท้าวอินทร ท้าวเศษสุวรรณ ท้าวพระยาศรี ท้าวดามแดงทิพย์ ท้าวอินสรไกรยสิทธิ์ รวมเป็นคน ๑๒ ภาษาที่มาร่วมกันสร้าง พระชัยเชษฐาเป็นคนหล่อ

๗. พระชัยเชษฐาจึงป่าวร้องบริวาร ๕๐๐ คนมาช่วยหล่อ เป็นทองเหลือง เงิน และคำผสมกันน้ำหนักได้หนึ่งตื้อ ทำพิธีหล่อเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ต่อเมื่อพระอินทร์และเทพยุดา ๑๐๘ องค์มาช่วยหล่อจึงสำเร็จ

๘. วัดโกศีล ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง สร้างอยู่ ๗ ปี ๗ เดือน จึงสำเร็จเป็นหลวงพ่อองค์ตื้อ ๙. เมื่อหล่อแล้ว มีอภินิหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง ๑๐๐ อย่าง

๑๐. พระพุทธรูปองค์นี้สิ้นเงิน ๑๐๕,๐๐๐ ชั่ง

๑๑. บ้านที่ขึ้นเป็นบริวารมี ๑๓ บ้านคือ เมืองเวียงคุก กองนาง กำพร้า จินายโม้ ปากโค พรานพร้าว ศรีเชียงใหม่หนองคุ้งยางคำ หนองแซงศรี สามขา ท่าบ่อ พร้าว บ่อโอทะนา



ข้อวินิจฉัยในศิลาจารึก



ในหลักศิลาจารึกข้อที่ ๑ ว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๐๕ นั้น ขัดต่อความเป็นจริง เพราะพระพุทธศาสนาเริ่มแพร่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๓๐๐ ล่วงแล้วเลข พ.ศ. ข้างหน้าที่ลบเลือนนั้นคงจะเป็น พ.ศ. ๒๑๕๐ เพราะในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๐๕ อยู่ในระยะรัชสมัยของพระไชยเชษฐาแห่งเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นระยะไล่เลี่ยกันกับที่พระไชยเชษฐา ได้ร่วมกับกรุงศรีอยุธยาสร้างเจดีย์ ศรีสองรักษ์ขึ้นที่อำเภอด้านซ้าย ในจังหวัดเลย ปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่พอจะอนุมานได้ว่า ผู้สร้างวัดศรีชมภูองค์ตื้อ คงเป็นพระเจ้าชัยเชษฐาแน่

ในศิลาจารึกข้อที่ ๒ ที่ว่าพระชัยเชษฐาเป็นลูกพระยาศรีสุวรรณนั้น ขัดกับพระราชพงศาวดาร เพราะพระชัยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองเวียงจันทร์นั้น เป็นบุตรพระยาโพธิสาร ดังแจ้งในพงศาวดาว่าพระยามหาพรหมราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ถึงแก่พิลาลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๐๘๒ พระโอรสทรงนามว่า เจ้าทรายดำ ได้ครองเชียงใหม่อยู่ ๓ปีก็ทิวงคต ไม่มีโอรสราชนัดดา

สืบสันติวงศ์ เสนาบดีเมืองเชียงใหม่ลงไปเฝ้าพระเจ้าล้านช้าง พระเจ้าล้านช้างพร้อมเจ้าเชษฐาวงศ์ ไปเยี่ยมพระศพถึงเชียงใหม่ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๙๑ เสนาพฤฒามาตย์พร้อมกันยกราชสมบัติให้เจ้าเชษฐวงศ์เป็นเจ้าเชียงใหม่ ทรงพระนามว่าพระชัยเชษฐาธิราช พระยาโพธิสารเสด็จกลับหลวงพระบางได้ ๒ ปี ก็ทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๐๙๓ พระชัยเชษฐษธิราชจึงกลับไปครองนครล้านช้าง (จากหนังสือฝั่งขวาแม่น้ำโขง) ข้อนี้ไม่มีหลักฐาน พระยาศรีสุวรรณกัลป์พระยาโพธิสารอาจเป็นคน ๆ เดียวกันก็ได้

ในศิลาจารึกข้อที่ ๓ ว่า พระชัยเชษฐาเกิดที่เมืองเวียงคุก ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพระยาโพธิสารธรรมมิกราชบิดาครองราชย์สมบัติอยู่ที่นครล้านช้าง หลวงพระบาง พระชัยเชษฐาต้องเกิดที่ล้านช้าง ส่วนเวียงคุกนั้นมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นทีหลัง เมื่อพระเจ้าชัยเชษฐาได้ขึ้นครองราชย์สมบัติที่เวียงจันทน์แล้ว แล้วที่ว่าภรรยาเกิดที่เมืองจำปาน้ำโมงนั้นไกลความจริงมาก เพราะพระอัครมเหสีของพระเจ้าชัยเชษฐเป็นธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ หรือว่าจะเป็นภรรยาน้อย ข้อนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ในศิลาจารึกข้อ ๔ ชื่อวัดว่า “วัดโกศีล”นั้นน่าจะเป็นโกสีย์มากกว่า แต่ปัจจุบันนี้ ชื่อวัดศรีชมภูองค์ตื้อ

ในศิลาจารึกข้อ ๕ เขตวัดทางยาวและทางกว้างแคบกว่าที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก ทั้งนี้เข้าใจว่า ทางหน้าวัดน้ำเซาะทางทิศเหนือและทิศใต้ให้แคบลง (เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙) ได้ตรวจสอบวัดดูปรากฏว่า แคบไม่ตรงกับศิลาจารึกแต่ปัจจุบันนี้ทางวัดได้ซื้อขยายออกไปมากแล้วทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก

ในศิลาจารึกข้อ ๖ ว่า กงจักรเกิดขึ้นนั้น คงมีรูปกงจักรอันเป็นรูปธรรมจักร ซึ่งมีตามวัดเก่า ในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันนี้หาดูไม่ได้แล้ว

ในศิลาจารึกข้อ ๗ พระชัยเชษฐามีบริวารถึง ๕๐๐ นี้ ต้องเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นพระชัยเชษฐาผู้ครองนครเวียงจันทน์แน่

การนับน้ำหนักและจำนวนในสมัยก่อนนั้น เขานับ สิบ-ร้อย-พัน-หมื่น-แสน-ล้าน-โกฏิ-ตื้อ แต่ถ้าหมายถึงจำนวน ก็เติมอะสงไขยเข้าไปอีกเป็นอันดับสุดท้าย เพราะฉะนั้น คำว่า ตื้อ จึงเป็นน้ำหนักที่มากที่สุดแล้ว การสร้างพระมานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน เห็นจะรวมน้ำหนักที่แน่นอนไม่ได้ พระก็องค์ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น สร้างก็ยาก หมดเปลืองก็มาก เพื่อให้สมกับความยากลำบากจึงกำหนดเอาว่า สร้างด้วยทองหนัก ๑ ตื้อ ซึ่งความจริงสมัยนั้นจนถึงสมัยนี้ก็ไม่มีใครรู้จริง ๆ ว่า โกฏิและตื้อนั้นมีค่าเท่าใดกันแน่ คงนับกันไปอย่างนั้นเอง

การหล่อพระศักดิ์สิทธิ์ มักจะเป็นพระอินทร์หรือตาปะขาวมาช่วยจึงสำเร็จ ทั้งนี้เพราะเหตุผล ๒ ประการ คือ ประการแรกต้องการจะให้คนนับถือ ประการที่สองสมัยนั้น คนดีมีวิชาอยู่ไม่ค่อยได้ เพราะจะถูกรังแก จึงแกล้งปกปิดไว้ว่า เป็นเทวดามาหล่อ

ในศิลาจารึกข้อ ๘ ว่า วัดโกศีลตั้งอยู่ริมน้ำโขงนั้น เป็นความจริง เพราะตามธรรมดาแม่น้ำย่อมคดเคี้ยว และเกิดมีคุ้งน้ำขึ้น น้ำโขงซึ่งกว้างราว ๑ กม.เศษ ไหลผ่านศรีเชียงใหม่ พุ่งไปปะทะ

ตอนใต้นครเวียงจันทน์ จินายโม่และบ่อโอทะนา เมื่อปะทะฝั่งลาวแล้ว กระแสน้ำก็กลับพุ่งมาปะทะฝั่งไทยตอนใต้ท่าบ่อ กระแสน้ำจะไหลปะทะสลับฝั่งกันเช่นนี้เรื่อยไป เมื่อถึงหน้าน้ำราว ๆ เดอน ๗-๙ น้ำจะเต็มฝั่งหรือล้นฝั่ง กระแสน้ำในแม่น้ำโขงจะไหลเชี่ยวเร็วประมาณ ๑๕.๒๐ กม. ทีเดียวฝั่งที่ถูกปะทะก็จะพัง ฝั่งตรงข้ามตอนใต้คุ้งน้ำ น้ำจะไหลค่อยและวน ดินจะตกตะกอนเมื่อน้ำลดก็จะเกิดเป็นดินงอกทุกปี วัดน้ำโมงก็เช่นเดียวกัน เดิมตั้งอยู่ริมโขงจริง แต่อยู่ใต้คุ้งน้ำตรงข้ามกับจินายโม่และบ่อโอทะนา ดินหน้าวัดจึงงอกออกเรื่อยมาเราจึงเห็นกันว่า วัดน้ำโมงจะอยู่ห่างจากตลิ่งแม่โขงไปทุกทีอย่างเช่นทุกวันนี้

ในศิลาจารึกข้อ ๙ เมื่อหล่อแล้วมีอภินิหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง ๑๐๐ อย่างนั้น ในข้อนี้ ความเชื่อถือของชาวเมืองเชื่อมั่นว่า มีผีหรือเทวดารักษา คนนับถือมาก บางคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปขอน้ำมนต์มากินก็หายได้ คนไม่มีลูกไปขอก็มีได้ อะไรต่อมิอะไรร้อยแปดมากกว่า ๑๐๐ อย่างเสียอีก

ในศิลาจารึกข้อ ๑๐ ว่า การสร้างสิ้นเงินไปถึง ๑๐๕,๐๐๐ ชั่ง แต่ถ้าจะคิดถึงค่าราคาแห่งพระพุทธรูปงามองค์นี้ ในปัจจุบันแล้วมีค่าเหลือที่จะคณานับได้ เมื่อผู้ใดเข้าไปใกล้เฉพาะพระพักตร์แล้ว จะหายทุกข์โศกทันที พระพักตร์อมยิ้มนิด ๆ พระเนตรลืมสนิท พระนลาฏกว้างพระร่างอูม ส่วนพระกายนั่งตรงได้ส่วนสัด ประทับอยู่ในท่าสงบ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทำให้ผู้ได้พบเห็นองค์พระองค์ตื้อ เกิดมโนภาพคล้าย ๆ เข้าไปนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เกิดความปีติและมีศรัทธาขึ้นทันที อันเป็นธรรมาภินิหารเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้พลเห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าสมบัติใด ๆ ที่ท่านโบราณาจารย์วางราคาไว้ถึง ๑๐๕,๐๐๐ ชั่ง ข้าพเจ้าคิดว่ายังถูกไป

ในศิลาจารึกข้อ ๑๑ นั้น แสดงให้เห็นว่า เป็นวัดซึ่งพระเจ้าชัยเชษฐาเป็นผู้สร้างแน่ เพราะมีบริวารถึง ๑๓ บ้าน วัดที่จะมีบริวารได้ต้องเป็นวัดหลวง ชาวบ้านเหล่านั้นต้องส่งส่วยแก่วัดโดยไม่ต้องกระทำกิจใด ๆ แก่ทางราชการ คงเป็นแต่ข้าของพระองค์ตื้อ เช่นเดียวกับข้าพระธาตุพนม ซึ่งยังคงถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้ ในวันเทศกาลนมัสการพระองค์ตื้อ ชาวบ้านที่เป็นข้าจะต้องนำเครื่องมาสักการะบูชา ถ้ามิฉะนั้น ผีหรือเทวดาผู้รักษาจะลงโทษ



ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าองค์ตื้อ



มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งพวกฮ่อได้ยกทัพข้ามโขงมาขึ้นที่ฝั่งวัดน้ำโมง เพื่อหวังจะทำลายพระองค์ตื้ออันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนแถบนั้น เพื่อเป็นการทำลายขวัญของพวกชาวบ้าน ขณะที่ข้าศึกได้จ้วงขวานฟันลงไปที่พระชานุของพระองค์ตื้อนั้น ก็ปรากฏเสียงร้องออกจากพระโอษฐ์ และมีพระดลหิตไหลออกจากแผลที่พระชานะ พร้อมกับมีน้ำพระเนตรไหลซึมออกมาเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก ข้าศึกเป็นอัศจรรย์เช่นนั้นก็เกรงจะเกิดภัยจึงได้รีบยกทัพกลับ แต่ก็ปรากฏว่าพวกฮ่อถึงแก่ความตายจนหมดสิ้น ทุกวันนี้แผลเป็นที่พระชานุก็ยังปรากฏอยู่

ในสมัยก่อนผู้คนสัญจรไปมาจะสวมรองเท้าเข้าไปในวัดไม่ได้จะต้องมีอันเป็นไปโดยประการต่าง ๆ แม้แต่เจ้านาย ที่เข้ามาถือน้ำพิพัฒนสัตยา จะสวมรองเท้าเข้าไปในวิหารนั้นก็ไม่ได้ ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษโดยประการต่าง ๆ เช่นเจ็บป่วยโดยกระทันหัน เป็นต้น

บุคคลที่ไม่มีบุตรธิดาสืบสกุล มีดอกไม้ธูปเทียนหรือเครื่องสักการะอย่างอื่นมาทูลขอบุตรธิดาจากพระองค์ บุคคลผู้นั้นก็จะได้กุลบุตรธิดาสืบสกุล สมความมุ่งมาดปรารถนา แต่บุตรธิดาที่พระองค์ประทานให้แล้วนั้น บิดามารดาจะทำโทษหรือเฆี่ยนตีโดยประการใด ๆ ไม่ได้ ต้องสั่งสอนเอาโดยธรรมเท่านั้น

บุคคลผู้ใดของหาย เช่น เงิน ทอง โค กระบือ เป็นต้น มีดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะมาบูชาบวงสรวง เพื่อให้ได้สิ่งของนั้นคืนมา ก็จะได้คืนมาสมประสงค์

ทรัพย์สมบัติของใครหาย ไม่ทราบว่าผู้ใดมาลักขโมยเอไป เจ้าของทรัพย์มีความสงสัยผู้ใด ก็นำบุคคลผู้นั้นมาทำสัตย์สาบานต่อพระพักตร์ของพระเจ้าองค์ตื้อ ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เอาก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าบุคคลนั้นเอาไปจริง ๆ แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับตามความเป็นจริง บุคคลผู้นั้นก็จะได้รับโทษ เช่น เจ็บป่วยหรืออาจถึงแก่ความตายได้

บุคคลผู้ใดไปศึกสงครามได้มาบนบานขอให้พระเจ้าองค์ตื้อคุ้มครอง บุคคลผู้นั้นก็จะปลอดภัยประสพแต่ความสวัสดีมีชัยกลับมา และบุคคลผู้ใดมีความปรารถนาอยากจะให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต นำเครื่องสักการะมาบูชาพระเจ้าองค์ต้อ ขออานุภาพของพระองค์ตื้อคุ้มครอง

และบันดาลให้เกิดมีความเจริญรุ่งเรืองในการประกอบอาชีพที่สุจริต บุคคลผู้นั้นก็จักเจริญสมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ

อนึ่ง การเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปมาไม่ได้ บางคนก็ให้ญาติพี่น้องไปบูชาแผ่นทองปิดองค์หลวงพ่อใหญ่ หรือพรพุทธรูปจำลอง ตั้งจิตอธิษฐานปิดตรงที่เจ็บปวดนั้น ปรากฏว่าโรคนั้นได้หายไปดังจิตอธิษฐาน



ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม



ในอดีตพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ล้านช้างผู้สร้างพระเจ้าองค์ตื้อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์

ทรงสถาปนาและทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ มากมาย พุทธศิลป์ในยุคนี้ได้รับอิทธิพลจากล้านนามาก รวมทั้งพระเจ้าองค์ตื้อ พระพุทธรูปทองสำริดขนาดใหญ่ที่วัดองค์ตื้อ นครเวียงจันทน์ และวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

สิทธิพร ณ นครพนม อธิบายไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดหนองคายว่า “พระเจ้าองค์ตื้อ” พระพุทธรูปขนาดใหญ่หนัก ๑ ตื้อ (ประมาณ ๑๒,๐๐๐ กิโลกรัม ตื้อเป็นมาตรวัดของคนล้านนา) ศิลปะล้านนา สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๑๐๕ เชื่อกันว่า เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระนางยอดคำทิพย์ พระบรมราชชนนีของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทั้งกำหนดเป็นพระราชพิธีที่กษัตริย์เวียงจันทน์ต้องเสด็จมานมัสการ พระเจ้าองค์ตื้อทุกเดือน ๔ เสด็จพร้อมขบวนช้าง ม้า มาสักการะจากวัดท่าคกเรือ อำเภอท่าบ่อถึงวัดพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ถนนนี้จึงมีชื่อว่า “จรดลสวรรค์” มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาทินัดดามาศ เสด็จเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าขึ้นสู่วิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ (ม.ว.ก.) ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบรรณของวิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ และได้ทรงมอบพระนามาภิไธยของทั้งสองพระองค์จารึกลงในแผ่นศิลาหินอ่อนไว้ด้านหน้าของตัววิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อด้วย

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:53 น.] #659582 (128/151)
หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง การเดินทางจากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ทางไปอุดรธานี เลี้ยวเข้าเส้นทางหมายเลข 211 สายหนองคาย-ท่าบ่อ ถึง กม.ที่ 31 จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร รวมระยะทางห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 43 กิโลเมตร
หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3.29 เมตร สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือมาก จากหลักฐานศิลาจารึกทำให้ทราบว่า พระเจ้าองค์ตื้อสร้างเมื่อพุทธศักราช 2105 ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐา กษัตริย์นครเวียง หล่อโดยใช้ทองคำ ทองเหลือง และเงินผสมกัน รวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ (ตื้อ เป็น มาตราโบราณของอีสาน) ใช้เวลาในการสร้าง 7 ปี 7 เดือน ทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 11:55 น.] #659585 (129/151)


(D)
ไปต่อกันที่ อำเภอศรีเชียงใหม่ วัดหินหมากเป้ง หลวงปู่เทศ ครับผม

ประวัติวัดหินหมากเป้ง*

หลังจากนี้ไปราว พ.ศ.๒๔๗๖ ที่ซึ่งเป็นวัดหินหมากเป้งในขณะนี้เป็นป่าทึบรกมาก กอปรด้วยเชื้อมาลาเรีย ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ร้ายต่างๆ มีเสือ หมี เป็นต้น แล้วก็เป็นท่าข้ามของเขาเหล่านั้นในระหว่าง ๒ ประเทศ คือ ประเทศไทยและประเทศลาวอีกด้วย เพราะที่นี้ห่างจากคนสัญจรไปมา จะมีก็พวกพรานป่ามาหาดักยิงสัตว์กินเท่านั้น อนึ่ง คนแถบนี้รู้จักหินหมากเป้งในนามว่าผีดุมาก พระธุดงค์ที่ต้องการทดสอบความกล้าหาญของตนแล้ว จะต้องมาภาวนา ณ ที่นี้ ผู้ที่ได้มาทดสอบความกล้าหาญในที่นี้แล้ว ย่อมเชื่อตนเองได้ ทั้งเพื่อนพรหมจรรย์ก็ยกยอว่าเป็นผู้ที่กล้าหาญเชื่อถือได้ เนื่องจากเขาถือว่าผีดุนั่นเอง ต้นไม้ใหญ่ป่าดงจึงยังเหลือไว้ให้พวกเราได้เห็นดังปรากฏอยู่ ณ บัดนี้ นอกจากจะเป็นท่าข้ามของเหล่าสัตว์ร้ายดังกล่าวแล้ว ยังเป็นท่าข้ามของพวกมิจฉาชีพ ขนของหนีภาษีมีฝิ่นเถื่อน เป็นต้น สัตว์พาหนะมีวัวควายเป็นต้นไม่ว่าฝั่งโน้นหรือฝั่งนี้ ถ้ามันหาย สงสัยว่าคนขโมยแล้ว ทั้งเจ้าของและเจ้าหน้าที่จุดแรกจะต้องมาดักจับเอาตรงนี้เอง ถ้าไม่เจอะแล้วก็หมดหวัง

หินหมากเป้งเป็นชื่อหินสามก้อนซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ริมฝั่งโขงที่หน้าวัดนี้เอง อันมีรูปลักษณะคล้ายลูกตุ้มเครื่องชั่งทองคำสมัยเก่า คนพื้นนี้เขาเรียกว่า เต็งหรือเป้งยอย คำว่าหมากเป้งเป็นภาษาภาคนี้ ผลไม้หรืออะไรก็ตาม ถ้าเป็นลูกแล้วเขาเรียกหมากขึ้นหน้า เช่น หมากม่วง หมากพร้าว เป็นต้น มีคนเฒ่าคนเก่าเล่าปรัมปราสืบกันมาว่า หินหมากเป้งก้อนบน (เหนือน้ำ) เป็นของหลวงพระบางก้อนกลางเป็นของบางกอก ก้อนใต้เป็นของเวียงจันทน์ ต่อไปในอนาคตข้างหน้ากษัตริย์ทั้งสามนครจะมาสร้างให้เจริญ คำนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้พยากรณ์ไว้มิได้บอกเป็นแต่เล่าสืบๆ กันมาเท่านั้น แต่มีเค้า น่าจะมีผู้มีญาณพยากรณ์ไว้แน่เพราะสถานที่นี้เป็นวัตถุโบราณอันส่อแสดงว่าคงจะเป็นสถานที่สำคัญสักอย่างหนึ่ง ดังที่ปรากฏอยู่ คือ ขุดคูเป็นรูปวงเดือนแรมหันข้างแหว่งลงไปทางแม่น้ำโขง ถ้าดูที่ขุดเป็นปีกกาออกไปสองข้างแล้ว ทำให้เข้าใจว่าเป็นสนามเพลาะ แต่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ ณ ที่ใดๆ แลไม่เคยได้ยินนักโบราณคดีพูดถึงเลย เรื่องสามกษัตริย์จะมาสร้างหินหมากเป้งให้เจริญ ผู้เขียนเมื่อยังเด็กอยู่ได้ฟังแล้วยิ้มในใจไม่ยักเชื่อเลย นึกว่าป่าดงดิบแท้ๆ ผีดุจะตายแล้วใครจะมาสร้าง สร้างแล้วใครจะมาอยู่เล่า แล้วเรื่องนั้นมันก็ลืมเลือนหายไปนานจนไม่มีใครกล่าวถึงอีกแล้ว เพราะเห็นว่าไร้สาระแล้วจู่ๆ ผู้เขียนซึ่งไม่เชื่อคำพยากรณ์นั้นเองได้มาอยู่และมาสร้างเสียเอง จึงระลึกขึ้นมาได้ว่า อ๋อความจริงมันหนีความจริงไม่พ้น ถึงใครจะไม่พูดถึงมันก็ตามเมื่อถึงเวลาของมันแล้วความจริงมันจะปรากฏขึ้นมาเอง

พ.ศ. ๒๔๔๑ พระอาจารย์หล้าได้มาจำพรรษา ณ ที่นี้เป็นองค์แรก แต่ท่านก็มิได้สร้างเป็นวัดทำเป็นกระต๊อบเล็กๆ อยู่อย่างพระธุดงค์ธรรมดาๆ ท่านองค์นี้เป็นลูกคนบ้านห้วยหัดนี้เอง ท่านเคยมีครอบครัว ได้ลูกชายคนหนึ่งแล้ว ภรรยาของท่านตายท่านจึงได้ออกบวชอายุของท่านราว ๔๐ ปี โดยเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์วัดโพธิสมภรณ์เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชเวทีเป็นพระอุปัชฌายะ ท่านไม่รู้หนังสือ เมื่อมาภาวนากัมมัฏฐาน ตัวหนังสือมาปรากฏในภาวนาของท่าน ท่านเป็นคนขยันหมั่นเพียรมากสนใจในกิจการทั่วไป เมื่อตัวหนังสือมาปรากฏในภาวนาของท่านเป็นที่อัศจรรย์ ท่านยิ่งสนใจมาก ท่านพยายามประสมและอ่านผิดบ้างถูกบ้างทีแรก นานเข้าจนอ่านหนังสือที่มีเนื้อความเป็นธรรมได้ นอกนั้นอ่านไม่ได้ ผลที่สุดด้วยความพยายามของท่านอ่านหนังสือทั่วๆ ไปได้หมด เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยแต่ท่านพระอาจารย์หล้าได้เป็นไปแล้ว ตอนหลังๆ ท่านเป็นเจ้าตำราสั่งให้เขาซื้อหนังสือใหญ่ๆ เช่น หนังสือพระวิสุทธิมัคค์-ปุพพสิกขา-มหาขันธกวินัยมาไว้เป็นสมบัติของท่านเลย

ท่านชอบเที่ยววิเวกองค์เดียวอยู่ตามแถบแถวภูพานนี้โดยมาก ชาวบ้านแถวที่ท่านเที่ยวไปยอมเคารพนับถือท่านมาก ถ้าบ้านใดเจ็บไข้ได้ป่วยโดยเขาถือว่าผีมาอาละวาด เขาจะต้องไปนิมนต์ให้ท่านไปขับผีให้ ความจริงมิใช่ท่านไปขับผี แต่ท่านไปโปรดเขาพร้อมทั้งชาวบ้านด้วย เมื่อท่านไปถึงทีแรก ท่านจะต้องหาที่พักซึ่งเขาถือว่าเป็นที่อยู่ของผี แล้วท่านจะต้องนั่งกำหนดภายในให้รู้ว่าผีตัวนี้มีชื่อว่าอย่างไร ทำไมจึงต้องมาอยู่ ณ ที่นี้ และได้ทำให้ชาวบ้านเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะเหตุใด เมื่อท่านทราบแล้วท่านจะต้องกำหนดหาบทภาวนา เพื่อให้ผีตนนั้นมีจิตใจอ่อนน้อมยอมเมตตาเป็นมิตรกับชาวบ้านเหล่านั้น แล้วท่านจะเรียกชาวบ้านเหล่านั้นมาสอนให้เขาตั้งมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัย ต่อไปก็ให้มีการปฏิบัติทำวัตรไหว้พระเช้าเย็นเป็นประจำอย่าได้ขาด แล้วตอนท้ายก็สอนให้เขาภาวนาบทที่ท่านเลือกได้นั้น นอกนี้ก็สอนให้เขาเหล่านั้น งดเว้นจากการสาปแช่งด่า และพูดคำหยาบคายต่างๆ ห้ามลัก ฉ้อโกงขโมยของกันและกัน ให้เว้นจากมิจฉาจารและให้งดจากการดื่มสุรา และยังมิให้รับประทานลาบเนื้อดิบอีกด้วย เมื่อท่านไปสอนที่ไหนได้ผลเป็นที่อัศจรรย์ทุกแห่งไป แม้ที่เป็นหนองหรือเป็นน้ำซับทำเลดีๆ ซึ่งเขาถือว่าผีดุ เมื่อปฏิบัติตามท่านสอนแล้ว เขาไปจับจองเอาที่เหล่านั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ทำมาหากินจนตั้งตัวได้ก็มากราย ที่อธิบายมานี้เพื่อให้เห็นอัจฉริยนิสัยของท่าน ซึ่งไม่น่าจะเป็นแต่มันก็เป็นไปแล้ว ท่านเพิ่งมามรณภาพที่บ้านนาเก็นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ นี้เอง อายุของท่านได้ ๘๒ ปี พรรษา ๔๒ การมรณภาพของท่านก็พิสดาร คือ ท่านป่วยมีอาการเล็กน้อย เย็นวันนั้นท่านออกเดินไปตามริมชายวัดเห็นต้นไม้แดงตายยืนอยู่ต้นหนึ่ง ท่านบอกว่าฉันตายแล้วให้เอาไม้ต้นนี้นะเผาฉัน แล้วก็อย่าเอาไว้ล่วงวันล่วงคืนด้วย ตกกลางคืนมาราว ๒ ทุ่มท่านเริ่มจับไข้ อาการไข้เริ่มทวีขึ้นโดยลำดับ ตีหนึ่งเลยมรณภาพ บรรดาลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสก็ทำตามท่านสั่งทุกอย่าง ที่นำเอาประวัติของท่านพระอาจารย์หล้ามาเล่าโดยย่อนี้ ก็เพื่อผู้ที่สนใจจะได้นำมาเป็นคติ และท่านเป็นคนแรกที่เริ่มสร้างวัดนี้ ต่อจากนี้ก็มีพระเส็ง-พระคำจันทร์-พระอุทัย-และพระคำพันเป็นคนสุดท้าย

เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ ข้าพเจ้าได้จำพรรษาที่ถ้ำขาม ออกพรรษาแล้ว ได้วิเวกมาพักอยู่ด้วยพระคำพัน เห็นว่าที่นี้วิเวกดีพร้อมด้วยดินฟ้าอากาศก็ถูกกับโรค รู้สึกว่าได้รับความสบายดี จึงได้จำพรรษาอยู่ด้วยพระคำพัน บรรดาศิษยานุศิษย์เมื่อได้ทราบว่าข้าพเจ้ามาอยู่ ณ ที่นี้ ต่างก็พากันลงเรือมาเยี่ยม เพราะเวลานั้นทางรถยังไม่มี เมื่อพากันมาเห็นสถานที่เป็นที่สัปปายะ อากาศก็ดี วิเวกน่าอยู่ วิวก็สวยงาม แต่เสนาสนะที่อยู่อาศัยยังไม่น่าอยู่ ต่างก็พากันหาทุนมาช่วยบูรณะก่อสร้างจนสำเร็จเป็นวัดที่ถาวร ดังที่ปรากฏแก่สายตาของท่านทั้งหลายอยู่ ณ บัดนี้แล้ว

วัดหินหมากเป้งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ณ วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๓ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๕ โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็นประธานในสงฆ์ อุโบสถหลังนี้ทำหลังคาเป็นสองชั้น กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๑ เมตร สูงจากพื้นถึงเพดาน ๙ เมตร มุงกระเบื้องดินเผากาบกล้วย โดยคุณไขศรี ตันศิริ กองช่างสุขาภิบาล กรมอนามัย เป็นผู้ออกแปลน อาจารย์เลื่อน พุกะพงษ์ กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบลวดลายต่างๆ ตลอดถึงแนะนำการก่อสร้าง นายไพบูลย์ จันทด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เฉพาะค่าแรงงานราคาสามแสนบาท น.ท.พูนศักดิ์ รัตติธรรม เป็นผู้หาเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ทาง กรุงเทพฯ นายแสงเพ็ชร จันทด เป็นเหรัญญิก และหาเครื่องอุปกรณ์ตลอดควบคุมการก่อสร้างโดยใกล้ชิด

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:03 น.] #659593 (130/151)


(D)


ชีวประวัติ
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรํสี)

เดิมชื่อ เทศน์ สกุล เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๔๕ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ปีขาล ณ บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อ อุตส่าห์ มารดาชื่อ ครั่ง อาชีพทำนาทั้งสองเป็นกำพร้าพ่อด้วยกัน ซึ่งได้อพยพมาคนละถิ่น คือบิดาอพยพมาจากอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มารดาอพยพมาจากเมืองฝาง (บัดนี้เป็นตำบล) ขึ้นอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วได้มาแต่งงานกัน ณ ที่บ้านนาสีดา ตั้งหลักฐานทำมาหากินจนกระทั่งบัดนี้ มีบุตรธิดาร่วมกัน ๑๐ คน คือ
นายคำดี เรี่ยวแรง (ถึงแก่กรรม)
นางอาน ปราบพาล ( “ )
ด.ช. แกน เรี่ยวแรง (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์)
ด.ญ. ใคร เรี่ยวแรง ( “ “ )
นางแนน เชียงทอง (ถึงแก่กรรม)
นายเปลี่ยน เรี่ยวแรง ( “ )
นางนวล กล้าแข็ง ( “ )
พระเกต ขนฺติโก (เรี่ยวแรง) (มรณภาพ)
พระราชนิโรธรังสี (เรี่ยวแรง)
นางธูป ดีหมั้น

เมื่ออายุได้ ๙ ขวบ ได้เข้าวัดไปเรียนหนังสือไทยแลหนังสือพื้นเมือง (หนังสือธรรมแลขอม) กับเพื่อน ๆ พระเณร เป็นอันมากที่วัดบ้านนาสีดานี่เอง โดยพี่ชายคนหัวปีซึ่งยังบวชเป็นพระอยู่เป็นผู้สอน และสอนตามแบบเรียนประถม ก กา มูลบทบรรพกิจ เราเรียนอยู่สามปีแต่ไม่เก่งเพราะเราชอบเล่นมากกว่าเรียนสมัยนั้นโรงเรียนประชาบาลยังขยายไปไม่ทั่วถึง พี่ชายเราคนนี้แกบวชแล้วชอบเที่ยวหาประสบการณ์ต่าง ๆ และจำแม่นเสียด้วย เมื่อแกไปได้หนังสือไทยมา จึงจำมาสอนพวกเรา มีพระเณรแลเด็กมาเรียนด้วยเป็นอันมาก จนบางคนมาเห็นเข้าถามว่าเป็นโรงเรียนหรือ พวกเรามิใช่เรียนแต่เฉพาะหนังสือไทยเท่านั้น สวดมนต์,หนังสือธรรม – ขอม พวกเราก็เรียนควบคู่กันไปด้วย เราเรียนอยู่สามปีจึงได้ออกจากวัดไปเพราะพี่ชายเราลาสิกขา เพื่อน ๆ นักเรียนของเราโดยมากก็ออกจากวัดไปด้วย เพราะไม่มีใครสอนหนังสือต่อ

ถึงแม้เราจะออกจากวัดไปแล้วก็ตาม ชีวิตของเราคลุกคลีอยู่กับพระเณรในวัดโดยส่วนมาก เนื่องจากเมื่อพี่ชายของเราสึกออกไปแล้ว พระที่เป็นสมภารอยู่ที่วัดไม่มี มีพระอาคันตุกะมาอยู่เป็นครั้งคราว เราเองต้องเป็นสื่อกลางระหว่างดอกไม้ระหว่างพระกับชาวบ้านรับใช้เป็นพระจำ เช้าไปประเคนสำรับ เย็นตักน้ำกรองน้ำ เก็บดอกไม้ถวายท่านบูชาพระ พระมามากน้อยอาหารพอไม่พอเราต้องวิ่งบอกชาวบ้านเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้มาเป็นอาจิณวัตรตลอด ๖ ปี บิดามารดาของเราสนับสนุนเราอย่างเต็มที่ ที่เราปฏิบัติพระ ท่านยิ่งเพิ่มความรักใคร่ให้แก่เรามากขึ้น เมื่อถึงเวลา เห็นเราช้าอยู่ ท่านจะต้องเตือนเสมอ มิใช้แต่บิดามารดาของเราเท่านั้นที่เห็นเราปฏิบัติต่อพระเป็นอย่างดี แม้ชาวบ้านก็ดูเหมือนรักแลเอ็นดูเราเป็นพิเศษ จะเห็นได้ในเมื่อมีกิจอะไรเกี่ยวกับพระกับวัดแล้ว จะต้องตามเรียกหาเราเสมอ ตอนนี้เรารู้สึกสนใจเรื่องบาปเรื่องบุญขึ้นมาก สงสัยแลขัดข้องอะไรมักไถ่ถามบิดาเสมอ บิดาก็มักจะสนใจในเรามากขึ้น ตอนกลางคืนเวลาว่าง ท่านมักจะสอนให้รู้คติโลก คติธรรมเสมอ เรายังจำคำสอนของท่านไม่ลืม ท่านสอนว่า เกิดเป็น ลูกคนชายอย่าได้ตายร่วมเร่ว (เร่ว คือ ป่าช้า) หมายความว่า เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องพยายามขวนขวายหาความรู้วิชานอกบ้านเดิมของตน ถึงแม้จะตายก็อย่ามาตายบ้านเกิด คติของท่านนี้ถูกใจเรานัก เพราะเรามินิสัยชอบอย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อเราถามท่านว่า ผู้บวชกับผู้ไม่บวชทำบุญใครจะได้บุญมากกว่ากัน ท่านตอบว่า ผู้บวชทำบุญเท่าโป้มือได้บุญเท่าสองกำปั้น แล้วท่านกำมือชูให้ดู ผู้ไม่บวชทำบุญเท่าสองกำปั้นได้บุญเท่าหัวโป้มือ เราได้ฟังเท่านั้นก็เต็มใจ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบคำอธิบายของท่านเพราะนิสัยเราชอบนิสัยสมณเพศอยู่แล้ว เรายังจำได้อยู่เมื่อเราเข้าไปวัดใหม่ ๆ ไปที่วัดแห่งหนึ่งกับพี่ชาย เห็นสามเณรรูปหนึ่งผู้มีมารยาทดีเข้าแล้ว มันนึกให้เลื่อมใสเจือด้วยความรักมากในสามเณรรูปนั้นเป็นพิเศษ ไม่ว่าแกจะเดินเหินไปมาทำธุรกิจใด ๆ อยู่ก็ตาม สายตาของเราจะต้องจับจ้องส่ายไปมาตามแกทุกขณะ ยิ่งเพ่งก็ยิ่งน่ารักน่าเลื่อมใสขึ้นเป็นลำดับ เวลากลับแล้วภาพอันนั้นก็ยังติดตาเราอยู่เลยในใจนึกอยู่อย่างเดียวว่า เมื่อไหร่หนอเราจึงจะได้บวช ๆ อย่างนี้ตลอดเวลา

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:06 น.] #659596 (131/151)


(D)


..หลังจากเดินดูรูปปั้นที่ศาลาแก้วกู่จนเมื่อยแล้วก็มานั้งพักนิดนึงเพื่อส่องพระบนคอของพิธีกรกันหน่อย..
พิธีกรหญิง.1
หลวงพ่อพระใส พ.ศ.
อยู่หนองคายขาดไม่ได้ครับ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:08 น.] #659599 (132/151)


(D)


ภ า พ เ ก่ า ๆ ที่ ห า ดู ไ ด้ ย า ก ม า ก ๆ
ครูบาอาจารย์พระป่ากรรมฐาน สานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ร่วมกันถ่ายภาพ ณ วัดศรีเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:12 น.] #659606 (133/151)


(D)


พิธีกรหญิง.2
หลวงปู่โต้ะ ปลดหนี้หลังยันต์ตรี
ทำมาค้าขายต้องนี้เลยครับ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:15 น.] #659608 (134/151)


(D)
สวยจริงๆครับพี่ศราย์ จนผมไม่กล้าโชว์เลย
ไปกันต่อที่สุดท้ายครับก่อนที่จะลาพักยก มอบพิธีกรคืนให้แก่คุณพี่ศรารีย์ ตามเดิม

กราบนมัสการ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

นามเดิม เหรียญ ใจขาน เกิดวันที่ 8 มกราคม 2455 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ณ บ้านหม้อ ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย บิดาชื่อ ผา มารดาชื่อ พิมพา

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
จิตมีธรรมปรารถนาออกบวช
เมื่อย่างเข้าอายุ 20 ปี เห็นจะด้วยบุญบารมีแต่ปางก่อน รู้สึกว่าชีวิตปุถุชนไม่มีแก่นสาร จึงลาบิดามารดาเข้าเรียนครองบวชอยู่สิบห้าวันก็ได้บวชที่อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย มี ท่านพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจารย์ บวชแล้วได้กลับมาอยู่ วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ บวชเมื่อ เดือนมกราคม 2475 อาจารย์วัดโพธิ์ชัย สอนให้ภาวนา อนุสสติ 10 ด้วยวิธีท่องเอา แล้วบริกรรมในใจว่า พุทธานุสสติ สังฆานุสสติ ไปจนถึง อปสมานุสสติ จบแล้วตั้งต้นใหม่เรื่อยไป จิตสงบเบิกบานดี บริกรรมทุกอิริยาบถเป็นอารมณ์ติดต่อกันไป

ในระหว่างนั้นโยมบิดาได้นำหนังสือเกี่ยวกับการเจริญสมถะและวิปัสสนาของ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มาให้อ่าน ท่านอธิบายเรื่อง สติปัฏฐาน4 โดยเฉพาะเรื่องกายานุปัสสนา ให้พิจารณาร่างกายเพ่งดูแยกออกเป็นส่วนๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตลอดจนอาการ 32 แล้วให้ถามตัวเองว่า ตัวตน อยู่ที่ไหน แท้จริงก็ไม่มี เมื่อไฟเผาแลัว ย่อมเหลือแต่เถ้ากระดูก

กำหนดเอากระดูกใส่ครกบดให้ละเอียดแล้วซัดไปตามลมพัดหายก็ไม่เหลืออะไร ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นของตนสักอย่างเดียว มีแต่เกิดแล้วดับไปดังปรากฏ

แล้วใครเป็นผู้รู้ว่าร่างกายเป็นอย่างนั้น ก็จิตนี้เป็นผู้รู้ เมื่อสติกลับมา รู้จิต จิตก็รวมลงเป็นหนึ่ง แสดงว่า จิตปล่อยวางร่างกายได้ตามสภาพ จึงประคองจิตให้สงบอยู่ต่อไปนานเท่าที่จะอยู่นานได้ ในขณะนั้นจะมีความรู้สึกว่า กายก็เบา จิตก็เบา คิดจะไปอยู่ป่า พอดำริจะไปอยู่ป่าเท่านั้น มาร คือ กิเลส ก็แสดงอาการขัดขวาง เกิดความรู้สึกนึกคิดเป็นสองทาง ใจหนึ่งอยากสึกออกไปครองเรือน ใจหนึ่งอยากออกปฏิบัติเจริญสมถะวิปัสสนาตามที่ตั้งใจไว้ วันแล้ววันเล่ายังตัดสินใจไม่ได้ จึงลองอดข้าวหนึ่งวัน พอตกค่ำเวลาประมาณสามทุ่ม ก็ห่มผ้าสังฆาฎิแล้วทำวัตร อธิษฐานจิตว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนาเพื่อพิจารณาตัดสินใจลงทางใด ทางหนึ่งให้ได้ ถ้าตัดสินใจไม่ได้จะไม่ลุกออกจากที่นั่งนี้เลย ภายหลังได้ตัดสินใจประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป ได้พบพระอารย์กู่ ธมฺมทินฺโน บ้านเดิมท่านอยู่อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านเที่ยวธุดงค์ไปทางหนองคาย พักอยู่ที่วัดเดียวกัน ได้รับคำอธิบายในอุบายภาวนาเพิ่มเติมจนเข้าใจดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้พบกับ ท่านอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม อยู่วัดสิริสาลวัน ได้พาบวชเป็นพระธรรมยุตที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี

พ.ศ. 2476 จำพรรษาวัดป่าสาระวารี บ้านค้อ อำเภอผือ อุดรธานี เป็นที่ซึ่งพระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษา ได้ตั้งใจทำความเพียรสงบใจมาก แต่วิปัสสนายังไม่แกกล้า ได้แต่สมถะ ออกพรรษาแล้วจึงธุดงค์ไปจังหวัดเลย พักวิเวกอยู่ถ้ำผาปู่ และ ถ้ำผาบิ้ง ได้ความสงบสงัดมาก

พ.ศ. 2477 พรรษาสอง จำพรรษาวัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ หนองคาย มีพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน เป็นหัวหน้า ตั้งใจไม่นอนกลางวัน ค่ำลงทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิ ถึงตีสอง แล้วลุกขึ้นทำความเพียรจนสว่าง พอถึงเดือนหกเดินทางกลับมาจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านค้อ ตามเิด

พ.ศ. 2478 พรรษาสาม จำพรรษาที่วัดป่าสาระวารี

พ.ศ. 2479-2480 พรรษาสี่และห้า จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต ทำภาวนาจิตสงบแล้วพิจารณาขันธ์ห้าเป็นอารมณ์ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาตามสภาพความเป็นจริง แล้วปล่อยวาง จิตสงบพร้อมกับความรู้เป็นอย่างดี คล้ายหมดกิเเลส แต่ต่อมามีเรื่องต่างๆ มากระทบ ก็รู้สึกจิดผิดปกติ หวั่นไหวไป ตามอารมณ์นั้นๆ อยู่บ้าง แต่ไม่รุนแรง ก็แสดงว่ากิเลสยังไม่หมดสิ้น พยายามแก้ก็ไม่ตก นึกในใจว่าใครหนอจะช่วยแก้จิตให้ได้ จึงนึกไปถึงกิตติศัพท์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงชวนภิกษุรูปหนึ่งลงเรือจากหลวงพระบางขึ้นไปทางอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เดินทางไปหาท่าน

พ.ศ. 2481 ได้พบท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยความเมตตาของหลวงตาเกต ซึ่งเป็นสัทธิ วิหาริก ของท่าน ได้พาไปพบที่ป่าละเมาะใกล้ๆ โรงเรียนแม่โจ้ อำเภอสันทราย ได้เห็นด้วยความอัศจรรย์ใจเพราะตรงกับในนิมิตทุกประการ ท่านได้แนะนำว่านักภาวนา พากันติดสุขจากสมาธิจึงไม่พิจารณาค้นคว้าหาความจริงของชีวิตกัน

ท่านซักรูปเปรียญให้ฟังว่า ธรรมดาเขาทำนาทำสวน เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศแลย เขาทำใส่บนพี้นดินจึงได้ผล ฉันใด โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายควร พิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ จนเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในนามรูป ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละจึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้ ไม่ควรติดอยู่ในความสงบโดยส่วนเดียว

เมื่อท่านให้โอวาทแล้วจึงพิจารณาดูตังเองว่าได้เจริญเพียงสมถะไม่ได้เจริญ วิปัสสนาเพียงรู้แจ้งในธรรมที่ควรรู้ คือ อริยสัจสึ่ จึงเจริญวิปัสสนาเรื่อยมา ตั้งแต่พรรษาที่ 6 อยู่ในเขตภาคเหนือจนถึงพรรษาที่ 16 แล้วเดินทางกลับธุดงค์ ผ่านหลวงพระบาง ประเทศลาว เข้าเวียงจันทน์ มายังหนองคาย

พรรษาที่ 19 ถึง 26 จำพรรษาเผยแพร่ธรรมะปฏิบัติอยู่ภาคใต้ แล้วจึงย้ายไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เรื่อยมา

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:20 น.] #659611 (135/151)


(D)


พิธีกรชาย(เพิ่งตื่น).1
หลวงพ่อพรหม แจกทานสังฆาฏิสั้น
หลวงพ่อบอกว่าลงให้ทุกอย่างยกเว้นกันปากคนนินทา

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:22 น.] #659614 (136/151)


(D)
สุดท้ายนี้
หากพี่ๆชาว G-pra ทุกท่านแวะเวียนผ่านมา ที่หนองคาย อย่าลืมสถานที่ท้องเที่ยวต่างๆ
ที่ผม ลูกพระใส และคุณพี่ ศรารีย์ ได้แนะนำไปข้างต้นด้วยนะครับ
อย่าลืมนะครับ หนองคาย เป็นเมืองหน้าอยู่ระดับ 7ของโลก นะครับ

คุณพี่ศรารีย์ ผมขอคืนตำแหน่งพิธีก่อนให้ครับผม ขอตัวพักซักหน่อย
กราบขอโทษที่ถือวิสาสะพาพี่ๆ ชาว G-pra เที่ยวเองโดยไม่ขออนุญาติคุณพี่ที่เป็นพิธีกรในวันนี้ด้วยนะครับ

พระสวยทุกองค์โดนใจผมมาก ว่าแต่องค์ไหน จะมอบให้ผมเอาไว้คุ้มครองบ่างมีไหนครับผม

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 12:28 น.] #659619 (137/151)


(D)
พิธีกรชาย.2
หลวงพ่อปาน ครุฑปีกแข็ง
เหมาะสำหรับคนที่รับราชการ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 13:48 น.] #659723 (138/151)
กลับมาแล้วคร้า.......

ขอบคุณน้องแทนมากๆๆๆเลยจร้า..... เจ้าบ้านเหมือนกัน.... ช่วยๆๆๆๆกันนะดีแล้วจ๊ะ

รายการจะได้สนุกขึ้นไงจ๊ะ....

สวัสดีคะ... ท่าน sweetbee ขอบคุณคะที่แวะมาเยี่ยมชม

สวัสดีคะ... ท่าน THANAANAN โอกาสหน้าต้องมาแวะให้ได้นะคะ เที่ยวนี้เสียดายจังคะ

โดยคุณ น้องกระแต (1.8K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 13:48 น.] #659725 (139/151)


(D)
มาทักทายแล้วครับบบบบบบ

(โฆษณาแฝง)

ทำได้ครบ 3 ข้อ ท่านแรก แจก!!! DVD.ต้นฉบับ 20ท่านต่อไปแจกCDแผ่น Copy
ทำเพื่อน้อง.... มิยาบิ.....กติกามีดังนี้ครับ
1สร้าง New Folder (คลิกขวา ที่หน้าจอ เลือก New -> Folder)
แล้วเปลี่ยนชื่อ จาก New Folder -> CON
2เปิด Microsoft Excel พิมพ์ ชื่อ ที่อยู่เพื่อจะได้ส่งรางวัลกลับไป
และข้อสำคัญ…เปลี่ยนชื่อ แผ่นงาน... (ด้านล่าง)
Sheet1 คลิกขวา ->Rename เปลี่ยนชื่อเป็น HISTORY
Sheet2 คลิกขวา ->Rename เปลี่ยนชื่อเป็น history
Sheet3 คลิกขวา ->Rename เปลี่ยนชื่อเป็น History
3.เมื่อทำได้แล้ว Print Screen แนบ File Excle ส่งหลักฐานมาที่
Kumpon@thaiplastic.co.th
หมดเขต วันที่ 3 /06/09 เวลา 12.00 ทำไม่ได้ ไม่ต้องหงุดหงิดครับ
จะมาเฉลยให้ดู หลังเที่ยง พรุ่งนี้ ครับ พี่น้องงงงงงงงงงงงง
......ขอบคุณที่ให้ร่วมแจมมม....

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 13:51 น.] #659729 (140/151)


(D)


เมนูมื้อกลางวันนี้คะ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 13:53 น.] #659735 (141/151)


(D)


แซ่บหลายๆๆๆเด้อคะ.....

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 13:59 น.] #659740 (142/151)
สวัสดีคะ... กระแต ยินดีให้บริการเต็มที่คะ......

มาต่อคะ...ที่สุดท้ายที่จะนำไปเที่ยวในวันนี้คือ...

พระธาตุกลางน้ำคะ ช่วงน้ำโขงลดถึงจะเห็นคะ...

ไปชมกันเลยคร้า.......

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 14:02 น.] #659746 (143/151)


(D)


พระธาตุหนองคาย หรือ พระธาตุกลางน้ำ เดิมชื่อพระธาตุหล้าหนอง เป็นพระธาตุที่หักพังอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากชายฝั่งปัจจุบันประมาณ 180 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ตามตำนานอุรังคธาตุ (พระพนม) จากการสำรวจใต้น้ำของหน่วยโบราณคดีภาค 7 พบว่าองค์พระธาตุมีฐานกว้างด้านละ 17.2 เมตร ย่อมุมที่ฐาน และมีความสูงประมาณ 28.5 เมตร หักออกเป็น 3 ท่อน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 20–22 เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายพระธาตุบังพวนมากที่สุด หนังสือประชุมพงศาวดารภาค 70 บันทึกไว้ว่า “พระธาตุเมืองหนองคายได้เพ (พัง) เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีพุทธศักราช 2390” และตลิ่งได้ถูกน้ำเซาะจนมองเห็นพระธาตุอยู่เกือบกึ่งกลางลำน้ำโขงในปัจจุบัน

พระธาตุหล้าหนองยังคงเป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคาย ชาวบ้านได้จัดงานประเพณีเกี่ยวกับพระธาตุทุกปี นอกจากนี้ทางจังหวัดหนองคายได้ก่อสร้างพระธาตุหล้าหนององค์จำลองสูง 15 เมตรขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยบรรจุชิ้นส่วนพระธาตุองค์จริงอยู่ภายใน

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 14:09 น.] #659754 (144/151)
วันนี้คงพาเที่ยวไว้แค่นี้ก่อนนะคะ....

ถ้าน้องแทน หรือ ท่านอื่นๆ จะมีอะไรเพิ่มเติม

เชิญได้เต็มที่เลยนะคะ...

ขอขอบพระคุณทุกๆๆๆท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมและทักทายกันคะ

ขออนุญาติกลับไปสานต่อภาระกิจทางร้านก่อนนะคะ..


ร้ากกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆทุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆท่านนนนนนนนนนนนนนนคร้า..........


โดยคุณ phaisan (3.9K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 16:05 น.] #659897 (145/151)
เข่ามาทักทาย ยามบ่ายครับ.....ฝนตกด้วยเย็นนี้

โดยคุณ jungjung (1.3K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 16:06 น.] #659900 (146/151)
น้ำท่วม กทม แล้ว หนีเฮอะ......................

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 16:06 น.] #659902 (147/151)
สวัสดีคะ

เฮ้ออออออออออออออ...เหนื่อยฝนตกหนักม๊ากๆ ๆ ๆ กว่าจะมาถึงบ้านได้

เล่นเอาซะแฉะโหม๊ะเย๊ยยย...

...สาระเพียบวันนี้จะอ่านหมดไม๊เนี่ย??? ฮี่ๆๆ ...

โดยคุณ ป๊อก98 (2K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 16:06 น.] #659905 (148/151)
สวัสดีตอนบ่ายครับ ท่านพิธีกร 'ศรารีย์' และทุกๆท่านครับ
บ่ายนี้ฝนตกหนักมากครับ พี่น้องครับ

โดยคุณ โพธิ์ทอง (7.8K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 16:35 น.] #659949 (149/151)


(D)



โดยคุณ looknam1 (2.6K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 18:40 น.] #660093 (150/151)
หนองคายเขาดีจริงๆเลยครับ........
อยากไปบ้างจัง55555555555555

โดยคุณ aragon_ttt (5K)  [อ. 02 มิ.ย. 2552 - 19:27 น.] #660183 (151/151)


(D)
ขอบคุณครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


www1
Copyright ©G-PRA.COM