ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ความคิดเห็นมีรางวัล



(D)
สวัสดีครับพี่ๆ เพื่อนๆ ชาว g-pra ทุกๆ ท่าน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผมไปถวายงาน ในการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปในการพระราชทานเพลิงศพ เชิด ทรงศรี ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส และได้หนังสือที่ระลึก และแผ่น cd สารคดีของเขามา 1 ชุด อยากจะแจกให้พี่ๆ และเพื่อนๆ ชาว g-pra เพียงเสนอความเห็นมาว่า "คุณมีมุมมอง และทัศนคติอย่างไร ในวงการภาพยนต์ไทย ในอดีต และปัจจุบัน" ผมจะเลือกความคิดเห็นที่ถุกใจผม...ขอบคุณครับ

โดยคุณ panyasuparat (396)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 19:22 น.]



โดยคุณ panyasuparat (396)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 19:23 น.] #676480 (1/15)
เพิ่มเติมครับ ถึงเวลา 21.00 น.

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 19:35 น.] #676497 (2/15)
ผมเจออยู่ 1 อัน....อ่านแล้วชอบ ขออนุญาติคัดลอกมานำเสนอนะครับ.....ผมว่ายังใช้ได้กับปัจจุบันนี้ครับ......

-----------------------------------------------

ชื่อโครงการวิจัย : พัฒนาการของภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ. 2540-2548

ที่ปรึกษา : นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต มูลนิธิหนังไทย

แหล่งทุนอุดหนุน : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

ปีที่วิจัย : 2548


บทคัดย่อ


งานวิจัยพัฒนาการของภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ. 2540-2548 เป็นการศึกษาภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์ ระหว่างเดือนมกราคม 2540 ถึงเดือนสิงหาคม 2548 รวมทั้งภาพยนตร์สั้น และภาพยนตร์อิสระที่ผลิตออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว โดยศึกษาจากข้อมูลที่มีอยู่ ในนิตยสาร หนังสือ และบทความ บทสัมภาษณ์ต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ประกอบกับการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ไทย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์ไทยที่สร้างในช่วงปี พ.ศ.2540-2548 โดยเฉพาะในมิติของงานวัฒนธรรม และศึกษาถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของวงการภาพยนตร์ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดนโยบายการส่งเสริมภาพยนตร์

ผลการศึกษาภาพยนตร์ไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2548 เป็นภาพรวมและเหตุการณ์ภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่น จำแนกเป็นแต่ละปี พบปรากฏการณ์สำคัญต่างๆดังนี้

1.ภาพยนตร์ไทยทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล 20 อันดับแรกล้วนอยู่ในช่วง ปี 2540 – 2548 มีภาพยนตร์ไทย 9 เรื่องสามารถทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท โดยภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท (2544) เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายได้ของภาพยนตร์ไทยสูงขึ้นก็คือ การขึ้นค่าตั๋วชมภาพยนตร์ นอกจากนี้ผลงานภาพยนตร์มีพัฒนาทางด้านงานสร้างที่มีความทัดเทียมกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ผู้ชมคุ้นเคย และมีภาพยนตร์แนวอิงประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์สยองขวัญ ภาพยนตร์ที่สร้างให้เกิดกระแสสังคม ภาพยนตร์ที่สะท้อนอุดมคติของความเป็นไทย ภายหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ผู้คนเริ่ม หันกลับมาค้นหาคุณค่าของความเป็นไทยด้วย ความรู้สึกชาตินิยมจึงถูกปลุกขึ้นมาในช่วงนี้

2. การยอมรับภาพยนตร์ไทยในต่างประเทศ เกิดขึ้นในสองลักษณะคือ การไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ และ การไปฉายในเชิงการค้า พบว่าข้อจำกัดอันหนึ่งของภาพยนตร์ไทยในตลาดต่างประเทศ คือเมื่อใช้ภาษาไทยก็ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ และอยู่นอกกระแสหลักของตลาดไปโดยปริยาย และการที่ภาพยนตร์มีเนื้อหาความเป็นไทยสูงมากจนผู้ชมต่างชาติไม่อาจเข้าใจได้

3. วงการภาพยนตร์อิสระ พบว่า การขาดสถานที่ในการจัดฉายเป็นประจำ ทำให้ผู้สร้างไม่มีพื้นที่แสดงผลงานอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ในปัจจุบัน ผู้สร้างภาพยนตร์อิสระได้สร้างการเผยแพร่ทางเลือกด้วยการผลิตวิดีโอซีดี ออกจำหน่าย รวมทั้งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ



ผลการศึกษาพบว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของวงการภาพยนตร์ไทย ดังนี้

1. ผู้กำกับ ช่วงปี 2540-2548 เกิดผู้กำกับหน้าใหม่ ซึ่งมาจากภูมิหลังและอายุที่แตกต่างกัน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกหลายคนยังได้สร้างสถิติในอันดับหนังทำเงินจากภาพยนตร์เรื่องแรก

2. บริษัทสร้างภาพยนตร์ ในปี พ.ศ. 2540 มีบริษัทภาพยนตร์ไทยที่มีผลงานออกมาเพียง 5 บริษัท ซึ่งสองในห้าเป็นบริษัทที่มีประวัติอันยาวนาน

3. ผู้ชม พัฒนาในด้านคุณภาพและความหลากหลายขิงภาพยนตร์ที่มีมากขึ้น ก็ช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อภาพยนตร์ไทยทีละน้อย รวมถึงความสำเร็จบนเวทีในระดับนานาชาติของภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ตลอดจนเบื้องหลังการถ่ายทำ ความยิ่งใหญ่ของฉาก นักแสดง เนื้อหาในเชิงประวัติศาสตร์ การสร้างคำพูดติดปาก

4. โรงภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์มีอำนาจเหนือกว่าผู้สร้างภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์ ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด ภาพยนตร์เรื่องใดทำรายได้สูง หรือมีแนวโน้มว่าจะทำรายได้สูง จะได้ รอบฉายมากกว่า ดังนั้นภาพยนตร์ต่างประเทศจึงได้รับความสำคัญมากกว่าภาพยนตร์ไทย ซึ่งบริษัทผู้สร้างที่มีโรงภาพยนตร์เป็นของตนเองก็จะมีอำนาจในการควบคุมการฉายของภาพยนตร์ได้ดีกว่า

5. ภาครัฐ ในอดีตของภาครัฐส่วนใหญ่จะมีบทบาทในลักษณะของการควบคุม ซึ่งมีรูปแบบของการควบคุม สำนักกิจการภาพยนตร์ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในระยะหลังจะเน้นในด้านการให้การอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายทำภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำ ส่วนหอภาพยนตร์เป็นหน่วยงานเล็กภายในกรมศิลปากร จึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเก็บรักษาภาพยนตร์เก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ภาพยนตร์ไทยในบริบทเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย สามารถใช้มาตรฐานทั้งด้านจำนวนภาพยนตร์ ความตื่นตัวของอุตสาหกรรม และเสียงตอบรับจากวงการภาพยนตร์สากล พบว่า ภาพยนตร์ไทยมีผลงานทำได้ดีมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทิศทางของพัฒนาการภาพยนตร์ไทยในอนาคต แม้สถิติทางด้านรายได้จะเพิ่มขึ้นทั้งในตลาดของภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ แต่ทิศทางของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันจะเป็นไปตามกลไกตลาด และมีแนวโน้มของการผลิตที่เน้นการขายโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพซึ่งเป็นผลเสียต่อตลาดในระยะยาวหากเกิดวิกฤตศรัทธา แม้จะมีผู้กำกับหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย หากไม่มีมาตรการในการส่งเสริมผู้กำกับที่มีคุณภาพ ในที่สุดคนเหล่านั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแนวในการสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับตลาด

ในตลาดต่างประเทศก็เช่นกัน ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดในต่างประเทศเปิดรับภาพยนตร์ไทย หากในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าไม่สามารถยกระดับในด้านคุณภาพ ความนิยมในภาพยนตร์ไทยก็จะเสื่อมลง ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการขาดความเข้าใจภาพยนตร์ในมิติทางวัฒนธรรม ภาพยนตร์จึงมองเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้าแทรกแซงและส่งเสริมภาพยนตร์เพื่อให้บทบาททางด้านวัฒนธรรมของภาพยนตร์เด่นชัดขึ้น

จากกรณีศึกษา : เกาหลี ความสำเร็จที่ว่าเกิดขึ้นมาจากการที่รัฐบาลเล็งเห็นศักยภาพของภาพยนตร์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีอย่างแท้จริงโดยส่งเสริมทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและวัฒนธรรม รัฐบาลเกาหลี ได้จัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า Korean Film Commission หรือ KOFIC ภายใต้กฎหมายส่งเสริมภาพยนตร์ใหม่ และการสนับสนุนภาพยนตร์ศิลปะ ไม่เพียงแต่การสร้าง แต่รวมถึงการเผยแพร่ด้วย ผลตอบแทนที่ได้รับคือ ภาพยนตร์ศิลปะจำนวนมากของเกาหลีได้รับรางวัลในเทศกาลอันทรงเกียรติ และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับภาพยนตร์เกาหลีในตลาดโลกด้วย

กรณีศึกษา : ฝรั่งเศส นับเป็นประเทศต้นกำเนิดของภาพยนตร์ ระบบการส่งเสริมภาพยนตร์ของฝรั่งเศส ใช้กลไกทางกฎหมายในการสร้างกองทุนภาพยนตร์เกิดขึ้นจากเปอร์เซ็นต์ของการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ทุกใบ โดยผลประโยชน์จะถูกแยกเป็นกองต่างๆ สำหรับของภาพยนตร์ฝรั่ง สัดส่วนที่หักไว้จะกลับไปยังบริษัทในการผลิตภาพยนตร์เรื่องต่อไป นอกจากนั้น ยังมีกองทุนที่จะนำมาส่งเสริมและพัฒนาภาพยนตร์สำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ด้วย

ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

1. ภาครัฐควรเข้ามาเป็นตัวแปรในการผลักดันในการทำให้มีการมองภาพยนตร์ในด้านวัฒนธรรมเพื่อให้มีความสมดุล ซึ่งน่าจะมีการศึกษาแบบอย่างของเกาหลี หรือฝรั่งเศส

2.ควรจะจัดตั้งศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ทั้งให้การสนับสนุน เผยแพร่ ให้การศึกษาเกี่ยวกับภาพยนตร์ โดยอาจจะยกระดับหน่วยงานอย่างเช่นหอภาพยนตร์แห่งชาติให้มีบทบาทชัดเจนขึ้น

3.ภาครัฐควรสนับสนุนระบบการจัดประเภทอายุคนดูแทนการให้ตัดหรือห้ามฉาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมผู้สร้างภาพยนตร์ให้มีเสรีภาพในงานผลิตผลงานเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็ควรมีการส่งเสริมให้การศึกษาแก่ผู้ชม เพื่อเป็นการยกระดับวงการภาพยนตร์ไทย

4.ภาครัฐควรปรับทัศนคติต่อภาพยนตร์ในฐานะที่จะเป็นสื่อในการเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเท่านั้น ควรมองในแง่ที่ผลงานของ ผู้สร้างสรรค์ไทยย่อมสะท้อนทัศนคติและโลกทัศน์อย่างไทยทางใดทางหนึ่ง

5.ควรทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการสร้างภาพยนตร์โดยร่วมทุนกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้ภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากมีทุนจากต่างประเทศเข้ามาสมทบ และยังประกันโอกาสที่จะได้ฉายในต่างประเทศ แต่ปัจจุบัน เหตุที่การร่วมทุนยังทำไม่ได้มาก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้งกองทุน ทำให้ผู้สร้างไม่สามารถไปเซ็นสัญญาการร่วมทุนได้ หากเซ็นสัญญาการร่วมทุนได้ ภาพยนตร์ไทยเรื่องนั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายของประเทศคู่สัญญา

6. ควรสนับสนุนผู้สร้างภาพยนตร์อิสระให้มีโอกาสสร้างผลงาน หรือ แสดงผลงาน โดยอาจจะตั้งกองทุน หรือ จัดตั้งโรงภาพยนตร์ของรัฐเพื่อฉายภาพยนตร์ที่ไม่มีโอกาสฉายใน โรงภาพยนตร์ของเอกชน




โดยคุณ โพธิ์ทอง (7.8K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 19:48 น.] #676512 (3/15)
โห คนแรกก็ข้อมูลเพียบแล้ว ยอมแพ้ จร้า..........

โดยคุณ น้องกระแต (1.8K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 20:14 น.] #676540 (4/15)
.........ยอมแพ้ครับ.......แต่ไม่ท้อหรอกครับ

หนังไทยในดวงใจ ของน้องกระแต

1 ท้า..ฟ้า..ลิขิต มี CD เก็บอยู่ 3 ชุด
2. มหาลัย เหมืองแร่ มีทั้ง DVD + CD ของแท้นะครับ
3. เสียดาย 1-2
4. บางระจัน
5. สุริโยไท
6. นเรศวร
7. บอดี้การ์ด หน้าเหลี่ยม
8 ป้งปอนด์
9. ก้านกล้วย
10. สียามา

อย่างไร หนังไทย ที่ดีๆ มักจะไม่ทำเงินเท่าไร คุณว่าไหม???????

โดยคุณ ป๊อก98 (2K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 20:36 น.] #676571 (5/15)

โดยคุณ nat-36 (213)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 20:42 น.] #676585 (6/15)
เป็นที่ทราบกันดีว่า คนไทยไม่มีนิสัยรักการอ่าน แม้แต่ข่าวยังชอบให้คนเล่าให้ฟัง จนเกิดอาชีพ "นักเล่าข่าว" เต็มบ้านเต็มเมือง เฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือ 39 นาทีต่อวัน ซึ่งนับว่าเป็นสถิติล่าสุดที่ดีกว่าในอดีตมาก ในขณะที่ดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละมากกว่า 3 ชั่วโมง ดังนั้น อิทธิพลของวงการบันเทิงต่อสังคม วัฒนธรรม และการกล่อมเกลาทางการเมืองจึงมีมากมายมหาศาล แต่วงการบันเทิงไทย ไม่เคยตระหนักและให้ความสำคัญกับบทบาทประการหลัง คือ การให้ความรู้และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมือง (political socialization) โดยธรรมชาติ



หากเปิดหนังสือพิมพ์หน้าบันเทิง จะพบว่าภาพยนตร์ไทยมีเนื้อหาส่วนใหญ่เวียนวนอยู่กับไม่กี่เรื่องราว ได้แก่ ผี ตลก และรักของวัยรุ่น เช่นเดียวกัน ละครก่อน-หลัง-และระหว่างข่าวของสถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่ นำเสนอมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรมไทยแบบเรียบแบน เสมือนเหรียญด้านเดียว กล่าวคือ ตัวละครไม่ดี ก็เลว มีเพียงพระเอก นางเอก กับผู้ร้าย นางร้ายและตัวประกอบ อย่างมากผู้ร้ายอาจกลับตัวเป็นคนดีในภายหลัง แต่ก็จะได้รับการลงโทษอย่างสาสม ดังนั้น เวลาดาราถูกสัมภาษณ์ว่าละครที่เล่นให้แง่คิดอะไรต่อสังคมบ้าง จะตอบอย่างภูมิใจแบบไม่ต้องคิดว่า ละครของเราสอนว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ง่ายๆ และตรงไปตรงมา โดยมิได้เข้าใจว่า ดีหรือชั่วนั้นไม่ใช่สิ่งที่ชี้ได้ชัดเหมือนขาวกับดำ



ภาพยนตร์และละครไทยส่วนใหญ่ไร้แง่มุมที่สะท้อนความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ การดิ้นรนต่อสู้เพื่อค้นหาตัวตนของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งในสังคมที่มีหลากหลายมิติ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อความคิด พฤติกรรม และการตัดสินใจของคน



ในขณะที่ภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งเข้ามาฉายในเมืองไทยมีความหลากหลาย และหลายเรื่องเป็นการเสนอข้อเท็จจริง มุมมองทางประวัติศาสตร์และการเมือง ซึ่งคนจำนวนมากในโลกไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ตัวอย่างที่ฉายอยู่ในขณะนี้ อาทิเช่น "วัลคีรี" (Valkyrie) เรื่องราวของกลุ่มทหารเยอรมันที่พยายามลอบสังหารผู้นำนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หรือ "มิลค์" (Milk) นักการเมืองอเมริกันคนแรกที่ยอมเปิดเผยว่าตนเป็นคนรักร่วมเพศ หรือละครหลายตอน (series) อย่าง "Mad Men" ที่สะท้อนสังคมอเมริกาสมัย "ชายเป็นใหญ่" ในยุคทศวรรษ 60-70 เป็นต้น



การเปรียบเทียบวงการบันเทิงไทย กับวงการฮอลลีวู้ดเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมนัก เพราะปริมาณเงินที่ใช้ในการทำหนังหรือละครแต่ละเรื่องต่างกันมหาศาล แต่กระนั้นก็มีหลายประเด็นที่สามารถนำมาพูดถึงเทียบเคียงได้ อาทิเช่น การให้ความสำคัญกับบท เพราะบทเป็นหัวใจสำคัญประการแรกที่จะบอกว่าภาพยนตร์หรือละครนั้นดีหรือไม่ และบทสามารถพัฒนาได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินหรือทรัพยากรจำนวนมาก เพียงแต่ต้องมีความตั้งใจจริง ความคิดสร้างสรรค์ และความพยายามในการถ่ายทอดเรื่องราวสู่คนดู ซึ่งอาจต้องใช้การค้นคว้าข้อมูลร่วมด้วย



ประเด็นนี้พาดพิงไปถึงการรายงานข่าวและการทำรายการสนทนาประเด็นร้อนทาง สังคมการเมืองโดยการสัมภาษณ์ "ผู้ทรงคุณวุฒิ" ทางสถานีโทรทัศน์หลายช่องรวมทั้งสถานีที่ประกาศตัวว่า "เป็นของประชาชน" ที่มักเชิญวิทยากรหน้าเดิมๆ ตอกย้ำประเด็นเก่า มุมมองเดียวที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่กล้าปล่อยให้มีการนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายจากผู้เห็นต่าง ผู้อยู่ขั้วตรงข้าม หรือเอื้อให้เกิดการโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ดีในระหว่างที่ ประเทศตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งเช่นนี้



คุณภาพของบุคลากรก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาวงการบันเทิงเอง และต่อบทบาทในการสร้างความเข้าใจสังคมและการเมืองไทย ภาพดาราหญิงไทยที่แต่งกายวาบหวิวโชว์เนื้อหนังเลียนแบบฝรั่งแต่ไร้รสนิยม ย่อมไม่ส่งผลให้ภาพพจน์วงการบันเทิงไทย ดีขึ้น ผู้เขียนไม่ต้องการเป็นคน "จัดระเบียบ" เรื่องการแต่งกายในสังคม เพียงแต่อยากชี้ว่าในคืนแห่งการประกาศรางวัลเกียรติยศในอาชีพของพวกท่าน ท่านควรให้เกียรติด้วยการแต่งกายที่สวยงามอย่างเหมาะสม เราจะไม่เห็นดาราชื่อดังในฮอลลีวู้ดแต่งกายเปิดเผย เชิญชวน เท่าดาราหญิงของไทยเลย นั่นคือ การแสดงความเคารพต่ออาชีพนั่นเอง



การกลั่นกรองคุณภาพของบุคลากรในทุกวงการเป็นเรื่องสำคัญ ดังจะเห็นว่าเมื่อนักการเมืองไทยมีคุณภาพต่ำ วงการเมืองไทยจึงล้มลุกคลุกคลาน เป็นข้ออ้างให้เกิดวงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกวันนี้ วงการบันเทิงจ่าย ค่าตอบแทนดาราค่อนข้างสูง แต่ไม่คัดกรองคนคุณภาพ เน้นเพียงการสร้างกระแสเพื่อหวังกอบโกยระยะสั้น นักร้องล่าฝันในรายการที่อ้างว่าเป็นการแข่งขันของ "มืออาชีพ" รายหนึ่งร้องเพลง "ลูกหิน" ของคาราบาว ซึ่งต้นฉบับมีเนื้อหากินใจและสะท้อนสภาพสังคมที่ครอบครัวแตกแยก ด้วยทำนองสนุกสนานพร้อมเต้นแร้งเต้นกาประหนึ่งว่ากำลังมีความสุข ทำให้ผู้เขียนนึกเปรียบเทียบว่า วงการบันเทิงไทยกำลังทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดจากเหล่าแฟนคลับผู้ลุ่มหลง จนในที่สุดยากจะหาบุคลากรที่มีคุณภาพมาทดแทนคนรุ่นเก่าที่กำลังจากไป



ทั้งหมดนำมาสู่ประการสุดท้าย คือ การเคารพคนดู วงการบันเทิงไทย ทุกวันนี้ กลายเป็นเครื่องมือ (ของใครไม่รู้) ในการทำให้คนไทยโง่ลงทุกวัน ด้วยการส่งสารแง่มุมเดียว มิติเดียว เมียหลวงแสนดี เมียน้อยจอมเจ้าเล่ห์ ผีปอบจอมอาฆาต ผู้ร้ายจอมโกง และที่ร้ายไปกว่านั้น คือ การผลิตซ้ำของละครเก่าที่นำมาสร้างใหม่ บางเรื่องไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ด้วยคุณภาพการเล่าเรื่องที่ด้อยกว่าเดิม



เมื่อได้ยินคนในวงการบันเทิงเรียกร้องให้รัฐบาลช่วย เพราะทำหนังแล้วคนไทยไม่ดู จึงอดแปลกใจไม่ได้ว่า วงการบันเทิงไม่ เข้าใจหรือว่าที่คนไทยไม่ดูหนังไทย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไร้คุณภาพ และที่เราดูละครหลังข่าวกันเป็นบ้าเป็นหลังทุกวันนี้ เพราะมันฟรีและในโทรทัศน์ที่เรียกว่า "ฟรีทีวี" มันไม่มีอะไรให้ดู หากท่านต้องการให้รัฐบาลนำเงินภาษีประชาชนไปช่วย ท่านต้องปรับปรุงตัวท่านเองก่อน ด้วยการเคารพคนดู เพราะคนไทยไม่ได้โง่ ไม่เช่นนั้น เราคงไม่นิยมดูหนังต่างประเทศกันเป็นแน่

โดยคุณ WEERA_NUNGHOTMAI (2.8K)(16)   [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 21:40 น.] #676792 (7/15)
มีการพัฒนา ที่น้อยเกินไป แต่ยังงัยก็จะพยายามดูครับ สั้นๆ

โดยคุณ panyasuparat (396)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 21:46 น.] #676811 (8/15)
ครบเวลา 21.00 น.แล้วครับ (เกินมานิดหน่อย) ผมเลือกแล้วครับ ผมขอเลือกความคิดเห็นของคุณ nat-36 เพราะว่าโดนใจมากๆครับ วาทะโวหารทิ่มแทงใจคนสร้างหนังได้ดีมากๆ
ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางความคิดในการสร้างภาพยนต์ หรือละคร ยังย่ำอยู่กับที่ บทละครหรือภาพยนต์ที่เคยสร้างชื่อในอดีต ก็ตามมาหลอกหลอนคนในปัจจุบันไม่จบไม่สิ้น ไม่มีความคิดใหม่ๆ
เราจะเห็นหนังผี ละครชีวิตที่นางเอกแสนดี แต่โง่ นางอิจฉาก็ร้ายจนไม่อยากจะคิดว่า ในโลกนี้ยังมีคนอย่างนี้อยู่หรือ เรื่องราวเกี่ยวกับการอยากจะได้ทรัพย์สมบัติ สามี-ภรรยาของชาวบ้านเขา ผลิตออกมาอย่างมากมาย แล้วผู้ชมก็รับเอาวัฒนธรรมแบบนี้เข้าสู่ตัวทุกๆวัน อันนี้น่าเป็นห่วงครับ
ส่วนภาพยนต์ หรือละครที่ดีๆ ก็มีนะครับ แต่ก็น้อยมากๆ ในแต่ละปีที่เราได้รับชมกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนความเห็นของคุณ Ting_sathu อันนี้เป็นแบบวิชาการ ได้ความรู้ดีมากครับผมก็ชอบ แต่ผมต้องขอมอบรางวัลให้คุณ nat-36 เพราะตรงกับความคิดของผมพอดีครับ โอกาสหน้าเอาใหม่ครับ... มีมาเรื่อยๆ...

โดยคุณ pusit (1.7K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 22:05 น.] #676884 (9/15)


(D)
มาไม่ทันเวลา

ผมชอบหนังไทยครับ....ลีลามัน เร้าใจ...มากๆครับ

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 22:07 น.] #676895 (10/15)

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [ศ. 12 มิ.ย. 2552 - 23:16 น.] #677034 (11/15)

โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6)  [ส. 13 มิ.ย. 2552 - 06:36 น.] #677310 (12/15)

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [ส. 13 มิ.ย. 2552 - 08:00 น.] #677386 (13/15)
ยินดีด้วยครับ


โดยคุณ ArtMaN7007 (1.2K)  [ส. 13 มิ.ย. 2552 - 08:15 น.] #677423 (14/15)

โดยคุณ บ้านพระ (4.7K)  [ส. 13 มิ.ย. 2552 - 09:10 น.] #677547 (15/15)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM