ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@@@ รายการคุยกัน ....แต่เช้า ...ยันดึก (ค่ำก็พอนะครับ) @@@@



(D)


สวัสดีครับ วันนี้ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ตรงกับวันพระ แรม 15 ค่ำ เดือน 7 ปี ฉลู .... วันนี้ยังเป็นวันที่ระลึกวันครบรอบวันมรณภาพ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ซึ่งผ่านไปแล้ว 137 ปี ผมขอตั้งจิตเป็นสำรวม กราบนมัสการ สมเด็จฯโต ท่าน

ผม BCC-106 มารับหน้าที่ พิธีกร เป็นครั้งที่ 2 อย่างหมดภูมิจริงๆ ประกาศ เซ้ง หน้าที่ ไปแล้ว แต่ยังไม่มีท่านใดแสดงความจำนง รับทำแทน ในวันที่ 22 ของเดือน ครับ ผมเรียนตรงๆ อย่างไม่อายว่า ผมหมดความสามารถจริงๆ เพราะ ผมไม่ถนัดในการเข้าไปค้นคว้า กับ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือ เท็คโนโลจี ทันสมัยในปัจจุบัน ครับ ตัวช่วยคือหลานสาวก็เหลืออยู่คนเดียว และไม่ค่อยจะว่างด้วยครับ ดังนั้น วันนี้ ผมคงนำเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ ที่ผมพอมีอยู่บ้าง มาเสนอให้ท่าน โดยมีความหวังว่า หลายๆท่าน จะกรุณาช่วยกันเติมกระทู้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสิทธิโชติ ที่ผมขออนุญาตขนานนามท่านว่า เป็น Encyclopedia เคลื่อนที่ จะมาช่วยผม ครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:01 น.]



โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:03 น.] #691527 (1/151)


(D)
เพราะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่สูงสุดเหนือชีวิต ผมขอนำเกร็ดความรู้เล็กน้อยมาเรียนให้ทราบ

นับตั้งแต่แผ่นดินสุโขทัย เป็นต้นมา เรามีพระมหากษัตริย์ ที่ได้รับการยกย่องเป็น “มหาราช” 7 พระองค์ ดังนี้
1. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงประดิษฐ์ อักษรไทย เป็นภาษาเขียน
2. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งกรุงศรีอยุธยา
3. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา
4. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คณะรัฐมนตรี ถวายพระนาม “มหาราช” เมื่อ 27/10/2524
5. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
6. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
7. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีอีก 4 พระองค์ ที่ได้รับการถวายพระราชสมัญญา ในลักษณะนี้ คือ
- พระเจ้าพรหมมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ไทย ที่ได้รับการยกย่องจากประชาชน ว่าเป็น “มหาราช” ทรงกอบกู้อิสรภาพ ของนครโยนกจากขอม
- พระเจ้าเม็งรายมหาราช ทรงสร้างเมืองเชียงราย เมืองกุมกาม เมืองเชียงใหม่
- พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โปรดเกล้าให้ใช้ พระราชสมัญญา ว่าพระมหาเจษฎาราชเจ้า
- พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับสมัญญานามจากมหาชนว่า “พระมหาธีรราชเจ้า”

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:04 น.] #691528 (2/151)


(D)


การนับปีในพระพุทธศาสนา มีการนับ 2 แบบ ดังนี้

1. ทางลังกา อินเดีย เนปาล และพม่า นับปีที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน เป็นพุทธศักราช ที่ 1
2. ของไทยเรา รวมทั้ง ลาว เขมร และ อีกหลายประเทศ นับปีที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน เป็น พุทธศักราช ที่ 0 และปีต่อไปเป็นปี พุทธศักราชที่ 1

ดังนั้น พุทธศักราช ของ ประเทศลังกา อินเดีย เนปาล และ พม่า จะมากกว่าของไทยเรา 1 ปี ครับ

เวลาเราอ่านพบว่า พระเครื่อง พระบูชา ระบุไว้ว่า สร้างใน พุทธศตวรรษ (ศตวรรษ = 100 ปี) ที่ ....... หมายถึงว่า ช่วง 100 ปี ก่อนที่ พุทธศักราช (พ.ศ.) จะลงท้ายด้วยเลข 00 เช่น ระบุว่า พุทธศตวรรษที่ 25 หมายถึงว่า เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2401 ไปถึง พ.ศ. 2500 (2401 – 2500)

ขอแทรก ศัพท์ภาษาอังกฤษไว้สักคำ สองคำ นะครับ
การบรรลุตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า
Attain the enlightenment ครับ ..... คำว่า ATTAIN แปลว่า บรรลุ ....
ENLIGHTENMENT แปลว่า ตรัสรู้ ............. ครับผม

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:06 น.] #691531 (3/151)
สวัสดีครับ คุณอาวิบูลน์ เพิ้งกลับมาถึงบ้านเองครับ พรุ่งนี้จะโทรไปกวนนะครับ หลับฝันดี รักษสุขภาพนะครับบบบบบบบบ

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:06 น.] #691532 (4/151)
สวัสดีครับ คุณอาวิบูลน์ เพิ้งกลับมาถึงบ้านเองครับ พรุ่งนี้จะโทรไปกวนนะครับ หลับฝันดี รักษสุขภาพนะครับบบบบบบบบ

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:07 น.] #691534 (5/151)


(D)
สวัสดีครับ คุณอาวิบูลน์ เพิ้งกลับมาถึงบ้านเองครับ พรุ่งนี้จะโทรไปกวนนะครับ หลับฝันดี รักษสุขภาพนะครับบบบบบบบบ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:08 น.] #691536 (6/151)


(D)
เกร็ดเล็กๆน้อยๆ กับ ศัพท์ภาษาอังกฤษ ครับ (ท่านที่เก่งภาษาอังกฤษแล้ว กรุณาอย่าว่าความขี้เท่อ ของผมนะครับ)

การอวยพรวันเกิด และวันตรุษ

1. อวยพรวันเกิด ..... ประโยค หรือ วลีที่บรรดาฝรั่งเขาใช้กันมาก ก็คือ
Many Happy Returns of the Day
ถ้าแปลตรงตัวตามคำ ว่า ... ขอให้วันนี้ กลับมาในลักษณะที่เปี่ยมไปด้วยความสุข เช่นนี้อีก ...... โอ้ยจะ
บ้าตายไม่รู้เรื่อง แปลง่ายๆเป็น ภาษาไทยว่า “ขอให้อายุยืนยาว และมีความสุขไปอีกนานๆเน้อ” ...ผมว่า
อวยพรแบบไทยๆดีกว่านะครับ เข่นขอให้แข็งและมีแรงเป็นต้น
2. ในเทศกาลตรุษฝรั่ง X’Mas หรือ ปีใหม่ เขาจะอวยพรว่า
“ BEST WISHES FOR A MERRY CHRISTMAS AND A HAPPY NEW
YEAR” ท่านสังเกตหรือเปล่าครับ ทำไมใช้คำ Merry กับวันคริสมาส และ Happy กับวันขึ้นปี
ใหม่ อ่านต่อครับ

เขาใช้คำ MERRY ซึ่งแปลว่า สนุกสนาน-รื่นเริง สำหรับฉลอง วันคริสมาส เพราะฝรั่งเขาถือว่า การ
ฉลองคริสมาส เป็นเรื่องของความสนุกสนาน รื่นเริง เป็นกรณีและโอกาสพิเศษ ที่มวลญาติพี่น้อง มา
อยู่รวมกัน เพื่อฉลอง เป็นการรื่นเริงสนุกสนานชั่วคราว จึงใช้คำว่า MERRY .................ส่วนการใช้
HAPPY ที่แปลว่า ความสุข-เป็นสุข ใช้สำหรับปีใหม่ นั้น เป็นการอวยพรให้มีความสุข ให้เป็นสุข
นานๆตลอดไปทั้งปี ...... ความสุขในความหมายของ Happy ยังหมายถึง สุขอยู่เงียบๆ ไม่ต้องมีการ
ฉลอง รื่นเริง ก็ได้ ครับผม

เห็นไหมครับ อวยพร วันเกิด วันปีใหม่ หรืออะไร ที่มันสร้างความสุข เป็นสุข แก่ผู้รับอวยพรได้นานๆ ยืนยาวละก็ ร้อยทั้งร้อยจะใช้อวยพร ด้วยคำว่า HAPPY ..... ถ้างั้น ผมขอให้ทุกๆท่าน HAPPY ครับ อย่าพิมพ์ HAP ตกไปละวิบูลย์ เดี๋ยวก็ยุ่งกันทั้ง WEB

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:09 น.] #691537 (7/151)


(D)
ศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับโรงงาน

1. Factory : ส่วนใหญ่จะหมายถึง สถานที่ ที่ ทำการผลิต สิ่งของ อย่างใด อย่างหนึ่ง เช่นโรงงานทำรองเท้า Shoes Factory, โรงงานทำเสื้อผา เครื่องนุ่มห่ม Clothing Factory หรือโรงงานผลิตปุ๋ย Fertilizer Factory เป็นต้น
2. Plant : มักจะหมายถึง โรงงานที่ผลิตเครื่องจักรกล หรือเครื่องไฟฟ้า เช่น Machine Tools Plant หรือ Electrical Machinery Plant เป็นต้น
3. Mill : มักจะหมายถึง โรงงานอุตสาหกรรม ขนาดเบา เช่นโรงงาน ทอ-ถัก Knit –wear Mill , โรงงานแป้งหมี่ Wheat Flour Mill ............. อนึ่งโรงงานรีดเหล็ก ก็เรียก Rolling Mill โรงสีข้าว Rice Mill โรงเลื่อย เรียก Sawmill (เขียนติดกันครับ) และ โรงงานน้ำตาล Sugar Mill หมายเหตุ : ประเทศไทยมีโรงงานผลิตน้ำตาล ดิบ-ขาว ที่มีกำลังผลิต ใหญ่ที่สุดในโลก ครับ
4. Works : (ต้องมีตัว s ต่อท้ายนะครับ) ส่วนมากหมายถึงโรงงานอุตสาหกรรมหนัก เช่นโรงงานถลุงเหล็ก = Iron and Steel Works , โรงงานผลิตเคมีภัณท์ = Chemicals Works

ส่วนโรงพิมพ์ เรียก Printing House ... โรงภาพยนตร์ เรียก Movie Studio ......... ส่วนโรงที่ ท่านนายกสมาคมอีอ้อนมากรุงเทพ แล้วต้องแวะไปใช้บริการประจำ เรียก Turkish Bath and Massage Place .......แต่โรงงานทำพระปลอม เรียกอะไร ผมไม่รู้จริงๆครับ ให้ดิ้นตายซิเอ้า

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:11 น.] #691539 (8/151)


(D)
ถ้อยคำ (พูด)หวาน – ปากหวาน

ถ้อยคำหวาน .... เพื่อนๆ ทราบไหมครับ ฝรั่งเขาใช้ศัพท์ ว่าอย่างไร ที่จริงแล้ว เขาใช้อยู่หลายคำ แต่ความหมายที่แท้จริงจะไม่เหมือนกัน เช่น Fair words, Gentle words, Fine words และ Kind words

สำหรับคำ Fair words หมายถึง หวานหู เพื่อประจบเอาใจ บ่งชี้ว่า ผู้พูดไม่ค่อยจะจริงใจนักหรอก ครับ

Fine words หมายถึงการพูดหวานๆให้หวานหู ให้ตายใจ ไม่ทำให้เกิดประโยชน์จริงจัง ต่อผู้ฟัง

ดังนั้น Gentle words และ Kind words เท่านั้นที่มีความหมาย ถ้อยคำหวาน ที่พูดออกมา... ไปในทางที่ดี ครับ ................... อนึ่ง Gentle words จะออกไปในแนวคำพูดที่นุ่มนวล ส่วน Kind words หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นไมตรี หรือเห็นอกเห็นใจ ครับ

ส่วนปากหวาน ที่คนต่างชาติ พูดไทยไม่ได้ แต่รู้คำสองคำ จะจำไว้ ป้อ สาวๆไทย ใน บาร์ หรือ ใน Pub ว่า “ปากหวาน"”นั้น ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าตรงกับภาษาอังกฤษ ว่าอย่างไร จะใช้ Honey Lips ได้ไหมครับ ท่านผู้รู้ ช่วยสอนหน่อยเถอะครับ ...... คงไม่ใช่ sweet mouth ตรงๆตัวแน่ครับผม @@@@@@@@@@
.
.
.
วันที่ 4/7/52 นี้ จะไปพักที่โรงแรมในระยองกัน ก็เลยมีเกร็ดความรู้ มาให้อีกคำ ครับ
ในต่างประเทศ ถ้าท่าน เห็นว่า โรงแรมเขาระบุ อัตราค่าห้องพัก ต่อคืนไว้เท่าใด แล้วระบุต่อ ด้วยคำว่า Board ไว้ละก็ อย่า งง และเข้าใจผิด ไขว้เขว นะครับ คำว่า Board นี้ หมายถึง อาหาร ที่เจ้าของสถานที่ จัดเตรียมให้ผู้มาพัก รับประทาน โดยไม่ต้องเสียตังค์เพิ่ม ครับ ..... ถ้าเขาเขียน คำว่า Full Board หมายถึงบริการอาหารให้หม่ำฟรี 3 มื้อ เช้า-กลางวัน-เย็น ........... ถ้า Partial Board จะมีอาหารให้ทาน เฉพาะ มื้อเช้า และมื้อเย็น เท่านนั้น มื้อกลางวัน ต้องไปหากินเอาเอง ครับ .......... ถ้า Free Board ก็ ฟรีหมด ทุกมื้อ แม้แต่อาหารว่าง (ไม่เจอหรอกครับสมัยนี้น่ะ) ..... ดังนั้น ถ้าท่านไปเมืองนอก และเห็น โฆษณา ที่พัก ว่า Full Board and Lodgings = US. Dollar 250 per night ละก็ หมายถึง ค่าเช่าห้องรวมอาหาร 3 มื้อ ราคา 250 เหรียญดอลล่าร์ สหรัฐ ต่อคืน ครับ ....................................... ถ้าชั่วคราว อาหารสั่งกินเอง ต้อง โรงแรม ม่านรูด ในเมืองไทย ครับ ท่านนายกสมาคมอีอ้อน ต้น ขอรับกระผม

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:14 น.] #691541 (9/151)


(D)
ตอนนี้ดึกมากแล้ว ขอไปนอนก่อน พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ผมจะมาฝอยต่อครับ ..อ๋อรูปข้างบน โรงแรมคาลิฟอร์เนีย อันโด่งดัง คืนนี้ผมนอนที่นี่ ครับผม

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:16 น.] #691543 (10/151)
สวัสดี คุณปริวัตรครับ 6 โมงเช้าผมจะมานั่งเผ้าหน้าจอ พิมพ์ต่อ ครับ

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:24 น.] #691547 (11/151)


(D)
มหาอานุภาพ "ผงวิเศษ 5 ประการ" สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
ในมวลสารของพระเครื่องที่สมเด็จโตสร้าง ท่านให้ความสำคัญกับธาตุแท้แห่งคุณวิเศษ คือ "ผงวิเศษ 5 ประการ" อันประกอบด้วย "ผงปถมัง อิทธิเจ มหาราช พุทธคุณ และตรีนิสิงเห" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นชื่อของผงแต่ละชนิดแล้วนำมารวมผสมคลุกเคล้ากัน หากแต่เป็นผงชุดเดียวกันที่ผ่านกรรมวิธีซับซ้อนถึง 5 ขั้นตอนในการสร้าง โดยเริ่มต้นที่การสร้างผงปถมังก่อน แล้วเอาผงปถมังนั้นมาทำเป็นผงอิทธิเจ แล้วสร้างต่อเนื่องจากผงเดิมจนครบกระบวนการทั้ง 5 อันนับเป็นภูมิปัญญาและสมบัติล้ำค่าต่อมวลมนุษยชาติสืบมา ได้รับรู้ ศึกษากรรมวิธี และนำเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผง
ขั้นตอนการทำผงวิเศษ 5 ประการ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

1) การสักการะบูรพาจารย์ นับเป็นประเพณีในการศึกษาพุทธาคมมาแต่ครั้งโบราณ ที่ผู้ศึกษาจะต้องทำพิธีสักการบูรพาจารย์ก่อนกระทำการใดๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และรับการประสิทธิ์ประสาทวิทยาคม โดยผู้ทำพิธีต้องทำตนให้สะอาด เป็นฆราวาสให้นุ่งขาวห่มขาว ทำจิตใจให้ผ่องใส และรับสมาทานเบญจศีลเสียก่อน เป็นพระภิกษุให้ทำสมาธิจนจิตนิ่งสงบ ผ่องใส แล้วตั้งเครื่องสักการะ

บูชาครูอาจารย์ อันประกอบไปด้วย

ดอกไม้ 9 สี ธูป 9 ดอก เทียน 9 เล่ม บายศรีปากชาม ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำไทย (กล้วยน้ำว้า) ผลไม้ 9 สิ่ง หัวหมู เป็ด ไก่ ปลาช่อนนิ่งทั้งตัวไม่ขอดเกล็ด ถั่วคั่ว งาคั่ว ข้าวตอก นม เนย ขันล้างหน้า ผ้าขาว ผ้าแดง เงินค่าบำรุงครู 6 บาท

จากนั้นให้บูชาพระรัตนตรัย แล้วร่ายโองการ (บทสวดบูชาคุณพระรัตนตรัย ต่อด้วยบทอัญเชิญทวยเทพ บทอัญเชิญครู โองการสรรเสริญครู โองการชุมนุมครู) เมื่อเสร็จพิธีคำนับครู ก็เริ่มเข้าสู่การเรียกสูตรต่างๆ

2.) การเรียกสูตร คือ การฝึกหัดเขียน อักขระ เลข ยันต์ นานาประเภท อันประกอบด้วย การบริกรรมสูตรพระคาถาต่างๆ ตามจังหวะของการเขียนอักระเลขยันต์นั้นๆด้วย “ดินสอผงวิเศษ”

“ดินสอผงวิเศษ” สร้างจากส่วนผสมของเครื่องเคราต่างๆอันประกอบด้วย

-ดินโป่ง 7 โป่ง (ดินที่มีเกลือสินเธาว์ผุดเกรอะกรัง มีพบอยู่ตามป่าทั่วไป ในที่นี้ให้นำดินโป่ง 7 แห่ง)

-ดินตีนท่า 7 ตีนท่า (ดินจากท่าน้ำ 7 แห่ง)

-ดินหลักเมือง 7 หลักเมือง (ดินจากหลักเมือง 7 เมือง)

-ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาพระประธานในพระอุโบสถ

-ดอกกาหลง

-ยอดสวาท

-ยอดรักซ้อน

-ขี้ไคลเสมา (คราบไคลดินบนแผ่นเสมาที่แสดงขอบเขตของโบสถ์)

-ขี้ไคลประตูวัง

-ขี้ไคลเสาตะลุงช้างเผือก (คราบไคลดินจากเสาหลักคู่ สำหรับล่ามช้างเผือก)

-ราชพฤกษ์ (ไม้ต้นราชพฤกษ์ตากแห้งป่นเป็นผง)

-ชัยพฤกษ์

-พลูร่วมใจ (ต้นพลูที่ใช้กินกับหมาก ขึ้นเป็นดง เป็นกอ บางครั้งจึงเรียกว่า “พลูร่วมใจ” เพราะจะขึ้นพร้อมๆกัน ไม่ใช้ที่ขึ้นแยกต้น แยกกอ)

-พลูสองหาง (ในบรรดาใบพลู จะมีบางต้นที่น้อยมาก ปรากฏปลายใบแยกเป็น 2 แฉก)

-กระแจะตะนาว (ชื่อต้นไม้ขนาดเล็ก ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกขรุขระสีเทา ดอกเล็กสีขาวเป็นช่อสั้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ท่อนไม้ใช้ฝนกับน้ำเป็นเครื่องประทินผิว)

น้ำมันเจ็ดรส (น้ำมันที่ได้จากของ 7 ประเภท จะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ได้ ยิ่งหายากยิ่งดี

-ดินสอพอง

เอาส่วนผสมทั้งหมดมา ผสมกันแล้วบดให้ละเอียด เจือน้ำ ปั้นเป็นแท่งดินสอ

เมื่อได้ดินสอผงวิเศษ ซึ่งต้องเตรียมการไว้แล้ว ก็จะเข้าสู่การทำกรรมวิธีสร้างผงวิเศษ ที่จะต้องกระทำในพระอุโบสถ โดยเตรียมเครื่องสักการะ เช่นเดียวกับการคำนับครู โดยตั้งของต่างๆไว้เบื้องหน้าพระประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระ ยกถาดบรรจุสิ่งของเหล่านั้นขึ้น แล้วกล่าวคาถาอัญเชิญครู ประกาศอัญเชิญเทพยดา ทำประสะน้ำมนต์(ชำระล้างตัวให้สะอาดแล้วเอาน้ำมนต์ราดชำระให้ทั่วร่างกาย) พรหมตัว เรียกอักขระเข้าตัว(การเรียก หรือสวดมหาพุทธมนต์ต่างๆให้มาสถิต ประสิทธิ์กับตัวเอง)และอัญเชิญครูเข้าตัว

3) การทำผงวิเศษ เมื่อขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมาสำเร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่การทำผงวิเศษ ซึ่งผงทั้ง 5 มีความเป็นมาน่าสนใจ ดังนี้

3.3.1) การทำผงปถมัง นับเป็นผงเริ่มต้น สำหรับการศึกษาวิทยาคม ใช้สำหรับการลง “นะ” ทุกชนิดตามสูตร ปฐมํพินธุ (ปัด-ทะ-มัง-พิน-ทุ เป็นบทพระเวทย์ชั้นสูงที่ว่าด้วยการเกิด) ซึ่งมีความเป็นมาแต่ครั้งปฐมกัลป์ที่โลกยังว่างเปล่าปราศจากชีวิต มีแต่น้ำซึ่งกำลังงวดลงไป และแผ่นดินโผล่ขึ้นมา ท้าวสหับดีมหาพรหมได้เล็งญาณ เห็นดอกบัว 5 ดอก ก็ทราบว่าในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาในโลก 5 พระองค์ด้วยกัน จึงโปรยหญ้าคาลงมา พื้นน้ำก็งวดเป็นแผ่นดินส่งกลิ่นหอมหวน พวกพรหมก็ลงมาเสพมวลดินเป็นอาหาร เลยพากันหลงทางกลับสู่พรหมโลกไม่ได้ จึงสืบเผ่าพันธุ์เป็นมนุษย์อยู่ในโลกตราบเท่าทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ สหับดีมหาพรหมจึงเป็นปฐมแห่งโลกธาตุ

ดังนั้น การลง “นะ” คือ การย้ำพระเวทย์วิทยาคุณให้ประจุ(บรรจุ) กำกับอยู่ในสิ่งที่ต้องการนับเป็นการเบิกพระสูตรที่เปิดทางบรรจุพระคาถาอื่นๆได้อย่างอัจฉริยะ

การทำผงปถมํ(ผง-ปัด-ทะ-มัง) คือ การนำเอาผงเครื่องยาที่ผ่านกรรมวิธีที่กล่าวมาข้างต้นมาปั้นเป็นดินสอขึ้น แล้วเขียนเรียกสูตร น ปฐมํ พินธุ และสูตรการลบ เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน จนหมดสิ้นดินสอที่ปั้นขึ้น ก็จะได้ผงปฐม ซึ่งใช้เวลาในการทำผงนี้ ประมาณ 2-3เดือน

3.3.2) การทำผงอิทธิเจ เกิดจากการนำเอา ผงปฐม ที่ทำสำเร็จแล้ว มาปั้นเป็นดินสอขึ้นอีก แล้วเขียนอักขระด้วย สูตรมูลกัจจายน์ และลบด้วยสูตรลบผงอิทธิเจ คัมภีร์โบราณ กล่าวว่า ท่านพระมหากัจจายน์ พระมหาสาวกสมัยพุทธกาลเป็นผู้วางแบบแผนการสร้างสูตรอันนี้ไว้ ชนชั้นหลังต่อมาจึงได้เอานามของท่านมาเรียกชื่อสูตรว่า ”สูตรมูลกัจจายน์” หรือ มูลกระจาย อันถือเป็นรากฐานแห่งความรู้ในอักขระ พยัญชนะ และสระในอักษรขอม การทำผงอิทธิเจนั้น จะต้องร่ายอักขระ และแปลงพยัญชนะและสระ ให้สำเร็จรูปเป็น “อิธเจตโส ทฬห คณหาหิ ถามสา” ซึ่งเรียกว่า “ลบขาดตัว” ผงที่ได้จากการลบขาดตัวนี้เรียกว่า “ผงอิทธิเจ” ใช้เวลาทำประมาณ 3 วัน และต้องเขียนให้หมดสิ้นดินสอที่เตรียมไว้

3.3.3) การทำผงมหาราช ใช้ผงอิทธิเจ มาปั้นเป็นดินสอขึ้นอีก แล้วเรียกสูตรมหาราช แล้วลบสูตรที่เขียนด้วยนามทั้ง 5 เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน จนหมดสิ้นดินสอที่ทำขึ้น ใช้เวลาทำใกล้เคียงกับการทำผงปถมัง เกิดเป็นผงใหม่ ชื่อ “ผงมหาราช”

3.3.4) การทำผงพุทธคุณ ใช้ผงมหาราชมาปั้นทำเป็นดินสอ เรียกสูตร และลบอักขระเกี่ยวกับพุทธคุณนานาประการ นับตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ จวบจนเสด็จสู่พระปรินิพพาน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน จนหมดสิ้นดินสอ จะได้ผงพุทธคุณ ซึ่งถือว่าเป็นผงวิเศษที่มีพุทธานุภาพสูงยิ่ง เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธองค์

3.3.5) การทำผงตรีนิสิงเห ซึ่งนับเป็นผงสุดท้ายเกี่ยวกับสูตรเลขไทยโบราณ เกิดจากการรวบรวมเอาผงพุทธคุณที่ลบได้มาปั้นเป็นดินสอ เรียกสูตรอัตอาวาทวาทศมงคล 12 เขียนสูตรไล่เรียงไปจนสำเร็จเป็นอัตตราตรีนิสิงเห เข้าสู่รูปอัตตรายันต์ 12 ยันต์ จนสุดท้ายได้รูปยันต์นารายณ์ถอดรูป ซึ่งประกอบด้วย ยันต์ประจำขององค์ตรีนิสิงเห แล้วมี ยันต์พระภควัมบดี และยันต์ตราพระสีห์ประทับลงเป็นประการสุดท้าย

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิทางพุทธาคม ได้เคยกล่าวไว้ว่า
“ในเรื่องการทำผงนี้ มีตำรับที่จะทำมากมายนัก นอกจากตำรับทั้ง 4 ที่ยกมาอ้างนี้ คือ ปถมัง อิทธิเจ มหาราช ตรีนิสิงเห เพราะตำรับทั้งสี่นี้เป็นแม่บทใหญ่ ส่วนที่แตกแยกฝอยออกไปอีกนั้น ยังมีอีกมากเช่น ผงพุทธคุณ เป็นต้น โดยเฉพาะผงพระพุทธคุณนั้น มีวิธีทำหลายวิธีด้วยกัน ผงเหล่านี้มีคุณภาพดุจกันทั้งสิ้น อาศัยแรงความปรารถนาอธิษฐานของผู้กระทำ จะมุ่งให้มีอานุภาพไปทางไหน พระเครื่อง เครื่องรางที่ทำด้วยเกสร หรือ ผงที่ได้สร้างแต่ครั้งโบราณล้วนแต่สร้างขึ้นมาจากผงเหล่านี้ทั้งสิ้น”

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:25 น.] #691548 (12/151)


(D)
การทำผงปถมัง
สูตรการเขียนผงปถมังของเทพย์ สาริกบุตร คติโบราณถือสืบกันมาว่า ปถมังเป็นคัมภีร์แรกที่ผู้ใคร่ศึกษาวิชาเวทมนตร์พึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะเมื่อเริ่มเรียนรู้สูตรในคัมภีร์ปถมังได้แล้ว ก็จะสามารถหัดลงเลขยันต์ต่าง ๆ ต่อไปได้ กล่าวกันว่าที่มาของคัมภีร์ปถมังนี้ เริ่มแรกเมื่อครั้งต้นกัป โลกนี้ยังเป็นที่ว่างเปล่าอยู่ พื้นแผ่นดินยังเพิ่งจะงวดจากน้ำ เริ่มจะเกิดเป็นพื้นดินขึ้นมา ท้าวสหัมบดีพรหมได้เล็งญาณลงมาแลเห็นดอกบัวโผล่พ้นระลอกน้ำขึ้นมา ๕ ดอก ก็ทราบด้วยญาณว่าในกัปนี้จะบังเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ เป็นกำเนิดแห่งภัทรกัปอันประเสริฐยิ่ง แล้วจึงได้หยิบหญ้าคาทิ้งลงมาบนพื้นน้ำ น้ำนั้นก็งวดเป็นแผ่นดินขึ้น มีกลิ่นหอม เหล่าพรหมได้กลิ่นง้วนดินต่างลงมาเสพกิน ติดรสง้วนดินนั้นมิอาจกลับคืนสู่พรหมโลกได้ จึงได้ตั้งรกรากเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบมาจนทุกวันนี้ ฉะนั้นก่อนจะเล่าเรียนคัมภีร์ปถมังจึงต้องกล่าวคำนมัสการสหัมบดีพรหมดังนี้

อังการะพินทุนาถังอุปปันนัง พรหมาสหัมปตินามะ อาทิกัปเป สุอาคะโต ปัญจะปทุมมังทิสวา นะโมพุทธายะวันทะนังฯ

คัมภีร์ปถมังเริ่มแรกด้วยการทำพินทุ คือแววกลม ถือเป็นปฐมกำเนิด จากนั้นจึงแตกเป็นทัณฑะ เภทะ อังกุ และสิระตามลำดับ สำเร็จเป็นนะปถมังพินทุ เวลาทำใช้แท่งดินสอพองเขียนลงบนกระดานชนวน มีการเรียกสูตรบริกรรมคาถากำกับตลอด จนสำเร็จเป็นนะปถมัง มีการนมัสการและเสกตามลำดับ ขณะทำมีขั้นตอนและวิธีการที่สลับซับซ้อนพิสดารมาก ผู้สนใจควรศึกษาจากคัมภีร์ปถมังโดยตรง เนื้อหาของคัมภีร์ปถมังนี้มีทั้งสิ้น ๙ วรรค หรือ ๙ กัณฑ์ แต่ละกัณฑ์เป็นวิธีการทำผงเพื่อฝึกจิตอย่างพิสดารต่างกันไป โดยทุกวรรคหรือทุกกัณฑ์จะเริ่มต้นด้วยนะปถมังพินทุ จากนั้นจะแยกแยะไปเป็นอุณาโลม อุโองการ องค์พระภควัม หัวใจพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ฯลฯ ต่างกันไปในแต่ละวรรค แต่ทุกวรรคจะจบที่สูญนิพพาน คือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง เหมือนกันทั้งสิ้น ขณะทำผู้ทำจะใช้จิตเพ่งอักขระ มือเขียน พร้อมบริกรรมคาถาอย่างต่อเนื่องจนจิตสงบเป็นเอกัคคตาสมาธิ เมื่อจบสูตรแล้วจึงเอามือลบอักขระบนกระดาน กล่าวกันว่าหากจิตเป็นสมาธิแน่วแน่ ผงดินสอพองบนกระดานชนวนนั้นบางทีก็จะร่วงหล่นหรือทะลุลอดแผ่นกระดานลงไปอยู่เบื้องล่างได้ เรียกว่าผงปัดตลอดหรือผงทะลุกระดาน เป็นของวิเศษมีอานุภาพยิ่งนัก โดยเฉพาะปถมังวรรคที่ ๙ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายที่นับว่าพิสดารและสำคัญมาก ด้วยการทำถึงขั้นมหาไวย มหาเมฆ มหานิล มหาคลาด มหาแคล้ว มหาอุทัย จนถึงมหาราพย์น้อยใหญ่ จะมีอานุภาพอภินิหารมาก ตามตำนานในวรรณคดีเล่าว่าขุนแผนก็เป็นผู้ที่สำเร็จปถมังวรรค ๙ นี้ ซึ่งผู้สำเร็จจะเรืองวิทยาคมมีความอยู่ยงคงกระพันจนถึงล่องหนหายตัวได้

จากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งสะท้อนภาพวิถีชีวิตในสังคมไทยโบราณไว้หลายประการ รวมถึงการศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตรไทยแต่ครั้งก่อน ที่นอกจากจะศึกษาวิชาทางหนังสือแล้วยังต้องฝึกหัดวิชาทางจิตควบคู่ไปด้วยกัน และวิธีการฝึกจิตด้วยการหัดลงผงนี้ก็คงเป็นสิ่งที่มีปรากฏอยู่ไม่น้อยในสังคมไทยยุคก่อน ดังปรากฏเรื่องในเสภาว่าเมื่อครั้งที่ขุนแผนไปเรียนวิชาอยู่กับพระอาจารย์คง ที่วัดแคนั้น พระอาจาย์คงได้สอนทั้งวิชาอยู่ยงคงกระพัน การผูกหุ่นพยนต์ และการทำผงปถมัง แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือจากเสภาตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อพลายงามได้เรียนหนังสือขอมหน้งสือไทยจนแตกฉานสามารถอ่านเขียนได้ดีแล้ว จึงเริ่มศึกษาวิชาทางจิตหรือไสยศาสตร์ และเริ่มศึกษาจากคัมภีร์ปถมังเป็นต้นไป ดังบทกลอนว่า

อันเรื่องราวกล่าวความพลายงามน้อย
ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี

ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี
เรียนคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนตร์

ปถมังตั้งตัวนะปัดตลอด
แล้วถอนถอดถูกต้องเป็นล่องหน

หัวใจกริดอิทธิเจเสน่ห์กล
แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน


อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ผู้ชำนาญทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์คนสำคัญของไทย ได้อรรถาธิบายเรื่องการทำผงไว้ในคัมภีร์พุทธศาสตราคมว่า "...การทำผงนั้นเป็นการหัดทำสมาธิขั้นแรกอย่างเอกอุ กระทำพร้อมกันทั้งองค์ ๓ คือทางกาย ใช้มือขีดเขียนตัวอักขระลงไป พร้อมกับทางวาจา ซึ่งบริกรรมท่องบ่นสูตรและคาถาที่ทำต่าง ๆ ไปพร้อมกับอาการกิริยาที่เขียน ทางใจก็ต้องสำรวมควบคุมเพ่งเล็งตัวอักษรมิให้เขียนผิดพลาด...นับว่าเป็นเครื่องล่อในการหัดทำสมาธิเป็นอย่างดี เพราะมิใช่แต่จะเขียนอย่างเดียว พอเขียนเสร็จบังเกิดขึ้นแล้ว ก็ลบเสียบังเกิดเป็นขึ้นใหม่ต่อไปอีก เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปฉะนี้สลับกันไป จนท้ายที่สุดถึงองค์พระและลบเข้าสู่สูญนิพพาน..." ผงปถมังนี้เมื่อทำตัวนะปถมังสำเร็จแล้ว ต่อมาคือฝึกหัดเพ่งจนเกิดเป็นนิมิตในลักษณะอย่างอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต เพราะโดยแก่นแท้แล้วหลักการทำผงของไทยโบราณก็คือการฝึกสมาธิที่ประยุกต์ขึ้นตามแนวทางของสมถกรรมฐาน ซึ่งหากพิจารณาให้ถ่องแท้จึงจะเห็นถึงหลักไตรลักษณ์ ในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ดังเช่นผงที่กำเนิดขึ้นและลบดับสู่นิพพานไปบนกระดานชนวนนั่นเอง

ความเชื่อในด้านอานุภาพ

ตามตำราทางไสยศาสตร์กล่าวว่า อานุภาพของผงปถมังหนักไปทางด้านอิทธิฤทธิ์ อยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงังกำราบศัตรูหมู่ปัญจามิตร สะกดทั้งมนุษย์และสัตว์ให้ตกอยู่ในอำนาจ และเป็นกำบังล่องหนหายตัว ถึงทางเมตตามหานิยมก็ใช้ได้เหมือนกัน ใช้ผสมทำเครื่องรางเมื่อพกพาติดตัวทำให้อยู่ยงคงกระพัน หรือนำผงทาตัวเป็นล่องหนกำบังหายตัวได้ โบราณาจารย์ได้กล่าวอุปเท่ห์สืบต่อกันมาว่า อันผงปถมังที่ทำถึงเพียงองการมหาราพน้อยใหญ่นั้น ถ้าเอาผงนั้นไปโรยใส่เข้าที่ไหน เช่น โรยใส่ใต้ถุนบ้านเรือน มิช้านานบ้านเรือนนั้นจะยุบหายกลายเป็นป่าไป ถึงบ่อน้ำที่มีน้ำเต็มเมื่อเอาผงปถมังโรยเข้ามิช้าน้ำก็จะถึงกับแห้งเหือดหายไป ถ้านำไปทาที่เสาเรือนใครอาจทำให้คนบนเรือนถึงกับเป็นบ้าได้ เมื่อทำผงสำเร็จถึงสูญนิพพานแล้วตำราให้นำเครื่องยามาผสมปั้นแท่ง มีกฤษณา กะลำพัก ขอนดอก จันทน์ทั้งสอง ชะมด พิมเสน ฯลฯ เป็นอาทิ โบราณนิยมนำผงปถมังมาผสมทำพระเครื่องราง พระเครื่องที่มีชื่อเสียงหลายสำนักก็สร้างขึ้นโดยมีส่วนผสมของผงชนิดนี้ หรือนำผงไปผสมหมึกสำหรับสักยันต์ที่กระหม่อมตามความเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน

อนึ่ง คัมภีร์ปถมังแต่เดิมมีอยู่หลายตำรับ แต่ละตำรับอาจมีวิธีการทำแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน โดยหลักแล้วคือเริ่มที่ทำตัวนะ เมื่อสำเร็จเป็นนะพินทุแล้วก็อาจแยกออกไปหลายแบบ เป็นคัมภีร์ปถมังภาณวาร ปถมังองควิฏฐาร หรือตำรับอื่น ๆ ที่มีวิธีการต่างกันไปอีกก็ได้ ปถมังเป็นความเชื่อโบราณของไทยซึ่งปัจจุบันหาผู้ทึ่สืบทอดความรู้ในวิชานี้ไว้ได้มีอยู่น้อยมาก

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:26 น.] #691549 (13/151)
สูตรเขียนผงอิทธิเจและผงปถมังของวัดระฆัง
สูตรผงปถมัง ของวัดระฆัง คือ วิธีการสร้างผงวิเศษมีวิธีดังนี้ การบริการพระคาถา เขียนสูตร ชักยันต์ด้วยดินสอลงบนกระดาษชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่ทำเช่นนี้นับเป็นร้อยครั้ง จะได้เศษดินสอจากการลบ ซึ่งถือว่าเป็นผงศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากการตั้งจิตบริกรรมพระเวทย์ในขณะที่เขียนให้ครบถ้วนตามจำนวนที่พระเวทย์ในแต่ละบทกำหนดไว้ ขั้นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่มีชื่อ “ ปถมัง ”
เมื่อได้ผง “ ปถมัง ” แล้ว นำผงนี้มาปั้นเป็นดินสอ ตากแห้ง แล้วนำแท่งดินสอชอล์ดที่เกิดจากผงปถมัง มาเขียนสูตรพระเวทย์อีกบทหนึ่งเขียนแล้วลบ ทำซ้ำกันตามจำนวนครั้งที่พระเวทย์บทใหม่กำหนด จนเกิดผงชอล์ดครั้งใหม่ ที่เรียกว่า “ ผงอิทธิเจ ”
นำผงอิทธิเจมาปั้นเป็นแท่งดินสอ เขียนสูตรพระเวทย์อีก เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนเช่นนี้จนได้ ผงมหาราช แล้วก็ผงมหาราช กระทำเช่นเดียวกับขั้นตอนการทำตอนการผงอื่นๆ หากแตกต่างกันที่สูตรในการเขียน อักขระเลขยันต์ และจำนวนครั้งที่ถือเป็นเฉพาะแต่ละสูตรจนได้ ผงพุทธคุณ และสุดท้ายคือ ผงตรีนิสิงเหนำผงตรีนิสิงเห อันเกิดจากหลอมรวมสูตรทั้ง ๕ มาเป็นหนึ่งเดียวจากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังษี ) จึงนำผงวิเศษนี้มาผสมรวมกันกับเปลือกหอยที่บดหอยที่บดละเอียดอันเป็นส่วนผสมหลัก นอกจากนี้ก็จะมีข้าวสุก ดินสอพอง กล้วย โดยมีน้ำตังอิ๊วเป็นตัวประสานส่วนผสมเหล่านี้ จากนั้นจึงนำพระที่ผสมเสร็จแล้วนั้น กดลงในแม่พิมพ์

โดยคุณ anan6699 (17K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:26 น.] #691550 (14/151)
สวัสดีคับผม...

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:39 น.] #691563 (15/151)


(D)
" ๖๐ พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิต และความตาย"
๑. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ สั้นนิดเดียว ลำบากยากเข็ญ มีทุกข์มาก แต่ก็ไม่มี เครื่องหมายให้รู้ว่า จะตายเมื่อใด
๒. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว พยายามหาวิธีที่จะไม่ต้องตาย ก็ไม่สำเร็จ ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป จนชราภาพก็ต้องตาย อยู่ดี เพราะธรรมดาของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้
๓. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยจากการที่ต้องตายเป็นนิตย์ เปรียบเหมือน ผลไม้สุกงอม แล้ว ก็มีภัย จากการที่ต้องร่วงหล่นไปในเวลาเช้า
๔. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดาเปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ที่ช่างหม้อปั้นแล้วในที่สุดก็ต้องแตกไป
๕. ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู บ่ายหน้า ไปสู่ความตายทั้งนั้น
๖. เมื่อเหล่าสัตว์จะตาย ต้องไปปรโลกแน่นอนแล้ว บิดามารดาก็ไม่สามารถช่วย บุตรธิดาของตนไว้ได้ หรือหมู่ญาติก็ไม่สามารถจะช่วยพวกญาติของตนไว้ได้
๗. จงดูเถิด ทั้งๆ ที่มีหมู่ญาติมาเฝ้ารำพึงรำพันอยู่ โดยประการต่างๆ แต่ผู้จะตาย กลับถูกมฤตยูคร่าตัวเอาไปแต่เพียงผู้เดียว เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ถูกนำไปแต่เพียงตัวเดียว
๘. สัตว์โลกตกอยู่ในอำนาจของความแก่และความตายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดถึงสภาพของสัตว์โลกแล้ว จึงไม่เศร้าโศกกัน
๙. ท่านหาได้รู้ทางของผู้มา (เกิด) หรือผู้ไป (สู่ปรโลก) ไม่ เมื่อไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์
๑๐. ถ้าผู้ที่ทำตนให้เดือดร้อนด้วยการหลงใหลคร่ำครวญ จะทำประโยชน์อะไร ให้เกิดขึ้นได้บ้าง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งก็คงจะทำอย่างนั้นตามไปแล้ว
๑๑. การร้องไห้ เศร้าโศก ไม่สามารถทำใจของผู้คนให้สงบได้ มีแต่จะเกิดทุกข์มากยิ่งขึ้น ทั้งร่างกายก็จะพลอยทรุดโทรม
๑๒. จะเบียดเบียนตนเอง มีร่างกายซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ การร่ำไห้คร่ำครวญ ไม่ได้ช่วยอะไรแก่คนที่ตายไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย
๑๓. คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจของ ความเศร้าโศก มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น
๑๔. จงดูเถิด ถึงแม้คนอื่นก็กำลังจะตายไปตามยถากรรม สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ต่างตกอยู่ในอำนาจมฤตยู กำลังพากันดิ้นรนด้วยกันทั้งนั้น
๑๕. สัตว์ทั้งหลายตั้งความหวังอยากจะให้เป็นอย่างอื่น (คือไม่ตาย) แต่ก็ไม่สมหวัง ความพลัดพรากจากกันมีอยู่เป็นประจำ ท่านจงพิจารณาดูความจริงแท้ของสัตว์โลกเถิด
๑๖. แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปี หรือเกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้ อยู่ดี
๑๗. เพราะเหตุนั้น เมื่อได้สดับธรรมเทศนาของพระท่านแล้ว ก็พึงระงับ ความคร่ำครวญ ร่ำไห้เสีย ยามเมื่อเห็นคนล่วงลับดับชีวิตไป ก็ให้กำหนดรู้ว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้ เขาฟื้นคืนมาอีกไม่ได้
๑๘. ธีรชนผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำดับไฟ ที่กำลังไหม้ลุกลาม และเหมือนลมพัดปุยนุ่น
๑๙. ผู้แสวงสุขแก่ตน ควรระงับความเศร้าโศกคร่ำครวญร่ำไห้ ความโหยหา และ ความโทมนัส ควรถอนลูกศรคือความเศร้าโศกเสียให้ได้
๒๐. ผู้ถอนลูกศรนี้ได้แล้ว ก็จะมีอิสระ ได้ความสงบใจ ผ่านพ้นความเศร้าโศกทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศกมีแต่เยือกเย็นใจ
๒๑. ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี ถึงใครจะอยู่เกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องตายเพราะชราเป็นแน่แท้
๒๒. ชนทั้งหลายเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ยึดถือนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ผู้ที่มองเห็นว่า ความพลัดพรากจากกันจะต้องมีแน่นอนเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรอยู่ครองเรือน
๒๓. คนที่สำคัญหมายสิ่งใดว่า " นี้ของเรา" ก็จะต้องจากสิ่งนั้นไปเพราะความตาย พุทธมามกะผู้เป็นบัณฑิต ทราบความข้อนี้แล้ว ก็ไม่ควรเอนเอียงไปในทาง ที่จะยึดถือว่า เป็นของเรา
๒๔. คนที่รักใคร่กัน ตายจากไปแล้ว ก็จะไม่ได้พบเห็นกันอีก เหมือนคนตื่นขึ้น ไม่เห็นสิ่งที่พบในฝัน
๒๕. (ขณะมีชีวิตอยู่) คนที่มีชื่อเรียกขาน ก็ยังพอได้พบเห็นกันบ้าง ได้ยินเสียงกันบ้าง คนที่ตายไปแล้วก็เหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่จะพูดถึงกันอยู่
๒๖. ผู้ที่พึงพอใจในสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมสละความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ และความหวงแหนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้เข้าถึงธรรม (มุนี) ทั้งหลายเห็น ความปลอดโปร่ง จึงสละสิ่งที่เคยแหนหวงเที่ยวไปได้
๒๗. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงผู้ไม่แสดงตนในภพ (ผู้บรรลุแล้ว) ว่าเป็นบุคคลที่สอดคล้อง เหมาะสมกับภิกษุผู้บำเพ็ญความหลีกเร้นถอนจิต (ผู้ที่ยังไม่บรรลุ) ซึ่งอยู่ในเสนาสนะ ที่สงัด
๒๘. ผู้เข้าถึงธรรม (มุนี) ไม่ติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำอะไรๆ ให้เป็นที่รัก ให้เป็นที่ชัง ความรำพึงรำพันและความหวงแหน จึงมิได้แปดเปื้อน เหมือนน้ำไม่แปดเปื้อนใบบัว
๒๙. หยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว วารีไม่ติดบนดอกบัวฉันใด ผู้เข้าถึงธรรม(มุนี) ก็ไม่ติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบมาถึงใจ ฉันนั้น
๓๐. ผู้ห่างไกลจากกิเลส ผู้มีปัญญา ไม่ใส่ใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่รับทราบ ไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยวิธีการอื่น ทั้งไม่ยินดียินร้าย
๓๑. บุคคลใด ประพฤติชั่วร้าย ไม่มีความคิด ถึงจะมีชีวิตตั้งร้อยปี ชีวิตของเขา ก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มีศีล มีความคิด แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิต ที่ประเสริฐกว่า
๓๒. บุคคลใด เกียจคร้าน มีความเพียรทราม ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ชีวิตของเขา ก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มุ่งหน้าทำความเพียรอย่างมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่ เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า
๓๓. บุคคลพึงสละทรัพย์เมื่อจะรักษาอวัยวะ พึงยอมสละอวัยวะเมื่อจะรักษาชีวิต และยอมสละทุกอย่างทั้งอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต เมื่อคำนึงถึงธรรม
๓๔. อายุสังขารจะพลอยประมาทไปกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่ยืน เดิน นั่งนอนอยู่ ก็หาไม่
๓๕. เพราะฉะนั้น ในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ คนเราควรทำกิจหน้าที่ของตน และไม่พึง ประมาท
๓๖. ดอกไม้ที่สุมกันอยู่เป็นกอง นายช่างที่ฉลาด สามารถนำมาร้อย เป็นพวงมาลัย มีคุณค่ามากได้ฉันใด ชีวิตคนเราที่เกิดมานี้ ก็ควรจะใช้ ประกอบกุศลกรรม ความดีให้มาก ฉันนั้น
๓๗. บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก
๓๘. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เราจักทอดทิ้งกายนี้ อย่างมีสติ สัมปชัญญะ มีสติมั่น
๓๙. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เรารอคอยเวลา เหมือนคนรับจ้าง ทำงานเสร็จแล้วรอรับค่าจ้าง
๔๐. วัยสิ้นไปตามคืนและวัน
๔๑. วันคืนล่วงไป ชีวิตของคนก็พร่องลงไป จากโอกาสที่จะได้สร้างประโยชน์
๔๒. วันคืนไม่ผ่านไปเปล่าๆ
๔๓. กาลเวลาล่วงไป วันคืนผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอนๆ ตามลำดับ
๔๔. รูปกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไป แต่ชื่อและโคตรไม่เสื่อมสลาย
๔๕. เมื่อจะตาย ทรัพย์แม้แต่น้อยก็ติดตามไปไม่ได้
๔๖. กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับตัวมันเอง
๔๗. ถ้าบุคคลจะเศร้าโศกถึงคนที่ไม่มีอยู่แก่ตนคือ คนที่ตายไปแล้ว ก็ควรจะเศร้าโศก ถึงตนเอง ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราชตลอดเวลา
๔๘. วัยย่อมเสื่อมลงไปเรื่อย ทุกหลับตา ทุกลืมตา
๔๙. เมื่อวัยเสื่อมสิ้นไปอย่างนี้ ความพลัดพรากจากกันก็ต้องมีโดยไม่ต้องสงสัย หมู่สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ควรเมตตาเอื้อเอ็นดูกัน ไม่ควรจะมัวเศร้าโศกถึงผู้ที่ตายไปแล้ว
๕๐. ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย ก็เหมือนเด็กร้องไห้ขอพระจันทร์ที่โคจรอยู่ในอวกาศ คนตายถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ว่าญาติคร่ำครวญถึง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศก เขาไปแล้วตามวิถีทางของเขา
๕๑. ตอนเช้า ยังเห็นกันอยู่มากคน พอตกเย็น บางคนก็ไม่เห็นกัน เมื่อเย็น ยังเห็นกันอยู่ มากคน ตกถึงเช้า บางคนก็ไม่เห็นกัน
๕๒. จะตายก็ไปคนเดียว จะเกิดก็มาคนเดียว ความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลาย ก็เพียงแค่ มาพบปะเกี่ยวข้องกันเท่านั้นเอง
๕๓. วันคืนผ่านไป อายุก็เหลือน้อยเข้าทุกที
๕๔. แม่น้ำเต็มฝั่ง ไม่ไหลทวนขึ้นสู่ที่สูงฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่เวียนกลับมาสู่วัยเด็กได้อีก ฉันนั้น
๕๕. ผู้เข้าถึงธรรม ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดำรงอยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้นผิวพรรณจึงผ่องใส
๕๖. คืนวันผ่านไป ไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน ไม่เห็นมีอะไรที่เราสูญเสียในโลก ฉะนั้น เราจึงนอนสบายใจคิดแต่จะช่วยปวงสัตว์
๕๗. เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ จะน้อย หรือมาก ก็ให้ทำอะไรไว้บ้าง
๕๘. เร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือจะอยู่
๕๙. คนขยันทั้งคืนวัน ไม่ซึมเซา เรียกว่า มีแต่ละวันนำโชค
๖๐. จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าเป็นปราชญ์ มองเห็นที่หมายแล้ว ถึงอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศก ก็ไม่เศร้าโศก

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 00:41 น.] #691565 (16/151)


(D)
สวัสดีวันใหม่ครับคุณอาวิบูลย์พิธีกร และทุก ๆ ท่านครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:30 น.] #691587 (17/151)


(D)
สวัสดีคะ..คุณอาวิบูลย์ ขยันจังคะ

นอนหลับฝันดี รักษาสุขภาพด้วยนะคะ...


สวัสดีคะ.... คุณปริวัตร...


สวัสดีคะ.... คุณป๊อบ...

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:41 น.] #691593 (18/151)


(D)


สวัสดีครับคุณอาBCC-106 พิธีกรนักสู้ ท่านtextile007 พี่anan6699 พี่poppoomi พี่ศรารีย์ และพี่ๆทุกท่าน ....เทิดทูนคุณ หลวงปู่โต กันนะครับ...(ขอยืมรูปพระสมเด็จวัดระฆัง จากนิตยสาร ครับ)

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:43 น.] #691595 (19/151)
คาถาชินบัญชร ควรสวดให้ได้คืนละ 9 จบ....สุดยอดพระคาถาครับ

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด


เริ่มสวด นโม 3 จบ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ



เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.


ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.


สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.


หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.


ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.


เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว



กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.


ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.


เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.


ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง


ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา


ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.


อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.


ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.


อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

คำแปล

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์


มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น


ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก


พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง


พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย


มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง


พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ


พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก


ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่


พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง


พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ


อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น


ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ


ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล


ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ





โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:45 น.] #691597 (20/151)


(D)


หาหมอกันเถอะ.....

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:47 น.] #691598 (21/151)


(D)


หลวงปู่นาค วัดระฆัง...

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:49 น.] #691599 (22/151)


(D)

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:55 น.] #691603 (23/151)


(D)
อานิสงส์ของการสวดมนต์ อำนาจเวทมนต์คาถา คุณไสยใดๆ มิอาจทำอันตรายได้ โดยสมเด็จโต
(คัดลอกจาก พลังจิต)
วันนี้เอาเรื่องของ สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มาฝากครับลองอ่านกันดูนะครับ


..... อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเองในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปีโดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมรในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณตลอดจนชาวบ้าน
ที่มีเวทมนต์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมาย...

ในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้นอาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพังในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย
นอกจากคำว่า......


พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งพระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมาอาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้นในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้นอาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี .....

และ ณ ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้วชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้าและมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ

เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืนแต่ไม่ได้หวังทำรายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้ หรือไม่นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็มๆไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนูหรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย
วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมาอาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถาหรือคุณไสยใดนายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหกถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำไม่

สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่าอาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า พุทธัง

สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คุจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้วจึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลยอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนต์ของท่านเช่นนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์คาถาในภูตผีปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่าจะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาดเพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไปครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฏิบัติเป็นปกติเมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมาจึงได้จุดเทียนและพบตะขาบใหญ่

ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิธัมมัง สะระณังคัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไปจากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ

ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนัก
อยู่อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนต์คาถา และคุณไสยใดๆ ของ
ข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้
ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็น
อานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟัง การสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้

ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมา
เล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา
ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยก มือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการ
สวดมนต์ช่างมีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 01:56 น.] #691604 (24/151)


(D)
สวัสดีครับ คุณปิ๋ว คุณโก้ คนนอนดึก

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:01 น.] #691607 (25/151)


(D)
สวัสดีคร๊า คุณอา ทำไมไม่พักผ่อนเนี่ย?

ดึกแล้ว เด่วก็ไม่สบายหรอกคะ รายการนี้ทรมานคุณอาป่ะคร๊า บอกได้น๊า เด่วนู๋

จาตรบซ้าย ตรบขวา เยยยยยยยยยยยยย...

แล้วซ้ายกะขวาประกบ... ก้มลงกราบ..ฮี่ๆ ๆ ...

สาระเพียบงานยังไม่เสร็จ เข้ามาให้กำลังใจคุณอาคร๊า ...

ไว้เจอกันน๊า ... จุ๊บๆ ๆ

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:02 น.] #691610 (26/151)


(D)


ชาติภูมิ
เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี นามเดิมว่า "โต" (กล่าวกันว่าเมื่อเป็นเด็ก รูปร่างท่านแบบบาง ผู้ใหญ่จึงตั้งชื่อให้ตรงกันข้าม (ข่มนาม) ว่า "โต" ) นามฉายาว่า "พฺรหมรังสี" เกิดในรัชกาลที่ ๑ (สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้แล้ว๗ ปี) ณ บ้านตำบลไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอก จุลศักราช ๑๑๕๐ เวลาพระบิณฑบาต (ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑
มีผู้รู้ตำราโหราศาสตร์ได้ผูกดวงชาตาของท่านไว้ดังนี้ (ในหนังสือ "ประวัติขรัวโต" ของพระยาทิพโกษากล่าวว่า ดวงชะตาของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นั้น สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ผู้สร้างพระกริ่งปวเรศน์ผู้เขียน) ทรงคำนวณถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ด้วยมีพระประสงค์จะทรงทราบว่า ผู้มีอายุตั้งแต่ ๘๐ ปีขึ้นไปจะมีดวงชะตาเป็นอย่างไร แล้วพระราชทานไปยังสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งได้ประทานให้แก่พระยาทิพโกษา ลอกคัดเก็บรักษาไว้อีกต่อหนึ่ง ดวงชะตาของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่ว่านี้ลัคนาสถิตราศีใดหาทราบไม่ แต่ได้ค้นพบในที่อื่นอยู่ในหอพระสมุดแห่งชาติ ปรากฏว่าโหรวางลัคนาไว้ในราศีเมษ แต่พบในที่อื่นอยู่ในราศรีพฤษภ. (มหาเฮง วัดกัลยาณ์)

สำหรับดวงที่ท่านเห็นอยู่นี้ ผูกขึ้นจากข้อมูลการเกิดข้างต้น เพียงแต่ลงตำแหน่งดาวเพิ่มขึ้นจากเดิม ๓ ดวง คือ เนปจูน (น) พลูโต (พ) และแบคคัส (บ) โดยได้วางลัคนาไว้ที่ราศีพฤษภ เนื่องจากช่วงเวลาที่พระบิณฑบาตร กว่าจะออกจากวัดตอนหกโมงเช้า พายเรือมากว่าจะถึงบ้านโยม ก็คงใช้เวลาอย่างน้อยเป็นชั่วโมง เพราะต้องรับบาตรเรื่อยมา เวลาที่ลงไว้ เมื่อวางลัคนา และเทียบกับอัตตชีวประวัติ ตลอดจนอุปนิสัยของท่านแล้ว เชื่อว่า ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง มากกว่าที่จะอยู่ในราศีเมษ (อ.เล็ก พลูโต )


วงศ์สกุล
วงศ์สกุลของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ กล่าวกันว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นพระราชโอรส ในพระองค์พระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และตลอดจนชั้นสามัญชนทั่วไป ก็เข้าใจกันว่าเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องนี้ไม่เป็นที่กระจ่างแจ้งจึงไม่ขอยืนยัน มารดาชื่อเกสร (ธิดานายชัย) เดิมเป็นชาวบ้านตำบลท่าอิฐ อำเภอท่าโพธิ์ ต่อมาในสมัยหนึ่งการทำนาไม่ได้ผลเพระฝนแล้งมาหลายปี จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ บ้านไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่อย่างน้อยที่สุดท่านต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์จักรี (ความปรากฏในจดหมายเหตุบัญีน้ำฝน ของสมเด้จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์เล่น ๓ หน้า ๔๔ ว่า

"...วันเสาร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุล. ๑๒๓๔ เวลา ๒ ยาม สมเด้จพระพุฒาจารย์ถึง "ชีพิตักษัย....." ดังนี้ส่อให้เห็นว่าท่านต้องเป็นเชื้อพระราชวงศ์) กล่าวกันว่าเมื่อท่านเกิดแล้ว ขณะที่ท่านยังเป็นทารกนอนเบาะ มารดาพาท่านไปพักอยู่ที่บ้านตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง พอท่านสอนเดินได้ มารดาก็พาท่านมาอยู่ ณ บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนครสืบมา (ในกาลหลังท่านจึงได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ไว้ ณ ตำบลทั้งสามเป็นอนุสรณ์)



อุปสมบทและการศึกษา

ปรากฏว่าเมื่อเยาว์วัย ท่านได้รับการศึกษาอักขรสมัยในสำนัก เจ้าคุณอรัญญิก (เจ้าคุณอรัญญิกเป็นชาวเวียงจันทน์ เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระ มีคนนับถือมาก นามเดิมของท่านเข้าใจว่าชื่อแก้ว) วัดอินทรวิหาร (วัดนี้เป็นวัดโบราณ ใครสร้างไม่ปรากฏที่กล่าวในหนังสือ เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้สร้างนั้น เห็นจะหมายความว่า ท่านได้ปฏิสังขรณ์เป็นครั้งแรก เดิมเรียกว่า "วัดบางขุนพรหมนอก" ต่อมาพระองค์เจ้าอินทวงศ์ในกรมพระราชวังบวรฯรัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทรราม ภายหลัง (ในรัชกาลที่ ๖) ทางการคณะสงฆ์ พิจารณาเห็นว่านามพ้องกับวัดอินทาราม (วัดบางยี่เรือใต้) คลองบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี จึงเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดอินทรวิหาร" ปรากฏสืบมาจนทุกวันนี้

วัดอินทรวิหาร (วัดนี้เป็นวัดโบราณ ใครสร้างไม่ปรากฏ ที่กล่าวในหนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้สร้างนั้นเห็นจะหมายความว่าท่านได้ปฏิสังขรณ์เป็นครั้งแรก เดิมเรียกว่า "วัดบางขุนพรนอก" ต่อมาพระองค์เจ้าอิทรวงศ์ในกรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทรราม ภายหลัง (วัดบางยี่เรือใต้) คลองบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี จึงเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดอินทรวิหาร" ปรากฏสืบมาจนทุกวันนี้

ครั้นอายุ ๑๒ ปี ในปีวอก พ.ศ. ๒๓๔๓ ได้บรรพชาเป็นสามเณร (จะบรรพชาที่วัดสังเวชฯ หรือวัดอินทรวิหารไม่ทราบแน่ แต่สันนิษฐานว่าจะบรรพชาที่วัดอินทรวิหาร ด้วยเป็นสำนักที่ท่านเคยอยู่และศึกษาอักขรสมัยมาแต่แรก) เจ้าคุณบวรวิริยเถร (อยู่) เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม (เวลานั้นเรียกว่าวัดบางลำพูบน) จังหวัดพระนคร เป็นอุปัชฌาย์ ต่อมาจะเป็นปีใดไม่ปรากฏ ได้ย้ายสำนักมาอยู่วัดระฆังฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อไป

ในตอนที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะย้ายมาอยู่วัดระฆังฯ นั้นมีเรื่องเล่าว่า คืนวันหนึ่งพระอาจารย์ (เห็นจะเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) เปรียญเอก) นอนหลับฝันไปว่ามีช้างเผือกเชือกหนึ่งเข้ามากินหนังสือพระไตรปิฎกในตู้ของท่านจนหมดสิ้น แล้วตกใจตื่น ท่านได้พิจารณาลักษณะการที่ฝันเห็นว่า "ชะรอยจะมีคนนำเด็กมาฝากเป็นศิษย์ และเด็กนั้นต้องกอปรไปด้วยสติปัญญาอันสูงส่ง ต่อไปจะเป็นผู้ทรงคุณเป็นอย่างวิเศษผู้หนึ่ง" ครั้นรุ่งเช้าท่านจึงสั่งพระและเณรว่า วันนี้ถ้ามีใครนำเด็กมาขอให้รอยพบท่านให้จนได้ เผอิญในวันนั้น
เจ้าคุณอรัญญิกได้พาสามเณรโตมาถวายเป็นศิษย์ศึกษาพระปริยัติธรรม พระอาจารย์นั้นก็ยินดีรับไว้ ด้วยพิเคราะห์เห็นพฤติการณ์เป็นจริงตามความฝัน

ในสมัยที่เป็นสามเณร ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปรานมากทรงรับไว้ในราชูปถัมภ์ถึงกับได้พระราชทานเรือกราบกันยาหลังคากระแชงให้ท่านไว้ใช้ในกิจการส่วนตัว ( ความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ ว่า "พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๓ ที่นั่งก็ทรงเรือกราบกันยาหลังคากระแชงอย่างพระองค์เจ้า ไม่คาดสีเหมือนเรือเจ้าฟ้า นี้แสดงให้เห็นว่า เรือกราบกับยาหลังคากระแชงเป็นเรือเฉพาะพระองค์เจ้าทรง) แม้พระบาทพระพุทธยอดฟ้าฯ ก็ทรงพระเมตตา ครั้นอายุครบอุปสมบทเมื่อปีเถาะ จุล ๑๑๖๙ (พ.ศ. ๒๓๕๐) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้บวชเป็นนาคหลวง ที่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุยุวราชสังสฤษดิ์ เป็นอุปัชฌาย์ (วัดนี้เดิมชื่อว่า วัดสลัก สมเด็จพระอนุชาธิราช (ในรัชกาลที่ ๑) กรมพระราชชวังบวรสถานมงคล ทรงปฏิสังขรณ์โดยให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร และสร้างเจดีย์เล็กๆ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ให้ก่อพระระเบียงรอบ และสร้างกุฎีตึก ๓ หลัง พระราชทานพระวันรัตเจ้าอาวาส และสร้างกุฏีเครื่องไม้ฝากระดานเป็นเสนาสนะ พอแก่พระสงฆ์ทั้งอาราม แล้วสร้างกำแพงล้อมรอบพระอารามด้วย ครั้นเมื่อทรงปฏิสังขรณ์แล้ว จึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดนิพพานาราม

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเปลี่ยนนามเสียใหม่ว่า วัดศรีสรรเพชญ์ ครั้นต่อมาอีกทรงพระราชดำริเห็นว่าวัดมหาธาตุยังไม่มี และก็วัดมหาธาตุเป็นที่อยู่ของสมเด็จพระสังฆราชแล้ว และครองอยู่ที่วัดนี้ (คนละองค์กับสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน แต่ชื่อสุกเหมือนกัน) จึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็นมหาธาตุฯ ตามตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมาจนทุกวันนี้ อนึ่งสมเด็จพระสังฆราช (สุก) พระองค์นี้เป็นพระฝ่ายคันถธุระ และเป็นอุปัชฌาย์ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตลอดจนการสั่งสอนพระปริยัติธรรมด้วย)

เรื่องประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ อันเนื่องด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น ได้ฟังผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า ท่านได้เล่าเรียนในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) เปรียญเอก วัดระฆัง เป็นพื้น และได้เล่าเรียนต่อสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุบ้าง นอกจากนี้จะได้เล่าเรียน ที่ใดอีกบ้าง หาทราบไม่ เล่าว่าเมื่อเป็นนักเรียนท่านมักได้รับคำชมเชยจากครูบาอาจารย์เสมอว่ามีความทรงจำดี ทั้งมีปฏิภาณอัดยอดเยี่ยม ดังมีเรื่องเล่าขานกัว่าเมื่อท่านเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักสมเด็จพระสังฆราชนั้น ก่อนจะเรียนท่านกำหนดว่า วันนี้ท่านจะเรียนตั้งแต่นี่ถึงนั่น ครั้นถึงเวลาเรียนท่านก็เปิดหนังสือออกแปลตลอด ตามที่กำหนดไว้ท่านทำดังนี้เสมอ จนสมเด็จพระสังฆราชรับสั่งว่า "ขรัวโตเขามาแปลหนังสือให้ฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก"

ยังมีข้อน่าประหลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านเรียนรู้ปริยัติธรรมแต่ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญ (ในสมัยก่อนนั้น การสอบพระปริยัติธรรมไม่ได้ออกเป็นข้อสอบเหมือนทุกวันนี้ การสอบในครั้งนั้นต้องสอบพระปริยัติธรรมต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการสอบด้วยปากเปล่า สุดแต่ผู้เป็นประธานกรรมการ และกรรมการจะสอบถามอย่างใด ต้องตอบให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็หมายความว่าตกเพียงแค่นั้น) และแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ มีผู้เรียกท่านว่ามหาโตมาตั้งแต่แรกบวช ( ปรากฏในบัญชีรายนามพระสงฆ์พระราชทานฉันและสดัปกรณ์ราย ๑๐๐ ในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา รัชกาลที่ ๓ วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ แต่ไม่ลงปี มีนามเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เขียนว่า "มหาโต เปรียญเอก บางแห่งว่า มหาโต เปรียญ ๔ ประโยคแรก) แต่บางคนเรียกว่า "ขรัวโต"

ทั้งนี้เพราะเห็นว่าท่านมักชอบทำอะไรแปลกๆ ไม่ซ้ำแบบใคร นี้เป็นเรื่องธรรมดาของอัจฉริยบุคคล ซึ่งตามปรกติคนส่วนมาก ไม่ค่อยเข้าใจในอัจฉริยภาพอันมีความหมายสูง อัจฉริยบุคคลแทบทุกท่านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ มักจะมีผู้เข้าใจว่าบ้าเสมอ มีมติอยู่ข้อหนึ่งว่า " อัจฉริยบุคคลและคนบ้านั้นอยู่ห่างกันเพียงก้าวเดียว" ว่าถึงความรอบรู้พระปริยัติธรรม ปรากฏว่าท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก มีชื่อทั้งเป็นผู้เรียนก็เรียนเก่งกว่าใคร เป็นครูก็สอนได้ดีเยี่ยม มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ศิษย์ที่เป็นเปรียญเอกและทรงสมณศักดิ์สูงคือหม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) วัดพระเชตุพน

ต่อไปจะกล่าวถึงการศึกษาวิปัสสนาธุระของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก่อนจะกล่าวในเรื่องนี้จำจะต้องอธิบายถึงเรื่องวิปัสสนาธุระก่อน
การเรียน "วิปัสสนาธุระ" นั้น คือเรียนวิธีที่จะชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส (การเรียน "คันถธุระ" หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า "พระปริยัติธรรม" คือเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วยพยายามอ่านพระไตรปิฏกให้รอบรู้ในพระธรรมวินัย แต่การเรียนคันถธุระนั้นต้องเรียนหลายปี เพราะต้องเรียนภาษามคธก่อน ต่อเมื่อรู้ภาษามคธแล้วจึงจะอ่านพระไตรปิฏกเข้าใจได้) ผู้ที่บวชพรรษาเดียวไม่มีเวลาพอที่จะเรียนคันถธุระ จึงมักเรียนวิปัสสนาธุระอันเป็นการภาวนา อาจเรียนได้ด้วยไม่ต้องรู้ภาษามคธ และถือกันอีก อย่างหนึ่งว่า ถ้าเรียนวิปัสสนาธุระชำนาญแล้วอาจจะทรงวิเศษในทางวิทยาคมเป็นประโยชน์อย่างอื่นตลอดจนวิชาพิชัยสงคราม เพราะฉะนั้น ผู้ซึ่งบวชแต่พรรษาเดียว จึงมักศึกษาวิปัสสนาธุระเป็นประเพณี มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาถึง สมัยรัตนโกสินทร์นี้ ผู้ที่บวชแต่พรรษาเดียวหรือหลายพรรษาก็นิยมศึกษาวิปัสสนาธุระกันแพร่หลาย (หนังสือ "ความทรงจำ" พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า "....เมื่อพระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๑ ก็ทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ เพราะฉะนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดให้ทำตามเยี่ยงอย่าง ครั้นพระองค์ทรงผนวช ทรงรับอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ณ ตำหนักในวัดมหาธาตุทำอุปชฌายวัตร ๓ วัน แล้วเสด็จไปจำพรรษาทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ ณ วัดสมอราย ซึ่งพระราชทานนามว่า "วัดราชาธิวาส" เมื่อรัชกาลที่ ๔) ว่าโดยเฉพาะในรัชกาลที่ ๒ การศึกษาวิปัสสนาธุระเจริญรุ่งเรือง ด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงทำนุบำรุงวิทยาประเภทนี้ โดยโปรดให้อาราธนาพระภิกษุที่ทรงคุณวุฒิ ในทางวิปัสสนาธุระ ทั้งในกรุงและหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ มารับพระราชทานบาตร์ ไตรจีวร กลด และบริกขารอันควรแก่สมณะฝ่ายอรัญวาสี แล้วทรงแต่งตั้งเป็น พระอาจารย์ บอกพระกัมมัฏฐานแก่พระสงฆ์สามเณรและคฤหัสถ์ (ความพิสดารปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ ปีมะเส็งตรีศก จุลศักราช ๑๑๘๓ (พ.ศ. ๒๓๖๔ เลขที่ ๗)

การศึกษาวิปัสสนาธุระและมายาศาสตร์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นั้น สันนิษฐานว่าท่านจะได้เล่าเรียนในหลายสำนัก ด้วยในสมัยนั้น (โดยเฉพาะในรัชกาลที่ ๒) การศึกษาวิปัสสนาธุระเจริญแพร่หลายนัก มีครูอาจารย์ผู้ทรงเกียรติคุณอยู่มากดังกล่าวแล้ว แต่ที่ทราบเป็นแน่นอนนั้นว่า ในชั้นเดิมท่านได้เล่าเรียนในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก (แก้ว) วัดอินทรวิหารและในสำนักเจ้าคุณบวรวิริยะเถระ (อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม และดูเหมือนจะได้เล่าเรียนจนมีความรู้เชี่ยวชาญแต่เมื่อยังเป็นสามเณร ด้วยปรากฏว่า เมื่อเป็นสามเณรนั้น ครั้งหนึ่งท่านได้เอาปูนเต้าเล็ก ๆ ไปถวายเจ้าคุณบวรฯ ๑ เต้า กับถวายพระในวัดนั้นองค์ละ ๑ เต้า เวลานั้นไม่มีใครสนใจ มีพระองค์หนึ่งเก็บปูนนั้นไว้ แล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ สัก ๓-๔ ลูก ภายหลังกลายเป็นลูกอมศักดิ์สิทธิ์เลื่องลือกันขึ้นดังนี้ ต่อมาในภายหลัง ได้เข้าศึกษามายาศาสตร์ต่อที่สำนักพระอาจารย์แสง จังหวัดลพบุรีอีกองค์หนึ่ง (พระราชนิพนธ์สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในคราวเสด็จประพาศมณฑลอยุธยาเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ความตอนหนึ่งว่า "....ขรัวแสง คนทั้งปวงนับถือกันว่าเป็นผู้มีวิชา เดิมตั้งแต่เมืองลพบุรีเข้าลงไปเพลที่กรุงเทพฯ ได้ เป็นคนกว้างขวาง เจ้านายขุนนางรู้จักหมด ได้สร้างพระเจดีย์สูงไว้องค์หนึ่งที่วัดมณีชลขันธ์ (คือวัดเกาะ ซึ่งเจ้าพระยายมราช (เฉย) ต้นสกุล ยมาภัย สร้าง) ตัวไม่ได้อยู่ที่วัดนี้ หน้าเข้าพรรษาไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอื่น ถ้าถึงออกพรรษาแล้วมาปลูกโรงอยู่ริมพระเจดีย์ ๒ องค์นี้ ซึ่งก่อเองคนเดียวไม่ยอมให้คนอื่นช่วย ราษฎรที่นับถือพากันช่วยเรี่ยไรอิฐปูน และพระเจดีย์องค์นี้เจ้าของจะทำแล้วเสร็จตลอดไป หรือจะทิ้งผู้อื่นช่วย เมื่อตายแล้ว ไม้ได้ถามดู ของเธอก็สูงดีอยู่.....)

พระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คือสมเด็จพระสังฆราช "ไก่เถื่อน (สุก) (สมเด็จพระสังฆราช (สุก) พระองค์นี้ เดิมอยู่วัดท่าหอย ริมคลองคูจาม ในแขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ดูพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑) เมื่อรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงอาราธนามาตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณสังวร ด้วยทรงเห็นว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงในทางวิปัสสนาธุระเป็นที่นับถือของชนทั้งหลาย ถึงกับกล่าวกันว่า ทรงไว้ซึ่งเมตตาพรหมวิหารแก่กล้าถึงกับสามารถเลี้ยงไก่เถื่อน ให้เชื่องได้เหมือนไก่บ้าน ทำนองเดียวกับที่สรรเสริญพระสุวรรณสาม โพธิสัตว์ในเรื่อชาดก ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลที่ ๒ เมื่อพ.ศ. ๒๓๖๓ คนทั้งหลายจึงพากันถวายพระฉายานามว่า "พระสังฆราชไก่เถื่อน" และได้เสด็จมาประทับ ณ วัดมหาธาตุเพียง ๑ ปี ก็สิ้นพระชนม์ทรงพระชันษาได้ ๙๐ เมื่อถวายพระเพลิงศพแล้ว โปรดฯ ให้ปั้นรูปบรรจุอัฎฐิไว้ในกุฏีหลังหนึ่ง ด้านหน้าพระอุโบสถ

อนึ่งในตอนที่ถูกอาราธนามาจากวัดท่าหอยนั้น ท่านขออยู่วัดอรัญญิก จึงโปรดให้อยู่วัดพลับ แล้วสร้างพระอารามหลวงเพิ่มเติมออกมาอีก และเจ้านายที่ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๑ นั้น ต้องไปศึกษาวิปัสสนาธุระในสำนักสมเด็จพระสังฆราช (ขณะที่ทรงเป็นพระญาณสังวร) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็ดี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ก็ดี ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ดี ล้วนเคยศึกษาวิปัสสนาธุระมาจากสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ทั้งนั้น อัจฉริยภาพ ในการสร้างพระสมเด็จฯ นั้น เข้าใจว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้รับการศึกษามาจากพระอาจารย์พระองค์นี้ กล่าวคือ พระวัดพลับ ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) นี้ (สร้างตอนดำรงสมณศักดิ์เป็นพระญาณสังวร ครองวัดพลับวัดนี้อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งเหนือ จังหวัดธนบุรี เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ตัววัดเดิมอยู่ทางด้านริม เดี๋ยวนี้ค่อนไปทางตะวันตก ) เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงอาราธนา พระอาจารย์สุก (สังฆราชไก่เถื่อน) มาจากวัดหอย จังหวัดพระนาคศรีอยุธยานั้น ท่านขออยู่วัดอรัญญิก จึงโปรดให้อยู่วัดพลับแล้วสร้างพระอารามหลวงเพิ่มเติมขยายออกมาอีก สมเด็จพรพระญาณสังวรนี้ ทรงเป็นพระอาจารย์ทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระเจ้านายมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็ดี ล้วนเคยศึกษาวิปัสสนาธุระ ในสำนักสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ทั้งนั้นที่วัดนี้ยังมีตำหนักจันทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เมื่อทรงผนวช นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ยังโปรดให้ซ่อมพระอาราม แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามวัดเสียใหม่ว่า "วัดราชสิทธาราม" ถึงในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให้สร้างพระเจดีย์ ทรงเครื่องไว้ข้างหน้าพระอาราม ๒ องค์ ๆ หนึ่งนามว่า "พระศิราลพเจดีย์"(พระเจดีย์องค์นี้ทรงอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ อีกองค์หนึ่ง ทรงขนานนามว่า "พระศิราจุมพฎเจดีย์" (พระเจดีย์พระองค์นี้ทรงสร้างเป็นส่วนพระองค์เอง ทั้งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกว่า ได้เคยมาทรงศึกษาพระวิปัสสนา ในสำนักสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ) เมื่อพิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นได้ว่า มีลักษณะของเนื้อ เหมือนเนื้อของพระสมเด็จฯ (ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ) ที่สุด แต่พระวัดพลับมีอายุในการสร้างสูงกว่า
พระสมเด็จฯฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เอาแบบอย่างส่วนผสมผสานมาดัดแปลง และยิ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงหลังเบี้ยด้วยแล้วก็ยิ่งสังเกตได้ว่า ดัดแปลงเค้าแบบมาจากพระวัดพลับทีเดียว

อนึ่ง การทรงไว้ซึ่งความเมตตากรุณา อันเป็นที่รักแห่งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีคุณลักษณะคล้ายคลึงสมเด็จพระสังฆราชพระอาจารย์พระองค์นี้มาก เข้าใจว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีความเลื่อมใสและเจริญรอยตามพระอาจารย์แทบทุกอย่าง นอกจากนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะได้ศึกษาวิปัสสนาธุระมายาศาสตร์มาเป็นเวลาช้านานอย่างไรไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าท่านได้ศึกษาจนมีความรู้ความชำนาญ ทั้งในคันถธุระ, วิปัสสนาธุระ และมายาศาสตร์ กับมีคุณวุฒิอย่างอื่นประกอบกันเป็นอันมาก ท่านจึงเป็นผู้ทรงคุณ วิเศษเป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก นับได้ว่าเป็นวิสามัญบุรุษหรืออัจฉริยบุคคลที่หาได้ยากที่สุดในโลกคนหนึ่งความที่กล่าวข้อนี้มีมูลความจริง ที่จะพิสูจน์ได้ จากเรื่องราวในชีวประวัติของท่านซึ่งจะบรรยายต่อไปข้างหน้า

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ที่ไม่ปรากฏนายศศักดิ์ แม้เรียนรู้พระปริยัติธรรมก็ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญ และไม่ยอมรับเป็นฐานนานุกรมในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ท่านทูลขอตัวเสีย เล่ากันว่า เพราะท่านเกรงว่าจะต้องรับพระราชทานสมณศักดิ์ ท่านจึงมักหลบหนีไปพักแรม ณ ต่างจังหวัดห่างไกลเนื่องๆ (ว่าโดยมากไปธุดงค์) บางทีก็เลยไปถึงประเทศเขมรก็มี (ดูตอนประวัติการสร้างพระสมเด็จฯ ประกอบ) ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าคุณธรรม ของท่านยิ่งหย่อนเพียงไร จึงทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิตติ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ เวลานั้นท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว แต่จะทรงตั้งในวันเดือนใดไม่ปรากฏ ปรากฏในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ จุลศักราช ๑๒๑๔ (พ.ศ.๒๓๙๕) เล่น ๑๘ ตอนหนึ่งความว่า "...อนึ่ง เพลาเช้า ๓ โมง นายพันตำรวจวังมาสั่งว่า ด้วยพระประสิทธิศุภการรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าทรงพระราชศรัธาให้ถวายนิตยภัตน์พระธรรมกิตติ วัดระฆังฯ เพิ่มขึ้นไปอีก ๒ บาท เข้ากับเก่าใหม่เป็นเงินเดือนถวายพระธรรมกิตติอีก ๒บาท ตั้งแต่เดือนยี่ ปีชวด จัตวาศก ไปจนทุกเดือนทุกปีอย่าให้ขาดได้....."

ในตอนพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมกิตติ มีเรื่องเกร็ดเล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถามเจ้าพระคุณสมเด็จฯว่า "เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ทำไม่ท่านจึงหนี ไม่ยอมรับยศศักดิ์ ต่อที่นี้ทำไมจึงยอมรับไม่หนีอีก" ท่านถวายพระพรว่า "รัชกาลที่ ๓ ไม่ได้ทรงเป็นเจ้าฟ้า (คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เป็นเจ้าฟ้าลูกยาเธอ เป็นแต่พระองค์เจ้า) เป็นแต่เจ้าแผ่นดินเท่านั้น ท่านจึงพ้น ส่วนมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า เป็นทั้งเจ้าฟ้าและเจ้าแผ่นดินท่านจะหนีไปทางไหนพ้น" เราย่อมทราบได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุผล แต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ใช้ปฏิภาณตอบเลี่ยงไปในทำนองตลกได้อย่าง งดงามกล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล ไม่ตรัสว่ากระไร (และคงจะเป็นเพราะไม่ทรงทราบว่าจะตรัสว่ากระไรดีกระมัง-ผู้เขียน) แล้วโปรดให้มาครองวัดระฆังฯ (วัดนี้เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ขึ้นครองราชย์ ทรงแต่ตั้งสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระพุฒาจารย์ และ
พระพิมลธรรม (ไม่ทราบนามทั้ง ๓ องค์) ให้ทรงสมณศักดิ์ตามเดิม (ถูกพระเจ้ากรุงธนฯ ถอด) และให้สมเด็จพระสังฆราช มาครองวัดบางหว้าใหญ่ ทรงให้รื้อตำหนักทองของพระเจ้ากรุงธนฯ ไปปลูกเป็นกถฏถวายสมเด็จพระสังฆราชและทรงปฏิสังขรณ์ทั่วๆ ไป เสร็จแล้วทรงเปลี่ยนนามวัดว่า วัดระฆังโฆสิตาราม ดังปรากฏสืบมาทุกวันนี้)

ครั้นเสร็จพระราชพิธีแล้ว ท่านก็ออกจากพระบรมมหาราชวังข้ามไป วัดระฆังฯ หอบเครื่องไทยธรรม ถือพัดยศและย่ามมาเอง ใครจะรับก็ไม่ยอมส่งให้ เที่ยวเดินไปรอบวัดร้องบอกกล่าวดังๆว่า "ในหลวงท่านให้ฉันมาเป็นสมภารวัดนี้จ๊ะ" พวกพระเณรและคฤหัสถ์ที่มาคอยรับต่างพากันเดินตามท่านไปเป็นขบวน เมื่อบอกกล่าวเขารอบๆวัดแล้ว ท่านจึงขึ้นกุฏิ (มิใช่เป็นการโอ้อวดหรือปิติยินดี แต่เป็นการแฝงไว้ซึ่งอัจฉริยภาพอันหนึ่งที่มองโลกไปในแง่แห่งความขบขัน คือหนีการแต่งตั้งไม่พ้น-ผู้เขียน)

ต่อมาอีก ๒ ปี ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพกวีครั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศมรณภาพ จึงทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เป็นสมเด็จพระพุฒจารย์องค์ที่ ๕ ในกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวตามลำดับดังนี้ คือ

๑. สมเด็จพระพุฒจารย์ (ไม่ทราบนามเดิม) อยู่วัดอมรินทร์ (ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่าวัดบางว้าน้อย) ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่าต้องถูกถอดถูกเฆี่ยนด้วยไม่ยอมถวายบังคมพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึงรัชกาลที่ ๑ จึงโปรดให้เป็นสมเด็จพระพุฒจารย์ตามเดิม

๒. สมเด็จพระพุฒจารย์ (อยู่) วัดระฆังฯ

๓. สมเด็จพระพุฒจารย์ (เป้า) วัดอินทาราม (เดิมเรียกวัดบางยี่เรือใต้)

๔. สมเด็จพระพุฒจารย์ (สน) วัดสระเกศ (เดิมเรียกวัดสะแก)

๕. สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต) วัดระฆัง ฯ

ฯลฯ

เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีชวด จุล. ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๐๗ มีสำเนาประกาศที่ทรงตั้งดังนี้

ถึงเดือนยี่ในปีชวดนั้น จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหิรัญบัตร (มีข้อควรสังเกตอย่างหนึ่ง คือ เดิมสมเด็จพระราชาคณะได้รับพระราชทานหิรัญบัตรต่อมา เห็นจะเป็นในรัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนเป็นพระราชทานสุพรรณบัตร อนึ่งประเพณีทรงตั้งสมณศักดิ์แต่ก่อนเป็นแต่พระราชทานพัดยศ ส่วนสัญญาบัตรนั้นพระราชทานต่อมาภายหลัง) กล่าวไว้ในหมายรับสั่ง (หมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ จุล. ๑๒๒๖ (พ.ศ. ๒๔๐๗) เล่น ๒๐) ดังนี้

"ด้วยพระศรีสุนทรโวหารรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่า จะได้พระราชทานหิรัญบัตรสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังโฆสิตาราม ณ วัน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๒ เวลาเช้า ๓ โมง อนึ่งให้ราชยานจัดเสลี่ยงงา ๒ เสลี่ยง ไปคอยรับหิรัญบัตรที่พระที่นั่งสุกไธศวรรย์ ไปลงเรือม่านที่ท่าขุนนางเสลี่ยง ๑ ให้ทันเวลา อนึ่งให้อภิรุมจัดสัปทนใบกั้นหิรัญบัตรที่พระที่นั่งสุทไธศวรรย์ อันไปส่งที่ท่าเรือให้ทันเวลา อนึ่ง ให้พันพุฒ พันเทพราชจ่ายเลขให้ฝีพายๆ เรือม่านลายส่งหิรัญบัตรให้พอลำ ๑ อย่าให้ขาดได้ตามคำสั่ง"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่เป็นพระราชาคณะมา แม้จนเมื่อเป็นสมเด็จพระราชคณะแล้ว ท่านก็ประพฤติแปลกฯ ตามใจของท่านอยู่อย่างเดิม เรื่องที่ประพฤติแปลกๆ นั้นจะได้ประมวลให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาในตอนต่อไปข้างหน้านี้

การก่อสร้าง

เรื่องประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างนั้น ปรากฏว่าท่านได้สร้างถาวรวัตถุไว้หลายแห่งหลายอย่าง และมักจะชอบสร้างของที่แปลกๆ และโต ๆ กล่าวกัว่า เพื่อจะให้สมกับนามของท่านที่ชื่อโตกล่าวเฉพาะปูชนียวัตถุที่สร้าง เป็นอนุสรณ์เนื่องในตัวท่าน คือสร้างพระนอนใหญ่ที่วัดสะดือ (วัดสะดือ เดิมตั้งอยู่ที่หนึ่งในตำบลท่างาม (ที่เรียกกันว่าวัดสะตือเพราะมีต้นสะดตอใหญ่อยู่ในวัดต้นหนึ่ง) เมื่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้มาสร้างพระนอนใหญ่ ณ ที่อีกแห่งหนึ่งในตำบลเดียวกันทางด้านตะวันออกไม่ห่างนัก วัดสะตือจึงย้ายมาตั้งที่บริเวณพระนอนใหญ่นั้น เรียกตามตำนานว่าวัดท่างาม ภายหลังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาศพระพุทธบาทได้เสด็จขึ้นที่ท่างามนี้สองครั้ง แต่นั้นมาจึงเรียกท่าหลวงและนามวัดก็เปลี่ยนเป็น "วัดท่าหลวง" ตามนามเดิมมาจนทุกวันนี้) เหนือท่าเรือพระพุทธบาท จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยาองค์หนึ่ง เป็นที่ระลึกว่าท่านได้เกิดที่นั่น สร้างพระนั่งโต (องค์เดิม) (องค์ที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้สร้างใหม่ เป็นของหลวงดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ที่วัดไชโย จังหวัดอ่างทององค์หนึ่งเป็นที่ระลึกว่าท่านได้สอนนั่งที่นั่น และสร้างพระยืนใหญ่วัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนคร องค์หนึ่งเป็นที่ระลึกว่าท่านสอนยืนเดินได้ที่นั่น จะพรรณาต่อไปโดยลำดับ

พระนอนใหญ่วัดสะตือ ตามคำบอกเล่าของพระอุปชฌาย์บัตร จันทโชติ (พระอุปัชฌาย์บัตรเล่าว่า การก่อสร้างพระนอนใหญ่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ให้พวกทาสในตำบลไก่จ้นและในตำบลอื่น ๆ บ้างไปทำการก่อสร้าง เมื่อสร้างพระสำเร็จแล้วท่านได้ปล่อยทาสเหล่านั้น ให้พ้นจากความเป็นทาส ทุกคน และว่าได้ก่อเตาเผาอิฐกันที่บริเวณหน้าพระนอนใหญ่นี้ เคยมีซากเตาปรากฏอยู่ แต่ได้รื้อไปนานแล้ว) ว่าเริ่มสร้างเมื่ออายุท่าน (พระอุปัชฌาย์บัตร) ได้ ๕ ขวบ ท่านเกิดปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๙ จึงสันนิษฐานว่าเห็นจะสร้างในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นพระก่ออิฐถือปูนยาว ๑ เส้น ๕ วา สูง (จากพื้นถึงพระรัศมี) ๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา สูง ๒ ศอก องค์พระโปร่ง เบื้องพระปฤษฎางค์ทำเป็นช่องกว้าง ๒ ศอก สูง ๑ วา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง (ข้าพเจ้าได้ถามพระอุปชฌาย์บัตรว่า เขาว่าพระนอนใหญ่นี้ต้องอยู่ กลางแจ้งทำหลังคาไม่ได้ เพราะฟ้าฝ่าจริงหรืออย่างไร ท่านว่าความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเดิมพระองค์นี้ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาโถง เสาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกะเบื้องไทย ต่อมาศาลานั้นเก่าชำรุดหักพังลงมาจึงให้รื้อเสียยังมีซากเสาอิฐ ทางบริเวณด้านพระบาทปรากฏอยู่

เมื่อปฏิสังขรณ์ครั้งหลังไม่ได้สร้างศาลาใหม่ พระนอนใหญ่จึงอยู่ กลางแจ้ง) ที่ริมคูวัดด้านิทศตะวันออก หันพระพัตร์ไปทางทิศตะวันตก (ความปรากฏใน จดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาศต้นในรัชกาลที่ ๕ ครั้งที่ ๒ ว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จ และขึ้นเสวยกลางวันที่วัดสะตือ ซึ่งในเวลานั้นเรียก "วัดท่างาม" เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙) พระอุปชฌาย์บัตรได้อธิบายว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสคราวนั้น ได้เสด็จขึ้นทรงทำอาหารและเสวยที่ตรงบริเวณใต้พระเศียรพระนอนใหญ่นี้) พระนอนใหญ่นี้ตั้งแต่สร้าง มาเห็นจะยังไม่มีใครปฏิสังขรณ์เลย องค์พระและสิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมมาก ต่อมาถึงปีจอ พ.ศ.๒๔๖๕ พระอุปัชฌาย์บัตรได้จัดการบูรณะปฏิสังขรณ์จนสำเร็จเรียบร้อย ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ การปฏิสังขรณ์นั้นก็อยู่ค่อนข้างจะประหลาด กล่าวคือ พระอุปัชฌาย์บัตร จันทโชติ เล่าให้ฟังว่า ท่านลงมือทำเอง อาศัยนายเรือกับภริยา (ไม่ทราบนาม) อยู่ตำบลวังแดง (อยุธยา) เป็นผู้ช่วย ใช้เงินส่วนตัวของท่านทั้งสิ้น ไม่ได้บอกบุญเรี่ยไรใครเลย เป็นแต่พวกชาวบ้านที่มีใจศรัทธาได้จัดซื้อหาอิฐปูนทรายมาช่วยท่านเท่านั้น ปฏิสังขรณ์อยู่ ๔ ปีจึงสำเร็จ (เมื่อปีฉลู พ.ศ.๒๔๖๘) ว่าสิ้นปูนขาวถึง ๖๕ เกวียน เฉพาะพระเศียรนั้นต้องใช้ปูนขาวถึง ๑๐ เกวียน แต่จะสิ้นเงินเท่าใดไม่ทราบเพราะได้มาก็ทำไปไม่ได้จดไว้ เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว ต่อมาจะเป็นปีใดจำไม่ได้ ท่านได้จัดการนัดสัตบุรุษมาประชุม นมัสการและปิดทองในกลางเดือน ๑๒ มีประชาชนท้องถิ่นและตำบลใกล้ไกลพากันมานมัสการ และเที่ยวเตร่กันอย่างคับคั่งและล้นหลาม เลยเป็นงานนักขัตฤกษ์ประจำสืบมาจนทุกวันนี้

พระพุทธรูปใหญ่วัดไชโยวรวิหาร พระนามว่า "พระพุทธพิมพ์" (เจ้าอาวาสวัดไชโย มักมีราชทินนามว่า "มหาพุทธพิมพาภิบาล" และโดยมากเป็นพระครู) พระนามนี้เห็นจะพระราชทานในรัชกาลที่ ๕ ด้วยวัดไชโยเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลนั้นดังจะกล่าวในตอนต่อไป เป็นพระก่ออิฐถือปูนปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๘ วา ๗ นิ้ว สูง ๑๑ วา ๑ศอก ๗ นิ้ว สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ เดิมสร้างประพาศมณฑลอยุธยา เมื่อปีขาลพ.ศ. ๒๔๒๑ เสด็จขึ้นทอดพระเนตรพระโตนี้ มีพระราชดำรัสว่า "พระใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒจารย์โต ส้รางนี้ ดูหน้าตารูปร่างไม่งามเลย แลดูที่หน้าวัด ปากเหมือนขรัวโตไม่มีผิด ถือปูนขาวไม่ได้ปิดทองทำนองท่านจะไม่คิดปิดทองจึงได้เจาะท่อน้ำไว้ที่พระหัตถ์"

ต่อมาเจ้าพระยารัตนบดินทรเดชา (รอด กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายก ได้จัดการสร้างวัดไชโยใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถ และวิหารพระโต กล่าวไว้ในหนังสือ "ระยะทางเสด็จประพาศมณฑลอยุธยา" เมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๒๑ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ว่าดังนี้

"......วัดไชโยนี้ เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายก มีศรัทธาสร้างใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถและวิหารพระโต แต่เมื่อกระทุ้งรากวิหาร พระพุทธรูปใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต สร้าง ทนกระเทื่อนไม่ได้ พังลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสร้างพระโตใหม่เป็นหลวง (ตามแบบอย่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับสร้างพระโต วัดกัลยาณมิตร ช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต ต้นสกุลกันยาณมิตร) ผู้เป็นบิดาของเจ้าพระยารัตนบดินทร์มาก่อน) แล้วทรงรับวัดไชโยเป็นพระอารามหลวงแต่นั้นมา

พระยืนวัดอินทรวิหาร เป็นพระก่ออิฐถือปูนปางอุ้มบาตร์ เรียกกันว่า "หลวงพ่อโต" สร้างในรัชกาลที่ ๔ แต่สร้างได้เพียงครึ่งองค์ สูงเพียงพระนาภี การค้างอยู่ช้านานต่อมาจะเป็นปีใดไม่ปรากฏ พระครูธรรมานุกูล (หลวงปู่ภู) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร ได้จัดการสร้างเพิ่มเติม แต่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ พระครูสังฆบริบาล (แดง) เจ้าอาวาสได้ทำการก่อสร้างต่อมา แต่ก็สำเร็จเรียบร้อยแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น กล่าวไว้ในจารึกดังนี้ (ศิลาจารึกนี้ตั้งอยู่ แถวบริเวณพระโตวัดอินทรวิหาร ด้านทิศตะวันออก)

"ศุภมัสดุพระพุทธศาสนากาลล่วงได้ ๒๔๖๓ ปีจอสัมฤทธิศก พระครสังฆบริบาล (แดง) ได้ลงมือทำการปฏิสังขรณ์เมื่อเดือน ๑๑ ณ วันพฤหัสบดี แรม ๑ ค่ำ ประวัติเดิมของพระครูสังฆบริบาล อุปสมบทที่แขวงตะนาว เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาสร้างวัดเจาคั่นบันได ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วมาเล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ณ สำนักวัดบวรนิเวศ ในพระบารมีสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาวชิรญาณโรรส ๕ พรรษา เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์แล้วจึงได้มาทำการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์โตนี้ พร้อมด้วยเจ้าฟ้า นายกนายิกา ราษฎรจนถึงกาลบัดนี้ สิ้นเงินรายได้รายจ่ายไปในการปฏิสังขรณ์เป็นเงินประมาณ ๕ หมื่นบาทเศษ ประวัติเดิมของพระพุทธรูปโตองค์นี้ ซึ่งมี (พระ) นามว่า พระศรีอริยเมตตรัยนี้ คือสมเด็จพระพุฒาจารย์โตเป็นผู้ก่อสร้างไว้แต่รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรันตโกสินทร์ ได้ครึ่งองค์ สูง ๙ ว่าเศษยังไม่สำเร็จ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านพระครูธรรมานุกูล (ท่านอธิการภู) ผู้ชราภาพ ๙๔ พรรษา ๗๐ เศษ ซึ่งยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหารได้จัดการปฏิสังขรณ์ต่อมา (แต่ก่อน) แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ท่านจึงมอบฉันทะให้พระครูสังฆบริบาลปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ (แต่บางส่วนเช่น พระกร เป็นต้น) ว่าด้วยการปฏิสังขรณ์ เดิมองค์พระรกร้างมีต้นโพธิ์และต้นไทรขึ้นปกคลุม จึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงให้แข็งแรง ส่วนข้างในองค์พระผูกเหล็กเป็นโครง ภายนอกหล่อคอนกรีตด้วยปูนซีเมนต์ เบื้องหลังทำเป็นวิหารหล่อคอนกรีต เป็นพระยืนพิงพระวิหารสูงเป็นชั้นๆ ได้ ๕ ชั้น ถึงพระเกศ ขาดยอดพระเมาลี และมีพระจุฬามณีเจ็ดสถาน เพื่อให้เป็นที่ระลึกและนมัสการแห่งเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายสิ้นกาลนานทุกวันเสมอไปในพระพุทธศาสนา

ขออำนาจแห่งพระศรีรัตนตรัย จงดลบัลดาลให้เจ้าฟ้าเจ้านาย อำมาตย์ คฤหบดี และราษฎรที่เป็นศาสนูปถัมภก ซึ่งตั้งจิตเป็นทายกทายิกาทั้งหลาย จงมีความเจริญสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลชนมายุสุขทุกประการ มีแต่ความเกษมสำราญนิราศภัยในปัจจุบัน และอนาคต ทั่วกันเทอญฯ"

ครั้นถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๗ (ความตอนนี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง "ประวัติหลวงพ่อโต" วัดอินทรวิหาร พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐) พระครูอินทรสมาจารย์ (เงิน อินฺทสโร) เมื่อยังเป็นพระครูสังฆรักษย์ย้ายจากวัดปรินายกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารได้จัดการก่อสร้างต่อมา โดยเป็นประธานบอกบุญเรี่ยไรจากประชาชนทั่วไปผู้ช่วยเหลือที่เป็นกำลังสำคัญของท่านพระครูอินทรสมาจารย์ ที่ควรกล่าวนามให้ปรากฏคือ เจ้าคุณและคุณหญิงปริมาณสินสมรรถพระประสานอักษรกิจ สิบเอกอินทร์ พันธุเสนา และนางพลัด พันธุเสนา พระครูอินทรรสนาจารย์ ทำการก่อสร้างอยู่ ๔ ปีจึงสำเร็จบริบูรณ์ (ไม่ทราบว่าสิ้นเงินเท่าใด) มีงานสมโภชเมื่อวันที่ ๔-๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๑ ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางจัดได้จัดให้มีงานนมัสการและปิดทอง และจัดเป็นงานประจำปีสืบมา (ตามปรกติมีงานในเดือนมกราคม) พระโตนี้สูง ๑๖ วาเศษ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง

นอกจากสร้างพระพุทธรูปใหญ่เป็นอนุสรณ์ดังกล่าวแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังได้สร้างถาวรวัตถุสถานอื่นๆ อีกหลายอย่าง คือ สร้างกุฎิเล็กๆ ไว้ที่วัดอินทรวิหาร ๒ หลัง ทางด้านทิศใต้ ให้โยมผู้หญิงและโยมผู้ชายปั้นด้วยปูนขาวอยู่ในกุฎนั้นด้วย แต่รูปนั้นหักพังเสียนานแล้ว

สร้างศาลาไว้หลังหนึ่งที่ปากคลองวัดดาวดึงส์ อยู่ในน้ำข้างอูซุงของหลวง กว้างราว ๕ วาเศษ ในศาลานั้นมีอาสน์สองฆ์อยู่ด้านใต้ ที่กลางศาลามีธรรมาส์ ๒ ธรรมมาสน์ศาลานี้อยู่ติดกับบ้านท่านราชพิมลฯ เป็นอุปฏฐาก ท่านไปบิณฑบาตที่ไหนมาแล้วก็ไปแวะฉันที่ศาลานี้เนืองๆ ฉันแล้วก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ มีสัตบุรุษมาฟังกันมาก เมื่อท่านราชพิมลฯถึงแก่กรรมแล้ว ท่านก็เหินห่างไปไม่ใคร่ได้มาที่ศาลานี้ ครั้นต่อมาท่านได้สร้างศาลาไว้อีกหลังหนึ่งอยู่ในละแวกบ้านลาว(ในรัชกาลที่ ๑ เวียงจันทร์ขึ้นกับไทย ฝ่ายไทยได้นำลาวเชลยมามาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ตำบลนี้ซึ่งเดิมเรียกว่าตำบลไร่พริกให้เป็นที่อยู่ ของพวกเชลยเหล่านั้นสืบมา) ข้างตรอกวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหมมุงด้วยจาก เป็นหอฉันของท่านเหมือนหลังก่อน นายเกือบเป็นอุปัฏฐาก

สร้างวิหาร ๑ หลัง ใกล้ศาลาหลังที่กล่าวมา วิหารนั้นกว้างประมาณ ๓ วา ยาวประมาณ ๕ วาเศษ ฝาผนังก่อด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงจาก ในวิหารนั้นก่อพระพุทธรูปด้วยอิฐปูนองค์หนึ่ง หน้าตักกว้าง ๒ ศอก หันพระพักตร์เข้าผนังด้านตะวันออก องค์พระห่างฝาผนัง ๑ ศอก ทางด้านตะวันตกนั้นมีเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูนองค์หนึ่ง ฐานล่างกว้างประมาณ ๒ ศอก ห่างจากผนังราว ๑ ศอกเศษ วิหารนี้ ท่านควรจะสร้างไว้วัดใดวัดหนึ่งท่านก็ไม่สร้าง ท่านไปสร้างไว้ในละแวกบ้านซึ่งไม่ควรจะสร้าง ต่อมาทางการ ได้ตัดถนนมาทางสามเสน มาทางวิหาร วิหารก็ถูกรื้อหมด วิหารมีพระพุทธรูปเป็นเจ้าของ พระพุทธรูปก็หันพระพักตร์เข้าผนังเสียดูประหนึ่ง ท่านจะทราบล่วงหน้า ว่าวิหารนี้จะถูกถนนทับ จึงแกล้งสร้างไว้ดูเล่นฉะนั้น

สร้างพระโตนั่งกลางแจ้ง ที่วัดพิตตะเพียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาองค์หนึ่ง และสร้างพระยืนที่วัดกลาง ตำบลคลองข่อย ใต้โพธารามแขวงจังหวัดราชบุรีองค์หนึ่ง ตามที่ได้ฟังมาว่าที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ สร้างพระยืนที่วัดกลางนั้น เดิมเป็นป่ารกมาก ท่านเอาเงินสลึงชนิดกลมมาแต่ไหนไม่ทราบ เป็นอย่างเก่าโปรยเข้าไปในป่านั้น ไม่ช้าป่านั้นก็เตียนโล่งหมด ท่านก็ทำการสร้างได้สะดวก (เข้าใจว่าท่านโปรยเงินเข้าไปในป่า แล้วจึงมีชาวบ้านมาถางป่าเพื่อค้นหาเงินจึงทำให้ป่าเตียน)

สร้างพระเจดีย์นอน ที่หลังโบสถ์วัดละครทำ ตำบลบ้านช่างหล่อ จังหวัดธนบุรี ๒ องค์ นัยว่ามีผู้ลักลอบทำลายด้วยประสงค์จะค้นหาพระสมเด็จฯ คงปรากฏอยู่แต่องค์ทางด้านเหนือ ซึ่งในเวลานี้ชำรุดทรุดโทรมมาก (เมื่อพ.ศ.๒๔๘๑ ที่วัดระฆังฯ มีงานปิดทองรูปหล่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ และประกวดพระเจดีย์ทราย นายเปลื้อง แจ่มใส บ้านช่องหล่อได้ก่อพระเจดีย์ทรายนอนองค์หนึ่งเข้าประกวด เขียนป้ายว่า "พระเจดีย์นี้จำลองแบบอย่างพระเจดีย์นอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ที่วัดละครทำ" กล่าวกันว่า คณะกรรมการตัดสินให้ได้รับรางวัลที่ ๑ ดูเหมือนจะเป็นประเภทขบขัน) จนไม่สามารถจะทราบได้ว่ากว้างยาวเท่าใด มูลเหตุที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะสร้างพระเจดีย์นอนนั้น เล่ากันว่าเกิดแต่ท่านได้ปรารภว่า ในชั้นเดิมพระเจดีย์ที่สร้างกันนั้นเป็นที่สำหรับบรรจุพระธรรม เช่นคาถาแสดงอริยสัจจ์-เย-ธมฺมา เหตุปฺปภวา....ฯลฯ เรียกว่าพระธรรมเจดีย์ (ในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงรานุภาพ กล่าวว่า มูลเหตุแห่งธรรมเจดีย์นั้น ในตำราไม่ได้กล่าวถึงเรื่องตำนาน แต่มีโบราณวัตถุปรากฏเป็นเค้าเงื่อนพอสันนิษฐานมูลเหตุที่เกิดขึ้นว่า คงจะอาศัยพระพุทธบรรหาร ซึ่งทรงแสดงแก่เหล่าเทวา พระสาวก เมื่อก่อนเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน ว่าพระธรรมจะแทนพระองค์ต่อไป ดังนี้ เมื่อล่วงพุทธกาลมาแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาบางพวกอยู่ห่างไกลพระธาตุเจดีย์ และพระบริโภคเจดีย์ที่มีอยู่ในครั้งนั้น จะไปทำการสักการะบูชาได้ด้วยยาก ใคร่จะมีเจดีย์สถานที่บูชาบ้าง จึงมีผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายแนะนำให้เขียนพระธรรมลงเป็นตัวอักษรประดิษฐานไว้เป็นที่บูชา โดยอ้าง พระพุทธบรรหารที่ตรัสว่า ธรรมจะแทนพระองค์นั้น จึงเกิดมีประเพณีสร้างธรรมเจดีย์ขึ้นอีกอย่างหนึ่ง) แต่พระเจดีย์ที่สร้างกัน ในสมัยชั้นหลัง
ต่อมา ความประสงค์มาแปรเป็นเพื่อบรรจุอัฏฐิธาตุของสกุลวงศ์หรืออุทิศให้ผู้ตาย แม้ได้บรรจุปูชนียวัตถุทำนองในพระศาสนา ไว้ด้วยก็ไม่นับว่า เป็นพระเจดีย์ในพุทธศาสนา จัดเป็นอนุสาวรีย์เฉพาะบุคคล การที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ สร้างพระเจดีย์นอนนั้น เป็นปริศนาอันหนึ่งซึ่งหมายความว่า ต่อไปเบื้องหน้าจะไม่มีใครสร้างพระธรรมเจดีย์อีกแล้ว (ประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่หน้า ๒๑๔ เป็นต้นมาถึงตอนนี้คัดมาจากต้นฉบับของหนังสือ "ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต" ของท่านมหาเฮง วัดกัลยาณ์ฯ แต่ดัดแปลงเป็นบางตอนเพื่อความเหมาะสม ท่านผู้สนใจโปรดรอคอยฟังกำหนดการพิมพ์จำหน่าย หนังสือที่กล่าวนี้เป็นหนักฐานที่มีค่าควรแก่การศึกษา ได้กล่าวชีวประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ไว้โดยละเอียด)

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:05 น.] #691611 (27/151)
คุณสาวบางโพ จุ๊บ ๆ ๆ ใครครับ รู้สึกว่าตอนนี้จะมีผมคนเดียว อิอิ

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:09 น.] #691613 (28/151)


(D)
สวัสดีครับ พี่poppoomi น้องสาวบางโพ ....ราตรีสวัสดิ์ครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:14 น.] #691614 (29/151)
.... o^J นู๋เชอรี่ เมื่อไหร่จะกลับจ๊ะ... คิดถึงน้า,,,,,,,,


......o^Jคุณป๊อบ... อย่าเพิ่งดีใจ...พี่ยังอยู่จร้า''''




โดยคุณ ศรารีย์ (682)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:19 น.] #691617 (30/151)


(D)
..... อ้าว..... คุณโก้ไปนอน๙แล้ว..... ฝันดีละกันน้า,,,,,,,,,


......ดึกแล้ว.... ไปนอนก่อนละกันน้า.......



.....ฝันดี.... กันทุกๆๆๆๆท่านนะคร้า.......





โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 02:27 น.] #691622 (31/151)


(D)
55555555555555555555555555555555555555555555555555555555555

เปนไปได้เนอะ ไม่หลับไม่นอน จ้องรอจุ๊บๆ ๆ ... เด้วหาสาระมาช่วยคุณอา ฮี่ๆ ๆ

งานยังไม่เสร็จเลย ... คุณนายชแว๊ปปปป ...ฮี่ ๆ

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 03:39 น.] #691627 (32/151)
นึกว่าอยู่คนเดียว อิอิ

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 03:40 น.] #691629 (33/151)


(D)
สงสัยไปกันหมดแล้ว งั้นราตรีสวัสดิ์นะครับ

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 04:36 น.] #691633 (34/151)


(D)
โหหหหหหหหหหห ยังไม่นอนอัีกนะเนี่ย?

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:38 น.] #691643 (35/151)


(D)


นั่งคอพับแล้ว...........................................................จุ๊ฟ ๆ ๆ


ขอให้ทุกท่านตื่นมาพบกับรอยยิ้มน๊า ....

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:38 น.] #691644 (36/151)


(D)


ทำไปได้เนอะ เก่งจัง... ว๊าวววววววววว ๆ ๆ

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:39 น.] #691645 (37/151)


(D)


...

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:40 น.] #691646 (38/151)


(D)


คอพับหน้าคอมฯ ฮี่ ๆ ๆ

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:41 น.] #691647 (39/151)


(D)
แก้ข่าวนิดก่อนนอน..........................
/
/
/
/
/
/
/

ม่ะช๊ายยย ม่ะช่ายยยยยย...ก้นสาวบางโพคร๊าฟ ...

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:42 น.] #691650 (40/151)


(D)
อันเน๊เส๊..................ของสาวบางโพ ฮี่ๆ ๆ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:43 น.] #691651 (41/151)


(D)


เกือบเช้าแล้วรีบลุกมาเข้า web ยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ..... เห็นความช่วยเหลืออนุเคราะห์ เพิ่มเติมกระทู้ ของคุณปริวัตร.. ท่านanan6699 .... ท่านpop .... ท่านศรารีย์ ...ท่านโก้/korachaa แล้ว ปลื้มอุ่นใจ อีกเดี๋ยว ท่านสิทธิโชติก็ต้องมา พร้อมอีกหลายท่าน .... ผมขอกล่าว อรุณสวัสดิ์ ไว้ ณ ที่นี้ นะครับ ฟ้าจะเริ่มมีสีสรร แล้ว ... และอาหารเช้า จัดพิเศษของผมกำลังจะมาตามรูป ครับผม

โดยคุณ phupha (3.4K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:45 น.] #691652 (42/151)


(D)
สวัสดีครับคุณอาวิบูลย์และทุกๆท่าน..........เข้ามาดูลีลาของน้อง"เชอร์รี่"ครับ...........ลีลาดีเหลือเกิน

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:45 น.] #691653 (43/151)


(D)
ขอบพระคุณอย่างสูงแด่ น้องเชอรี่/สาวบางโพ ที่อุตส่าห์ อดนอน ช่วยคนแก่ นำภาพ Gym สวยๆมาฝาก

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:47 น.] #691655 (44/151)


(D)


สวัสดียามเช้าครับท่านอาวิบูลย์ วันนี้รับหน้าที่พิธีกร ออกมาถ่อมตัวน่ะครับ เนื้อหาสาระนำเสนอทั้งเกร็ดความรู้ ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช การนับปีทางพุทธศาสนา ศัพท์ภาษาอังกฤษ สาระดีๆเป็นประโบชน์นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:49 น.] #691656 (45/151)
ท่านชาคริต/phupha ก็ตามดิดน้องเขอรี่ เชียวนะครับ นี่ถ้า ร้าน "กล้วยไม้ไทย" ใน FrankFurt อยู่ใกล้แค่ มาบตาพุค ... ท่านphipha คงไปอุดหนุน ทุกวัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:51 น.] #691659 (46/151)


(D)
รักฉันนั้นเพื่อเธอ ผลงานอันภาคภูมิใจ ซึ้งใจไม่ลืมครับ ฟังเพลงประกอบด้วยครับ http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=4473

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:52 น.] #691660 (47/151)


(D)
ขอมอบเกร็ดความรู้จากความทรงจำอีกกระทู้นะครับ
.
.
ประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนกว่า 70% เป็น เกษตรกร ก็จะขอนำมะพร้าวห้าวมาขายสวนสักครั้ง ด้วยการพูดเรื่อง ปุ๋ย บำรุงดินเป็นธาตุอาหารสำหรับพืช ผัก และผลไม้ ครับ พื้นดินที่ใช้เพาะปลูก พืช ผัก และผลไม้ ถ้าดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ ใช้ปุ๋ยเคมี
ธาตุอาหารสำคัญที่นับเป็นธาตุอาหารหลัก ซึ่งพืชทุกชนิดต้องการ มีอยู่ 3 ธาตุหลัก ดังนี้

1. ธาตุไนโตรเจน (N) หน้าที่ ..... เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต ..... อาการขาดธาตุไนโตรเจน คือ ใบเหลีองเล็ก ... ต้นแคระแกน... ผลผลิตต่ำ
2. ธาตุฟอสฟอรัส หรือฟอสเฟต (P2O5) หน้าที่ .... เร่งการเจริญเติบโต และแพร่กระจายของราก ... การออกดอกผลและสร้างเมล็ด....... อาการขาดอาหารธาตุนี้ .. ระบบรากไม่เจริญเติบโต .. ใบแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง และหลุดร่วง ดอกและผลไม่สมบูรณ์
3. ธาตุโปรแตสเซียม หรือโปแตช (K2O) หน้าที่ .... ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดี ...... อาการขาดธาตุอาหารนี้คือ พืชไม่แข็งแรง ไม่ทนความแห้งแล้ง ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ไม่สะสมแป้งและน้ำตาล สีไม่สวย น้ำมันมีน้อย (สำหรับพืชให้น้ำมัน เช่น ถั่ว ละหุ่ง นุ่น) เป็นต้น

นอกจากธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ข้างต้น ยังมีธาตุอาหารรองอีก เช่นกำมะถัน ฯลฯ และธาตุอาหารเสริมอีกหลายๆชนิด ธาตุอาหารรองและเสริมนี้มีอยู่ในปุ๋ยน้อยมากครับ

ปุ๋ยเคมี มีลักษณะ เป็น เม็ด เป็นแท่ง และเป็นน้ำ เขียนเป็นสูตร 3 ตัวเรียงกัน N - P2O5 - K2O บางทีผู้ผลิตก็ต่อท้ายด้วยธาตุอาหารรอง ปุ๋ยข้าว ทั่วๆไป เป็นปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 ปุ๋ยพืชไร่และผลไม้ ก็มี 16-16-16 เป็นต้น ปุ๋ยที่มีสูตรเดียว (ธาตุอาหีเดียว) เรียกว่า ปุ๋ยเดี่ยว (Single or Straight Fertilizer)
ปุ๋ยมีหลายธาตุอาหาร เรียกปุ๋ยผสม หรือ Compound Fertilizer ทั้งๆ ที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกันในเม็ด หรือ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เรียกว่า Bulk Blend ครับ

การให้ปุ๋ยแก่พืชต่างๆ ให้ได้ 2 วิธีหลัก ดังนี้ครับ
- ให้ทางดิน ..... Soil Application
- ให้ทางใบ (ผสมหรือไม่ผสมน้ำ) ....... Foliar Application

ข้อความข้างต้น ห้ามนำไปใช้ทางวิชาการต่อบุคคลหรือคณะบุคคลอื่นนะครับ เพราะอาจจะไม่ถูกต้อง 100% ผมเขียนขึ้นจาก ความจำของผมเอง ครับผม

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:53 น.] #691662 (48/151)


(D)


ขอบพระคุณท่านแจ้ พิธีกรเมื่อวานนี้ด้วยครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:55 น.] #691664 (49/151)


(D)
ขอแสดงความยินดีกับท่าน bandidsak จะเป็นคุณพ่อคนใหม่ พร้อมลูกชาย ในอีกเดือนกว่าๆข้างหน้าครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:57 น.] #691669 (50/151)
สบายใจแล้วเรา .. ท่าน Encyclopedia /สิทธิโชติ ของผม มาช่วยแล้ว เดี๋ยวผมคงได้พัก ไปทำธุระส่วนตัวตอนเช้าได้แล้ว .. ขอบพระคุณ ครับ ท่านสิทธิโชติ (ขออภัยหารูปไม่พบครับ)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:57 น.] #691670 (51/151)


(D)
วันนี้ในอดีต ครับ

22 มิถุนายน: วันครูในประเทศเอลซัลวาดอร์

• พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) - สงครามนโปเลียน: ฝรั่งเศสโจมตีรัสเซีย

• พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) - สงครามโลกครั้งที่สอง: ยุทธการบาร์บารอสซาเริ่มขึ้นเมื่อฝ่ายอักษะและฟินแลนด์โจมตีสหภาพโซเวียต

• พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) - สภาผู้แทนราษฎรแคนาดา ลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิต

• พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) - นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เจมส์ ดับเบิ้ลยู. คริสตี ค้นพบคารอน (ในภาพ) ดวงจันทร์บริวารของดาวพลูโต


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:58 น.] #691672 (52/151)


(D)


อาหารเช้าก่อนครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 05:59 น.] #691673 (53/151)


(D)
คำคมจากโกวเล้ง ครับ

----------------------------------------
ความรักนับเป็นสิ่งประหลาดพิสดารมากที่สุดในโลก มันยิ่งเผชิญอุปสรรคอันยากแค้นมากมายเพียงไร ดอกผลที่ผลิออกก็ยิ่งหอมหวานยืนนานเพียงนั้น
จากเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต
-----------------------------------------

สถานการณ์ในสนามรบ มีความพิเศษพิศดารมากเพียงไร มักจะคล้ายกับสนามรัก ทั้งสองฟากฝ่าย หากมีฝ่ายหนึ่งปรากฎความสงบเบือกเย็นผิดปกติ อีกฝ่ายก็อดมิได้ต้องเกิดความว้าวุ่นหวั่นไหว ในระหว่างกันและกัน หากคนหนึ่งสามารถเด็ดเดี่ยวหนักแน่นผิดธรรมดา อีกฝ่ายหนึ่งก็ยากที่จะอ่อนแอเปราะบางได้ หากไร้น้ำใจในสนามรัก มักจะเป็นพลานุภาพที่ดึงดูดผู้คนได้รุนแรงยิ่ง การเยือกเย็นในสนามรบก็เป็นอาวุธอันเข้มแข็งอยู่ตลอดกาล
จากเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:00 น.] #691674 (54/151)


(D)
สุภาษิตและสำนวนไทย ครับ

ฆ่าช้างเอางา

หมายความว่า ลงทุนลงแรงเพื่อทำลายของหรือสิ่งสำคัญใหญ่ ๆ โต ๆ เพียงเพื่อต้องการจะได้ของสำคัญชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่สมกับค่าของ ๆ ที่ถูกทำลายลงไป เช่นทำลายชีวิตคน เพื่อต้องการทรัพย์สิน หรือของมีค่าเล็กน้อยของคนผู้นั้นมาเป็นประโยชน์ของตน โดยไม่คิดว่าชีวิตของผู้นั้นมีค่ากว่าทรัพย์สินก้อนนั้น หรือเป็นการไม่สมควรเพราะผิดกฎหมายร้ายแรง เช่นนี้ก็เรียกว่า "ฆ่าช้างเอางา" ได้เช่นเดียวกัน


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:01 น.] #691675 (55/151)


(D)
สารพัดวิธีมองโลกในแง่ดี

@ ข้างห้องเปิดเพลงเสียงดังหนวกหูทั้งวัน
เสียงภายนอกดังสนั่น แต่เสียงภายในเงียบสนิท ถึงเสียงวิทยุจะดังปานใด แต่ใจฉันก็ไม่เคยหงุดหงิด ฉันยังคงทำงานของฉันไปอย่างมีความสุข

@ คนชอบมาแซวเราว่า"น้องดำ ดอทคอม"
ผิวอย่าง ฉันเขาเรียกว่า "คมขำ" ย่ะ หนุ่มๆ ฝรั่งหลงใหลจะตายไป พวกนายคงโดนโฆษณาหลอกแล้วล่ะ"ฉันคือตัวฉัน" ไม่ต้องให้ใครมาจูงจมูกหรอกนะ

@ เฮ้อ..! ไม่รู้จะทำอะไรดีเซ็ง..ง ระเบิด !
แอ็คทีฟเข้าไว้เพื่อน อย่าให้ความเซ็งเข้าครอบงำ ทำทุกอย่างด้วยความกระฉับกระเฉง หนึ่ง สอง..ๆๆๆ หาอะไรทำให้มันสนุก หนึ่ง สอง... ๆๆ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:04 น.] #691676 (56/151)


(D)


ฟ้าสะท้าน ส รัชดา ขอแสดงความยินดีกับ 5 ท่านที่ตอบคำถาม "เปิดตัวครั้งแรก มีรางวัล" อย่าลืมส่งเมล์แจ้งที่อยู่น่ะครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:06 น.] #691678 (57/151)


(D)


ไอศกรีมดังเปิดลิสต์ 10 หวดสาวเซ็กซี่ที่สุดตลอดกาล

1 แอนนา คูร์นิโควา (28 ปี)

2 มาเรีย ชาราโปวา (22 ปี)


โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:07 น.] #691679 (58/151)


(D)
อาหารเช้าของท่านสิทธิโชติ ผมเตรียมไว้ให้แล้วครับ ..... น่าทานนะครับผม

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:08 น.] #691680 (59/151)


(D)


3 กาบริเอลลา ซาบาตินี ( 39 ปี)

4 สเตฟฟี กราฟ (40 ปี)


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:08 น.] #691681 (60/151)


(D)


5 เซเรนา วิลเลียมส์ ( 27 ปี)

6 มาร์ตินา ฮินกิส ( 28 ปี)


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:10 น.] #691682 (61/151)


(D)


7 ซูซาน บาร์เกอร์ ( 53 ปี)

8 อนา อิวาโนวิช (21 ปี)


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:11 น.] #691683 (62/151)


(D)


9 เจนนิเฟอร์ คาปริอาติ (33 ปี)

10 วีนัส วิลเลียมส์ (29 ปี)


โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:13 น.] #691684 (63/151)


(D)
ส่วนตัวผม ยังชอบ ฮิงกิส อยู่ครับผม .... หลงเสน่ห์ฟันหน้าบนของเธอ ใหญ่ดี ครับ ขออนุญาต สวัสดีตอนเช้า เธอหน่อยนะครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:13 น.] #691686 (64/151)


(D)
คติเตือนใจยามเช้า ครับ

* พูดดี คิดดี ทำดี ย่อมจะบังเกิดสิ่งดีขึ้น

* โชคอยู่ที่เรา อย่ามัวไปเฝ้าจากที่ไหนให้เหนื่อยเปล่า

* บวชด้วยปากพูดมันง่าย แต่บวชด้วยใจนั้นมันยากยิ่ง

*พูดย่อมง่ายกว่ากระทำ รู้ธรรมนำชีวิตให้สดใส

* หากไม่รู้คิด ชีวิตต้องหมองม่น

* รู้เลือกรู้ทำ ย่อมทำให้ชีวิตนั้นสดใส

* เวลามีน้อย อย่ามัวเฝ้าหาแต่สิ่งที่ไร้สาระเลย

* จิตยังไม่แน่วแน่ ระวังจะแพ้กิเกสเอาง่ายๆ

* ได้มาแปล็บเดียวก็เบื่อ ไม่เชื่อก็ลองดูเถิด


โดยคุณ tor2520 (1K)(2)   [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:14 น.] #691687 (65/151)


(D)
สวัสดียามเช้าครับคุณอา (พิธีกรประจำวันนี้)

และสวัสดียามเช้าพี่ๆสมาชิกทุกๆท่านนะครับผม






**วันนี้มีสนามพระวันจันทร์ที่นครสวรรค์... ขอตัวลุยก่อนนะครับ ...พร้อมรบค๊าบบ**


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:16 น.] #691688 (66/151)


(D)


มาตามเรียกร้อง เมล์มาขอกัน นำเสนออีกครั้งครับ

รวม ๆ พจนานุกวน...

บุหรี่ : ใบยาสูบที่มีกระดาษพันอยู่โดยมีไฟติดอยู่อีกข้างหนึ่ง และมีคนโง่อยู่อีกข้างหนึ่ง

หย่า : Future tense ของคำว่า " แต่งงาน"

เลกเชอร์ : ศิลปะในการถ่ายทอดข้อมูลจากกระดาษโน้ตของอาจารย์ ไปยังกระดาษโน้ตของนักศึกษา โดยที่ไม่ผ่านหัวสมองของทั้ง 2 ฝ่าย

ประชุม : ความงุนงงของคนคนหนึ่งที่มีมากขึ้นเมื่อเหตุการณ์จบลง

ยินยอม : ศิลปะในการแบ่งเค้กให้ทุกๆคน โดยทำให้แต่ล่ะคนคิดว่าตนเองได้เค้กชิ้นใหญ่สุด

น้ำตา : พลังน้ำที่ผู้หญิง สามารถสยบความแข็งแกร่งของพลังงานแห่งความเป็นชายได้

พจนานุกรม : ที่เดียวที่คำว่า Success มาก่อนคำว่า Work

ห้องประชุม : สถานที่ซึ่งทุกๆ คนจะส่งเสียง โดยไม่มีใครฟังและไม่มีใครยอมรับอะไร

เจ้านาย : ใครบางคนที่ชอบมาทำงานเช้าในวันที่คุณเข้างานสาย และก็มาซะสายในวันที่คุณมาเช้า

อาชญากร : ก็เหมือนคนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เพียงแต่ถูกจับได้

นักการทูต : คนที่บอกให้คุณไปลงนรกได้ด้วยวิธีพูด ที่ทำให้คุณอยากไปแทบจะรอไม่ไหว

หมอ : คนที่ช่วยชีวิตคุณด้วยยาและฆ่าคุณทีหลังด้วยบิลค่ารักษา

ทนายความ : คนที่ยื่นมือเข้าช่วยคนทำผิดกฎหมาย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นักโฆษณา : คนที่รู้จักเลือกพูดแต่ความจริงเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการเฉพาะครึ่งที่ดี

นักร้องวัยรุ่น : เด็กหนุ่มสาวที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ และเครื่องแต่งเสียงกับ sound engineerเป็นเพื่อนตาย

หมอดูลายมือ : คนแปลกหน้าที่สามารถจับมือแฟนคุณได้ต่อหน้าต่อตา โดยไม่โดน...

ข่าวลือ : สิ่งที่มีประสิทธิภาพไวกว่าแสง

ประสบการณ์ : ชื่อที่มนุษย์ตั้งให้กับความผิดพลาดที่ทำในอดีต

หาว : จังหวะเดียวในชีวิตที่ผู้ชายที่แต่งงานแล้วบางคน มีโอกาสได้อ้าปาก


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:16 น.] #691689 (67/151)


(D)


บทความสาระดีๆ ยามเช้า ครับ


โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:17 น.] #691690 (68/151)


(D)
แต่ตอนนี้ชักชอบ อนา อีวาโนวิช กับผิวสีน้ำผึ้ง ของเธอ ครับผม ..... ดื่มย้อมใจสักแก้ว จะเช้าเกินไปไหมเนี่ยะ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:17 น.] #691691 (69/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:17 น.] #691692 (70/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:18 น.] #691693 (71/151)


(D)



โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:19 น.] #691694 (72/151)
ดูพระเพื่อด้วยนะครับคุณ tor2520

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:20 น.] #691695 (73/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:20 น.] #691696 (74/151)


(D)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:22 น.] #691699 (75/151)


(D)


คุณอา ไม่ต้องห่วงครับ ผม และท่านรัญ ซอยรุ่ง กำลังส่องพระให้ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:24 น.] #691701 (76/151)


(D)


ของเช้าที่คุณอา ส่งมาให้ หนักไปหน่อย ผมชอบทานข้าวต้มตอนเช้า ครับ เพราะตอนดึกไม่ได้ทานครับ 55555555555555555555555

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:27 น.] #691702 (77/151)


(D)
เหตุผลที่ไม่อยากไปเยี่ยมบ้านคนรวย (ขำขัน)

ฉาก : ห้องรับแขกโซฟาหนังแท้เครื่องเรือนเป็นประกายแสบตา)
(ตัวละคร : ป๋ม กับเพื่อนเศรษฐี)

เพื่อน : นายจะดื่มอะไร น้ำผลไม้ โซดา ชา โกโก้ ช็อคโกแลตหรือกาแฟ?
ป๋ม : ขอชาแล้วกัน
เพื่อน : เอาซีลอน หรือชาสมุนไพร หรือเอาบุช >ผสมน้ำผึ้งดีมั้ยหรือเอาชาเย็น หรือชาเขียว

ป๋ม : เอาซีลอน
เพื่อน : เอาแบบไหนเหรอ ใส่นมหรือไม่ใส่

ป๋ม : ใส่นมด้วยแล้วกัน
เพื่อน : เอานมแพะ นมอูฐ หรือนมวัว

ป๋ม : นมวัวดีกว่า
เพื่อน : เอานมจากวัวฟรีซแลนด์หรือวัวแอฟริกาเน่?

ป๋ม : เอ่อ... ไม่ต้องใส่นมก็ได้
เพื่อน : อยากได้หวานแบบไหนล่ะ ใส่น้ำตาลหรือว่าน้ำผึ้ง?

ป๋ม : น้ำตาลดีกว่า
เพื่อน : น้ำตาลบีทหรือน้ำตาลอ้อย?

ป๋ม : น้ำตาลอ้อย
เพื่อน : เอาแบบขาว หรือแดง หรือว่าเหลือง?

ป๋ม : ... นายลืมเรื่องชานี่ซะเถอะ ขอน้ำสักแก้วก็พอว่ะ
เพื่อน : จะเอาน้ำแร่หรือน้ำกลั่น?

ป๋ม : น้ำแร่
เพื่อน : เอาแต่งรสด้วยมั้ย? หรือว่าไม่?

ป๋ม : หิวน้ำจะตายอยู่แล้วโว้ย !!!
เพื่อน : ???? (ก็แค่ถาม)
เพื่อน:แล้วจะใส่แก้วทรงไหนดีล่ะ แก้วใส ขุ่น / ทรงยุโรปทรงไทย หรือ ทรงแขกดี

ป๋ม:เอ่อ...ที่มันใส่น้ำแล้วไม่รั่วก็ได้นะจะดีมากถ้ามีน้ำแข็งด้วย
เพื่อน:อ่า เอาน้ำแข็งแบบไหนดี ทุบละเอียดหรือก้อนกลม(ยูนิค)

ป๋ม:กลมๆละกัน
เพื่อน:เอาแบบใหญ่ๆ หรือ เล็กๆดีล่ะ

ป๋ม:เอาว่าใส่น้ำแล้วมันเย็นอ่ะ
เพื่อน:จานรองแก้วล่ะ เอาเป็นไม้ หรือ สแตนเลสดี

ป๋ม:สแตนเลสเนอะ
เพื่อน:กลมๆ หรือ สี่เหลี่ยม

ป๋ม:เดี๋ยวกูไปแดกน้ำที่บ้าน เดี๋ยวมา (อยากจะชกซัก 1ที)
เพื่อน:............ผิดอารายอ่า........
เพื่อน : จะไปยังไง เอาเบนซ์หรือเปอโยต์ไปดี งิงิ..

ป๋ม : เดี๋ยวนั่งรถเมล์ไปก็ได้
เพื่อน : ไปรถ ปอ.ธรรมดา หรือ รถ ปอ. NGV ล่ะ

ป๋ม : งั้นตูเดินไปดีฝ่า....


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:28 น.] #691703 (78/151)


(D)
แก๊งค์ห้วยขวาง กำหนดทัวร์ธรรมะ ในวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน นี้ ไปที่ไหน รอหัวหน้า pok98 จัดโปรแกรมอยู่ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:31 น.] #691704 (79/151)


(D)


ประชาสัมพันธ์กันมาอีกครั้ง วันที่4-5 กรกฏาคม นี้ "มิตติ้งที่ระยอง" งานใหญ่ที่พลาดไม่ได้ครับ ท่านที่ยังไม่ได้ลงชื่อ หรือโอนเงิน ติดต่อท่านต้น และท่านแบงก์ ด่วน ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:33 น.] #691705 (80/151)


(D)


สติกเกอร์ท้ายรถ 10 ล้อ ครับ


โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:33 น.] #691706 (81/151)


(D)
อย่าลืมปูดข่าวสถานที่ที่จะไปให้ทราบด้วยนะครับ ถ้ามีโอกาสจะตามไปครับผม .... เราจะไม่ห่างกันเพราะเรารวมๆกันแล้ว เกือบ 500 ... คุณครูลูกน้ำ1 ท่านว่า ไว้ครับผม

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:34 น.] #691707 (82/151)


(D)


ทานอาหารเช้ากันแล้วน่ะครับ

ตอนนี้จะสอนวิธีการหิ้วสาว กันครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:35 น.] #691708 (83/151)


(D)



โดยคุณ ibapra (1K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:35 น.] #691709 (84/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:36 น.] #691710 (85/151)


(D)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:38 น.] #691713 (86/151)


(D)



โดยคุณ bannapong (1.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:39 น.] #691714 (87/151)


(D)
สวัสดีตอนเช้าครับคุณอา.......อิอิอิ
.
ฟิตจังเลยครับผม..........อิอิอิ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:40 น.] #691715 (88/151)


(D)


หนังดังวันนี้ ครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:41 น.] #691716 (89/151)


(D)
สุภาษิตนักโบราณคดี อีกวันครับ มีหลายท่านเมล์มาขอครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:42 น.] #691718 (90/151)


(D)
ร้านแม็คโดแนล ในปากีสถาน ครับ


โดยคุณ Chew_JJ (3.6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:51 น.] #691731 (91/151)
พอดีวันนี้ต้องรีบส่งเมล์ไปอเมริกา...เลยได้เข้าแต่เช้า...
มากล่าวทักทายกันก่อนไปทำงานครับ...
สวัสดีครับทุกทุกท่าน....

โดยคุณ jcainfo (6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:52 น.] #691734 (92/151)
อรุณสวัสดิ์ครับป๋าและพี่ๆ ที่รักทุกท่าน
วันนี้เปิดมาสาระเพียบ
อ่านเรื่องสมเด็จโตแล้ว อยากได้พระสมเด็จไว้บูชาซักองค์ ขอใครดีน้า ..... ขอป๋าดีกว่าครับ

โดยคุณ jcainfo (6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 06:59 น.] #691743 (93/151)


(D)
จ๊ากกกกก เห็นพี่จิวตอนเช้าด้วย

โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:01 น.] #691745 (94/151)


(D)


สวัสดียามเช้า ๆ ครับท่านอาจาย์ป๋าและคุณอาผู้หญิง ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อยู่ดีมีสุข เป็นขวัญใจของลูก ๆ หลาน ๆ และเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว g-pra.com ทุกท่านด้วยครับ สุดยอดจริง ๆ ยังเป็นบุคคลกรที่น่าชื่นชมเพียบพร้อมไปด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ และประสบการณ์ นำเสนอข้อมูลเนื้อหาสาระ เกร็ดความรู้ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช การนับปีทางพุทธศาสนา ศัพท์ภาษาอังกฤษ สาระดี ๆ เป็นประโยชน์นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกมากครับ พร้อมด้วย ท่านtextile007 ท่านpoppoomi คุณศรารีย์ สาวบางโพ ท่านอาจารย์สิทธิโชติ และเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่าน ที่รวมขบวนการนำเสนอ....เยี่ยมสุด ๆ ครับ

โดยคุณ chaimongkol (1.4K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:02 น.] #691747 (95/151)


(D)
สวัสดีตอนเช้าครับคุณอา.............

โดยคุณ jcainfo (6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:04 น.] #691754 (96/151)
ขอโทษพี่ shirew ด้วยครับ ลืมขออนุญาตนำภาพมาลง แหะๆๆๆๆ

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:05 น.] #691760 (97/151)
อรุณสวัสดิ์ทุกๆท่านครับ


โดยคุณ pupu2511 (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:06 น.] #691763 (98/151)


(D)
อรุณสวัสดิ์ครับ คุณอาวิบูลย์ และ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกๆท่านครับ วันนี้ตอนเช้าเปิดคอมเจอเนื้อหาสาระเพียบเลยครับ

โดยคุณ น้ำปาย (429)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:10 น.] #691772 (99/151)
ครบทุกรสชาติเลยนะครับ อาหารเช้าวันนี้
....สวัสดีครับป๋า(ท่านพิธีกร)และพี่ๆทุกท่าน รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ช่วงนี้เช้าตก-เย็นตก กันทุกวัน น้ำท่าดีจริงๆปีนี้.....

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:22 น.] #691787 (100/151)


(D)
ขอบพระคุณ คุณต้น .. พี่จิว .. คุณเจ .. ท่านคนสุพรรณฯ .. ท่านibapra .. ท่าน chaimongkol .. พี่ติ่ง .. ท่าน(โหร) pupu2511 ... ท่านน้ำปาย (ชาที่ได้กรุณาให้ไป ดีมากๆครับผม) ...... ขอบคุณ ที่แวะเข้ามาช่วยกัน ครับผม

โดยคุณ หิรัญ (660)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:22 น.] #691789 (101/151)

โดยคุณ บ้านพระ (4.7K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:25 น.] #691797 (102/151)


(D)
สวัสดีครับป๋า(ท่านพิธีกร)และพี่ๆทุกท่าน

โดยคุณ dangsong (197)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:29 น.] #691800 (103/151)
สวัสดียามเช้าครับ...........

โดยคุณ toei89 (625)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:41 น.] #691806 (104/151)
สวัสดีครับคุณอาวิบูลย์ และทุกท่านด้วยนะครับ

โดยคุณ kaicpac (1.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:47 น.] #691812 (105/151)
สวัสดีป๋าวิบูลย์และพี่ๆทุกท่านครับ..

โดยคุณ nava75 (565)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:49 น.] #691813 (106/151)
สวัสดีตอนเช้าครับทุกท่าน

โดยคุณ เอสเรวดี (758)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 07:55 น.] #691821 (107/151)
สวัสดีครับพี่ๆน้องๆ

โดยคุณ inta156 (57K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:02 น.] #691826 (108/151)


(D)


สวัสดีครับคุณอาวิบูลย์ และทุกๆท่านครับ...

โดยคุณ pui_l (1.2K)(1)   [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:17 น.] #691830 (109/151)


(D)

โดยคุณ pusit (1.7K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:20 น.] #691835 (110/151)


(D)


สวัสดียามสายครับท่านพิธีกร พี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่านครับ....HOT แต่เช้าเลยครับ
มีทั้งความรู้ สาระ บันเทิง ครบชุดเลยครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:21 น.] #691836 (111/151)
สวัสดี และขอบพระคุณ ท่านหิรัญ .. ท่านบ้านพระ .. พี่แดง .. ท่านtoei89 .. ท่านkaicpac ..
ท่าน ผช.ศ. nava75 (ถ้าตำแหน่งท่านเปลี่ยนไปแล้ว ขออภัยด้วยครับ) .. ท่านเอสเรวดี ..
ท่านinta156 ผมปิดเหรียญข้างบนท่านไว้ เดี๋ยวจัดการให้เรียบร้อยครับผม (ขอบคุณท่านสิทธิโชติ ที่แนะนำเหรียญดีดี ครับผม)

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:23 น.] #691839 (112/151)
อรุณสวัสดิ์ ท่านpui_l และท่านอาจารย์ภูษิต ครับผม

โดยคุณ yuirayong (5.7K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:35 น.] #691863 (113/151)


(D)
สวัสดีครับ ผมตัวน้อยๆ เข้ามารายงานตัวครับ


โดยคุณ ผู้จัดการ (2.4K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:37 น.] #691865 (114/151)


(D)
สวัสดีครับ ป๋าวิบูลย์ และทุกท่านครับ เนื้อยอดเยี่ยมมากครับ..

วันนี้และพรุ่งนี้ 2 วัน ผมติดอบรมครับ คงไม่ค่อยได้เข้าเว๊ปเท่าไหร่ เที่ยงๆ จะแวะมาครับ..


โดยคุณ โพธิ์ทอง (7.8K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:38 น.] #691866 (115/151)
สวัสดีค่ะ ท่านพิธีกร ............และสมาชิกทุกๆท่าน............................
เช้านี้อากาสแจ่มใส..................................จร้า..........

โดยคุณ wunchaicoth (8.1K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:53 น.] #691890 (116/151)
สวัสดีครับ ป๋า วิบูลย์ และพี่ๆทุกท่าน มีคำคมมาฝาก ได้มาจากเวปเพื่อนบ้าน ครับ
อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
ถ้าคนเรา ได้ทุกสิ่ง ดังที่คิด
สิ้นชีวิต จะเอากอง ไว้ที่ไหน
ได้บ้าง เสียบ้าง ช่างประไร
ตายไป สักนิด ไม่ติดตัว

โดยคุณ somsak-poy (662)(2)   [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 08:58 น.] #691898 (117/151)
สวัสดีครับคุณอาพิธีกร และพี่ๆทุกท่านครับ นับวันรอมิตติ้งครับ อีก 13 วัน จะได้ไปแล้วครับ

โดยคุณ ArtMaN7007 (1.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 09:10 น.] #691917 (118/151)
สวัสดีครับคุณพี่ ป้า น้า อาทุกท่าน วันนี้ลืมใส่บาตรเลยครับ ครบรอบวันมรณะภาพสมเด็จฯ ท่านด้วย

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 09:12 น.] #691919 (119/151)
สวัสดีและขอบคุณ ท่านyuirayong ตัวน้อยๆแต่น่ารักครับ (กระรอกครับ) ท่านยุ้ย ไม่น้อยหรอกครับ ... ท่านผู้จัดการ/กิตติศักดิ์ หายดีแล้วนะครับ ทางเข้ารีสอร์ท มีพร้อม สวยเด่นเป็นสง่ามากๆครับ .. เจ้าแม่ฯโพธิ์ทอง สบายดีนะครับ ปีนี้ หลวงพ่อขามออกหรือยังครับผม .. ท่านwunchaicoth ผู้มากด้วยน้ำใจไมตรีจิตจากแดนไกล (เมื่อวานเลือกใครครับ ..ถามล้อเล่นครับ) ..ท่านsomsak-poy ผมก็ count-down เหมือนท่าน ครับผม

โดยคุณ looknam1 (2.6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:20 น.] #691921 (120/151)
สวัสดีครับอาจารย์อาวิบูลย์......
และเพื่อนสมาชิกพี่น้องทุกๆท่าน..........
อาจารย์อาจัดรายการได้ยอดเยี่ยมมากๆเลยครับ..........
อันหนึ่งที่ผมอยากขอให้มีประจำเลย..คือ "ภาษาอังกฤษวันละคำ" ..
ไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนอาจารย์อามากไปหรือเปล่าครับ.......
เพราะผมมองเห็นประโยชน์และสาระที่จะได้รับในรายการยอดฮิตของเรา.........
และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษาน้อยอย่างผม..........
จะได้ศึกษาและหาความรู้จากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์อย่างท่านอาจารย์อาวิบูลย์......
ผมอ่านแล้วประทับใจได้ความรู้มากๆครับ........
เลยอยากร้องขอให้ท่านอาจารย์อานำเสนอเอาสักวันละคำ........ไม่ทราบจะเป็นการรบกกวนอาจารย์อามากไปหรือเปล่า.................

แต่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์และจะเพิ่มสาระในรายการขึ้นอีกมากเลยครับ...........


โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:26 น.] #691927 (121/151)


(D)
สวัสดีครับคุณอาวิบูลย์ และทุก ๆ ท่าน

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:28 น.] #691929 (122/151)
WEB ล่มไปชั่วโมงกว่า หนักใจ ถ้าทำธุรกรรม ซื้อ-ขาย

สวัสดีและขอบคุณ ท่านArtman ครับ ผมก็ลืมใส่บาตรเหมือนกันครับ มัวแต่ยุ่งกับการเป็นพิธีกรอยู่ครับ แต่เมื่อเช้าไหว้พระตามปรกติ ก็สำรวมจิตใจอธิษฐาน กราบนมัสการ สมเด็จโต แล้วครับผม

ครูลูกน้ำครับ คำชมของท่าน ทำเอาผมตัวลอยเลยละครับ ผมเห็นด้วยครับ ตามข้อเสนอ ก็อยาก จะให้ช่วยๆกัน ครับผม ... ผมเองไม่ใช่นักเรียนนอก ความรู้ไม่แตกฉานพอ ที่พอรู้บ้างนิดหน่อย เพราะต้องใช้เมื่อตอนทำงานนะครับผม

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:40 น.] #691936 (123/151)
คำสอนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

ตอน บุญสลึงเฟื้อง

ยายแฟงมีอาชีพเป็นแม่เล้า เจ้าของซ่อง อาศัยแรงกายที่ขายกามของหญิงโสเภณีเป็นอยู่ แกไม่ต้องทำอาชีพอื่นให้เหน็ดเหนื่อย หากินบนความทุกข์ของคนอื่นนี่สบายที่สุด จะไปทำอย่างอื่นให้เมื่อยตุ้มทำไม อาชีพแม่เล้าทำให้แกร่ำรวย มีเงินทองมากขึ้นทุกวัน จนใครๆ พากันนับถือ (นับถือเงินตรา)

เมื่ออายุมากขึ้น ยายแฟงคิดอยากทำบุญใหญ่สักครั้งหนึ่ง เผื่อจะช่วยลบรอยบาปที่ฉาบทาชีวิตลงได้บ้าง จึงได้บริจาคเงินจำนวนมากสร้างวัดใหม่ยายแฟง หรือวัดคณิกาผล ที่เรียกกันในเวลาต่อมาที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย ฝั่งพระนคร

การสร้างวัดได้สำเร็จเสร็จลงด้วยดี ยายแฟงแกดีใจมากว่าแม้ตัวแกจะมีอาชีพเป็นเพียงแม่เล้า แต่ก็สามารถมีเงินสร้างวัดได้อย่างท่านเศรษฐีเชียวนะ วันฉลองวัด ยายแฟงได้นิมนต์สมเด็จฯ โต ไปเทศน์แสดงอานิสงส์ของการสร้างวัด จะได้บุญมากน้อยอย่างไร เทศนาธรรมของสมเด็จฯ โต ตอนหนึ่งมีว่า

“ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่นที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น นี่ว่าอย่าเกรงใจกันนะ”

ใครๆ ฟังแล้วก็ชอบใจ หัวเราะกันครื้นเครง แต่ยายแฟงฟังแล้วเกร็งๆ ซ้ำขัดเคือง กาลเวลาผ่านไป ยายแฟงพิจารณาดูแล้วเห็นจริงตามที่สมเด็จฯ โตว่า จึงไม่โกรธเคืองสมเด็จฯ อีกต่อไป


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:41 น.] #691937 (124/151)
ตอน ยศศักดิ์น่าขบขัน

เมื่อตอนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ สมเด็จฯ โตตอนนั้นเป็นมหาโต ต้องมีอันต้องจาริกไปตามป่าลำเนาไพรดงพญาไฟ ท่านก็เคยไปอยู่มานานหลายปี ยังได้ข้ามไปประเทศลาวและเขมรอีก รวมเวลาที่หนีเข้าป่าได้ ๒๕ ปี ตลอดเวลาที่รัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชย์

ในช่วงนี้ท่านได้ฝึกฝนอบรมเป็นอย่างดี ทำให้ท่านลึกซึ้งในพระธรรมมากขึ้น พอสิ้นรัชกาลที่ ๓ พระจอมเกล้าฯ ก็ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อมา งานแรกที่พระองค์ทรงกระทำ ก็คือ ประกาศหาตัวมหาโต สั่งให้ค้นหากันจ้าละหวั่น พระที่มีรูปร่างผอมๆ หน้าตาคล้ายมหาโตจะถูกจับส่งเข้าเมืองหลวงเป็นจำนวนมาก

ข่าวการจับพระมหาโตดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ชาวบ้านต่างรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินสั่งให้จับมหาโต สมเด็จฯ โต ในฐานะมหาโตได้ฟังข่าวจากชาวบ้านแล้วก็อุทานออกมาว่า

“กูหนีมา ๒๕ ปี ทำไมเพิ่งมาประกาศจับ”

เพราะท่านไม่รู้จักว่าบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ไม่ใช่รัชกาลที่ ๓ ประกาศจับท่าน เมื่อไต่ถามได้ความว่าเปลี่ยนแผ่นดินแล้ว ท่านก็ไปปรากฏตัวที่บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น บอกให้ตำรวจช่วยนำท่านเข้าบางกอก

เมื่อเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๔ พระองค์ตรัสถามว่า

“เป็นสมัยของฉันปกครองแผ่นดินแล้ว ท่านต้องช่วยฉันพยุงพระบวรพุทธศาสนาด้วยกัน”

ต่อมารัชกาลที่ ๔ มีพระบรมราชโองการให้กรมสังฆการีวางฎีกาตั้งพระราชาคณะตามธรรมเนียม พระมหาเข้าไปตามฎีกานิมนต์ จึงทรงถวายสัญญาบัตรตาลปัตรแฉกหักทองด้ามงา เป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม

ออกจากวังแล้ว ท่านเดินแบกพัดไปถึงบางขุนพรม บางลำพู เพื่ออำลาญาติโยมที่รู้จักกัน แล้วกลับไปวัดมหาธาตุ ร่ำลาพระภิกษุสงฆ์ แล้วลงเรือข้ามไปวัดระฆัง ท่านเดินแบกตาลปัตรพัดแฉก สะพายถุงย่ามสัญญาบัตร เครื่องอัฐบริขาร กาน้ำเหล่านี้ เต็มไม้เต็มมือท่าน ดูพะรุงพะรังไปหมด ยิ่งท่านทำท่าเก้งๆ กังๆ ยิ่งทำให้ผู้พบเห็น ทั้งพระ เณร เด็กวัดและญาติโยม รู้สึกตลกขบขัน แม้ใครจะไปช่วยถือท่านก็ไม่ยอม

ท่านเดินรอบวัดระฆัง พร้อมกับประกาศว่า

“เจ้าชีวิต ทรงตั้งฉันเป็นพระธรรมกิตติมาเฝ้าวัดระฆังฯ วันนี้จ้ะ เปิดประตูโบสถ์รับฉันเถอะจ้ะ”

พอท่านเข้าไปในโบสถ์ ผู้มุงดูทั้งหลาย โดยเฉพาะพระเณรก็พากันตามเข้าไป ช่วยกันจัดโน่นทำนี่ ตามความเหมาะสม วันนั้นจึงสนุกกันทั้งคืน

เรื่องนี้ท่านคงต้องการจะให้มองเห็นยศถาบรรดาศักดิ์เป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นเรื่องเล่นๆ นั่นเอง ไม่ควรจะไปจริงจังอะไรกับมันมากนัก เดี๋ยวมันจะขบกัดเอา


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:42 น.] #691940 (125/151)
ตอน เรื่องของหมา คนอย่ายุ่ง

บนศาลาทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยสาธุชนผู้สนใจในการบุญทั้งหลาย พระสงฆ์จำนวนมากนั่งอยู่บนอาสน์สงฆ์เพื่อสวดมนต์ และฉันภัตตาหาร โดยมีสมเด็จฯ โต นั่งเป็นประธานสงฆ์อยู่

ขณะที่ทายกทายิกากำลังนำอาหารมาถวายพระภิกษุสงฆ์อยู่นั้น สุนัขคู่หนึ่งขึ้นมาสมสู่กันบนศาลา มองแล้วน่าอุจาดตามาก ญาติโยมทั้งหลายจึงช่วยกันไล่ตีให้ลงไปจากศาลา จะมาทำอนาจารบนสถานที่ทำบุญย่อมไม่สมควร

เสียงไล่สุนัขอึงคะนึงทั่วศาลา หาความสงบไม่ได้ สมเด็จฯ โต เห็นเป็นการไม่สมควร จึงร้องห้ามว่า

“อย่า ! อย่าไปไล่เขา เรื่องของเขา เรื่องของสัตว์ก็เป็นเรื่องของสัตว์ เรื่องของคนก็เป็นเรื่องของคน ไม่เกี่ยวข้องกัน อย่าไปวุ่นวายเลย”

สัตว์เป็นภพภูมิที่ต่ำ เขาก็ต้องทำอย่างต่ำๆ นั่นแหละ จะให้รู้สึกละอาย มีสำนึกดี-ชั่ว เหมือนมนุษย์เห็นจะไม่ได้ ฉะนั้นเขาจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไปเถิด เพียงแต่มนุษย์สุดประเสริฐอย่าไปทำอย่างเขาก็แล้วกัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:43 น.] #691941 (126/151)
ตอน ปราบพระทะเลาะกัน

มนุษย์เมื่อรวมอยู่กันเป็นสังคมย่อมมีปัญหาบ้างเป็นธรรมดา เพราะมากคนก็ทำให้มากความ สังคมพระสงฆ์ แม้จะเป็นสังคมแห่งความดีงาม มีศีลมีวินัยสูงกว่าชาวบ้านโดยทั่วไปก็จริง แต่ก็อดที่จะมีปัญหาให้กระทบกระทั่งกันมิได้

ครั้งหนึ่ง พระที่วัดระฆังคู่หนึ่งด่าทอกันดังขรมวัด ท้าทายจะชกต่อยกัน

องค์ที่ถูกท้าชกร้องว่า “พ่อไม่กลัว”

อีกองค์หนึ่งก็ร้องตอบว่า “พ่อก็ไม่กลัวเหมือนกัน”

ต่างองค์ต่างเก่ง ท้ากันเหยงๆ ไม่มีใครกลัวใคร สมเด็จฯ โต (ตอนนั้นเป็นพระเทพกวี) นั่งอยู่ในกุฏิของท่าน ได้ยินเสียงทะเลาะกัน เห็นพฤติกรรมอันผิดวิสัยของสมณะแล้ว ไม่สามารถจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้ ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่มันจะลุกลามไปใหญ่โต

ท่านจัดดอกไม้ ธูป เทียน ใส่พาน รีบเดินเข้าไประหว่างพระทั้งสอง นั่งคุกเข่าน้อมพานเข้าไปถวายพระทั้งคู่นั้น แล้วก็ประนมมือกล่าวอ้อนวอนขอฝากเนื้อฝากตัวว่า

“พ่อเจ้าประคุณ ! พ่อจงคุ้มฉันด้วย ฉันฝากตัวกับพ่อด้วย ฉันเห็นจริงแล้วว่าพ่อเก่งเหลือเกิน เก่งพอได้ เก่งแท้ๆ พ่อเจ้าประคุณ ลูกฝากตัวด้วย”

พระคู่นั้นเกิดรู้สึกละอายใจ เลิกทะเลาะกันกลับเข้าไปในกุฏิ พิจารณาเห็นโทษความผิด กิเลสของตัวเองแล้วจึงออกมากราบขอโทษท่าน มาคุกเข่ากราบสมเด็จฯ โต สมเด็จฯ โตก็คุกเข่าตอบบ้าง พระทั้งสองเห็นสมเด็จฯ โตกราบตนเอง ก็ให้รู้สึกเกรงกลัว ท่านเป็นถึงเจ้าอาวาส มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลเรา จะมากราบเราได้อย่างไร ลำบากใจนักจึงกราบสมเด็จฯ โต ตอบ

ปรากฏว่าในวันนั้น กราบกันไปกราบกันมาอยู่นานจนเหนื่อยแล้วจึงเลิกรากันไป

จะเห็นว่าวิธีปราบพระทะเลาะกันของสมเด็จฯ โต ได้ผลดีโดยไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ เพราะพระทั้งสององค์เกิดความละอายและเสียใจที่ประพฤติอย่างนั้น เมื่อกราบท่านเสร็จแล้ว ก็ปฏิญาณตนว่าจะไม่ทะเลาะกันอีก


โดยคุณ Chew_JJ (3.6K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 10:57 น.] #691970 (127/151)
เพิ่งจะเข้าได้ครับผม...
ครบรส ครบรักจริงๆ....

โดยคุณ BankHiWay (7.8K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 11:04 น.] #691977 (128/151)
ซาหวัดดีคร๊าบอาวิบูลย์และชาวGทุกท่าน


โดยคุณ kookkai (91)(2)   [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 11:24 น.] #692001 (129/151)

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 13:20 น.] #692066 (130/151)


(D)
ประวัติอิคคิวซัง

อิ๊กคิวซังมีชื่อในวัยเด็กว่า "เซนงิกามารุ" เกิด 1 ม.ค. ค.ศ.1349 หรือ พ.ศ.1892 เมืองซะกะโน ใกล้เมืองเกียวโต

พ่อเป็นจักรพรรดิฝ่ายเหนือ แม่เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ฝ่ายใต้ซึ่งถูกขับจากวังตั้งแต่อิ๊กคิวซังยังไม่คลอด

เพราะถูกฝ่ายตรงข้ามใส่ร้ายป้ายสี ต่อมาทรงให้อิ๊กคิวซังบวชที่วัดอังโกะกุจิตอนอายุได้ 6 ขวบ เพื่อหนีภัยการเมือง

ได้ฉายาว่า "ชูเคน"

ท่านตั้งอกตั้งใจศึกษาพระธรรม ความเจ้าปัญญาฉายแววขึ้นตามอายุ

ในวัยประมาณ 10 ขวบ อิ๊กคิวซังแต่งกลอนวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติที่ไม่เหมะสมของพระภิกษุนิกายหนึ่ง

ที่กอบโกยทรัพย์สินยศฐาบรรดาศักดิ์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน

พออายุ 13 ปี มีโอกาสเข้าพบแม่ทัพใหญ่ชื่อ "อาซิคะงะโยชิมิสึ"หรือ "ท่านโชกุน" ในการ์ตูน

อายุได้ 17 ปี อิ๊กคิวซังได้ออกจากวัดอังโกะกุจิฝากตัวเป็นศิษย์ของ "หลวงพ่อเคนโอ"ที่วัดไซกอนจิ

ได้ฉายาว่า "โชจุน" ที่วัดแห่งนี้หลวงพ่อเคนโอเน้นการปฏิบัติโดยต้องทำงานอย่างหนักและต้องอยู่กับสิ่งสกปรกเสียเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาหลวงพ่อมรณภาพอิ๊กคิวซังจึงเดินทางไปวัด"อิชิยามา" อดอาหาร 7 วัน 7 คืน

สวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อาจารย์ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ด้วยความเสียใจนี้เอง จึงคิดฆ่าตัวตาย

ระหว่างที่เดินลงไปแม่น้ำเซตะ อิ๊กคิวซังจึงอธิษฐานจิตว่า

"ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ก็ขอให้ข้าพเจ้าฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

แต่หากชีวิตข้าพเจ้าไร้ซึ่งคุณค่าเสียแล้ว ข้าพเจ้าขออุทิศสังขารให้เป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำ"

ระหว่างที่ดิ่งลงในท้องน้ำ อิ๊กคิวซังก็นึกถึงหน้าท่านแม่และคำสอนขึ้นมาทันใด"เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ย่อท้อ"

อิ๊กคิวซังจึงตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่ง

หลังจากนั้นท่านอายุได้ 23 ปี ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ"คะโซ"แห่งวัดโคอัน

ซึ่งเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์แต่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอใจในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

และหนักหน่วงอิ๊กคิวซังต้องทำงานทั้งวัน และปฏิบัติอย่างหนักหน่วง นอกจากใช้แรงงานในวัดแล้ว

อิ๊กคิวซังยังต้องสานรองเท้า เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง และออกไปขายแรงงานในหมู่บ้านละแวกนั้น

ซ้ำยังโดนพระรุ่นพี่ที่ไม่ชอบหน้ากลั่นแกล้ง ทำร้าย เตะต่อยอยู่เสมอ

แต่อิ๊กคิวซังก็อดทนในที่สุดความพยายามที่จะค้นหาสัจธรรมก็สำเร็จ

เมื่ออิ๊กคิวซังสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้สำเร็จ ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น

และที่นี่เองที่"พระโชจุน"ได้รับฉายาใหม่ว่า "อิ๊กคิว โซจุน"หมายความว่า "รู้พ้นจากโลกสมมติตามบัญญัติของลัทธิเซน"

อิ๊กคิวซังน่าจะเป็นพระภิกษุที่บรรลุธรรม เมื่ออายุยังน้อยที่สุดรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา

เพราะว่าท่านสามารถบรรลุธรรมในขณะที่นั่งสมาธิบนเรือริมฝั่งทะเลสาบ"เหตุแห่งความทุกข์และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต

ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา"คือแก่นธรรมที่ท่านค้นพบ

เมื่อทราบว่าอิ๊กคิวซังสามารถบรรลุแก่นธรรม หลวงพ่อคะโซมีความประสงค์ที่จะมอบใบสำเร็จเปรียญธรรม

และตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิ๊กคิวซังสืบทอดแต่อิ๊กคิวซังปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า

"ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติ"ท่านจึงออกธุดงค์

กระทั่งอายุ 34 ปี อิ๊กคิวซังมีโอกาสเข้าเฝ้าท่านพ่อ ซึ่งเป็นองค์จักรพรรดิ ชีวิตช่วงนี้เองที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง

และขยาดหวาดกลัวและเกลียดชังจากภิกษุด้วยกัน

อิ๊กคิวซังเคยไปร่วมงานครบรอบวันมณภาพของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งด้วยสภาพมอมแมมสกปรก

จีวรหลุดลุ่ยพร้อมทั้งด่าทอพระที่มือถือสากปากถือศีลเพราะในสมัยนั้นมีพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำตัวเคร่งพระวินัย

ถึงขนาดบอกว่าผู้หญิงเป็นมารศาสนาแต่ว่ากลับลักลอบให้แม่เล้า-แมงดานำโสเภณีมาบำเรอถึงในกุฏิ

นอกจากนี้อิ๊กคิวซังยังต่อต้านพระผู้มีอิทธิพลมีหลายรูปที่หลอกชาวบ้านว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้หากบริจาคปัจจัยให้พระมากๆ


อิ๊กคิวซังปฏิเสธสังคมพระในขณะนั้นอย่างรุนแรงและทำทุกอย่างที่ถือว่าเป็นอาบัติเช่นดื่มสุรา เล่นการพนัน

ฉันเนื้อสัตว์(????)ไม่โกนผมและหนวดเคราเดินเข้าออกซ่องโสเภณีอย่างเปิดเผยเป็นว่าเล่น

การกระทำแบบนี้อิ๊กคิวซังต้องการต่อต้านและเสียดสีรวมทั้งสั่งสอนพระจอมปลอมในยุคนั้นให้ละอาย

กับการลวงโลก อิ๊กคิวซังคบหาและปฏิบัติกับโสเภณีอย่างเปิดเผยสุภาพและให้เกียรติเคยแบ่งส้มจากบาตรให้

เคยปีนเขาเสี่ยงตายไปหาสมุนไพรมารักษาโสเภณีที่ป่วยหนักแม้ว่าต่อมาจะเสียชีวิตก็ตาม

เมื่อท่านอายุได้ 75 พรรษา ระหว่างที่ธุดงค์เร่ร่อนหลบภัยสงครามภายในประเทศมาอยู่ที่เมืองซึมิโยชิ

ท่านได้พบกับ"โมริ" ศิลปินขอทานตาบอดซึ่งภายหลังท่านได้รับนางเป็นภรรยาทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันคืนเดียว

โมริก็หนีไปเพราะเกิดความอับอายและเกรงว่าตนเองจะทำให้อิ๊กคิวซังเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่นางก็กลับมาหาอิ๊กคิว

อีกหนเพราะไม่สามารถดำรงชีวิตลำพังได้ในสภาวะสงคราม

เมื่ออายุได้ 85 พระจักรพรรดิแต่งตั้งให้อิ๊กคิวซังเป็น เจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น

เมื่อไม่สามารถขัดพระราชประสงค์ได้อิ๊กคิวซังจึงยอมรับตำแหน่งแต่เพียงแค่วันเดียวก็ลาออกกลับมาอยู่วัดเมียวโชจิ

ที่ท่านสร้างจวบจนวาระสุดท้าย หลังจากกลับมาอยู่วัดนี้ ได้เพียง 2 ปีท่านเป็นมาเลเรีย ท่านละสังขารในท่านั่งสมาธิ

ในอ้อมกอดของโมริ ภรรยาสุดที่รัก ในเวลา 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1481 หรือ พ.ศ.2024 เมื่ออายุได้ 88 ปี @@@@@@@

ขอขอบพระคุณ ZheZa.com

โดยคุณ aey11 (1.2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 13:30 น.] #692088 (131/151)
สวัสดีครับพี่ๆทุกๆท่าน

โดยคุณ phaisan (3.9K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 13:38 น.] #692109 (132/151)
สวัสดีครับ มารายงานตัวครับ เป็นกำลังใจให้กันครับ....

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:11 น.] #692165 (133/151)


(D)


มาอีกรอบครับ
วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๐ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เขตของวัดอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับท่าช้างวังหลวง ที่ดินของเอกชนทางด้านตะวันตก ทางเหนือติดกับถนนศาลาต้นจันทน์ และทิศใต้จรดคลองวัดระฆัง และกรมอู่ทหารเรือ ที่ตั้งของวัดมีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ และมีที่ดินธรณีสงฆ์อีก ๓ ไร่ ให้เอกชนเช่าปลูกบ้านอยู่
วัดระฆัง เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สร้างคู่กันกับวัดบางหว้าน้อย หรือวัดอมรินทรารามวรวิหาร ในปัจจุบันซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟบางกอกน้อย
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดนั้น ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดาร เล่าไว้ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการขุดดินเพื่อประสงค์จะทำสระแล้วสร้างหอไตรปิฎก (สระนี้ยังปรากฏอยู่ในบริเวณหมู่กุฎิคณะ ๓ ในปัจจุบัน) ระหว่างที่ขุดดินอยู่นั้นได้พบระฆังลูกหนึ่ง เมื่อลองตีดูปรากฏว่ามีเสียงไพเราะยิ่งนัก ความทราบถึงรัชกาลที่ ๑ จึงทรงขอไปไว้ที่หอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง และได้สร้างระฆังขึ้นใหม่ถึง ๕ ลูก และทรงสร้างหอระฆังให้ด้วย และพระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า "วัดระฆังโฆษิตาราม" และต่อมาในรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อวัดระฆังเป็น "วัดราชคัณฑิยาราม" (คัณฑิ แปลว่า ระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียก คงเรียกสืบต่อกันมาว่าวัดระฆัง
ก่อนจะเข้าไปชมวัดระฆัง และนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ ผมจะขอเล่าถึงการมาวัดระฆังของผมเสียก่อน ผมเคยไปไหว้สิริมงคลสถาน ๙ แห่ง ในวัดเดียวกัน ไหว้แล้วก็เอามาเขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพราะคอลัมน์ของผมคือ เที่ยวไปกินไป การเดินทางไปกราบไหว้มงคลสถานผมถือว่าคือการไปเที่ยว แล้วผมก็เติมเรื่องกินของผมลงไป ยังโดนท่าน "ทิด" อายุเท่าไรไม่บอก แต่ลงท้ายว่า "๒๔๖๘" จึงเข้าใจว่าจะเป็น พ.ศ. เกิดของท่านทิดผู้นั้น ท่านบอกว่าเป็นแฟนหนังสือของผมมานาน ทำไมผมถึงได้เกิดไปเขียนตามเขาว่าต้องไปไหว้สิริมงคลสถาน ๙ แห่ง ในวันเดียวกัน ทำไมผมไม่สอนธรรมะแทน ผมก็เลยตอบไว้ในไทยรัฐนั่นแหละว่า ผมนับถือพระ ทำบุญมาตลอดชีวิต อ่านหนังสือธรรมะมามาก และมีหนังสือธรรมะคงจะหลายร้อยเล่ม มีพระบูชา พระเครื่องก็แยะ (แต่ดูไม่เป็นว่าแท้หรือปลอม) แต่จะให้ผมไปสอนธรรมะใครนั้นความสามารถผมไม่มีพอ และหากเขียนสอนธรรมะ ท่านบรรณาธิการทั้งหลายที่ให้ผมเขียนหนังสือ ลงหนังสือของท่านอยู่ในทุกวันนี้ ก็คงขอร้องให้ผมไปเขียนที่หนังสืออื่นแทน จึงขอเขียนตามแนวเดิม แต่เห็นว่าการไปไหว้สิริมงคลสถาน ๙ แห่งในวันเดียวกัน เหมือนไปเที่ยววัดและจะได้รสของพระธรรมกลับมาเอง ไม่มากก็น้อย แถมจะตื่นเต้นดีที่ต้องทำเวลาให้ทันภายในหนึ่งวันด้วย สิริมงคลสถาน ๙ แห่ง ที่จะไปไหว้ในวันเดียวกันเพื่อขอพรคือความเป็นมงคลตามนามของท่าน คือ พระแก้วมรกต ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง วัดพระเชติพน หรือวัดโพธิ์ ศาลเจ้าพ่อเสือ วัดระฆังฯ วัดสุทัศน์ฯ วัดบวรนิเวศ วัดชนะสงคราม และ พระบรมสารีริกธาตุบนยอดภูเขาทอง ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายที่จะไปไหว้ จะได้พิสูจน์ด้วยว่า เรายังมีกำลังวังชาดีไหม ที่จะไปสู่จุดสุดท้ายคือยอดภูเขาทองด้วยการเดินขึ้นไปเอง ไม่มีใครเขารับจ้างเอาเราขึ้นคานหามอย่างไปขึ้นภูกระดึง ที่จังหวัดเลย ซึ่งผมทำสำเร็จ และได้ทั้งบุญและสนุกตื่นเต้นดี "ทำบุญวันเดียว ๙ วัด"
คราวนี้ไปอ่านเจอในหนังสืออีกเล่ม เรื่องไหว้พระ ๙ วัด หรือสิริมงคลสถาน ๙ แห่ง ในวันเดียวกัน ได้เน้นถึงตอนไปไหว้พระประธาน ฯ ในพระอุโบสถวัดระฆัง บอกว่าไปวัดระฆัง ยิ่งข้ามน้ำไปยิ่งได้บุญแรง คือไปให้ยากลำบากเท่าใดบุญแรงเท่านั้น "เขาว่าอย่างนั้น" ผมเลยไปใหม่ ไปลงเรือที่ท่าข้างวังหลวง โดยเอารถไปขอทหารเรือจอดไว้ที่ท่าราชวรดิษ เป็นการข้ามน้ำไปไหว้พระ ได้เคล็ดตามหนังสือเลยทีเดียว เมื่อขึ้นที่ท่าน้ำวัดระฆังแล้วก็จะผ่านสองข้างทางเดินที่ขายรูป ขายพระเครื่อง ขายหนังสือพระ ขายสัตว์ที่จะปล่อยได้แก่ เต่า นก ปลาไหล ปลาหมอและหอยขม เป็นต้น ซึ่งที่นี่ราคามาตรฐาน มีป้ายบอกราคาไม่โก่งราคาเหมือนกับบางวัด ที่พอจอดรถบอกว่าฟรี แต่พอกลับมาขอให้ซื้อนกปล่อยเจอเข้าให้ กรงละเป็นร้อย ที่นี่มีแต่มาช่วยโบกรถหากเอารถไป แล้วแนะให้ซื้อถังสังฆทานที่ร้านของเขามีแค่นั้น ผมไหว้พระแล้วก็กลับออกมาปล่อยหอยขม และปล่อยปลาไหล (ไม่ได้ปล่อยเท่าอายุ เพราะกลัวเงินหมดกระเป๋า)
จุดแรกที่ผมไปคือ พระอุโบสถ พระอุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งพระองค์ได้ชื่อว่าเป็น "เจ้าสัว" เมื่อก่อนขึ้นครองราชย์ ทั้งนี้เพราะท่านค้าขายเก่ง บรรทุกของลงสำเภาไปค้าเมืองจีน ขากลับมาเพื่อไม่ให้จีนว่าท่านทำเสียดุลย์การค้า ท่านก็ให้ซื้อตุ๊กตาจีน หรือหินแกะทำนองนี้ใส่เรือมาในอับเฉา ไม่ค่อยได้ซื้อสินกลับมา และหินเหล่านี้ก็ไปอยู่ตามวัดต่าง ๆ หรือตามหน้าบันของโบสถ์เป็นต้น
พระอุโบสถ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ หลังคาลด ๓ ชั้น มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ และคันทวยสลักเสลาอย่างงดงามยิ่ง มุกด้านหน้าหลัง ทำปีกนกคลุมมุขอยู่ ตอนใต้จั่วหรือหน้าบันจำหลักลายพระนารายณ์ทรงครุฑ เหนือประตูหน้าต่างรอบพระอุโบสถ ติดกระจังปูนปั้นปิดทองทำเป็นรูปซุ้ม มีลายรดน้ำปิดทอง มีรูประฆังเป็นเครื่องหมาย ด้านในเขียนภาพนายทวาร ฝาผนังในโบสถ์เขียนภาพจิตรกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าฝีมืองามนัก ผนังด้านหน้าพระประธานเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากดาวดึงส์ และภาพเดียรถีย์ท้าแข่งรัศมีกับพระพุทธองค์ ด้านหลังเขียนภาพพระมาลัย ขณะขึ้นไปนมัสการพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังมีภาพอีกมาก ภาพต่าง ๆ เหล่านี้เขียนโดย พระวรรณวาดวิจิตร์ (ทอง จารุวิจิตร์) จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่งครั้งนั้นมีการซ่อมแซมพระอุโบสถ
พระประธานประจำพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ ประทับนั่งสมาธิเพชร ประดิษฐานเหนือชุกชี หน้าตักกว้างประมาณ ๔ ศอกเศษ มีรูปพระสาวกอีก ๓ องค์ คือพระสารีบุตร พระอานนท์ และ พระโมคคัลลานะ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่างดงามยิ่ง หากได้ไปกราบแล้วนั่งดู นั่งชมพระพักตร์ท่าน จะมีความสุขเหมือนนั่งในพระอุโบสถวัดพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก จะมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยมีพระราชดำรัสว่า "ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที" ด้วยเหตุนี้จึงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคล "นพรัตน์ราชวราภรณ์และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก" แด่พระพุทธรูปองค์ประธานนี้เป็นพิเศษ
พระวิหาร คือพระอุโบสถหลังเก่าของวัด ประดิษฐานพระประธานองค์เดิมของโบสถ์หลังเก่า ซึ่งเมื่อสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดให้หล่อพระประธานองค์ใหม่ด้วย แต่ได้ย้ายพระเศวตฉัตร ๙ ชั้น ที่กั้นพระประธานองค์เดิมมาด้วย เพราะเป็นพระเศวตฉัตรที่รัชกาลที่ ๑ ได้มีพระราชดำรัสไว้เมื่อประชวรหนักว่า ภายหลังจากที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ให้นำพระเศวตฉัตรที่กั้นพระเมรุมาศของพระองค์ มากั้นถวายพระประธานวัดระฆัง (ในโบสถ์หลังเดิม) จึงต้องย้ามตามมาเมื่อสร้างโบสถ์ใหม่ และได้เปลี่ยนผ้าตาดขาวเป็นผ้าขาวลายฉลุ ปิดทองในสมัยรัชกาลที่ ๖ และในรัชกาลปัจจุบัน ได้เปลี่ยนอีกครั้ง (โดยปกติแล้วจะพบว่าฉัตรพระประธานในอุโบสถนั้นจะมี ๓ ชั้น และ ๕ ชั้นเท่านั้น เว้นวัดระฆังจะมี ๙ ชั้น กับวัดปรมัยยิกาวาส รัชกาลที่ ๕ พระราชทานไว้ ๗ ชั้น)
พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี) อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ หน้าบันจำหลักรูปฉัตร ๓ ชั้น ตามชั้นพระยศของสมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ปฐมสังฆราชของกรุงรัตนโกสินทร์
พระวิหารสมเด็จ เป็นพระวิหารทรงเดียวกับพระวิหารสมเด็จพระสังฆราช อยู่ตรงกันข้ามประดิษฐานรูปหล่อของสมเด็จพระราชาคณะที่มีชื่อเสียง ๓ รูป คือ -
องค์กลาง สมเด็จพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเป็นองค์ที่สร้างพระสมเด็จ ใครมีพระสมเด็จไว้ประจำตัวจะมีสิริมงคล ค้าขายร่ำรวย รับราชการก็จะเจริญก้าวหน้า ไม่มีการอดหยาก ศัตรูบังอาจปองร้ายก็จะแพ้ภัยตนเอง
องค์ด้านตะวันออก คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ. ทัต เสนีวงศ์)
องค์ด้านตะวันตก คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร)
ข้างพระวิหารสมเด็จนี้ มีพระประจำวัน และตะเกียงให้เติมน้ำมัน เวลาเติมควรทำบุญหยอดเงินเท่ากำลังของพระประจำวัน เช่น วันพฤหัส ฯ ก็หยอด ๑๙ บาท เป็นต้น ส่วนการเติมน้ำมันให้เทวนขวาเพียง ๓ รอบ คือบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และกล่าวคาถาขณะวนเทน้ำมันว่า พุทธัง เม นาโถ ........อย่าไปวนเท่ากำลังพระประจำวัน คนที่เขารอเขาจะทำปากขมุบขมิบเอา
พระปรางค์ อยู่หน้าพระวิหารหรือพระอุโบสถหลังเก่า
หอระฆัง สร้างเป็นรูปจตุรมุข แขวนระฆัง ๕ ลูก ที่รัชกาลที่ ๑ สร้างพระราชทาน
ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาก่ออิฐ ถือปูน มีหน้าบันเป็นลายปูนปั้นที่งดงาม
พระเจดีย์ ๓ องค์ สร้างโดยเจ้านายวังหลัง ๓ องค์
ตำหนักแดง อยู่ด้านเหนือพระอุโบสถ เป็นเรือนไม้สัก เป็นตำหนักที่เชื่อกันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเจริญกรรมฐานที่ตำหนักแห่งนี้
หอไตร เล็ก อยู่หน้าตำหนักแดง
หอไตร หลังใหญ่ หรือตึกตำหนักจันทน์ เป็นปูชนียสถานชิ้นเอก มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม เดิมปลูกต้นจันทน์ไว้ ๘ ต้น จึงเรียกตำหนักจันทน์ ปัจจุบันเหลืออยู่ต้นเดียว
ต้นโพธิ์ลังกา หน้าวัดถัดจากตำหนักแดง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจัาอยู่หัว ทรงปลูกเอง
ลำดับเจ้าอาวาส มี ๑๐ องค์ จนถึงปัจจุบัน สมเด็จโต เป็นองค์ที่ ๖
การเดินทางไปวัดระฆัง หากไปทางเรือข้ามเรือที่ท่าช้างวังหลวง
หากไปทางรถยนต์ ถ้าเริ่มจากสะพานพระปิ่นเกล้า เมื่อข้ามสะพานแล้วก็ตรงมาจนถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานอรุณอัมรินทร์ ตรงมาถึงสี่แยกศิริราช ตรงต่อไปนิดเดียวจะมีตรอกทางซ้ายมือ ชื่อว่าตรอกวัดระฆัง เลี้ยวซ้ายเข้าตรอกแคบ ๆ นี้เข้าไป พอหาที่จอดรถได้ แม้จะเป็นวันหยุดก็ตามไม่เสียเงินค่าจอดรถ
ใกล้ๆ กับวัดระฆัง มีร้านอาหารอยู่ริมแม่น้ำ ร้านหนึ่งเขาเปิดเฉพาะตอนเย็น อีกร้านของคุณภัทราวดีฯ ยังไม่เคยแวะเข้าไปชิมทั้ง ๒ ร้านเลย ฝากเอาไว้ก่อน ไปชิมอีกร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ไปครั้งแรกไปทางเรือ ไปขึ้นเรือที่ที่วัดอรุณราชวราราม เดินทะลุออกหลังวัดอรุณข้ามถนนริมวัง เข้าซอยตรงข้ามไปออกถนนอรุณอัมรินทร์ ร้านอยู่ตรงกันข้ามกับซอยที่ออกมานี้ชื่อร้าน "กรีนลีฟ"
หากมาทางรถยนต์ พอเลยทางเข้าวัดระฆังแล้วก็ตรงมาเรื่อย ๆ จนพบสี่แยก แต่เขาห้ามเข้า หากเลี้ยวขวาก็ไปออกถนนอิสระภาพที่ไปสามแยกบ้านแขก ถูกบังคับให้เลี้ยวซ้ายวิ่งผ่านเขตทหารเรือ จนมาออกถนนอรุณอัมรินทร์ตามเส้นทางบังคับ ก็เลี้ยวขวากลับมาหน่อยเดียวก็จะจอดรถแถวหน้าร้านกรีนลีฟ ที่อยู่ทางซ้ายมือ อยู่เยื้องกับซอยที่ว่า เดินไปทะลุวัดอรุณราชวรารามได้

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:13 น.] #692167 (134/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:30 น.] #692196 (135/151)


(D)


พับเสื้อแบบแนวๆ ครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:31 น.] #692197 (136/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:31 น.] #692198 (137/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:32 น.] #692199 (138/151)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 14:32 น.] #692200 (139/151)


(D)



โดยคุณ pusit (1.7K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 15:01 น.] #692231 (140/151)


(D)


พิธีกรวันพรุ่งนี้ น้องtextile007 คนดังที่ทุ่มเทเพื่อเพื่อนๆ....โปรดติดตามชมครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 15:03 น.] #692233 (141/151)
ขอบพระคุณ พี่จิว .. คุณBank .. ท่านkookkai .. ท่านaey11 .. ท่านแมว/phaisan ที่ได้กรุณาเข้ามา ทักทายพูดคุย กัน ครับ

ขอบพระคุณ ท่านโก้/korachaa ที่ไม่ยอมทิ้งไป กลับมาให้สาระความรู้ ตรงวันดีจริงๆ วัดระฆัง/สมเด็จโตฯ

ท่านสิทธิโชติ ที่อัดแน่นด้วย สาระประโยชน์ และบันเทิง ..... ขอบพระคุณมากๆ ครับ

โดยคุณ wit-sp (254)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 15:48 น.] #692292 (142/151)
มาให้กำลังใจครับ

โดยคุณ thanaanan (7K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 16:36 น.] #692376 (143/151)


(D)


สวัสดีรอบเย็นครับ ท่านผู้อาวุโส BCC-106.... พิธีกรประจำวัน

สวัสดีครับ ท่าน อ.ภูษิต...ท่านยอดทนาย สิทธิโชติ...ท่าน Korachaa...3 พิธีกรหลักประจำรายการ

สวัสดีครับ ท่าน พี่ๆ...เพื่อนๆ...ขาประจำห้องสนทนาฯทุกๆท่าน

ช่วงเที่ยงร่วมแจมรายการ แต่พิมพ์เสร็จส่งไปแล้ววืดดดดด...เลยต้องมาสวัสดีเป็นช่วงเย็นเพราะเพิ่งจะว่างครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 17:04 น.] #692411 (144/151)
ขอบพระคุณ ท่าน wit-sp ที่ได้มอบกำลังใจให้ ผมกำลังจะปิดกระทู้อยู่พอดีเลยครับ นี่ก็เข้าไป 144 กระทู้แล้วครับผม ..... แอบได้ยินมาว่า ท่านจะนำพระไปแจกผมในวันที่ 4 ด้วยหรือครับ (ลักไก่ นะครับ)

ขอบคุณท่าน thanaanan ที่กรุณาเข้ามาร่วมคุยกัน แม้ตอนเที่ยงจะมีอุปสรรค ก็ไม่ยอมถอย
อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า รักเพื่อนๆ จริงครับผม

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 17:18 น.] #692420 (145/151)


(D)
ครับ สำหรับคนแก่ 5 โมงเย็น ก็ถือว่าใกล้ค่ำแล้ว คงต้องขออนุญาตปิดกระทู้ เพราะ ผมได้เริ่มทำหน้าที่ มา ตั้งแต่ เมื่อคืนนี้ 2-3 นาที หลัง 2 ยาม จนถึงบัดนี้ ก็ 17 ชั่ไมงแล้วครับ สมควรแก่เวลาแล้ว ก้จะปิดกระทู้ด้วย โอวาทธรรม ของ ท่านอาจารย์ พุทธทาส ภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) แห่งสวนโมกขอาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ดังนี้ ครับ

มองแต่แง่ดี

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี แต่ส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

@@@@@@@@@@@@@@@@@

สวัสดีครับ ขอจบรายการคุยกัน ตั้งแต่เช้า ยันดึก แต่สำหรับผม ตั้งแต่ดึก ยันค่ำ ครับผม
แม้ท่านเข้ามา chat ผมก็จะมาเปิดอ่าน ครับผม

โดยคุณ เกียรตินิรันดร์ (1)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 17:35 น.] #692425 (146/151)


(D)


สวัสดีค่ะพี่วิบูลย์และทุก ๆ ท่าน เพิ่งกลับจากทำงาน มาถึงต้องแวะบ้านนี้ก่อน มีความสุขจริง ๆ ค่ะ


โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 18:01 น.] #692453 (147/151)
สวัสดีครับ คุณครู .. แค่มาทักก็ชื่นใจแล้ว ครับผม

โดยคุณ karn_999 (96)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 18:46 น.] #692532 (148/151)
สวัสดีครับ คุณ อา วิบูลย์ มาสวัสดียามค่ำเลยครับวันนี้ ไม่มีโอกาสได้เข้าเวปเลยทั้งวัน ขอเป็นกำลังให้คุณอา และให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งคุณอา ผู้หญิงด้วยครับ

โดยคุณ ป๊อก98 (2K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 18:55 น.] #692545 (149/151)


(D)
สวัสดีครับ ท่านอา ทัวร์ธรรมเสาร์ที่ 27/6/52 นี้ ไป สิงห์บุรี-ชัยนาท ครับ
สวัสดี สมาชิกทุกๆท่านครับ สนใจร่วมเดินทาง เชิญครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 20:43 น.] #692736 (150/151)
ขอบคุณ คุณkarn_999 มาค่ำ ยังดีกว่าไม่มาครับผม เหมือนเพลงที่เขาร้องกัน ครับ

รับทราบครับ พี่ป็อก98 ขอยืนยันวันศุกร์นี้ว่าจะไปร่วมได้หรือไม่ เพราะผมจะมี small party ที่บ้าน วันศุกร์เย็น กลัวหนักไป เช้าไม่ยอมลุกครับผม

โดยคุณ น้องกระแต (1.8K)  [จ. 22 มิ.ย. 2552 - 20:52 น.] #692748 (151/151)
.....ได้ความรู้ เนื้อๆ เน้นๆ เลยครับคุณอา ประสพการณ์ แน่นปึก!!!!!......

........ขอกราบคาราวะด้วยใจจริง ที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องๆ ลูกหลานครับ ........


!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM