 (D)
ขณะที่ผมพิมพ์เปิดกระทู้นี้ ยังโทรหาท่านสิทธิโชติ ไม่ได้ ... ใจหายและเสียดาย ที่คนที่มีน้ำใจดี และจริงใจ ต่อเพื่อนๆ และทรงไว้ด้วยคุณวุฒิ และ ความรู้รอบตัวเป็นเลิศ และ ไม่เคยที่จะคิดเอาเปรียบ และทับถมใคร อาจจะห่างเหินไปในกระดานนี้ ......
เมื่อเช้าของ 2-3 วันก่อน ผมเดินออกนอกบ้านไปทานโจ๊กหน้าปากซอย ขากลับ แวะซื้อข้าวเม่าทอด 1 แพ 20 บาท มีกล้วยไข่ 3 ลูก ชุบแป้งทอด คนขายค่อนขังโบราณเหมือนผม ยังใช้ถุงกระดาษ นสพ. ห่ออยู่เลยครับ ถีงแม้จะมีแผ่นพลาสติกใสๆบางๆ รองก้นถุงอยู่ แทบไม่กล้ากิน กลับถึงบ้านรีบถ่ายข้างเม่าทอดลงจาน จะทิ้งถุงลงถังขยะ พอดีเห็นมีข้อความพิมพ์อยู่ เก็บมาอ่าน ได้ดังนี้ ครับ ........
"พ่อฉันสอนไว้ก่อนท่านตายว่า ฉันต้องไม่ทำตัวเหมือนพลุ ที่ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ด้วย แสง-สี-เสียง อันบรรเจิดของมัน เป็นที่ชื่นชอบแก่ผู้ชมทั่วไปยิ่งนัก เพราะไม่นาน พลุนั้นก็จะดับวูบลง พร้อมๆกับคนที่เคยสรรเสริญเยินยอ เมื่อตอนมันพุ่งรุ่งโรจน์ ก็จะเดินจากไป ไม่เหลืออะไรเลยในความมืด
พ่อให้ฉันทำตัวเหมือนเทียนไข ที่แม้ว่าจะให้แสงสว่างเพียงน้อยนิด แต่ก็มีประโยชน์ และทรงคุณค่าอยู่นานๆ
ฉันไม่เคยเชื่อคำของพ่อ มาตอนนี้ ฉันจึงได้รู้ว่า มีคนจำพวก "พลุ" อยู่เยอะแยะในสังคมแคบๆที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ... ฉันยอมรับว่า ตัวเองคิดผืด ที่ไม่เชื่อคำพ่อ ที่สอนและเตือน เพราะฉัน มัวแต่หลงมองคนในแง่ดีเกินไป ให้ความเมตตาเขามากเกินไป จนไม่รู้ตัวว่า เขานั้นน่ะ แท้จริงแล้ว หน้าซื่อใจคด หรือ หน้าเนื้อใจเสือ เขาชอบข้ามหัวฉันตลอดเวลา และแอบแทงข้างหลังฉัน โดยที่ฉันไม่มีโอกาสโต้แย้ง อยู่เสมอๆ ................................................
ข้อเขียนบนถุงใส่ข้าวเม่าทอดอ่านได้แค่นี้ครับ ผมต้องขอบคุณข้าวเม่าทอดที่ซื้อเพราะ นอกจากให้ความอร่อยและอิ่มทอ้งแก่ผมแล้ว ยังให้คติสอนใจ ให้ผม เพื่อทำตัวเหมือนกับที่คุณพ่อของเธอผู้นั้น สอนไว้บนถุงกระดาษครับ .... มันซะใจตัวผมเองดีนัก ครับผม  |
|