| หัวข้อกระทู้ : เรื่องเล่าแนวนวนิยาย "ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมเข้าใกล้คำว่า "พรหมลิขิต"" |
(D)
วันนี้ไปรื้อของที่ห้องเก็บของ บังเอิญไปเจอกล่องใบหนึ่ง ทำให้หวนคิดถึงความทรงจำครั้งหนึ่งขึ้นมา เหตุการนี้ผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว แต่ยังติดอยู่ในความทรงจำจนถึงวันนี้
นอนไม่หลับเลยพิมพ์เล่าให้เพื่อนๆอ่าน พร้อมกับรื้อกล่องความทรงจำของตัวเองออกมาปัดฝุ่นซะหน่อย
ปล.เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด อาจจะผิดเพี้ยนไปบ้างในบางคำพูด แต่ยังไงก็ขอให้ทุกท่านใช้วิจรณญาณในการอ่าน(ยังกะเรื่องผี ฮ่าๆ)
เล่าเรื่องไม่เก่ง ยังไงพยามเล่าเท่าที่จำได้นะครับ
เพื่อนๆคงรู้จัก พีซีที ...ครับ ไอ้เครื่องโทรศัพท์พีซีทีเนี่ยแหละ ที่คน กทม.ใช้กัน ถูกแต่สัญญาณแอบห่วย
ตอนนั้นยูเอฟโอยังหาง่ายกว่าคลื่นพีซีทีซะอีก-_-" ต้องมุดโทร กลิ้งโทร ตีลังกาโทร กว่าจะหาคลื่นได้
ผมเป็นคนหนึ่งที่(ตอนแรก)ไม่เคยคิดใช้เจ้านี่เลย เพราะไม่มีความจำเป็นอะไร มือถือก็มี แต่มีอยู่วันนึง เพื่อนมันซื้อพีซีทีมา โปรโมชั่นไรซักอย่าง(จำไม่ได้ล่ะ)
ซึ่งถูกกว่าใช้มือถือพอสมควร อีกอย่างรุ่นที่เพื่อนซื้อมันใส่รูปข้างหลังได้ (คิดว่าเพื่อนๆบางคนอาจเคยใช้รุ่นนี้ สีฟ้าๆอ่ะ)
ผมไม่รีรอ วันนั้นกลับจากมหาลัยรีบไปเดินตลาดแถวบ้าน เจอร้านขายมือถือเล็กๆมีเจ้าพีซีทีรุ่นนี้อยู่พอดี วิ่งกลับไปทุบกระปุกออมสิน หอบเงินสองพันกว่าๆ มาสอยทันที
เจ้าของร้านอธิบายวิธีการใช้และวิธีเปิดบริการให้ผมฟัง แต่ด้วยความที่เป็นคนโลว์เทคฯเป็นอันดับต้นๆของโลก เลยบอกคนขายให้ช่วยโทรเปิดเบอร์ให้ด้วย
ทุกขั้นตอนผ่านพ้นไปด้วยดี ได้พีซีทีเครื่องใหม่มาครอบครอง คืนนั้นนอนมอง นอนส่อง พลิกซ้ายทีขวาที กะว่าจะกอดนอนด้วยแล้ว(เป็นคนเห่อของใหม่ อิอิ..)
ผมชาร์ตแบตอะไรเสร็จสรรพ กำลังคิดว่าจะโทรไปประเดิมกับใครก่อนดี แฟนก็ไม่มี ครอบครัวก็อยู่ต่างจังหวัด ช่วงที่คิดกำลังหาเหยื่อรายแรกประเดิมซีทีใหม่
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ......
เสียงพีซีทีดังขึ้น...(ไม่คาดฝันยังไงเนี่ย -_-")
ผมตกใจนิดหน่อย เพราะตอนนั้นเพิ่งถอยมาตะกี้เอง เบอร์ก็เพิ่งเปิด ยังไม่ได้โทรไปบอกใครเลย แล้วจะมีคนโทรมาได้ไงหว่า
ใจนึงก็คิดว่า คงเป็นโอเปอร์เรเตอร์ โทรมาแจ้งเปิดการใช้งานหรืออะไรซักอย่างจากทางพีซีที
แต่ไม่ทันรับ เสียงก็ดับไปซะก่อน ก็..อืม ไม่ได้คิดไร นั่งกดนู่นนี่เล่นต่อไป (ยังเห่ออยู่ )
อึดใจเดียวเสียงพีซีดีก็ดังอีก คราวนี้รีบคว้ามารับอย่างไว "สวัสดีครับ"(แอ๊บเสียงหล่อ)
"....."ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า"ขอสายส้มคะ.."
ผมงงเล็กน้อย แล้วตอบกลับ "ไม่มีคนชื่อส้มครับ..."
"อ่อคะ..โทรผิดขอโทษคะ"ปลายสายตอบ
"ไม่เป็นไรครับ" ตรู้ด แล้วก็วางไป
คิดว่าฤกษ์ไม่ค่อยดี สายแรกก็คนโทรผิดซะล่ะ สงสัยต้องเอาไปเจิมก่อน
คืนนั้นผมนั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ กำลังเคลิ้มๆ เสียงพีซีที ดังอีกแล้ว เหยๆใครโทรมาอีกฟร่ะเนี่ย
"สวัสดีครับ"
"ขอสายส้มคะ.."
"ไม่มีคนชื่อส้มครับ"
"คุณเป็นใครคะ..?" ปลายสายถามน้ำเสียงเหมือนจับผิด
จะตอบไงละเนี่ย จะให้แนะนำชื่อ สถานศึกษา อายุ บลาๆ ตอนนั้นเริ่มหงุดหงิดล่ะ
"แล้วจะคุยกับใครละครับ"ผมถามกลับ
"คะ ขอโทษคะ" ตรู้ดๆๆ สายตัดไป
ไรฟร่ะ ตอนนั้นงงมาก เริ่มสงสัยว่าเบอร์เราไปคล้ายกับเบอร์ใครเนี่ย
คราวนี้ผ่านไปซักห้านาทีได้มั้ง พีซีที เจ้ากรรมดังขึ้นอีกแล้ว ผมแอบหวังลึกๆว่า คงไม่ใช่โทรผิดมาอีกน่ะ
อืม...คราวนี้ไม่ใช่คนโทรผิดแต่...
พอผมรับ "สวัสดีครับ" ยังเก๊กเสียงหล่อได้อีก หุๆๆ
"นี่..ฝากบอกส้มด้วยนะ ถ้ายังล้อเล่นอีก หนังสือไม่ต้องติวมันแล้ว!!!"ตรู้ดๆๆ สายตัดไป เสียงปลายสายท่าทางโกรธมาก
ตอนนั้นผมเอ๋อไปเลย มีคำถามในหัวเต็มไปหมด ใครโทรมา? โทรมาได้ไง(เพิ่งเปิดเบอร์)? แล้วส้มเป็นใคร???
คืนนั้นผมนอนไปแบบงงๆ สรุปยังไม่ได้โทรหาใคร ไม่ได้บอกเบอร์ใครเลย
ตื่นเช้ามา แต่งตัวไปมหาลัย ไม่ลืมที่จะหยิบพีซีทีเครื่องใหม่ไปอวดเพื่อน
ตอนนั้นเริ่มแจกเบอร์ แล้วให้เพื่อนลองโทรมา ก็ปรกติดี ไม่มีไรเกิดขึ้น ในใจก็ยังแอบคิดถึงเรื่องเมื่อคืนอยู่นิดๆ
พอตอนพักกลางวัน มีคนโทรเข้ามา ผมก็รับปกติ คิดว่าเป็นเพื่อน ปรากฎว่า
"คุณเป็นใครนะ? แล้วมาทำอะไรกับพีซีทีของฉัน มาแฮ็คไปใช่มั๊ย บลาๆๆๆๆ....." จำได้ไม่หมด แต่เธอพูดเร็วมากๆๆๆๆๆๆๆ
ตอนนั้นเริ่มงงสุดขีด อะไรฟร่ะ ยังไม่ได้ทำไรเลย มาด่ากัน ฉอดๆๆ
"แล้วคุณเป็นใคร"ผมถามกลับ
"ฉันเป็นเจ้าของเบอร์นี้แหละ คุณขโมยเบอร์ฉันมา จะทำยังไงละเนี่ย "
"ผมเพิ่งซื้อพีซีทีเมื่อวานเองนะ ไม่ได้ขโมยใครมา"
"ไม่รู้ล่ะ แล้วเบอร์ฉันไปอยู่ที่คุณได้ยังไง"
"อ้าวจะให้ทำยังไงล่ะ"
"ไม่รู้แหละ คุณต้องรับผิดชอบ"
"เดี๋ยวก่อน ช่วยเล่าได้ม่ะ ว่าเป็นยังไง"
เธอเล่าว่า ใช้พีซีทีมานานแล้ว ปกติจะโทรพีซีทีคุยกับเพื่อน แล้ววันนี้มีสอบ เมื่อวานก็เลยนัดกับเพื่อนว่า จะติวหนังสือกับเพื่อนผ่านทางพีซีที แต่เพื่อนไม่โทรมาตามนัด ชักสงสัยเลยโทรกลับไปหาเพื่อน
เพื่อนบอกว่า โทรไปหาเธอแล้วแต่มีเสียงผู้ชายรับ เลยคิดว่าเธอแกล้งอำ เพื่อนเลยงอนตุ๊บป่องไปเลยเมื่อคืน
วันนี้เธอเลยลองโทรเข้าเบอร์ตัวเอง แล้วมันก็มาติดที่ผมนี่แหละ
เหอๆ ตอนนั้นคิดว่างานเข้าซะแล้วเรา ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปถามคนขายให้ แล้วยังไงคืนนี้ให้โทรมาถามความคืบหน้า
ผมคิดว่า คนขายต้องเล่นไม่ซื่อกับเราแหง๋มๆ ไม่ขโมยเครื่องมาก็ไปแฮ็คเบอร์คนอื่นมาให้เรารึเปล่า (ลืมบอกไปว่า ผมตัดสินใจซื้อเร็วมาก แทบไม่รู้เลยว่า พีซีที มีระบบยังไง ใช้ยังไง กะว่าเอามาโทรลูกเดียว)
เย็นนั้นหลังกลับจากมหาลัย ผมรีบดิ่งไปหาคนขายทันที พี่เค้าก็บอกว่าไม่ได้ทำไรนะ ก็เอาเครื่องใหม่ให้ กล่องกับประกันก็เห็นอยู่ เบอร์ก็เปิดให้ปกติ
อืม ผมก็ค่อนข้างเชื่อเค้าน่ะ เพราะดูจากสภาพเครื่องและกล่อง แล้วคนขายก็เป็นพี่ที่คนแถวนั้นรู้จักดี แล้วมันเกิดขึ้นได้ไงหว่า
คืนนั้นโทรเธอกลับมา น้ำเสียงยังเหมือนเดิม ผมรู้สึกได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองสูง กล้าพูด ไม่กลัวใคร
ผมไม่มีคำตอบที่กระจ่างให้เธอ เลยโดนเธอตอกกลับมาชุดใหญ่ บางคนสงสัยว่า ผมไม่ผิด ทำไมต้องให้เธอมา แว๊ดๆๆ ใส่แบบนี้ คือผมเป็นคนใจเย็นหนะ ไม่ค่อยตอบโต้อะไรใคร
เธอได้แต่บอกว่า "ไม่รู้ล่ะเธอต้องรับผิดชอบๆๆๆ"
แม้เธอจะแว๊ดๆๆมา แต่เชื่อม่ะ ว่าผมแอบขำ แอบยิ้ม ตลอดตอนฟังเธอแว๊ด
มันไม่น่าโกรธ แต่ฟังดูน่ารักมากกว่า (ในความรู้สึกผมนะ) แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรจริงๆ มัวไปสงสัยเรื่องพีซีทีมากกว่า ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมปล่อยให้เธอแว๊ดไปเรื่อยๆ จนเธอเหนื่อย(มั้ง) ผมเลยบอกไปว่า วันเสาร์นี้จะไปที่ช๊อป ถามให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น เธอบอกว่า ไม่ได้ ต้องจัดการเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เท่านั้น เอ่อ.....นี่มันดึกแล้วน่ะแม่คู้ณณณ ช๊อปที่ไหนจะเปิด
ตอนนั้นผมรู้จักเธอเพิ่มอีกอย่างว่า เธอค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง
ผมบอกให้รอไปก่อน เพราะนี่เพิ่งวันพุธ วันเสาร์รับปากว่าจะไปถามให้ ไม่ต้องห่วง เธอแว๊ดๆ ปิดท้ายก่อนวางสายไป
--------------------------------------------------------------------------------
เชื่อมั๊ยครับ ระหว่างนั้นชีวิตผมไม่เป็นสุขเลย เธอโทรมาหาผม(เกือบ)ตลอดเวลา ก่อนจะถึงวันเสาร์ และแน่นอน....ส่วนใหญ่เธอโทรมาแว๊ดๆๆ
ออ..สรุปเหตุการณ์ตอนนี้คือ เบอร์เธอตกเป็นของผม เครื่องเธอยังโทรออกได้ แต่ใครโทรมาเบอร์นี้จะเข้ามาเครื่องผมหมด เครื่องผมก็โทรได้ปกติ
เธอบอกว่า เธอต้องติดต่องาน อย่างงั้นอย่างงี้ จนคิดว่าเธอคงมีธุรกิจพันล้านแน่ๆ ถึงได้โทรจิกเรื่องนี้ตลอดเวลา ผมรู้จักเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จากเรื่องที่เธอบ่นให้ฟังเนี่ยแหละ
ในความรู้สึกผมตอนนั้นน่ะ คิดว่าเธอคงไม่ได้โกรธจริงจังหรอก แต่ที่บ่นไปเพราะอยู่ดีๆเบอร์พีซีทีหายไป งานติดต่อเข้ามาไม่ได้
จากวันพุธ ถึงวันเสาร์ที่รอคอย แค่ไม่กี่วันแต่ผมเริ่มรู้สึกว่า การโทรมาแว๊ดๆของเธอ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปซะแล้ว
คุยไปคุยมา อ้าว...ที่แท้เธอเป็นแค่เด็กนักเรียน ม.ปลาย โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดัง งานที่เธอว่าคือ เธออยู่ในสังกัดโมเดลลิ่ง ต้องไปแคสพวกงานโฆษณา ...ถ้างั้น เธอก็น่าจะสวยพอสมควร ผมแอบคิดในใจ
ถึงวันเสาร์ ผมรีบไปที่ช๊อปแต่เช้าเพื่อถามให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกันว่า มันเกิดจากอะไร อะไรทำให้เบอร์พีซีทีของผู้หญิงคนหนึ่ง กลายมาเป็นของเราจนทำให้ชีวิตเค้าวุ่นวายไปหมด....
คำตอบจากพนักงานคือ พีซีทีและเบอร์ของผม เปิดใช้งานถูกต้องตามปกติ
ผมเลยอธิบายว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น พนักงานก็ไปเช็คให้จนได้ความว่า เจ้าของเบอร์คนเก่าไม่ได้เติมเงินทำให้เบอร์ถูกตัดไป พอดีวันนั้นผมไปซื้อพีซีทีเครื่องนี้ ตอนเปิดเบอร์เครื่องก็รันเบอร์นี้ให้มาพอดี เบอร์เจ้ากรรมเลยตกมาเป็นของผมโดยปริยาย โดยที่เจ้าของเก่าคงไม่รู้ว่าเบอร์โดนตัดไปแล้ว........อ๋อออออออออ
ผมได้คำตอบกระจ่างแล้ว คิดว่าเรื่องนี้คงจบด้วยดี ผมกลับมาถึงบ้านเธอก็โทรมาพอดี ผมอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามที่พนักงานบอกมา เป๊ะๆร้อยเปอร์เซ็น(ไม่อยากให้ตกหล่นเลย กลัวววว)
"อะไรกัน ฉันเติมเงินตลอดนะ มาตัดของฉันได้ยังไง" แป่ววว-_-"
รู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุ
"ไม่รู้แหละ แล้วนี่จะรับผิดชอบยังไง" อ่าวว นี่กรูผิดเหรอ..T_T
ผมพยามพูดกับเธออย่างประนีประนอมที่สุด อธิบายเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอม ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ เธอยังคง แว๊ดๆๆ ไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง
เธอเลยหาข้อสรุปอย่าง "อยุติธรรม" อย่างมากมาให้ผม
"งั้นมีธุระอะไรของชั้น นายต้องรับสาย จดไว้ แล้วโทรมาบอกฉันให้หมด " เอ๋า...
จนถึงตอนนี้ผมงงจนไม่รู้จะยังไงแล้ว งงแรกคือเรื่องเบอร์พีซีที พอจบงงแรก มาต่องงสอง นี่เราต้องมารับผิดชอบธุระของผู้หญิงคนหนึ่ง รู้จักก็ไม่ใช่
ผมสงสัยจังว่าเธอช่างกล้า....ถ้าบังเอิญว่าคนที่ได้เบอร์เธอไปไม่ใช่ผม ที่เป็นคนใจเย็น เธอคงไม่ได้มาแว๊ดๆจนถึงวันนี้ อาจจะโดนตัดสายไปเลย เจ้าของเบอร์ใหม่อาจจะหายไปเลย ไม่มาร่วมรับผิดชอบอะไรแบบนี้
ใครหนอกำหนดให้เบอร์ของเธอตกมาเป็นของผม...........
ผมเริ่มทำหน้าที่เลขาฯส่วนตัวให้เธอ ก็ไม่รู้ทำไมว่าต้องยอมเธอแบบนี้ ทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องยอมเธอขนาดนั้น..
ภาระนี้เป็นงานที่หนักมากกกกกกก..... ผมไม่คิดว่าเธอจะมีธุระเยอะขนาดนี้
เช้ามืด เช้าสาย ก่อนเที่ยง เที่ยงตรง บ่ายๆ เย็นๆ โพล้เพล้ ค่ำๆ ดึกๆ มีคนโทรมาหาเธอตลอด ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนเธอบ้าง(ที่ยังไม่รู้ว่าเบอร์มาอยู่ที่ผมแล้ว) โมเดลลิ่งบ้าง ....ตัวอย่าง
"น้องส้มเหรอค๊า" เสียงออกสาวประเภทสอง
"ป่าวครับ"
"อ้าวนั่นใครค๊า ไม่ใช่เบอร์น้องส้มเหรอ"
"อ่อ...ใช่ครับ นี่เพื่อนส้มครับ มีอะไรฝากไว้ที่ผมได้เลยครับ"
หรือ
"ส้ม พี่ให้หนูไปแคสงาน.....ที่..... อย่าลืมน่ะ"
"เอ่อ..ผมเพื่อนส้มครับ"
"อ้าว....ไหนน้องส้มบอกยังไม่มีแฟน"
"เอ่อ................."
ฯลฯและอีกหลายๆสายที่โทรมาหาเธอ
เชื่อมั๊ยครับ 90 เปอร์เซ็น ที่โทรมาเป็นเรื่องของเธอ เพราะผมไม่ได้บอกเบอร์กับใครอีกเลย นอกจากเพื่อนที่มหาลัย พีซีที เครื่องแรกของผมแทบจะกลายเป็นของคนอื่นโดยสมบูรณ์แบบT_T
ระหว่างนั้นเราคุยกันทุกวัน เกือบตลอดเวลา แรกๆเป็นเรื่องธุระของเธอ (ก็หน้าที่เรานิ) เวลาผ่านไปสัปดาห์แรก สัปดาห์ที่สอง สาม....เราเริ่มคุยเรื่องอื่นกันบ้าง เธอเริ่มเล่าเรื่องส่วนตัวของเธอ วันไหนมีปัญหาอะไรก็จะมาระบายกับผม ส่วนใหญ่เป็นเธอโทรมาหา (ผมขี้เกียจโทร)
การคุยเรื่องธุระค่อยๆน้อยลงๆๆ.... จนกลายเป็นเรื่องส่วนตัวแทบทั้งหมด
จากที่เคยคุยครั้งละไม่กี่นาที กลายเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมง
ตอนคุยกันผมแทบไม่ได้พูดอะไรเลย เธอพูดเร็วและไม่เว้นช่องว่างให้เลย แต่ผมก็ชอบนะ ผมเริ่มรู้สึกเปลี่ยนจากความรำคาญ...เฉยๆ...จนรู้สึกว่าวันไหนไม่ได้ฟังเสียงเธอมันเหมือนขาดอะไรไป....
เราคุยกันอย่างนี้เป็นเดือน เธอโทรมาหาผมทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นกลางคืน พักหลังชักคุยกันนานจนสว่างคาพีซีที ช่วงนั้นผมก็ยังงง ว่าทำไมเธอต้องโทรมาทุกวัน โทรมาเล่า โทรมาบ่น แล้วทำไมผมต้องฟังเธอเนี่ย
เราไม่ได้เป็นอะไรกันนะ แค่ความผิดพลาดบางอย่างจากระบบพีซีทีบังเอิญให้เราได้มาคุยกัน เจอกันสักครั้งก็ไม่เคย หน้าตาเป็นไงก็ไม่รู้ จนกระทั่ง......
มีอยู่วันนึงเธอโทรมาหาผม บอกว่าตอนนี้อยู่แถวลาดพร้าว กำลังคุยกับพี่โมเดลลิ่งคนนึง เค้าอยากได้รูปเธอที่เคยถ่ายในสตูดิโอ แต่เธอดันลืมเอาไป
ช่วยไปเอาที่บ้านให้หน่อย แล้วนั่งแท็กซี่เอารูปไปให้เธอที่ลาดพร้าว
เฮ้ย......ตอนนั้นตกใจมาก มาใช้ไรแบบนี้เนี่ย มากไปรึเปล่า.....
แต่.....ผมก็รับปากเธอไป(เอากับเค้าสิ) เธอบอกทางไปบ้านเธอทางโทรศัพท์ ผมนั่งแท็กซี่ไป ถามเธอว่าแล้วผมจะเข้าไปเอายังไงละเนี่ย เธอว่าบอกแม่ไว้แล้วว่าจะให้เพื่อนไปเอารูป
ตอนนั้นสารภาพเลยว่าใจตุ้มๆต่อมๆ เพื่อนๆลอกคิดถึงสถานการณ์จริง ไปบ้านผู้หญิงที่เราไม่แม้แต่เคยเห็นหน้า แล้วยังต้องไปเผชิญหน้ากับแม่เค้าอีก
(ออ..ลืมบอกไปว่า บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอมากนัก แต่ก็ไม่ใกล้นะ)
ผมไปถึงบ้านเธอ ไปกดออด ตื่นเต้นมาก ถ้าแม่เค้าถามว่าเป็นใครกัน จะบอกว่าเป็นเพื่อนที่โรงเรียนก็ไม่ได้ (ก็เธอเรียนหญิงล้วน)แล้วจะอธิบายว่ารู้จักกันทางพีซีที ก็ฟังดูเหม่งๆ
แต่เอาเข้าจริงแล้วแม่เธอไม่ถามอะไรเลย ผมสวัสดี แม่เธอบอกว่า รบกวนหน่อยน่ะลูก แล้วเอารูปให้ แค่นั้นเอง ผมรีบลาแล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปหาเธอที่ลาดพร้าว
และอีกหนึ่งความตื่นเต้น ผมจะได้เจอเธอ ออ..ลืมบอกว่าเธอให้ผมสัญญาว่าจะไม่แอบดูรูปเธอ(รูปอยู่ในซอง) ...ผมทำผิดสัญญา สารภาพว่าผมทนไม่ได้ที่จะแง้มภาพเธอออกมาดูนิดนึง แต่ก็เห็นไม่ชัด เพราะดึงออกมาครึ่งหน้า ในแท็กซี่ก็มืดเห็นแค่ลางๆ
ระหว่างอยู่ในรถ ผมถามกับตัวเองว่า ทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ ทำไมต้องทำให้ผู้หญิงคนนี้ขนาดนี้ ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ ผมชอบเธอเหรอ ? ก็ยังไม่แน่ใจ หรือมีอะไรมาบังคับให้ทำแบบนี้ ก็ไม่รู้.......
พอมาถึงที่นัดหมายไว้ ผมก็ได้มาเจอกับเธอเป็นครั้งแรก................
ผู้หญิงที่ยืนตรงหน้าผม ขาว สวย หมวยนิดๆ เธอสวยมาก มากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ.......
ไม่น่าเชื่อ ผู้หญิงที่แว๊ดๆๆ ขี้บ่น ทางพีซีที จะมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ ฮ่าๆๆๆ
ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจริงๆ
คำแรกที่เธอทักผม "ทำไมมาช้าจัง รอตั้งนานแล้วเนี่ย"(ตอนพิมพ์เสียงนี้ยังสะท้อนในหัวอยู่เลย^_^)
"โทษทีๆ รถมันติด" สรุปใครควรขอโทษใครเนี่ย -_-" เอ่อ ให้ตรูลำบากแล้วยังมาบ่นอีก
เธอบอกให้ยืนรอตรงนี้ เดี๋ยวออกมา เธอหายเข้าไปในบ้านที่เป็นเหมือนออฟฟิซ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนตะกี้กลั้นหายใจไปชั่วครู่ ยังตื่นเต้นไม่หาย แอบคิด ...เฮ้ย ทำไมสวยขนาดนี้ว่ะ ต่างกับเสียงลิบลับ
เธอออกมาแล้วบอกให้ผมนั่งแท็กซี่ไปส่งเธอที่บ้าน วันนั้นเธอพาผมไปเลี้ยงข้าว (เกาเหลา ยังจำได้)แถวบ้านเธอ
การพูด น้ำเสียงของเธอไม่ต่างจากที่คุยทางพีซีที แต่ผมว่าผมเปลี่ยนไปน่ะ จากที่เงียบฟังซะเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเงียบเข้าไปอีก เพราะเธอพูดเก่งมากจริงๆ
และผมก็ชอบที่จะฟังเธอพูด สีหน้า ท่าทาง คำพูดทุกอย่างของเธอ
ตอนนั้นผมรู้ตัวว่าเริ่มชอบเธอเข้าแล้วหละ..............ส่วนเธอ เธอคิดยังไงกับผม ผมไม่รู้ ......................
เธอสวย น่ารัก เป็นคุณหนู ที่ดีที่สุดคือ เธอไม่มีแฟน ฮ่าๆๆ
หลังจากวันนั้นเรายังคุยกันทุกวัน เธอยังเป็นฝ่ายโทรมาตลอด ผมคิด แต่ผมไม่กล้าเอื้อม ได้แต่แอบคิดว่า เอ๊ะ...โทรมาหาเราทุกวัน คิดไรป่าวเนี่ย ??
หรือเธอคิดแค่ผมมีประโยชน์กับเธอ เป็นเบ๊ของเธอ เก็บไว้ใช้งาน.....แค่นั้น
เราเจอกันมากขึ้น ผมยังคงช่วยเหลือเธอในหลายๆเรื่อง เธอลืมของ ผมต้องไปเอา เธออยากดูหนังผมต้องไปเป็นเพื่อน เธอไปไหนผมไปเป็นเพื่อน เราสนิทกัน เธอเล่าทุกเรื่อง เธอเคยอกหัก เคยเสียใจ ฯลฯ
ความสัมพันธ์เราเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจากเดือนเป็นปี แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่านี้ ......
ระหว่างที่เราคบกัน(แบบไหนก็ไม่รู้) มีคนมาจีบเธอเยอะมาก และผมนี่เองที่เป็นไม้กันหมา
บางคนผมยังแอบเชียร์เลย แต่เธอก็ไม่สน ผมเคยถามว่าทำไมไม่ยอมมีแฟนซะที เธอมักจะบ่นกลับมา ก็ดูดิคนนี้หน้าตา แบบว่า บลาๆๆๆ....
คนนั้น คบไปจะเอาไรกิน บลาๆๆๆๆๆ...... ค้นโน้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้..บลาๆๆ
ผมคิดว่าเธอคงเป็นคนเลือกมาก ไม่แปลกที่คนหน้าตา ฐานะแบบเธอจะมีสิทธิ์เลือก
เวลาผ่านไปเป็นปี เราค่อยๆ******งกันไปเรื่อยๆ ก็ยังคุยกันบ่อยๆแต่ไม่ค่อยได้เจอกันเหมือนเดิม เธอยังคงปรึกษาผมในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มาจีบ จนกระทั่ง...................
มีอยู่วันนึงเธอโทรมาบอกผมว่า "ตกลงคบกับ โอ(นามสมมติ)แล้วนะ" ผ่างงงงงงง เหมือนฟ้าผ่าตรงกลางใจ ตอนนั้นมันวูบจริงๆ วูบมาก เข้าใจเลยว่า หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม มันรู้สึกยังไง
ผมแซวเธอแบบเฮฮา ปกปิดความรู้สึกตัวเองเต็มที่ น้ำเสียงสนุกสนานแต่ข้างในมันร้องไห้โฮ แง๊ๆๆๆๆๆ(เศร้าเลยเรา)
แอบคิดเสียดายว่าทำไมรู้จักกันมาตั้งนาน ทำไมไม่สารภาพรักไป คนนั้นน่าจะเป็นเรา ทำไมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.....แต่ก็สายซะแล้ว
อดคิดไม่ได้ว่าเธอคบกับโอได้ยังไง สนิทสนมกันตอนไหน ไม่มีทีท่าเลยว่าเธอจะรับรักใคร..
หลังจากวันนั้นเราคุยกันน้อยลงมาก ผมคิดว่าเธอคงมีความสุขอยู่กับแฟนของเธอ ส่วนผมคงต้องดำเนินชีวิตของผมต่อไป ความสัมพันธ์ของเราคงหยุดอยู่แค่นี้ พีซีทีคงมีแต่เรื่องของผมไม่มีเรื่องของเธออีกแล้ว........
มีอยู่วันนึงเรากำลังคุยพีซีทีกันนี่แหละ เธอบอกว่า พ่อแม่ไม่อยู่บ้านอยู่คนเดียวเบื่อมาก ตอนนั้นดึกแล้วนะ เกือบๆเที่ยงคืนได้แล้ว
ผมบอกให้หาไรทำแก้เบื่อสิ ก็ไม่รู้จะแนะนำอะไร
จู่ๆเธอก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวจะไปหาที่ห้อง (ตอนนั้นผมออกมาเช่าอพาร์ทเมนอยู่คนเดียว)
เอ้ยยยยย..............ตกใจมาก ไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้
อีกอย่างคือดึกมากแล้วออกมาอันตราย ผมบอกไปว่า "จะมาได้ไง ไม่ให้มาหรอก ดึกแล้ว" เธอไม่ยอมท่าเดียว บอกเบื่อๆๆ แว๊ดๆๆๆ (อีกแล้ว เฮ้อ..)
ผมยืนยันว่ามาไม่ได้ เหมือนเธอจะเข้าใจ เราคุยกันอีกแป๊บก็วางสายไป
อีกไม่กี่นาที เธอโทรกลับมา บอกอยู่ในรถแท็กซี่ กำลังไปหา .....เอ้า
ผมแอบเคืองนะ คือมานอันตราย ดึกแล้ว ผู้หญิงคนเดียวด้วย พอเธอมาถึงผมลงไปรับแล้วดุเธอนิดหน่อย ส่วนเธอทำหน้าร่าเริงได้อีก -_-"
มันมาถึงจุดสำคัญแล้วสิครับ เราอยู่กันสองต่อสอง ในห้องนอนแอร์เย็นฉ่ำ ผมสนิทกับเธอก็จริง แต่สถานการณ์แบบนั้นทำไรไม่ถูกไปเหมือนกัน จะวางไม้วางมือ เดินไปไหนดูเกะกะตัวเองไปหมด (แอบเกร็ง)
ผมถามว่าจะกลับยังไง เธอบอกไม่กลับ นอนนี่แหละ เอ้ยยย ไม่ได้.....
อธิบายนิดนึงอพาร์ทเมนผม เป็นห้องเดี่ยว มีเตียงใหญ่แค่เตียงเดียว แล้วจะทำไงเนี่ย
เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ โดยเธอไม่รู้หรอกว่าผมโคตรเกร็งงงงงง
เอาแล้วสิ...พอถึงเวลานอน ผมบอกว่าเดี๋ยวจะเอาผ้ามาปูนอนข้างล่าง ให้เธอนอนบนเตียง เธอบอกว่าไม่ต้องนอนบนเตียงนี่แหละไม่ทำไรไม่ต้องกลัว (สรุปเราเป็นผู้หญิงเหรอเนี่ย-_-)
เราปิดไฟนอน และแล้ว.............................................................
แน่ะๆ คิดอะไรกันอยู่ ผมนอนตัวเกร็ง ใครจะไปหลับลง เธอยังไม่หลับ นอนเม้าโทรศัพท์กับเพื่อนไปเรื่อยๆ จนผมผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้
มาตื่นอีกทีตอนเช้า ก็เธอนั่นแหละมาปลุกผม ผมรีบควานหาเสื้อผ้า อ่ะล้อเล่น แหะๆ.... จริงๆแล้วเธอยังไม่ได้หลับเลย เธอคุยกับเพื่อนจนเช้ามืด(สาวๆนี่คุยโทรศัพท์เก่งจริงๆ) แล้วก็นั่งเล่นอยู่จนปลุกผม
ที่ขำคือเธอเอากางเกงผมไปใส่ได้ไงไม่รู้(จากในตู้นะไม่ใช่ตัวที่ผมใส่อยู่) แล้วผมน่ะมีแต่พวกกางเกงฟุตบอล เห็นเธอใส่หลวมโพรกแล้วขำดี ดูขัดกันมากๆ เธอบอกว่าใส่สบาย ชอบนะ เหอๆ
คืนนั้นผ่านไปด้วยดี ขออภัยสำหรับคนที่ลุ้นให้มีอะไรเกิดขึ้น(รู้น่ะ) เราไปหาอะไรกินแถวอพาร์ทเมน แล้วผมนั่งแท็กซี่ไป่ส่งเธอที่บ้าน.....
นี่ก็เป็นอีกความทรงจำเล็กๆที่เกิดขึ้น ได้มาเขียนเล่าอีกครั้งเหมือนได้ย้อนกลับไปเวลานั้นจริงๆ ไม่รู้เธอยังจำได้รึเปล่า ...
สำหรับผมน่ะ รู้สึกเสียดาย แต่ไม่เสียใจที่ไม่ได้บอกชอบไป เวลาผ่านไป มันกลายเป็นความทรงจำดีๆให้เราอมยิ้มเวลาคิดถึง แค่นี้ก็พอใจแล้ว
นานๆเป็นเดือน เราได้คุยกันที และยังเหมือนเดิมเธอเป็นฝ่ายโทรมา ถามสารทุกข์สุขดิบกันสั้นๆ ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย
เวลาผ่านไปจนผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ส่วนเธอเรียนจบมัธยมแล้วเอนท์ติดคณะและมหาลัยที่เธออยากเข้า
ผมตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ (ซึ่งก็เป็นประเทศที่ผมอยู่ ณ ตอนนี้) ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเธออีกเลย ไม่ได้อกหักแล้วหนีไปต่างประเทศนะ ฮ่าๆ
ก่อนวันเดินทางไม่กี่วันอยู่ก็คิดถึงเธอ เลยตั้งใจว่าน่าจะโทรไปบอกซะหน่อยว่าจะไปต่างประเทศแล้วนะ
ผมโทรไปปรากฎว่าไม่ติด เธอไม่ได้ใช้เบอร์เดิมแล้ว(เบอร์มือถือ) พีซีทีก็โทรไม่ได้ คิดว่าคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว.....แต่
โชคดี ผมยังมีเบอร์มือถือเพื่อนสนิทเธออยู่ (ก็คนที่โทรเข้าพีซีทีคนแรกนะแหละ) ผมโทรติด ผมได้เบอร์เธอมาจากเพื่อนสนิทคนนั้น รีบโทรไปหา ...
ผมยังจำเสียงได้ ลักษณะการพูดทุกอย่างยังเหมือนเดิม เธอก็จำผมได้ ผมบอกเรื่องไปเรียนต่อ ถามความเป็นไปของเธอ และกล่าวอำลา เธอบอกว่าให้มาเจอกันหน่อยสิ เธออยากเจอผม
เรานัดเจอกันที่ดังกิ้นสาขาในตำนาน ก็สาขาสยามนั่นแหละ (กลับเมืองไทยอีกทีหายไปแล้ว เศร้า...) เธอยังสวยเหมือนเดิม แต่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่งตัวตามแฟชั่นเด็กมหาลัย เธอพูดๆๆๆๆๆๆๆ ยังไม่เว้นช่องว่างให้ผมเหมือนเคย ฮ่าๆ
ตอนนั้นแอบคิดว่าจะสารภาพเธอไปว่า "เคยชอบนะ" แต่เปลี่ยนใจไม่พูดดีกว่า พูดไปตอนนี้ไม่มีประโยชน์ ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้แหละ
ก่อนลากันตรงนั้นเธอเอา จดหมายเล็กๆ พับจากเศษกระดาษอะไรซักอย่าง ลายเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ข้างในมีข้อความอยู่
ผมรับมาแล้วบอกว่า ค่อยเปิดอ่านนะ เอาไว้อ่านบนเครื่องตอนไม่มีไรทำ เธอคะยั้นคะยอให้อ่านเลย ผมก็แกล้งเธอไม่ยอมอ่าน จนเธอยอมแพ้(นี่เป็นครั้งเดียวมั้งที่ผมชนะเธอ)
หึๆ อย่าคิดว่าผมจะอดใจรอไปอ่านบนเครื่องได้จริงๆ พอกลับถึงบ้านผมรีบเปิดจดหมายอ่านทันที
ถอดความบางส่วนเท่าที่จำได้นะ (ตอนนี้จดหมายไม่อยู่แล้ว)
"เป็นความผิดพลาดหนึ่งในกี่ล้านที่ทำให้เราเจอกัน แต่เราก็ได้มารู้จักกันในที่สุด เราขอโทษที่เอาแต่ใจตัวเอง ช่วงเวลาที่สนิทกันเราเคยหวังว่าเอก(ชื่อสมมติของผม)จะสารภาพอะไรกับเรา เราคิดผิด ตอนนี้เรามีแฟนแล้ว เรารักแฟนเรา แต่เราเชื่อมาตลอดจนถึงตอนนี้ว่า เอก เป็นคนที่รักและดีกับเราที่สุด"
จริงๆแล้วจดหมายยาวและมีรายละเอียดมากกว่านี้
ออ เล่าข้ามไปหน่อย ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ผมยกพีซีทีเครื่องนั้นให้เธอไป
ตอนกลับไปเมืองไทย ได้ลองโทรไปปรากฎว่าไม่ติดแล้ว ไม่แน่ใจว่าผมกดเบอร์เครื่องผิด (พีซีที ถ้าจำได้พอกดเบอร์แล้ว ต้องกดเบอร์เครื่องอีกที) มือถือก็ติดต่อไม่ได้ สรุปว่าที่ดังกิ้นคือครั้งสุดท้ายที่เจอกัน
เพื่อนๆอาจสงสัยว่าไม่มีเมล์ หรือเอ็มเอสเอ็นติดต่อกันเหรอ ไม่มีครับ ตอนนั้นผมไม่มีเมล์ ไม่ได้เล่นเอ็มฯ เธอก็ไม่ได้เล่น ไม่รู้เราคบกันประสาอะไร
เบาะแสเดียวที่ผมมีตอนนี้คือ ทางไปบ้านเธอแบบเลือนลางเต็มที ยังไม่เคยลองไปนะ ไม่รู้ยังอยู่ที่เดิมรึเปล่า
ที่สำคัญ ...ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกรึเปล่า ....ยังไงก็อยากเจอกันอีก ยังคงคิดถึงเสมอ.........
เฮ้อจบครับ...โปรดติดตามผลงานกันต่อไปนะครับ
รักใครชอบใครก็บอกเค้าไปนะครับ จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง ว่าเราพลาดอะไรไป.....  |
|
|