 (D)
ปัญญานำมาซึ่งความสุข
ปัญญา หมายถึงความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ในที่นี้หมายถึงความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม
ความรู้ทางโลก เป็นวิชาดำเนินชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปถึงเรื่องใหญ่ เช่น เกิดมาแล้ว รู้วิธีดื่มนม วิธีนอน วิธีกิน วิธีขับถ่าย ไปจนถึงวิธีใช้ความสามารถทางสมองเรียนวิชาการต่างๆ เช่น การแพทย์ การก่อสร้าง ศิลปหัตถกรรม การสร้างกฎระเบียบ เรียกกันว่าวิชากฎหมาย ใช้เป็นวิชาเพื่อประกอบอาชีพ เป็นเครื่องช่วยเหลือกัน ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติ ราบรื่น จัดเป็นความรู้ทางโลกที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตของคนในสังคมเป็นไปได้อย่างมีความสุข
ผู้มีปัญญาย่อมมีความสามารถในการสร้างเหตุความสุขให้เกิดขึ้นได้มากกว่า และยาวนานกว่าผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การใช้หรือการแสวงหาปัจจัย 4 ผู้ที่มีปัญญาย่อมแสวงหาได้มากกว่าและใช้อย่างเข้าใจ ใช้เป็น ส่วนผู้ที่มีปัญญาน้อย ย่อมแสวงหาได้น้อยกว่า หรือใช้อย่างไม่เข้าใจ ใช้ไม่เป็น ดังนั้น ผู้ที่มีปัญญามีความรู้จริง จึงทำให้ตนได้รับความสุขมากกว่า โดยเฉพาะความสุขทางกาย
ส่วนความรู้ทางธรรม เป็นความเข้าใจถึงชีวิตที่แท้จริง ว่าอยู่ภายใต้ลักษณะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคง ทั้งยังก่อให้เกิดความทุกข์ เป็นอยู่ลำบาก มีความไม่สบายแฝงอยู่ทั่วไป
ความรู้ทางธรรมเป็นความรู้ที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นมากกว่าความรู้ทางโลก ผู้ที่มีความรู้ทางโลกมากแต่มีความรู้ทางธรรมน้อย แม้จะมีความสุข แต่มักจะเป็นความสุขทางกายมากกว่าความสุขทางจิตใจ ส่วนผู้ที่มีความรู้ทางโลกน้อย แต่มีความรู้ทางธรรมมาก แม้จะมีความทุกข์ทางกายมาก แต่มีความสุขทางใจมากกว่าผู้ที่มีความรู้ทางธรรมน้อย
ดังนั้น ผู้ที่สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองส่วน จึงเป็นผู้ที่มีความสุขทั้งทางกายและทางใจมาก เพราะปัญญานั้นท่านอุปมาไว้ว่า เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางชีวิต ดังคำพระที่ว่า แสงสว่างยิ่งกว่าปัญญาไม่มี เพราะแสงสว่างแห่งปัญญานำพาให้พบทางออก ทางเดินของชีวิตได้อย่างราบรื่นและสะดวก ต่างจากผู้ไม่มีปัญญา คือ ไม่มีแสงสว่างนำพา ย่อมมีปัญหาในการก้าวเดิน ที่อาจพบกับปัญหาและอุปสรรคได้ง่ายและมากกว่า เพราะไม่มีเครื่องช่วยนำทาง ผู้ที่มีปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมเช่นนี้ ถ้าแม้มีมากเท่าใดก็ยิ่งสร้างเหตุแห่งความสุขได้มากเท่านั้น แต่ถ้ายิ่งมีน้อยเท่าใดก็มีเหตุแห่งความสุขน้อยตามไปด้วย
ดังนั้น การได้เฉพาะซึ่งปัญญาทำให้ได้รู้เห็น ได้เข้าใจลักษณะของชีวิตว่า ถ้าดำเนินชีวิตเช่นนี้แล้วก็จะเป็นเหตุให้หาทางเพื่อให้มีความสุขที่ยั่งยืน เข้าใจสาเหตุของความทุกข์แล้วปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งความทุกข์นั้น ส่วนการจะได้ในระดับใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความอดทน ความขยัน ความตั้งใจจริง บวกกับบารมีที่เคยสั่งสมมา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตามปัญญานั้น ย่อมได้รับผลเป็นความรู้ยิ่งขึ้นและลับคมปัญญาให้กล้าแข็งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ท่านจึงกล่าวว่าการได้เฉพาะซึ่งปัญญานำความสุขมาให้ |