คนมากมายที่ทำความดีกลับได้ผลตอบแทนน้อยนั้น เพราะมักคิดว่าทำแล้วอยากจะได้นั่นนี่ตอบแทนกลับมา บ้างก็หวังรวย, บ้างก็อยากจะมีชื่อเสียงหน้าที่การงานดีๆ, บ้างก็อยากหายจากโรคร้ายมีสุขภาพที่แข็งแรง, บ้างก็อยากให้ตัวเองมีความสุข, อยากสวย, อยากหล่อ, อยากมีคนรัก, อยากไปเกิดบนสวรรค์เมื่อตายไปแล้ว(ถ้าบอกว่าทำบุญตอนนี้แล้วตายเดี๋ยวนี้เลยไปสวรรค์เดี๋ยวนี้เลยคงเหลือคนทำไม่กี่คน) อยากไปต่างๆนาๆ ลองคิดดูว่ามีความดีแบบไหนที่ทำเพื่อตัวเอง ความดีคือการให้แต่ถ้าทำแล้วจะอยากได้นั่นนี่ มันเป็นความดีตรงไหน มันไม่ใช่ความดี แต่มันคือความโลภมัน จะต่างอะไรกับคนที่กอบโกยผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งก็คงแค่แตกต่างกันในด้านความรุนแรงและผล แต่มันมีรากฐานเหมือนกันคือ ความเห็นแก่ตัวนั่นเอง คำพูดที่ว่า
“ทำดีได้ดีมีทีไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นความโลภของคน ว่าทำน้อยแต่อยากได้มาก แต่ยังหลงว่าตัวเองเป็นคนดี และได้ทำดี แต่ทำไมไม่ได้ดีตอบแทน เพราะคนดีที่แท้จริงจะไม่พูดคำนี้เลย วันนี้ถ้าทำดีแล้วไม่ได้ดีแล้วยังมีคนที่ทำดี คนๆ นั้นแหละคือคนดีที่แท้จริง ความจริงก็คือ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็มีทั้งดีและชั่วปนกันไปไม่มีใครที่ดีและชั่ว 100 % คนเราจึงมีสุขและทุกข์ปนกันไป “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”เป็นของแน่นอน กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ แต่เราก็ต้องมองด้วยใจเป็นธรรมด้วย ไม่เช่นนั้นเราคงต้องมาเครียดแค้นอย่าไม่รู้จบ วัฏฏะสงสารไร้ประมาณ เราจะรู้ได้เช่นไรว่าเราทำกรรมอะไรมาบ้าง ถ้าการเกิดคือการเริ่มต้น ความตายคือการสิ้นสุดแล้วจะลำบากไปเพื่ออะไร ถ้าเช่นนั้น ทำไมคนนี้เกิดมาหน้าตาดี คนนั้นไม่หน้าตาไม่ดี , ทำไมคนนี้เกิดมาฉลาด คนนั้นเกิดมาโง่, คนนี้รวย คนนั้นจน ถ้ามันเป็นเรื่องของความบังเอิญ ทำไมเรื่องดีๆ ไม่บังเอิญเกิดกับเรา แล้วเรื่องแย่ๆ ไม่ไปบังเอิญเกิดกับคนอื่น (ในข้อเท็จจริงทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน, โง่หรือฉลาดต่างก็มีสุขทุกข์ปนกันไป อยู่ที่เราจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขตามอัตภาพ หัดปล่อยวาง ดังนี้แล้วแม้รวยก็จะเป็นสุข แม้จนก็จะไม่เป็นทุกข์) แปลกแต่จริงคือยิ่งโลภยิ่งเห็นแก่ตัว คนๆ นั้นอาจจะได้ผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวเขาคนนั้นจะต้องเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะไม่เหลืออะไรเลย และต้องเสวยทุกข์เป็นอันมากทั้งในโลกนี้และโลกหน้า |
|