(D)
หลายท่านอาจเคยทราบเรื่องราวนี้มาแล้ว.
ผมแน่ใจว่าอีกหลายๆท่านยังไม่เคยจะได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาก่อน.
ก่อนอื่นผมขอถามท่านผู้อ่านว่า ถ้าหากเราทราบว่าวันสุดท้ายของเรามาถึงเราจะทำอะไรในวันเวลาที่เหลืออยู่....
หลายวันมานี้ผมเข้าไปอ่านเรื่อง 2012 The end of the earth.....ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้
http://www.youtube.com/watch?v=OW6jtcl0xkU
อ่านและชมไปหลายลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง จับใจความพอคร่าวได้ว่า...
ขณะดาวที่ชื่อว่า Planet X NIBIRU ที่มีวงโคจรตัดกับวงโคจรของโลกเราจะตัดผ่านมาใกล้โลกอีกครั้ง ดาวดวงนี้จะผ่านมาที่วงโคจรของเราทุกๆ3600 ปี
นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทวีปแอตแลนติกหายไป นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องโนฮากับเรือสมัยน้ำท่วมโลก
ดาวดวงนี้จะเข้ามาใกล้โลกเรื่อยๆปี 2009 จะสามารถมองเห็นทางขั้วโลกใต้ด้วยกล้องส่องดาว
ปี 2011 จะสามารถมองเห้นด้วยตาเปล่า ขนาดเท่าดวงจันทร์ของเรา ดาวดวงนี้เป็นสีแดง
ปี 2012 จะเริ่มมีปฏิริยาต่อมวลสภาพอากาศบนโลก เศษหินในอวกาศที่มากับดาวนิบิรุจะตกลงมาบนพื่นโลก เป็นฝนดาวตกอันตรายต่อมวลชีวิตทั้งโลก
วันที่ 21 ธันวาคม 2012 หายนะครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดบนพื้นแผ่นดิน อย่างใครไม่เคยคาดคิดมาก่อน
วัน14 กุมภาพันธ์ 2013 วันนั้นเป็นวันที่ โลก +นิบิรุ+ดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่แนวแกนเดียวกัน แกนแม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนไป
โลกจะหยุดหมุนรอบตัวเอง 3 วัน แผ่นดินจะแยกตัวเป็นเสี่ยง น้ำทะเลจะเป็นคลื่นมหาอภิสึนามิ ถล่มตามเมืองชายทะเลทุกแห่ง เมื่อแผ่นดินเคลื่อนตัวตามเปลือกโลก ลาวาก็จะถลักขึ้นมาเกิดเป็นภูเขาไฟมากมาย
ที่เคยอยู่ใต้ท้องน้ำก็จะโผล่มาอยู่เหนือน้ำ ที่เคยเป็นยอดเขาอาจจะยุบตัวลงไปเบื้องล่าง
แน่นอนผู้คนหลายล้านชีวิตต้องจบลง บ้านเมืองถล่มทลายไม่เหลือหลอ
เราจะไปหลบภัยที่ไหนได้?.........
เหตุการณ์ที่เลวร้ายเกินกว่าเราจะสามารถบรรยายถึงได้จะเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2014 ดาวนิบิรุก็เริ่มเคลื่อนตัวห่างจากโลกเราไปเรื่อยๆ
โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ......ถึงเวลานั้นจะเหลือผู้รอดชีวิตสักกี่คน?
ปี 2014 เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษชาติอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้จะเป็นจริง จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อีกไม่นานเกินรอ ไม่เกินสามปีดาวที่มีชื่อว่า นิบิรุ NIBIRU ก็จะโผล่มาให้เห็นแล้ว
ถ้ามันโผล่มาให้เห็นจริง เริ่มที่ขั้วโลกใต้ แสดงว่าคำทำนายของนักดาราศาตร์นั้นเป็นจริง....เข้าแล้ว
แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั้นก็เป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของชาวมายาอีกด้วย
......................................................................
ความเชื่อเรื่องโลกแตกมีอยู่หลายแนวความคิด จากหลายๆนักคิดหรือคนบางกลุ่มโดยอาจจะมีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เราคงเคยคุ้นกับความเชื่อเรื่องโลกแตกมาหลายอย่าง เช่น คำทำนายนอสตราดามุส หรือเหตุการณ์ช่วงปี1999 ( y2k) แต่ครั้งนี้ขอนำเสนออีกแนวความคิดที่มีนักวิชาการและคนหลายกลุ่มให้ความสนใจ และศึกษานั่นก็คือdoomsday 2012
วันสุดท้ายของปฏิทินชาวมายันคือ 21 ธันวาคม 2012
ชาวมายันเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นวันเกิดใหม่ เป็นการเริ่มต้นของ the World of the Fifth Sun เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ ดวงอาทิตย์เดินทางผ่านเส้น equator ของ Galaxy และโลกจะปรับทิศทางให้เข้ากับศูนย์กลางของ Galaxy ดวงอาทิตย์จะขึ้นเชื่อมกับการทับกันของทางช้างเผือกกับระนาบของ Ecliptic บนท้องฟ้าจะปรากฏดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆมากมาย ปรากฏการณ์ของจักรวาลครั้งนี้ถือว่าเป็น The Sacred Tree, The Tree of Lifeการที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ Galaxy
ในปี 2012 จะเปิดช่องทางหนึ่งสำหรับพลังงานจักรภพที่จะไหลผ่านโลก ล้างโลกให้สะอาด รวมทั้งล้างสิ่งที่อาศัยอยู่ ยกทั้งหมดสู่ภาวะที่สูงขึ้น สรุปคือโลกแตกดับเพื่อการเกิดใหม่นั่นเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนให้ความสนใจถึงปีสุดท้ายของโลกโดยอ้างถึงศาสตร์แขนง ต่างๆ
อย่างทางด้านวิทยาศาสตร์มองว่าในปี 2012 จะเกิดเหตุการณ์ที่ชื่อว่า แกนโลกจะพลิกกลับขั้ว หรือ Pole Shift เป็นกระบวนการเมื่อขั้วทิศเหนือและขั้วทิศใต้กลับตำแหน่งกัน
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น, ที่จุดหนึ่งของเวลา สนามแม่เหล็กโลกจะลดลงเกือบจะถึงศูนย์เกาซ์ โลกที่จุดนั้นของเวลามีคุณสมบัติของแม่เหล็กเป็นศูนย์ สิ่งนี้บังเอิญมาเกิดขึ้นพร้อมกัน กับการหมุนรอบพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ในทุกๆ สิบเอ็ดปีพอดีซึ่งอาจจะก่อให้เกิด
- ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)
- การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆ
- ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนอย่างมาก
- ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม
- สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณถึงระดับ อันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
- กลุ่มวัตถุในอวกาศที่มีเส้นผ่านมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น
-แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ส่วนทางด้านโหราศาสตร์ก็มองว่า ช่วงปีนี้จะเป็นปีที่จะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์ เอาเป็นว่าจะจริงหรือไม่อันนี้ต้องรอดูกัน
.....................................................................
"นาซ่า"เตือนอากาศโลก ร้อนจัด-สูงสุดรอบหลายพันปี
วารสาร สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา รายงานผลวิจัยใหม่ล่าสุดที่เตือนว่า อุณหภูมิของโลกมนุษย์ในปัจจุบันพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเมื่อเทียบกับในรอบ หลายพันปีก่อน และเริ่มส่งผลกระทบต่อพรรณพืชและสัตว์บนโลกแล้ว
ผลวิจัยดังกล่าวจัดทำโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ประจำฝ่ายอวกาศศึกษา สถาบันก๊อดดาร์ด ซึ่งเป็นหน่วยงานของสำนักงานอวกาศสหรัฐ(นาซ่า) และค้นพบว่า ตลอดช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจากเดิม 0.2 องศาเซลเซียส หรือ 0.36 องศาฟาเรนไฮต์
"อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 0.2 เซลเซียสนั้นเป็นเหตุให้อุณหภูมิของโลกยุคปัจจุบันมีตัวเลขสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงยุค "อินเตอร์กลาเซียล" เป็นต้นมา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นราวๆ 12,000 ล้านปีก่อน" นักวิจัยก๊อดดาร์ด ระบุ
ทั้งนี้ โลกเราทุกวันนี้กำลังอยู่ในยุคน้ำแข็งครั้งที่ 4 และอินเตอร์กลาเซียล หมายความถึงช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่นในยุคน้ำแข็ง ซึ่งทำให้ธารน้ำแข็งของโลกละลาย
นักวิจัยก๊อดดาร์ด พบด้วยว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ผลจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ทำให้พืช สัตว์ และแมลง 1,700 สายพันธุ์ต้องสาบสูญหรืออพยพออกจากถิ่นฐานเดิมแถบขั้วโลก โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างเห็นได้ชัด คือ ตอนบนของขั้วโลกเหนือ เนื่องจากน้ำแข็งและหิมะที่ละลายออกมาเป็นน้ำกลายเป็นปัจจัยช่วยดูดซับความ ร้อนให้เพิ่มมากขึ้น
"หลักฐานที่เราค้นพบครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่า เรากำลังปล่อยมลพิษไปสะสมในชั้นบรรยากาศโลกจนทำให้โลกร้อนขึ้นจนน่าวิตก อย่างยิ่ง" เจมส์ แฮนเซน หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าว
...................................................................
แล้วพี่ๆทุกๆท่านล่ะ ถ้าโลกเราเกิดอวสานในอีกไม่ช้าจะทำอะไรดีก่อนตาย |
|