(D)
ในตอนค่ำวันหนึ่ง ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงนอนที่คลุมด้วยผ้าห่มลายนกนางนวลสีเขียว แล้วก็มองไปยังหนังสือกองโตที่ค้างคา รอให้ฉันไปอ่าน เสียงถอนหายใจของฉันทอดยาว รับกับเสียงพัดลมขายาวที่ส่งเสียงครางเบา ๆ แถมช่วงเวลานั้นอากาศก็ช่างเป็นใจ เพราะอากาศเย็นสบายกำลังดี ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ฉันจึงเผลอหลับไป
ฉันพบตัวเองอีกที ที่หน้าอาคารหลังใหม่่ ดูเหมือนจะสร้างด้วยหินอ่อนลักษณะคล้ายธนาคาร มีบันไดหินสีขาวเป็นมันวับเรียงรายเป็นชั้นๆ สุดบันไดขั้นสุดท้ายมีประตูกระจกติดฟิล์มกรองแสงเข้ม มีป้ายแผ่นหนึ่งแขวนไว้ตรงประตูเขียนข้อความว่า
'มีเวลาขาย'
ฉัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรือเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้ขาทั้ง สองข้างก้าวขึ้นไปบนอาคารหินอ่อนแห่งนั้น เมื่อเอื้อมมือผลักประตูกระจกเข้าไป ไอเย็นของเครื่องปรับอากาศก็ปะทะร่างกาย
ภายในสถานที่นั้นดูโอ่โถง และสวยงามราวกับห้องรับรองชั้นดีมีโต๊ะไม้สีเข้มตัวยาวซึ่งกองแฟ้มเอกสาร เรียงรายอยู่บนนั้น ชายหนุ่มคนที่นั่งประจำโต๊ะเอ่ยทักทายฉัน ท่าทางเขาอบอุ่นและเป็นมิตร
'สวัสดีครับ' ...
'ค่ะ' ฉันตอบรับคำเขาเบาๆ
'ผมคิดว่าคุณคงจะไม่ได้มาซื้อเวลา ท่าทางคุณยังเป็นเด็กอยู่เลย อายุคงยังไม่เกิน 20 ปี'
'ฉันไม่ได้มาซื้อเวลาหรอกค่ะ' ฉันตอบไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าสินค้าหรือบริการอะไรกันแน่ ที่เขากำลังขายอยู่
'เพียงแต่ว่าฉันอยากมาดูผู้คนแล้วก็การซื้อขายของคุณเท่านั้น'
'ตามสบายเลยครับ' เขายิ้มอย่างมีไมตรี
'เชิญนั่ง' เขาผายมือไปทางโซฟาชุดที่ตั้งอยู่ชิดผนังด้านหนึ่ง
ฉันจึงถอยไปทรุดตัวลงนั่ง
ลูกค้า คนแรกที่ฉันพบในอาคารขายเวลาคือชายร่างเล็กผอมเกร็งผมขาวโพลน ใบหน้าซีดเหลือง เขาพยุงตัวให้ก้าวผ่านบันไดทีละขั้น ๆ อย่างลำบากยากเย็น จนกระทั่งผลักประตูมาหยุดยืนตรงหน้าชายขายเวลา
'ผมมาขอซื้อเวลาที่ผ่านไป...ห้าปี' น้ำเสียงเขาแหบแห้ง และสั่นพร่าอย่างคนที่กำลังป่วยหนัก
'หมอบอกว่าผมมาหาหมอช้าไปห้าปี ไม่อย่างนั้นแล้วโรคก็คงมีวิธีรักษาให้หายได้'
คนต่อมาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่งตัวสะอาดสะอ้านเพียงแต่ว่าดูหม่นหมองและหมดหวัง....
'ขอซื้อเวลา สามเดือน' เขาพูดกับชายขายเวลา
'คุณ รู้ไหม ผู้หญิงที่ผมรัก เธอไปเมืองนอก เมื่อสามเดือนก่อน เราคบกันมาเป็นปีแต่ผมก็ยังไม่เคยบอกรักเธอทั้ง ๆ ที่รักเธอมาก เธอไปโดยไม่รู้อะไรเลย'
ชายขายเวลามีทีท่าว่าเห็นใจ
ฉัน คิดว่าเขาเป็นนักขายเวลาที่มีความอดทนมากทีเดียวที่จะต้องพบลูกค้าที่ล้วน แล้วแต่มีปัญหาต่าง ๆ กันไป พร้อม ๆ กับนึกเสียดายแทนผู้ชายคนนี้ที่เขาผ่านเวลาร่วมปีไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วเพิ่งจะมาเห็นคุณค่าของเวลาเหล่านั้น... เมื่อมันได้ผ่านไปแล้ว
ยัง ไม่ทันที่ชายหนุ่มคนนั้นจะก้าวพ้นประตูออกไป หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินสวนเข้ามา หล่อนสวมชุดไว้ทุกข์สีดำ ใบหน้ายังเปื้อนคราบน้ำตา ดวงตายังมีรอยบอบช้ำ
'อยากได้เวลาค่ะ สักสองปี ปีเดียวหรือเพียงครึ่งปีก็ได้' หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าโศก
'ผมคิดว่าคุณคงมีปัญหาเกี่ยวกับเวลาในอดีตเหมือนคนอื่น ๆ' ชายขายเวลากล่าวขึ้น
'ค่ะ' หล่อนรับคำเสียงแผ่ว ...
'คุณ แม่ของดิฉันเพิ่งเสียเมื่อสองวันก่อน ท่านดีกับฉันมาก เลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจแต่ดิฉันยังไม่ทันทำอะไรให้แม่ชื่นใจเลย มีแต่ตั้งแง่ตั้งงอน ท่านก็มาด่วนจากไป'
'คุณเลยอยากซื้อเวลาที่ผ่านไปเพื่อทำดีกับคุณแม่ของคุณ'
ฉัน นึกเวทนาหล่อน เวทนาที่หล่อนมาคิดอะไรอะไรได้ก็เมื่อสายไป ถ้าหากหล่อนได้ทำอะไรไปตั้งนานแล้ว ก็คงไม่ต้องมานึกเสียดายตอนนี้ วูบหนึ่งจึงนึกย้อนกลับมาที่ตัวเอง
คนต่อมาเป็นเด็กหนุ่ม ใบหน้าของเขายังอ่อนเยาว์ แต่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวล
'ต้องการเวลาเท่าไหร่ดีครับ' ชายขายเวลาถามขึ้นก่อน
'สองปี' เขายิ้มอย่างอ่อนเพลีย
'ผมอยากกลับไปเลือกแผนการเรียนใหม่ผมพลาดไปในตอนนั้น บางทีผมอาจเริ่มต้นใหม่ด้วยดี จะได้เรียนวิชาที่ชอบแทนวิชาที่น่าเบื่อตอนนี้' แล้วเขาก็จากไป เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว
ฉันเห็นชายขายเวลาหลับตาลงในขณะที่กำลังเว้นว่างจากลูกค้า แต่เมื่อฉันขยับตัว เขาก็ลืมตาขึ้นแล้วหันมายิ้มให้ฉัน ดวงตาเขาอบอุ่น
เป็น เวลานานเท่าไรก็ไม่ทราบที่ฉันนั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมาล้วนแล้วแต่มีท่าที วิตกกังวล ผิดหวัง เสียดาย เสียใจ แล้วก็มาซื้อเวลาไปเพราะว่าพวกเขาได้พลาดสิ่งที่น่าจะทำในอดีต แล้วชายขายเวลาก็ปิดแฟ้มพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาทางฉัน สักครู่จึงเดินมาทรุดตัวนั่งเก้าอี้โซฟาข้าง ๆ
'จะปิดร้านแล้วหรือคะ' ฉันถาม
'ครับ... ได้เวลาแล้ว'
'ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้ ฉันเห็นจะต้องกลับเสียที'
ฉันพูดกับเขาทั้ง ๆ ที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉันจะกลับไปอย่างไร....
'เชิญ ครับ ขอให้คุณจงใช้เวลาทุกวินาทีให้ผ่านไปอย่างมีคุณค่าและคุ้มค่าที่สุดนะครับ ผมหวังว่า คงจะไม่เห็นคุณมาที่นี่เพื่อซื้อเวลานะครับ' เขากล่าวในที่สุด
'ขอบคุณมากค่ะ ฉันจะไม่ลืมคุณ และที่นี่' ฉันลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นไฟก็ดับวูบ
ฉัน ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่... ฉันเอื้อมมือไปรูดผ้าม่านหน้าต่างสีครีม ผ้าม่านถูกเปิดออก ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีและไก่ก็ยังไม่ขัน ฉันรีบเก็บที่นอนและกระโดดเข้าห้องน้ำอย่างสดชื่น
จากนั้นก็กลับมา นั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวเดิมซึ่งฉันไม่เคยนั่งมันอย่างจริงจังมานานแล้ว ....ฉันรู้สึกดีใจที่ฉันยังมีเวลาเหลืออยู่ ... ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มลงมือทำในสิ่งที่ดีที่ฉันได้หวัง ได้ตั้งใจไว้ ซึ่งไม่เหมือนกับผู้คนเหล่านั้น...คนที่ฉันพบที่อาคารขายเวลา...
เวลา ไม่เคยรอใคร อย่าปล่อยเวลาไปโดยเปล่า ๆ เพราะมันไม่มีวันย้อนกลับมาได้ ฉะนั้นจงใช้เวลาของคุณอย่างระมัดระวัง ใช้อย่างรู้คุณค่า และใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน... ตลอดเวลาที่เรียกว่า...
'วันนี้'
ขอบคุณคุณนคร ศิลปศาสตร์ ด้วยครับ |