ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : นิทานอีสปนกฮูกผู้หลงตัวเอง

(D)
นกฮูกผู้หลงตัวเอง

ยังมีนกฮูกหนุ่มตัวหนึ่ง คิดไปเองว่ามันคือนกฮูกที่สง่างามที่สุด เมื่อถึงคราวที่มันจะมีคู่ มันก็คิดว่านกที่คู่ควรกับมันก็คือลูกสาวของพญานกอินทรีเท่านั้น แต่ธรรมชาติของนกฮูกซึ่งหากินในเวลากลางคืน และบินได้ไม่สูงนักมันจึงขอร้องให้นกกาบินไปหาพญานกอินทรีเพื่อทาบทามไว้ก่อน นกกาทนคำอ้อนวอนไม่ไหวมันจึงบินไปหาพญานกอินทรี เล่าเรื่องราวของนกฮูกหนุ่มให้พญานกอินทรีฟัง พญานกได้ฟังก็นึกขำนกฮูกผู้ไม่เจียมตัวจึงคิดให้บทเรียน มันจึงบอกนกกาไปว่าให้นกฮูกหนุ่มบินมาฟังคำตอบของมันได้ที่รังบนยอดเขาสูง เมื่อนกกานำความมาบอกนกฮูกหนุ่ม อารามดีใจทำให้นกฮูกลืมคิดไปว่ามันเป็นสัตว์กลางคืน ไม่เคยชินกับแสงสว่าง จึงออกบินไปทันทีแต่แสงอาทิตย์ทำให้ตาของมันพร่า ซ้ำปีกของมันก็ยังบอบบางและไม่แข็งแรง พอบินไปได้เพียงครึ่งทาง มันก็หมดแรงตกลงมากระแทกพื้นสินใจตายทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การกระทำอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง มักก่อให้เกิดผลร้ายเสมอ



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 20:12 น.]



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 20:14 น.] #930148 (1/20)
ฟังเพลง "หลงตัวเอง" โปงลางสะออน http://www.imeem.com/nanzaoopa/music/gzGB_k6F/2008/

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 20:18 น.] #930156 (2/20)
ขอบคุณมากครับ .... เป็นสิ่งที่ควรสังวรอย่างยิ่ง ครับผม

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 20:57 น.] #930257 (3/20)
ขอบคุณมากครับ
จริงครับ ถูกต้องที่สุด ทุกคนควรประเมินตัวเองให้ถูก อย่าหลงตัวเอง . .

. . อย่าเข้าข้างใจตัวเองจนเกินตัว อย่าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น . .

เช่น . . เหมือนเวลาเรามองเข้าไปในหน้าต่างบ้าน เราเห็นกับอย่างไรเราก็เชื่ออย่างนั้น . .
แต่คนในบ้านเค้ามองออกมา มองเห็นเราชัดกว่า ว่าเรามองอะไรเค้าอยู่
มุมมองต่างกัน มองเข้าไปในหน้าต่าง กับ มองออกมาจากหน้าต่าง
เค้าเห็นคนนอกหน้าต่างชัดเจนมากมุมก็กว้างกว่า สว่างกว่า
เค้ารู้ว่าเรามองเค้าอยู่ และคิดอะไรที่ อคติอะไรเค้า หรือเปล่า
ทั้ง ๆ ที่เค้าถอดเสื้อวิดพื้น แต่มีคนมองเข้ามาทางหน้าต่างคิดว่าเราทำอะไรอยู่
คนนอกหน้าต่างจะมองจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ ไปในทางที่ลบ ทั้ง ๆ ที่คนในหน้าต่างนั้นเค้าออกกำลังกายแท้ ๆ
คนนอกหน้าต่างต่อให้ปฎิเสธ อย่างไรจะให้ใครเชื่อได้ เพราะเล่นจ้องมองเข้าไปในหน้าต่างบ้านเค้าอย่างตั้งใจ . .

" มุมมองที่แตกต่าง "

โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:13 น.] #930297 (4/20)
ขอบคุณครับ...ขอบคุณ

โดยคุณ inta156 (57K)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:16 น.] #930310 (5/20)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:25 น.] #930333 (6/20)
โดยคุณ poppoomi (118.172.134.*) [16 Nov 2009 20:57] #930257 (3/5)

ขอบคุณมากครับ
จริงครับ ถูกต้องที่สุด ทุกคนควรประเมินตัวเองให้ถูก อย่าหลงตัวเอง . .

. . อย่าเข้าข้างใจตัวเองจนเกินตัว อย่าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น . .

เช่น . . เหมือนเวลาเรามองเข้าไปในหน้าต่างบ้าน เราเห็นกับอย่างไรเราก็เชื่ออย่างนั้น . .
แต่คนในบ้านเค้ามองออกมา มองเห็นเราชัดกว่า ว่าเรามองอะไรเค้าอยู่
มุมมองต่างกัน มองเข้าไปในหน้าต่าง กับ มองออกมาจากหน้าต่าง
เค้าเห็นคนนอกหน้าต่างชัดเจนมากมุมก็กว้างกว่า สว่างกว่า
เค้ารู้ว่าเรามองเค้าอยู่ และคิดอะไรที่ อคติอะไรเค้า หรือเปล่า
ทั้ง ๆ ที่เค้าถอดเสื้อวิดพื้น แต่มีคนมองเข้ามาทางหน้าต่างคิดว่าเราทำอะไรอยู่
คนนอกหน้าต่างจะมองจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ ไปในทางที่ลบ ทั้ง ๆ ที่คนในหน้าต่างนั้นเค้าออกกำลังกายแท้ ๆ
คนนอกหน้าต่างต่อให้ปฎิเสธ อย่างไรจะให้ใครเชื่อได้ เพราะเล่นจ้องมองเข้าไปในหน้าต่างบ้านเค้าอย่างตั้งใจ . .

" มุมมองที่แตกต่าง "


ท่านป๊อป ครับ เยี่ยมมากครับ ขอบคุณมากครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:26 น.] #930336 (7/20)
พร 3 ข้อ จากท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ‘กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก’ คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ‘จิตประภัสสร’ ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี’แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข’

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
‘แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน’
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ‘ไฟสุมขอน’ (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ‘แผ่เมตตา’
หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ‘ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น’
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ


โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:43 น.] #930387 (8/20)
ผู้รู้คือผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ถูกรู้ ตัวอย่างดูทีวี ผู้รู้คือ คนดู ไม่ใช่ผู้ถูกดู ผู้ถูกดูคือทีวี การนั่งสมาธิก็เช่นเดียวกัน นิมิตคือผู้ถูกรู้ ส่วนผู้รู้ว่ามีนิมิตคือ จิต ดังนั้นต้องน้อมตัวรู้ให้มาที่จิตจะเป็นตัวรู้ที่มีสติพร้อมไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลังไม่มีซ้ายไม่มีขวารู้ตัวทั่วพร้อมสรรหาคำพูดเปรียบเทียบไม่ ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ต้องประเมินผลเองวัดผลเองจากการปฏิบัติเท่านั้น . .

ถ้าจะเปรียบอย่างนั้น ผู้รู้ดูทีวี ผู้รู้ดูนิมิตร ผู้รู้ดูอารมณ์ เห็นสิ่งเหล่านั้น
ไม่ เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน แต่ผู้รู้ไม่พิจารณาผู้รู้ แล้วจะเห็นความ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนได้อย่างไร ก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่าผู้รู้เป็นเราๆเป็นผู้รู้นะซิ ผู้รู้ก็เป็นสังขตธาตุ

ผู้รู้กับอารมณ์ ไม่ใช่อันเดียวกัน ผู้รู้ๆอารมณ์ว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ผู้รู้ ก็รู้ตัวผู้รู้ พิจารณาลงสู่ไตรลักษณ์เช่นกันจึงจะรู้แจ้ง

ตราบที่ยังมีการแบ่งแยกผู้รู้และสิ่งที่รับรู้ การรับรู้นั้นมีข้อจำกัด
ที่สุดของการปฏิบัติธรรม เมื่อปราศจากอวิชชา จุดศูนย์กลางจะเป็นหนึ่งกับเส้นรอบวง
ผู้รู้จะรวมเป็นหนึ่งกับความรู้และสิ่งที่ถูกรับรู้

สภาวะนี้อยู่เหนือกาลเวลา เทศะ รูป นาม และคำบรรยาย

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:46 น.] #930399 (9/20)
สวัสดีครับพี่สิทธิโชติ

(8/8) คัดลอกมาครับ . .
แต่ (3/8) คิดเองครับผม . .

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:47 น.] #930400 (10/20)
สุดยอดครับท่านปีอป ขอน้อมคารวะจากใจครับ

โดยคุณ poppoomi (401)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 21:54 น.] #930424 (11/20)
... ในความเห็นที่ผ่านมานั้นเพียงประสงค์จะสนทนา ไม่ได้ไปมุ้งเน้นเจาะจงผู้ใดนะครับ
เพียงแต่กล่าวไปตามธรรมที่เข้าใจ เอาละครับ คราวนี้ผมจะขหมวดเข้าอีกนะครับ ในสิ่งที่น่าสนใจก็คือ สติ และลองเฝ้าสังเกตดู

. . . เมื่อมีสติ ผู้รู้ หรือ สิ่งถูกรู้ นั้นจะหยุด สมาธิ ก็จะคงอยู่ กับผู้รู้ หรือสิ่งถูกรู้นั้น ไม่ไปปรุงแต่ง คือ
หยุดและปรากฏสภาพความจริงนั้นๆ โดยไม่ปรุงแต่ง เมื่อปัญญาบังเกิด (เพราะเห็นไตรลักษณ์มาบ่อยๆ
ไม่ใช่จินตนาการบังเกิด ไม่ใช่หนีสภาพความจริงนั้น ไม่ใช่ยึดสภาพความจริงนั้นเอาไว้) ก็จะปล่อยวางคลายความยึดมั่นถือมั่น
ทั้งที่สติ สมาธิ ยังดำรงปรากฏสภาพความจริงนั้นให้เด่นชัดอยู่ หมายเหตุการเกิดดับหรือการเปลียนแปลง
ของ ผู้รู้ หรือ สิ่งที่ถูกรู้ ก็เปลียนแปลงไปตามสภาพความจริงนั้น แต่สติ กับสมาธิทำให้ปรากฏชัด เมื่อ . .
ปัญญาเกิด ก็จะบังเกิดได้สองกรณี คือ

1. เข้าสู่สมาธิที่ลึกขึ้น จนถึงอัปปนาสมาธิ
2. ปล่อยวาง หลุดพ้นไม่ยึดมั่นถือมั่น(ความจริงแล้วสมาธิสูงขึ้นแต่ไม่ทรงอยู่นาน) สักแต่สภาพความจริงนั้นที่ปรากฏ เพียงแต่เป็นที่ระลึก เป็นที่อาศัย

แต่จะเป็นการละกิเลสได้ชั่วคราวหรือถาวรนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย(ปัญญา วาสนา บารมี)
ตัวพิสูจน์ก็คือ ญาณรู้ในกิเลสที่ละและทีเหลือเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เมื่อไม่มั่นใจ ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

รวม ๆ แล้ว " ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กิเลสที่ดีที่สุด "


โดยคุณ ป๊อก98 (2K)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 22:03 น.] #930456 (12/20)

โดยคุณ รัญ-ซอยรุ่ง (104)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 22:04 น.] #930463 (13/20)

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 22:10 น.] #930497 (14/20)

โดยคุณ LEGACY (537)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 22:47 น.] #930573 (15/20)

โดยคุณ toei89 (625)  [จ. 16 พ.ย. 2552 - 23:40 น.] #930652 (16/20)

โดยคุณ BCC-106 (434)  [อ. 17 พ.ย. 2552 - 07:59 น.] #930872 (17/20)
อยากจะตั้งชื่อกระทู้ว่า พูดจาประสานักปราชญ์ ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 17 พ.ย. 2552 - 12:13 น.] #931222 (18/20)
สวัสดียามเที่ยงๆครับ ขอบพระคุณทุกๆท่านครับ

โดยคุณ inta156 (57K)  [อ. 17 พ.ย. 2552 - 13:00 น.] #931271 (19/20)
อย่าลืมของที่สั่งไว้ครับ...

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 17 พ.ย. 2552 - 13:14 น.] #931294 (20/20)
รับเย็นนี้ที่ร้านไก่ย่างครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM