ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : คำมีคม จากพระมหาสมปอง ดีมากๆ



(D)
บทความคำคม จากหนังสือ "หลวงพี่มาแล้ว" รุ่นที่2

ของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโตค่ะ

อ่านแล้วลองนำกลับมาคิด และปรับใช้กับตัวเองดูนะคะ ดีมากๆ เลย



ถ้าไม่มีใครยอมยื่นมือมาช่วยเหลือโยม จงอย่าลืมว่ายังเหลืออีกหนึ่ง ตรงปลายแขนโยมเอง ที่พร้อมช่วยเสมอ
ชีวิตเหมือนบันได ที่ยิ่งไต่สูงขึ้น ก็ยิ่งเห็นทิวทัศน์กว้างขึ้น
ชีวิตไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบ แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีประสบการณ์
อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่ร่วมมิตรให้ระวังวาจา
ชื่อเสียงต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ที่จะทำให้มันกลายเป็นชื่อเสียได้
คำถามที่โง่ที่สุด คือคำถามที่ไม่ได้ถาม
อินา ทานัง ทุกขังโลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
จะก้าวกระโดดได้ไกลขึ้น โยมต้องถอยหลังก่อน
เลื่อนตัวเอง แต่อย่าลดคนอื่นลง
ฆ่าเวลา เป็นการฆ่าตกรรมโอกาสดีๆ
ความสามารถทำให้โยมไปถึงจุดสุดยอด แต่ความอ่อนน้อมทำให้โยมอยู่จุดนั้นได้นานที่สุด
ครูเป็นผู้ที่เปิดประตู แต่นักเรียนต้องเดินเข้าไปเอง
ความสุขเกิดกับตัวเองได้ หากทำให้เกิดกับผู้อื่นก่อน




ขอบคุณหนังสือ หลวงพี่มาแล้ว จากพระมหาสมปอง

โดยคุณ น้องส้มฉุน (4.4K)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 20:25 น.]



โดยคุณ น้องส้มฉุน (4.4K)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 20:26 น.] #972908 (1/11)


(D)
ความหมายของธูปเทียนดอกไม้


เรื่องของธูป

ธูปที่จุดบูชาพระพุทธเจ้านิยมจุดครั้งละ3ดอก หมายถึงการบูชา"พระคุณทั้งสามของพระองค์ท่าน"

คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ (เรื่องธูปบางท่านอาจจะเข้าใจผิด ว่าหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ)

กลิ่นของธูปในปัจจุบันปรุงแต่งกลิ่นมากเกินไป อาจทำให้เกิดการฟุ้งซ่าน หอมฟุ้งตรึงใจมากเกิน
ธูปในสมัยก่อนจะไม่ค่อยปรุงแต่งกลิ่น จะเป็นธรรมชาติและทำให้เกิดกิเลสยุบตัวลง จิตใจก็จะสงบระงับได้เร็ว ถ้าสวดมนต์ภาวนาก็จะไม่ฟุ้งมากนัก เท่ากับธูปที่ปรุงกลิ่นมากเกินไป

ธูปที่แสดงการเผาไหม้นั้นเป็นการเตือนสติให้แก่ชาวพุทธ ให้รู้จักเผากิเลาของตนลงเสียด้วย พระปัญญา พระบริสุทธิ พระกรุณาเป็นความหอมของพระพุทธองค์ท่าน
ไม่มีวันที่จางหายไปเปรียบเหมือนศีลที่เรารักษาเอาไว้ ก็มีความหอมอยู่ภายในด้วยสติแห่งการสำรวม เวลาจุดธูปเราจึงระลึกในคุณทั้งสามของพระองค์ท่าน

ธูปที่กำลังเผาไหม้จงมาเตือนสติเผากิเลสในใจให้เบาบางแห่งตนเอง เหตุดีผลก็ดีด้วย แสวงหาปัญญาย่อมได้ปัญญา

อย่าจุดธูปเพื่อบนบาน อย่าจุดธูปที่เต็มไปด้วยกิเลส แต่จงจุดธูปเพื่อระลึกคุณทั้งสามของพระพุทธองค์ที่แสดงเหตุและผล

อย่าเป็นผู้ขอ อย่าอ้อนวอน อย่าติดสินบน อย่าหวังในผล จุดแบบมีสติ กราบแบบมีสติ รู้ตามความจริงย่อมมีเหตุมีผลในตัวเองอยู่แล้ว
คือการระลึกรู้ธรรมชาติที่ถูกต้อง ใจจะพัฒนามากยิ่งขึ้นถ้าเพียงตัดคำว่ากิเลสทิ้งไป อย่าอยากนำ นี่เป็นหลักของพระองค์ท่านนะครับ

เรื่องของเทียน

เทียนเอาไว้สำหรับบูชาพระธรรม นิยมจุดบูชาครั้งละ2เล่มเป็นอย่างน้อยนะครับ
ที่จุด2เล่มก็มีความหมายอยู่คือ บูชาพระธรรมและพระวินัย และเป็นเครื่องเตือนสติของตนว่าเราปฏิบัติตามพระธรรมและพระวินัยมาอย่างถูกต้องหรือไม่

การจุดเทียนแสดงถึงความสว่างจึงหมายถึงความโล่งโปร่ง ความเบา ความว่องไว ซึ่งจะเข้ามาทำลายความมืดบอดของใจ คืออับเฉา อึดอัด คับแคบ รุ่มร้อนกระวนกระวาย
ยามใดที่เราจุดเทียนเราจะรู้สึกถึงความสว่าง นิ่มนวล อ่อนโยน มีพลัง มีสุขใจ ปีติแบบลุ่มลึก
ในขณะจุดเทียนบูชาพระธรรมและพระวินัยพระองค์ท่านเปรียบเสมือนความขลัง มีมนต์ดลใจให้ตรึงตาและเกิดการรวมจิตไม่ให้วอกแวก ไม่ให้ซัดส่าย
เทียนที่อยู่ตรงหน้าตรงสายตาทั้งคู่ จึงเหมือนมีอำนาจทำให้กิเลสสงบลงไปชั่วขณะและใจก็ไม่ซัดส่ายเหมือนลมที่สงบลงชั่วคราวฉันใด เทียนคู่เล่มน้อยก็สงบใจให้นิ่งเหมือนเปลวเทียนฉันนั้น

ผู้ใดที่ศึกษาพระธรรม พระวินัยมาโดยดี ย่อมทำโอปนยิโก น้อมเข้ามาหาพิจารณาสติแห่งตน ศีล สมาธิ ปัญญาย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย
ด้วยการสำรวมสติ ระวัง รักษา ผู้นั้นย่อมขจัดเสียซึ่งความมืดภายในคือ โมหะให้ละลายหายไปด้วยปัญญาที่ถูกจุดขึ้นมาเหมือนเปลวเทียนที่ให้แสงสว่างปานนั้น

เมื่อเทียนหมดไป ความมืดก็มาเยือน ย่อมแสดงถึงอนัตตา ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน หาสิ่งใดจับต้องไม่ได้
ดีก็มาชั่วคราว ชั่วก็มาชั่วคราว สว่างก็มาชั่วคราว มืดก็มาชั่วคราว ทุกสิ่งล้วนแล้วอาศัยเหตุ

เมื่อหมดเหตุ ผลก็ตามมาอันเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ เทียนที่หมดเชื้อ ไฟก็ย่อมมอดดับลงไปเป็นเรื่องธรรมดา
ธัมมารมณ์ในธัมมารมณ์เมื่อพิจารณาย่อมทำให้เกิดปลงสังเวชแม้แต่สังขารก็ไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งใดจับต้องได้

เทียนที่ให้แสงสว่างย่อมมีความหมายที่ละเอียดลึกซึ้งตามแต่ความเข้าใจในธรรมชาติแต่ละบุคคล แต่ความหมายของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้

เรื่องของดอกไม้

เป็นสิ่งสำหรับบูชาพระสงฆ์ มีความหมายว่า ธรรมดาดอกไม้เมื่ออยู่กับต้น ก็ย่อมจะสวยงามตามสภาพของธรรมชาติ
เมื่อบุคคลใดเก็บดอกไม้มากองรวมกันก็ย่อมไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย หาความงามไม่ได้

พระพุทธองค์เปรียบประดุจช่างดอกไม้ นำมาจัดเรียงวางอย่างลงตัว ย่อมทำให้เกิดความสวยงาม น่าชื่นชมยินดี พระองค์ทรงวางพระวินัยทำให้พระสงฆ์มีแบบแผน
มีกริยาทางกาย วาจา ใจ ด้วยสติรู้ จึงทำให้อิริยาบทงดงามคือ งามด้วยศีล และวางงานให้แก่พุทธบริษัทในศีลเบื้องต้นจึงทำให้เกิดความงามไปทั่วและมีระเบียบเรียบร้อย
ดอกไม้จึงนำมาบูชาพระสงฆ์ เพราะท่านมีความงามอยู่ภายในและภายนอก ด้วยศีลแห่งอริยมรรคที่ท่านรักษาที่ใจด้วยดี

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 20:43 น.] #972956 (2/11)


(D)

โดยคุณ ป๊อก98 (2K)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 20:46 น.] #972964 (3/11)

โดยคุณ เกียรตินิรันดร์ (1)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 21:27 น.] #973051 (4/11)


(D)

โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 21:48 น.] #973104 (5/11)


(D)

โดยคุณ ผู้จัดการ (2.4K)  [อา. 20 ธ.ค. 2552 - 21:55 น.] #973114 (6/11)

โดยคุณ toei89 (625)  [จ. 21 ธ.ค. 2552 - 02:10 น.] #973305 (7/11)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 21 ธ.ค. 2552 - 06:30 น.] #973361 (8/11)
สาธุ ..........................

โดยคุณ คอปแมน (47K)  [จ. 21 ธ.ค. 2552 - 06:50 น.] #973374 (9/11)
ขอบคุณน้องส้มฉุนมากครับ
ท่านมหาสมปองเป็นหนึ่งในพระที่ผมชอบมากๆ
ท่านปรับปรุงคำสอนให้เป็นคำพูดง่ายๆและได้ใจความ
อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องอธิบาย
บางที่ฟังแล้วอึ้งว่าท่านคิดได้อย่างไร
ทั้งๆที่มันเป็นความจริง แต่หลายเรื่องคนนึกไม่ถึง

โดยคุณ somsak-poy (662)(2)   [จ. 21 ธ.ค. 2552 - 10:44 น.] #973627 (10/11)

โดยคุณ สุริยกาญจน์_99 (378)  [จ. 21 ธ.ค. 2552 - 17:20 น.] #974280 (11/11)


(D)
เยี่ยมมากๆครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM