ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ที่มาของคำว่า "สวัสดี"



(D)


สวัสดียามเช้าครับเพื่อนทุกๆท่าน


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:00 น.]



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:01 น.] #995322 (1/15)


(D)
วันนี้วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2553 วันเด็กแห่งชาติ เพื่อนๆคงมีโปรแกรมพาลูกๆหลานไปร่วมกิจกรรมวันเด็กที่ทางราชการและเอกชนได้จัดขึ้นน่ะครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:03 น.] #995323 (2/15)
วันนี้นำสาระน่ารู้เกี่ยวกับคำว่า "สวัสดี" มาฝากกันครับ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศให้ใช้คำว่า สวัสดี เป็นคำทักทายเมื่อแรกพบกัน เป็นครั้งแรก

คำว่า "สวัสดี" บัญญัติโดย พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) คำว่าสวัสดี มาจากคำว่า "โสตถิ" ในภาษาบาลีหรือคำว่า "สวัสดิ" ในภาษาสันสกฤติ ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีไทยและในบทสวดมนต์มานานแล้ว


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:03 น.] #995325 (3/15)
พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าถึงต้นเหตุเดิมไว้ว่า เจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงได้ใช้คำ "ราตรีสวัสดิ์" ลงท้ายคำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลมตามคำว่า "กู๊ดไนต์" (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจึงขอให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น ช่วยคิดหาคำให้ ในท้ายที่สุดก็ตกลงได้คำว่า "สวัสดี" ไปใช้

พ.ศ.2476 ท่านพระยาอุปกิตศิลปสาร ซึ่งในขณะนั้น ท่านเป็นอาจารย์สอนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำไปเผยแพร่ให้นิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน เป็นการทดลองก่อน อีก 62 ปีต่อมาเป็นยุคชาตินิยม จอมพล ป. จึงนำมาใช้อย่างเป็นทางการ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:04 น.] #995326 (4/15)
ขอบคุณที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม
http://guru.sanook.com/history/history_content.php?history_id=4500
http://www.banfun.com/thai/thai-sawasdee2.html



โดยคุณ toei89 (625)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 06:17 น.] #995328 (5/15)
สวัสดีครับ

โดยคุณ คอปแมน (47K)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 07:03 น.] #995355 (6/15)
สวัสดีครับพี่ทนาย และเพื่อนๆๆ

โดยคุณ ปฏิพัทธ์2539 (1.4K)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 07:10 น.] #995357 (7/15)
สวัสดีครับ ............

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 07:25 น.] #995373 (8/15)
แล้วคำว่า "อรุณสวัสดิ์" อ่ะคะ มีที่มาที่ไปยังไงคะ

-
-

เช้าแล้ว...สวัสดีคะทุกคน จุ๊บๆ

โดยคุณ หาญชัย (578)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 08:53 น.] #995430 (9/15)


(D)


สวัสดีครับเพื่อน...สบายดีนะครับ...

โดยคุณ Ting_sathu (8.9K)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 08:57 น.] #995440 (10/15)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 10:55 น.] #995502 (11/15)
ท่านสาวบางโพ ครับ รายละเอียดตามนี้ ครับ

สวัสดี เป็นคำทักทายของคนไทย โดยจะใช้เมื่อแรกพบกัน หรือ เมื่อต้องการบอกลา โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "สวัสดี (สวัสดิ์)" ว่าหมายถึง ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง และความปลอดภัย

ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี" คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสติ" ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นต้นมา

"สวัสดี" เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า "สุ" เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า "อสฺติ" เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า "สุ" เป็น "สว" (สฺวะ) ได้โดยเอา "อุ" เป็น "โอ" เอา "โอ" เป็น "สฺว" ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า "อสฺติ" เป็น "สวสฺติ" อ่านว่า สะ-วัด-สะ-ติ แปลว่า "ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)"

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า "สวสฺติ" ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น "สวัสดี" ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า "good night" ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า "อรุณสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good morning" และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า "ทิวาสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good afternoon" ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า "สายัณห์สวัสดิ์" มาจากคำว่า "good evening" แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า "สวัสดี" มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง


ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B5


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 10:57 น.] #995505 (12/15)
ท่าน toei89 ครับ
ด้วยยินดีครับที่จะร่วมทำบุญผ้าป่าหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ
แจ้งสถานที่ส่งซองผ้าป่ามาน่ะครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 11:51 น.] #995544 (13/15)


(D)


ดีมากๆครับ ขอนำไปบอกเล่าให้ลูก-หลาน ประดับความรู้วันเด็กครับ ขอบคุณครับ

ถ้าที่ประเทศลาว ต้องทักว่า "สบายดี" นะครับผม

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 12:31 น.] #995572 (14/15)
คุณอาวิบูลย์ พาหลานไปเที่ยววันเด็กที่ไหนครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [ส. 09 ม.ค. 2553 - 14:41 น.] #995648 (15/15)
อย่าว่าแต่พวกเขาจะไม่ไปเที่ยวกับผม หรอกครับ ... เขาไปกันเองครับผม

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1