พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
คำว่า พระมหากษัตริย์ นั้น เราได้นำมาใช้ในภาษาไทยกันจนคุ้นเคย จนบางครั้งอาจจะลืมไปแล้วว่า คำว่า มหากษัตริย์ ที่แท้จริงแปลความว่า นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นดังนี้ เพราะเป็นธรรมเนียมนิยมว่า ผู้เป็นประมุขของรัฐทั้งหลายจะพึงมีหน้าที่ปกป้องอาณาเขตแว่นแคว้นของตนให้พ้นจากการรุกรานของอริราชศัตรู ดังปรากฏแนวคิดนี้ในเอกสารโบราณเรื่อง ราโชวาทชาฎก อันเป็นชาดกนอกนิบาต คือไม่ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก หากแต่พระคันถรจนาจารย์ได้รวบรวมข้อความว่าด้วยราชธรรมได้แก่ ธรรมะของพระมหากษัตริย์ทั้งหลายมาประมวลเข้า แล้วแต่งเรียบเรียงเป็นชาดก มีความหลายตอนกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้คุ้มครองพระราชอาณาเขตไว้ อาทิเช่น
ราชาอันว่าสมเด็จพระบรมกระษัตราธิราช อนุรัก์ขันโต พึงรักษา ชคติ ซึ่งขันธสิมา มญฑล ปาวโฏ กอบด้วยความเพียรขวนขวาย อัต์เถสุ ในอรรถ อันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย
และอีกตอนหนึ่งว่า
ราชาอันว่าสมเด็จพระบรมกระษัตราธิราช รัก์เขติ รักษา รัฏฐํ ซึ่งประชาราษฎร มาเนน ด้วยพระราชหฤไทยอันรัก รัฏ์ฐา อันว่าประชาราษฎรทั้งหลาย
สำหรับประเทศไทย พระมหากษัตริย์ของไทยแต่ปางบรรพ์ก็ได้ทรงกระทำหน้าที่สำคัญข้อนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยาและแม้เมื่อไม่นานมานี้ ในยุคแรกเริ่มแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก็ยังทรงนำทัพออกต่อสู้กับข้าศึกพม่าด้วยพระองค์เอง ล่วงมาถึงกาลสมัยปัจจุบันแม้การรบในลักษณะเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงเป็นมิ่งขวัญของเหล่าทหารหาญ และเหนือสิ่งอื่นใด ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามที่รัฐธรรมนูญได้ถวายพระเกียรติยศไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสยามและนับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา รัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นภายหลังก็ได้มีบทบัญญัติทำนองเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ทุกฉบับ และบางครั้งมีการบัญญัติเพิ่มเติมในตอนท้ายด้วยว่า ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารทั้งปวง (ดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ มาตรา๑๑) อย่างไรก็ตาม สำหรับความตอนท้ายนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมารวมทั้งฉบับปัจจุบันไม่ได้นำมาบัญญัติไว้
 |
|