ปี พ.ศ. 2321 พระเจ้าสิริบุญสาร ผู้ครองนครศรีสัตนาคนหุต ได้ยกทัพรุกรานมาถึงบ้านดอนมดแดง (จังหวัดอุบลราชธานี-ปัจจุบัน) ได้จับพระลอ ผู้สวามิภักดิ์ในพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้ากรุงธนบุรี แล้วทำการประหารเสีย เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบก็ขัดเคืองพระทัย จึงโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยพระ ยาสุรสีห์ กรีฑาทัพขึ้นไปปราบปราม และสามารถตีเมืองเวียงจันทน์แตก ส่วนพระเจ้าสิริบุญสารได้ลี้ภัยไปอาศัยในแดนญวน
ภายหลังเสร็จศึกสงคราม สมเด็จเจ้า พระยามหากษัตริย์ศึก ได้นำตัวเจ้าอินทวงศ์ โอรสในพระเจ้าสิริบุญสาร ลงมากรุงธนบุรีด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอินทวงศ์และคณะพำนักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ ณ บริเวณ ตำบลไร่พริก (แขวงบางขุนพรหม-ปัจจุบัน) เจ้าอินทวงศ์มีศักดิ์เป็นน้าชายของเจ้า น้อยเขียว เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ธิดาคนหนึ่งของเจ้าอินทวงศ์ นามว่า เจ้าทองสุก กับ เจ้าน้อยเขียว ได้เป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เจ้าอินทวงศ์เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่อได้มาอยู่ใกล้วัดอินทรวิหาร จึงได้เข้าดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์เปลี่ยนรูปทรงเสียใหม่ ก่อด้วยอิฐถือปูน ดังแบบที่ปรากฏมาถึงปัจจุบัน
ได้สร้างศาลาการเปรียญ ขุดคลองเหนือ-ใต้วัด และด้านหลัง เมื่ออารามมั่นคงดีแล้ว จึงได้อาราธนาท่านเจ้าคุณ อรัญญิก(ด้วง) ผู้เรืองในวิปัสสนาธุระและใจดี มาช่วยเป็นธุระในกิจการของคณะสงฆ์ และถือเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่มีหลักฐานปรากฏยืนยัน ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 พระองค์เจ้าอินทร์ ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งปรากฏมากระทั่งปัจจุบัน
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอินทาราม" ตามนามผู้ปฏิสังขรณ์วัด คือ เจ้าอินทวงศ์ กษัตริย์ของลาว สำหรับชื่อ "วัดอินทรวิหาร" นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์เปลี่ยนนามวัดที่มีชื่อพ้องกัน ซึ่งวัดอินทารามไปพ้องกับวัด อินทาราม(วัดใต้) ที่บางยี่เรือ ตลาดพลู สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารเป็นผู้เปลี่ยนนาม เป็น "วัดอินทรวิหาร" ในปี พ.ศ.2470 และคงใช้ชื่อนี้ตราบถึงปัจจุบัน |
|