พรรษาที่ ๓ จำพรรษาที่วัดป่าสาระวารี
พรรษาที่ ๔-๕ จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต
ในครั้งนั้น
การภาวนาทำจิตให้สงบลงไปแล้ว
ก็พิจารณาขันธ์ห้าเป็นอารมณ์
จนเห็นเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ตามสภาพความเป็นจริง
แล้วปล่อยวางไว้ตามสภาพ
ในขณะนั้น
รู้สึกว่าจิตสงบพร้อมกับความรู้เป็นอย่างดี
คล้ายกับว่ากิเลสหมดไปแล้ว
ครั้นอยู่ต่อไป
เมื่อเวลามีเรื่องต่าง ๆ มากระทบ
เช่น ทางตาเป็นต้น
ก็มีความรู้สึกผิดปกติไป
จิตหวั่นไหวในอารมณ์นั้น ๆ อยู่บ้าง
แต่ไม่รุนแรง
อย่างไรก็ดี
ถึงไม่รุนแรง
แต่มันก็แสดงว่า
กิเลสยังไม่หมดสิ้นไปโดยเด็ดขาด
พยายามแก้อย่างไรก็ไม่ตก
จึงนึกในใจว่า
ใครหนอจะช่วยแก้จิตให้ได้
ในขณะนั้นจึงนึกไปถึง
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
ว่าจะสามารถแก้ข้อข้องใจต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นนี้ได้
ทั้งที่ไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย
ได้ยินแต่กิตติศัพท์กิตติคุณของท่านเท่านั้น
ว่าท่านเป็นผู้ปฏิบัติและเก่งทางอภิญญาด้วย
จึงชวนกันกับเพื่อนภิกษุรูปหนึ่งที่อยู่ด้วยกัน
เดินทางขึ้นไปหาท่านอาจารย์มั่น
โดยลงเรือจากหลวงพระบาง
ขึ้นไปอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
จากเชียงแสนเดินทางไปเรื่อย ๆ
ค่ำไหนนอนที่นั่น
พบท่านอาจารย์มั่น พ.ศ.๒๔๘๑
ครั้นเมื่อเดินทางไปถึงจังหวัดเชียงใหม่
ได้ไปที่วัดเจดีย์หลวง
หลวงตาเกต
ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของท่านพระอาจารย์มั่น
ทราบว่าเราประสงค์จะไปพบอาจารย์
ได้เมตตาพาไปพบท่านที่ป่าละเมาะ
ใกล้ ๆ โรงเรียนแม่โจ้ อำเภอสันทราย
ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
เพราะรูปร่างหน้าตาของท่านนั้น
เหมือนกับที่ได้นิมิตเห็นทุกประการ
เมื่อเข้าไปกราบไหว้ท่าน
ท่านก็สนทนาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี
เมื่อได้โอกาสจึงเรียนถาม
เรื่องภาวนาที่ทำมาแล้วนั้น
ว่าถูกหรือไม่
ท่านไม่ตอบว่าผิดหรือถูก
ท่านกล่าวว่า
นักภาวนาทั้งหลาย
พากันติดความสุข
ที่เกิดจากสมาธิโดยส่วนเดียว
เมื่อทำจิตให้สงบแล้ว
ก็สำคัญว่า
ความสงบนั่นแหละ
เป็นความสุขอันยอดเยี่ยม
จึงไม่ต้องการพิจารณาค้นคว้า
หาความจริงของชีวิตแต่อย่างใด
ท่านชักรูปเปรียญให้ฟังว่า
ธรรมดาเขาทำนาทำสวน
เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศเลย
เขาทำใส่บนพื้นดินนี้แหละ
จึงได้รับผล
ฉันใด
โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย
ควรพิจารณากายนี้แหละเป็นอารมณ์
จนเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย
ในนามรูปนี้
ด้วยอำนาจปัญญานั้นแหละ
จึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้
ไม่ควรติดอยู่ในความสงบ
โดยส่วนเดียว
เมื่อท่านอาจารย์ให้โอวาทแล้ว
จึงพิจารณาดูตัวเอง
ในภายหลังจึงได้รู้ว่า
ตนเองเพียงแต่เจริญสมถะเท่านั้น
ไม่ได้เจริญวิปัสสนา
เพียงความรู้แจ้ง
ในธรรมที่ควรรู้ควรเห็นคืออริยสัจสี่
ถึงเจริญ |
|