ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลักในการอธิษฐาน : หลวงปู่ทวด

(D)
หลวงปู่ทวดสอนว่าให้กล่าวคำอุทิศอย่างเจาะจงลงไปเท่าที่เราจะนึกได้ จะเป็นสรรพสัตว์ทั้งหลาย หรือเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ
สุดท้ายให้กล่าวคำอธิษฐานบารมีว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงซึ่งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ และขอบารมีแห่งพระคุณรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ และเทพพรหมทุกพระองค์ ได้โปรดปกป้องคุ้มครองช่วยเหลือข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าสมปรารถนา โดยสะดวกราบรื่น รวดเร็ว ฉับพลันทันที จงทุกประการเทอญ"

นี้เป็นหลักในการอธิษฐานโดยทั่วไป ถ้าจะปรารถนาไปเกิดในยุคพระศรีอารย์ก็สามารถปรารถนาได้ และขอให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ฟังธรรมจากท่านด้วย อย่างนี้รับรองว่าเกิดทันแน่ และเกิดในที่ดี ๆ ด้วย อย่างน้อยก้เกิดเป็นมนุษย์ในยุคของท่าน อย่างดีก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมไปเลย สบายกว่ามนุษย์เยอะ ส่วนการขอบารมีจากองค์หลวงปู่ทวด หรือครูบาอาจารย์เทพพรหมท่านอื่น ๆ ก็แค่สวดมนต์ระลึกถึงท่านท่านก็รับรู้แล้ว เพราะเบื้องบนท่านมี "ทิพยญาณ"
ทุกพระองค์ชัดเจนยิ่งกว่าดาวเทียมซะอีก แต่ขอให้ระลึกถึงท่านด้วยความเลื่อมใสอย่างจริงใจ ไม่ใช่เดือดร้อนทีก็นึกถึงที อย่างนี้ไม่ได้เรื่องหรอก ต้องทำการบูชาด้วยการสวดมนต์และถวายอามิสบูชาเป็นประจำ สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติบูชา

อย่างหลวงปู่ทวดนี่ สวดคาถาของท่าน และนั่งสมาธิถวายท่านอย่างน้อยวันละสิบนาทีทุกวัน(เอาคาถาของท่านไปใช้เป็น บทบริกรรมก็ได้) สมเด็จโตนี่สวดชินบัญชรให้ได้วันละหนึ่งจบ หรือคาถาสมเด็จ วันละสามจบ บทไหนก็ได้มีหลายบท เช่น พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ พุทธัง อรหัง พุทโธ อิติปิโส ภควา นะโมพุทธายะ หลวงพ่อ โอภาสีนี่สวดคาถาที่เรารู้จักกันดีว่า

อิติ สุคโต อรหัง พุทโธ นะโม พุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขมามิหัง ใช้ได้หลายทางและพระคาถาอีกหลาย ๆ บทที่นิยมใช้กันมาแต่โบราณกาล ก็มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เช่น มงกุฎพระพุทธเจ้า อาวุธพระพุทธเจ้า จักแก้วพระพุทธเจ้า ข่ายเพชรพระพุทธเจ้า และ บารมีสามสิบทัศ เป็นต้น

ที่จะแนะนำให้ใช้อีกบทก็คือ "คาถานิพพานจุติ" ของท่านท้าวพญายมราชผู้เป็นใหญ่แห่งยมโลก ที่ว่า ปะโตเมตัง ประชีวินัง สุคโต จุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุคโต จุติ ที่มีคนฟื้นจากความตายมาเล่าว่า ได้คาถาบทนี้มาจากท่านท้าวพญายมราช อันนี้เป็นความจริง เพราะได้ถามหลวงปู่ทวดแล้ว ไว้สวดเพื่อป้องกันภัยพิบัติได้ ถ้าดวงใครยังไม่ถึงฆาต ก็อาจแคล้วคลาดปลอดภัย รอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งพญายมราชได้ ( หลวงปู่ทวดกล่าวถึงเรื่อง "ดวง" ว่า กรรมกำหนดดวง ดวงกำหนดคน คนกำหนดธรรมชาติ ธรรมชาติกำหนดโลก โลกกำหนดจักรวาล จักรวาลกำหนดโลกวิญญาณ โลกวิญญาณดำเนินตามกฎแห่งกรรม และรองรับดวงวิญญาณทุกดวง วนเวียนดังนี้ ไปตลอดกาลจนกว่าจะบรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นบรมสุข)

อีกบทที่อยากแนะนำก็คือ คาถาของท่านท้าวเวสสุวัณ อิติปิโส ภควา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มรณัง สุขัง อรหัง สุคโต นะโมพุทธายะ บทนี้ใช้กันผีกันคุณไสยกันอันตรายต่าง ๆ ได้

สุดท้ายคือ บทพญาธรรมิกราช ที่ว่า พุทโธ ดส ภควา ธัมโม โส ภควา สังโฆ โส ภควา ธรรมิกราชา ชัมพูทีเป กลียุคเข มนุสสานัง พหุยักขะ ปิสาเจวะ ปะลายันติ ไว้สวดเพื่อป้องกันโรคระบาด ใช้เสกน้ำมนต์ให้สัตว์และคนดื่มกินเพื่อป้องกันโรค แต่ถ้าเป็นมาแล้วต้องใช้ยาสมุนไพรกับคาถาปราบโรคโดยเฉพาะ ทั้งสามบทเหมาะกับยุคนี้สมัยนี้เป็นอย่างยิ่ง

และที่นับถือกันมากในวงของผู้ปฏิบัติธรรมก้คือ หลวงปู่ใหญ่ หรือ พระครูโลกเทพอุดร ที่ในตำราพระเวทของไทย และ คัมภีร์พุทธมนต์ ของ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว พระอาจารย์ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ระบุไว้ว่า "ตำราสร้างพระภคัมบดีปิดตา หรือ ปิดทวาร และ พระประจำดวงจากไม้โพธิ์แกะนี้ เป็นของพระครูเทพผู้วิเศษ" ( โดยพระปิดตาหรือพระปิดทวารทั้งเก้านี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งการเข้านิโรธสมาบัติของพระอรหันต์ และบุคคลใดได้ทำบุญ หรืออย่างน้อยได้กระทำการบูชาพระอรหันต์ที่กำลังเข้านิโรธสมาบัติ หรือเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ จะอำนวยผลให้บังเกิดบุญและโชคลาภเป็นอย่างมาก และได้รับผลอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ อีกทั้งอำนาจแห่งการเข้านิโรธสมาบัติของพระอรหันต์ ยังผลให้เกิดนิรันตราย ความปลอดภัยอย่างสูงสุดอีกด้วย)

ซึ่งเรื่องของหลวงปู่ใหญ่ หรือพระครูเทพผู้วิเศษนี้ ตรงกับคติความเชื่อของชนชาวจีนโบราณที่นับถือกันว่ายังมีพระอรหันต์ผู้ทรง คุณวิเศษดำรงขันธ์อยู่มาแต่ครั้งพุทธกาลเป็นจำนวนมาก โดยชือคณะสิบแปดอรหันต์ หรือ "จับโป้ยหล่อหั้น" มีพระปิณโฑโล่ หรือ " พระปิณโฑลภารทวาชเถรอรหันต์" เป็นประธาน สถิตอยู่ ณ อมรโคยานทวีป ( เป็นอีกมิติหนึ่งที่ซ้อนขนาบอยู่กับโลกของเรา) พร้อมด้วยพระอรหันต์ที่เป็นศิษย์จำนวนถึงหกหมื่นรูป บางครั้งก็ไปพำนักอยู่ที่เขาคันธมาทน์ ณ ป่าหิมพานต์

พระอภิญญาหลังยุคพุทธกาล ส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์ของท่านทั้งนั้น เพราะท่านได้รับมอบหมายจากพระพุทธองค์ให้เจริญอิทธิบาทภาวนา ดำรงขันธ์อยู่เพือ่ดูแลค้ำจุนพระพุทธศาสนา จนกว่าจะครบห้าพันปี ( เรื่องเจริญอิทธิบาทภาวนานี้ เป็นวิสัยของผู้สำเร็จฌานสมาบัติชั้นสูงบรรลุซึงอภิญญา แม้แต่พระฤาษีที่มีฤทธิ์มาก ก็สามารถอยู่ได้หลายพันปี หรือเป็นหมื่นปี แต่ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยไปตามธรรมชาติ) และมีพระพุทธะดำรัสตรัสพยากรณ์ไว้แล้วว่า

''พันปีแรก จะมากด้วยพระอรหันต์จตุปฏิสัมภิทาญาณ
พันปีที่สอง จะมากด้วยพระอรหันต์อภิญญาหก
พันปีที่สาม จะมากด้วยพระอรหันต์วิชชาสาม
พันปีที่สี่ จะมากด้วยพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก
พันปีที่ห้า จะมากด้วยพระอนาคามี พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน"

ซึ่งนี่ก็ใกล้เข้าสู่ยุคแห่งพระวิชชาสาม กำลังจะสิ้นสุดยุคแห่งพระอภิญญาแล้ว และต่อไปสติปัญญาคนจะทรามลง กิเลสคนจะมากขึ้น หลงใหลในวัตุมากขึ้น แก่งแย่งกันมากขึ้น ลุ่มหลงกันมากขึ้น ก็เกิดภัยพิบัติมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งก็เริ่มปรากฏแล้ว และจะหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ)

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ก็ได้ทรงพบกับหลวงปู่ฯ และมีพระราชศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงหมอบกราบแทบบาททั้งสองของหลวงปู่ ฯ พร้อมกับทรงจุมพิตที่บาททั้งสอง และตรัสว่า

"การได้เห็นซึ่งพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นพระอรหันต์แต่
ครั้งพุทธกาล ทำให้หม่อมฉันได้ระลึกถึงซึ่งพระ
พุทธคุณเป็นอย่างยิ่ง เสียดายนักที่หม่อมฉันไม่มี
โอกาสได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่กระนั้น
การได้พบพระคุณเจ้า ก็ทำให้หัวใจของหม่อมฉัน
พองโตเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง"

และพระองค์ยังได้ทรงดำรัสถามพระเดชพระคุณหลวงปุ่ฯ ว่า "เพราะเหตุใด พระคุณท่านจึงดำรงค์ขันธ์อยู่จนถึงปัจจุบัน" ซึ่งหลวงปู่ฯ ได้ตอบไปว่า "การที่อาตมาภาพดำรงกายสังขารอยู่จนทุกวันนี้ ก็เนื่องด้วยได้รับพระพุทธบัญชาให้อยู่ดูแลศาสนาจนกว่าจะครบห้าพันปี" นอกจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชจะได้ทรงพบกับหลวงปู่ฯ แล้ว พระองค์ยังเป็นศิษย์ของพระอุปคุตมหาเถรเจ้าอีกด้วย (พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระผู้เป็นประธานสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 กับ พระโสณะพระอุตตระ ที่เป็นพระธรรมฑูตสายสุวรรณภูมิสมัย พระเจ้าอโศก ฯ ก็เป็นศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ และ บทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก กับ บทพระอาการวัตตาสูตร ก็เกิดขึ้นโดยเหล่าพระอรหันต์จตุปฏิสัมภิทาญาณในสมัยนั้น ร่วมกันร้อยกรองขึ้นตามพุทธบัญชา เพื่อเกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์มิให้พลาดไปสู่อบายภูมิ และตกทอดมาสู่เมืองไทยครั้งสมัยทวารวดียุคสุวรรณภูมิ ใช้สวดเพื่อสืบชะตาบ้านเมือง สืบอายุ กลับชะตาร้ายให้เป็นดี แก้สรรพเคราะห์ และสมปรารถนาทั้งปวง ซึ่งนิยมสวดมากครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เปิดกรุได้ที่เมืองสวรรคโลก)
ซึงปัจจุบันนี้ท่านพระอุปคุตก็ยังดำรงค์ขันธ์อยุ่ เพราะท่านก็เป็นศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ด้วยเช่นกัน

ศิษย์ของหวงปู่ฯ มีทั้งพระไทย พระจีน พระธิเบต พระพม่า พระมอญ พระลาว พระศรีลังกา พระอินเดีย ฯลฯ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดก็คือ ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ หรือ ท่านพระโพธิธรรม ปรมาจารย์แห่งลัทธิเซน ถ้าประเทศไทยในปัจจุบันก็มี

หลวงปู่มันฯ พระบูรพาจารย์แห่งสายกรรมฐาน
หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา
หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด
หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุนนาค
หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
หลวงปู่กอง วัดสระมณฑล
หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง
หลวงพ่อจรัญ ฯ วัดอัมพวัน ฯลฯ

(ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ คอยช่วยหลวงปู่ฯ ดูแลศาสนาในจีนและยี่ปุ่น เหมือนพระอุปคุตที่ช่วยหลวงปู่ฯ ดูแลศาสนาในลาว เขมร พม่า และไทย ) ซึ่งลักษณะแห่งรูปขันธ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ฯ จริง ๆ นั้น ในคัมภีร์อโศกาวทานระบุว่า...

"มีกายดุจพระปัจเจกพุทธเจ้า ผมยาวเลยบ่า ผิว
หนังย่นชราแต่ผ่องใส เล็บมือยาว หนวดเครา
ยาวดุจฤาษี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหูกับหนังทั้งสอง
หย่อนยานมาก ยามเหาะเหินประดุจพญาหงส์
ยามก้าวย่างดุจพญาราชสีห์ ยามเปล่งวาจา พลัง
เสียงมีตบะอำนาจมาก แม้พระเจ้าอโศก ฯ เอง
ยังไม่กล้าทัดทาน จีวรที่ครองก็เก่าคร่ำคร่า มีสีกรักเข้ม"

พระในสายของหลวงปู่ ฯ จะเป็นพระอภิญญาล้วน ๆ เนื่องจากท่านเป็นผู้นำสายอภิญญาในยุค "พันปีที่สองจะมากด้วยพระอภิญญา" นั่นเอง ศิษย์ของท่านมีทั้งนอกดงในดงเรียกว่า "คณะพระโลกอุดร" แปลว่า พระเหนือโลก ถ้าเป็นพระนอกดง จะแสดงฤทธิ์มากไม่ได้ เพระจะทำให้คนติดฤทธิ์ และศิษย์ของหลวงปู่ฯ ก็มีอยู่หลายระดับ แต่ถ้าเป็นพระในดงศิษย์ของหลวงปู่ ฯ จะมีอภิญญาสูงมาก เช่น

1. หลวงปู่อิเกสาโร (หลวงปู่เดินหน) แห่งเทือกเขาตะนาวศรี

2. หลวงพ่อโพรงโพธิ์ อาจารย์ของ หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า
- หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
- หลวงปุ่แสง วัดมณีชลขันธ์
- หลวงปู่เชย วัดราษฎร์บำรุง

3. หลวงพ่อพระอุปคุต อาจารย์ของ หลวงปู่คำคะนึง
วัดถ้ำคุหาสวรรค์ อ. ดขงเจียม จ.อุบล ฯ
- หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ วัดประสิทธิธรรม อุดรธานี
- ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม จ. ลำพูน
- หลวงปู่บุดดา ถาวโร
- หลวงพ่ออุตตมะ ท่านพ่อลี วัดอโศการาม

4. หลวงปุ่เเจ้งฌานแห่งเขาใหญ่ ดงพยาเย็น

5. หลวงพ่อดำในดง ฯลฯ

คาถาที่ถ่ายทอดมีมากมายหลายบท (เพราะคาถาเป็นคู่มือในการฝึกอภิญญาเบื้องต้น เป็นอุบายในการฝึกสมาธินั่นเอง) แต่ที่นิยมกันมากก็คือ "บทมงกุฎพระพุทธเจ้า" ที่ใช้บทนี้เพราะท่านมาสั่งอาตมาเอง และเคยพาอาตมาไปดูแผ่นศิลาทองคำจารึกพระคาถาบทนี้ ที่ทางเข้าพระทุสสเจดีย์บนพรหมโลกชั้นอกนิฏปัยจสุทธาวาส ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มาก บทที่ท่านพระอาจารย์ชาญนรงค์ ศิริสมบัติ หรือ ท่านอภิชิโตภิกขุ ศิษย์ของหลวงตาดำในดงรูปหนึ่งนำมาถ่ายทอดเพื่อใช้รักษาโรคก็คือ สมุหะคัมภีรัง อะโจระภะยัง อะเสสะโต โส ภควา พุทโธ หยุด ธัมโม หยุด สังโฆ หยุด โรคภัยทั้งหลายจงหยุด หยุดด้วย
นะโมพุทธายะ

หรือหากใครอยากพบท่าน ก็สวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกบ่อย ๆ แล้วอธิษฐานเอา หรือจะสวดบทพระอาการวัตตาสูตก็ดี มีอานุภาพและอานิสงค์สูงมาก เวลาสวดถ้าสมาธิดี ๆ จะเห็นรังสีทองคำสว่างจ้าพุ่งลงมาจากเบืองบน เป็นกระแสบารมีของพระรัตนตรัยและของเบื้องบนตั้งแต่พระนิพพานและพรหมโลกชั้น สุทธาวาสทั้งห้า ลงมาคลุมทั่วบริเวณที่เราสวดอยู่



www.dhammajak.net

โดยคุณ sitmatrix (1.1K)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 11:02 น.]



โดยคุณ BCC-106 (434)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 11:13 น.] #1264439 (1/8)
ยอดเยี่ยมมากๆครับ .... ผมเคยอ่านในหนังสือพระฉบับหนึ่งนานมาแล้ว ถึงคาถา บทที่ว่า "อิติ สุคะโต อรหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง" ว่าเป็นคาถาที่หลวงปู่องค์หนึ่ง (ผมจำไม่ได้ว่าหลวงปู่อะไร) บอกกับลูกศิษย์ทั้งหลาย ที่มาขอคาถาป้องกันภัย ในตอนนั้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังมีการทิ้งระเบิดในกรุงเทพหลายแห่ง ... หลวงปู่บอกว่า คาถาบทนี้ เราขอขมา ดิน-น้ำ-เทวดา ให้คุ้มภัยครับแล้วจะปลอดภัย ... ผมนำมาใช้เวลาเดินทางไกลเป็นประจำครับ

โดยคุณ japao (1.2K)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 13:44 น.] #1264606 (2/8)
คาถาหลวงพ่อโอภาสีครับท่านBCC-106...ผมใช้ท่องตอนเดินทางคู่กับคาถาหลวงปู่ทวดครับ..นิรันตรายแคล้วคลาดจริงๆ

โดยคุณ ลูกปู่ตาก (2K)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 15:55 น.] #1264751 (3/8)
ขอบพระคุณมากคับ

โดยคุณ ชิโมนา (547)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 18:30 น.] #1264917 (4/8)
สาธุครับ

โดยคุณ เกียรตินิรันดร์ (1)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 18:55 น.] #1264949 (5/8)
ขอบคุณค่ะ


โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 19:45 น.] #1265032 (6/8)
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด
ธรรมประจำใจ
พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์
ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ
สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้ แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก
ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ เมื่อเราจะออกจากบ้าน ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย
บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย
ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น
ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่น ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ
อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง
ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์
กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง
มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ
โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้ คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ? ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ? ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
ศิษย์แท้
พิจารณากายในกาย พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณนั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รู้ซึ้ง
ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา
ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธาผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย
หยุดพิจารณา
คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน และถ้าภาวะนั้น ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณาแล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้
บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก นี่คือเรื่องของนามธรรม
ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก
มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง
เตือนมนุษย์
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า
พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง

http://gotoknow.org/blog/tanes/331161

โดยคุณ toei89 (625)  [อ. 17 ส.ค. 2553 - 22:54 น.] #1265336 (7/8)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [พ. 18 ส.ค. 2553 - 04:54 น.] #1265527 (8/8)
ขอบพระคุณมากคับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1