(D)
อย่าตกใจว่า ผมเอาอะไรน่ากลัวๆมาเสนอครับ ... เป็นข่าวจาก "ข่าวสดออนไลน์" วันนี้ครับ เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ประดับความรู้ครับ
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7204 ข่าวสดรายวัน
ปีศาจเมืองหลวง
คอลัมน์ ขนหัวลุก
"คนกรุง" เล่าเรื่องขนหัวลุกในกรุงเทพฯ สมัยอดีต
ชาวกรุงเทพฯ ตัวจริงเสียงจริง โดยเฉพาะผู้มีอายุ 60-70 ปีขึ้นไป ล้วนแต่ยืนยันตรงกันว่า จังหวัดที่มีผีดุมากมายที่สุดในประเทศไทยก็คือกรุงเทพมหานครนี่เอง!
สาเหตุเพราะเมื่อมีผู้คนมากมาย ย่อมจะเจ็บไข้ได้ป่วยตาย เกิดอุบัติเหตุ โดนฆ่าและฆ่าตัวตายมากกว่าจังหวัดอื่นเป็นธรรมดา ไหนจะเกิดโรคระบาดรุนแรงเช่นอหิวาต์หรือโรคห่าหลายครั้ง คร่าชีวิตผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
เรียกกันว่า...ห่าลง!!
ล้มตายกันชนิดเผาไม่ทัน มีหลักฐานชัดเจนว่าเผาศพกันทั้งฝั่งธนบุรีกับพระนคร วัดสระเกศมีควันโขมง เห็นภาพอีแร้งเกาะอยู่บนกำแพงวัดบ้าง ตามต้นไม้บ้าง คอยจิกกินซากศพที่กองพะเนินอยู่ในลานวัด บรรยากาศเย็นยะเยือกไปทั่งกรุงเทพฯ น่าขนหัวลุก
เมื่อราวห้าสิบปีก่อนผู้คนล้มตายมากมายจนเขียนชื่อไม่ทัน ต้องใส่หมายเลขผูกข้อมือศพไว้ หนังสือพิมพ์ถ่ายรูปผู้ตายที่ก่ายเกยกันเป็นภูเขาเลากา เหมือนกับสมัยโบราณยังไงยังงั้น
ไม่มีการตามหาญาติมิตรอีกแล้ว เพราะตายด้วยโรคระบาดนี่ต้องเผาทิ้งโดยเร็ว ก่อนแพร่เชื้อนรกไปสู่ผู้อื่น บรรดาคนที่ยังรอดชีวิตส่วนหนึ่งก็อพยพออกจากกรุงเทพฯ หนีตายกันจ้าละหวั่นไม่ผิดกับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
กรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเมืองร้างก็ว่าได้!
พูดถึงตอนสงครามที่มีเครื่องบินข้าศึกมาทิ้งระเบิด เรียกกันว่า "ไข่เหล็ก" โจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน เสียงสัญญาณเตือนภัยหรือ "หวอ" ดังโหยหวนชวนสยอง ฟังเหมือนเปรตร้องขอส่วนบุญ ทำให้ชาวบ้านร้านช่องแทบกระโจนออกจากบ้าน วิ่งเข้าหลุมหลบภัยกันจ้าละหวั่น เสียงหวอเขย่าขวัญทำให้คนส่วนมากเกิดอาการปวดท้องหนักท้องเบาขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน สาเหตุมาจากความกลัวสุดขีดนั่นเอง
แม่อุ้มลูกเล็กๆ วิ่งไปที่หลุมหลบภัย หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง แต่โดนสะเก็ดระเบิดตัดคอขาด เลือดพุ่งเป็นน้ำพุ แต่ร่างไร้หัวนั้นยังวิ่งลูกไปอีกไกลกว่าจะล้มลง!
สงครามสงบแต่เกิดข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายออกฉกชิงวิ่งราว จี้ปล้นเข่นฆ่าเจ้าทรัพย์ไม่เว้นแต่ละวัน พวกวัยรุ่นก็แข่งรถกันตอนกลางคืนเหมือนสมัยนี้ ทำให้เกิดล้มตาย...กลายเป็นดงผีดุขึ้นมาจนได้!
ที่สนามเสือป่าหน้ากระทรวงวัฒนธรรมยุคนั้น ใกล้ๆ กับเขาดินวนา ตอนดึกๆ มักมีรถเก๋งมาจอดใต้ต้นไม้เงียบเชียบมืดสลัว หนุ่มสาวอาศัยเป็นที่พลอดรักจนถึงวิมานฉิมพลีชั่วคราว พวกมิจฉาชีพรู้แกวก็ไปคอยดักซุ่มแอบมอง สบโอกาสก็เข้าไปปล้นหรือฆ่าผู้ชาย ข่มขืนผู้หญิง ก่อนจะชิงทรัพย์หลบหนีไปได้อย่างลอยนวล
ใกล้ๆ กันคือลานพระรูปทรงม้า หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ถนนกว้างขวางกลายเป็นลานแข่งรถยนต์เย้ยมฤตยู...ตกเป็นเหยื่อมรณะล้มตายกันแทบทุกคืน
กลายเป็นชุมทางผีดุ เพราะมีคนขับรถผ่านตอนดึกๆ ได้ยินเสียงกระหึ่มของรถยนต์นับสิบๆ คันรอบตัว แต่หันไปมองกลับไม่เห็นอะไรเลย!
ถนนอังรีดูนังต์ก็ได้ชื่อว่า ผีดุนักหนา ทั้งที่อยู่ใจกลางเมืองแท้ๆ
ตั้งแต่ข้างกรมตำรวจขนาบด้วยสยามสแควร์ ตอนนั้นยังเป็นถนนแคบๆ มีคูน้ำสองข้างทางไปยังสนามม้าสระปทุม กับโรงเรียนเตรียมอุดม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...สาเหตุมาจากจ๊อกกี้เกิดอุบัติเหตุตกม้าคอหักตายคาที่บ้าง ถูกม้าตัวหลังยั้งไม่ทัน ย่ำขยี้จนไส้แตกตายน่าสยดสยองสิ้นดี เลยเชื่อกันว่ามีผีสิงอยู่แถวนั้นมากมายเอาการ
หนักกว่านั้นก็คือคนที่ขับรถผ่านตอนค่ำคืน มักจะเสียหลักตกคูน้ำตายนับไม่ถ้วน มีบ้างที่รอดชีวิตก็ล้วนแต่เล่าตรงกันว่าเห็นคนขี่ม้าวิ่งตัดหน้า เลยหักหลบจนรถพุ่งลงไปในน้ำ หรือชนต้นก้ามปูพังยับเยิน
หลายๆ รายบอกว่าเห็นถนนว่างๆ ก็เลยขับเร็วตามใจชอบ ปรากฏว่า ตกลงไปในคูน้ำหวิดตาย เชื่อว่า "ผีบังตา" ทำให้เห็นคูกลายเป็นถนนไปได้
เมื่อมีคนตายมากเข้าเลยต้องตั้งศาลพระภูมิในน้ำฝั่งสนามม้า ดูเหมือนจะเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย เพื่อให้วิญญาณดุร้ายเลิกเร่ร่อน ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเสียที ทำให้อุบัติเหตุสยองดังกล่าวค่อยๆ เงียบหายไป
จนกระทั่งมีการถมคูข้างถนนตามความเจริญของบ้านเมือง...รถติดบ้าเลือดแทบทั้งวันทั้งคืนในปัจจุบันนี้ พวกภูตผีปีศาจคงหลบหนีไปจากกรุงเทพฯ หมดแล้วละครับ
- ขอขอบพระคุณ หนังสือพิมพ์ข่าวสด /ข่าวสดออนไลน์ -  |
|