(D)
ประเพณีทอดกฐินมีกำหนดฤดูกาลที่จะทำไว้ตามวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต ต้องทำภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันออกพรรษาไปแล้ว คือ ตั้งแต่วันแรมค่ำหนึ่ง เดือนสิบเอ็ด จนถึงวันกลางเดือนสิบสอง (ตกในราวตุลาคม-พฤศจิกายน) จะทำก่อนหรือหลังกำหนดเวลาที่กล่าวนี้ไม่ได้ ภายในกำหนดเวลานี้เรียกกันโดยทั่ว ๆ ไปว่า กฐินกาล เทศกาลกฐิน หน้ากฐิน หรือ ฤดูกฐิน ซึ่งหมายความว่าเป็นเวลาที่ทอดกฐินได้
ก่อนถึงกฐินกาล ผู้ประสงค์จะทอดกฐิน ณ วัดใด ต้องไปแจ้งความจำนงให้พระและประชาชนละแวกวัดนั้นทราบเป็นการล่วงหน้าว่า ตนจะทอดกฐินที่วัดนั้น การแสดงความจำนงนี้เรียกว่า จองกฐิน การจองกฐินนั้นจองได้แต่วัดราษฎร์ วัดหลวงจองไม่ได้ เพราะวัดหลวงต้องได้รับกฐินหลวง ถึงกระนั้นก็ดีบัดนี้ได้พระราชทานโอกาสให้กระทรวง ทบวงกรม องค์การสมาคม ตลอดจนเอกชน ขอพระราชทานเพื่อทอดกฐินตามวัดหลวงได้โดยใช้ผ้าองค์กฐินของหลวง ทั้งนี้เว้นวัดหลวงที่สำคัญ ๑๖ วัด ห้ามขอพระราชทาน นอกจากจะพระราชทานให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปทอดแทนพระองค์ วัดหลวง ๑๖ วัดนั้น คือ
จังหวัดพระนคร
๑. วัดเทพศิรินทราวาส
๒. วัดบวรนิเวศวิหาร
๓. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
๔. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
๕. วัดมกุฎกษัตริยาราม
๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
๗. วัดราชบพิธ
๘. วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
๙. วัดราชาธิวาส
๑๐. วัดสุทัศนเทพวราราม
จังหวัดธนบุรี
๑. วัดราชโอรสาราม
๒. วัดอรุณราชวราราม
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๑. วัดนิเวศธรรมประวัติ
๒. วัดสุวรรณดาราราม
จังหวัดนครปฐม วัดพระปฐมเจดีย์
จังหวัดพิษณุโลก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
ครั้นถึงกฐินกาล ผู้ที่จองกฐินไว้ก็เตรียมข้าวของโดยเฉพาะผ้าซึ่งจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ อย่างน้อยก็พอที่จะทำเป็นสบงได้ ผ้านี้จะเป็นผ้าขาวที่ยังไม่ได้เย็บ หรือเย็บแล้วแต่ยังไม่ได้ย้อมเหลือง หรือย้อมเหลืองแล้วก็ได้ ผ้าดังกล่าวเป็นของสำคัญ ไม่มีไม่ได้ จึงเรียกว่า องค์กฐิน ส่วนของอื่นซึ่งเรียกว่าบริวารกฐิน นั้น ไม่มีกำหนด แล้วแต่ศรัทธา เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ เรียกว่า ทอดกฐินก่อนที่จะนำกฐินไปทอด ถ้ามีพิธีฉลองเรียกว่า ฉลองกฐิน และในขณะที่นำไปทอด ถ้ามีพิธีแห่จะเป็นทางบกหรือทางน้ำก็ตามเรียกว่า แห่กฐิน ในการทอดกฐินมีประเพณีอย่างหนึ่ง คือ ผู้ทอดกฐินต้องทำธงผ้าเขียนเป็นรูปสัตว์ เช่น จระเข้ หรือเต่าไปด้วย เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้วก็นำไปปักไว้ที่ศาลาวัด ที่หน้าโบสถ์หรือหน้าวัด หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งจะเห็นได้ง่าย เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าวัดนี้ทอดกฐินแล้ว
เมื่อจวนจะสิ้นกฐินกาลราวขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือนสิบสองมักจะมีผู้มีศรัทธาหมายจะสงเคราะห์ภิกษุสงฆ์ให้ได้อานิสงส์กฐินไปสืบเสาะหาวัดที่ไม่มีใครทอดกฐิน เมื่อพบก็จัดการทอดทีเดียวกฐินชนิดนี้เรียกว่า กฐินตก หรือกฐินตกค้าง บางทีก็เรียกว่ากฐินโจร ซึ่งหมายความว่า กฐินที่ไม่ได้จองล่วงหน้าตามธรรมเนียม จู่ ๆ ก็ไปทอดโดยมิได้บอกให้รู้ตัว
กฐินมีสองประเภท คือ กฐินหลวง และกฐินราษฎร์ (เรียกเป็นสามัญแต่เพียงสั้น ๆ ว่า กฐิน) กฐินที่ใช้ผ้าองค์กฐินของหลวงเรียกว่า กฐินหลวงและกฐินหลวงนี้เอง ถ้าพระราชทานให้กระทรวง ทบวงกรม องค์การ สมาคม ตลอดจนเอกชนนำไปทอด เรียกว่า กฐินพระราชทาน กฐินที่ราษฎรทำกันทั่ว ๆ ไปเรียกว่า กฐินราษฎร์ ในกฐินราษฎร์ยังแยกเรียกกันออกไปเป็นสองอย่าง คือ จุลกฐิน และมหากฐิน กฐินที่จัดทำตั้งแต่เริ่มเก็บฝ้ายมาปั่นกรอให้เป็นด้าย แล้วทอจนเป็นผืนผ้า เย็บย้อมเสร็จแล้วทอดในวันนั้น มีกำหนดเวลาให้ทำเสร็จภายใน ๒๔ ชั่วโมงเรียกว่า จุลกฐิน เพราะต้องรีบทำให้เสร็จในระยะเวลาอันสั้นส่วนกฐินที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่า มหากฐิน เพราะมีเวลาตระเตรียมได้นานวันไม่จำกัดเวลาดั่งจุลกฐิน มหากฐินเรียกกันเป็นสามัญแต่เพียงว่า กฐิน
ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี |