อีกข่าวหนึ่ง จากคม-ชัด-ลึก ครับ ... ยาวหน่อย ... แต่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีทีเดียวครับ 
ข่าวเด็ดข่าวดังที่โชเฟอร์แท็กซี่เก็บทรัพย์สินหรือเงินสดของผู้โดยสารขี้ลืมและนำไปคืนปรากฏให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ แต่ไม่ว่าแต่ละเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ความโด่งดังคงมิอาจเทียบเท่า สมพงษ์ เลือดทหาร โชเฟอร์จอมลวงโลกที่สร้างความฮืออาเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างบทเรียนไว้มากมายทั้งการประโคมข่าวโดยขาดการตรวจสอบของสื่อมวลชนและการใช้ความคิดเพียงชั่ววูบเพราะต้องการชื่อเสียงที่โด่งดัง เหตุการณ์ควรจะดำเนินไปตามบทที่เขียนไว้หากแต่ไม่ตายตอนจบเพียงเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแท็กซี่ที่คิดว่าเป็นคนดีอุปโลกน์ขึ้นมานั้น สุดท้ายผลที่ได้รับคือการเข้าไปชดใช้ผลกรรมในรั้วเรือนจำ ทีมข่าวผู้จัดการรายวันขอรำลึกเรื่องราวที่สร้างความฮือฮานี้ เพื่อเป็นบทเรียนให้รู้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กันอีกครั้ง...
เหตุการณ์ที่เกือบจะกลายเป็นตำนานเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2540 รปภ.ประจำสนามบินดอนเมือง ชื่อ "วิโรจน์" โทรศัพท์แจ้งมายังรายการวิทยุ "ร่วมด้วยช่วยกัน" ว่า พบแท็กซี่ สร้างวีรกรรมน่ายกย่อง ด้วยการนำเงินสดกว่า 19 ล้านบาท พร้อมโฉนดที่ดิน
คืนให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบริเวณอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ สร้างความปลื้มปิติ ต่อเจ้าของเงินเป็นอย่างมาก หลังรับรู้เรื่องราวอันแสนประทับใจ เจ้าหน้าที่รายการรีบประกาศตามหาตัวโชเฟอร์คนซื่อทันที
เวลาเดียวกันนั้น สมพงษ์ แท็กซี่คนดี กำลังขับรถคู่ใจไปส่งผู้โดยสารยังตลาดมีนบุรี และเปิดฟังรายการร่วมด้วยช่วยกันพอดีจึงได้โทรศัพท์กลับไปโดยไม่ลืมที่จะแนะนำตัวเองว่า ชื่อ สมพงษ์ เลือดทหาร พร้อมเปิดฉากเล่าวีรกรรมอันสุดซาบซึ้ง...
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในเวลาราว 7 โมงเช้า วันที่ 1 ส.ค. สมพงษ์ รับผู้โดยสารชาวต่างชาติชื่อ "มิสเตอร์จอห์น" พร้อมกระเป๋าใบใหญ่ 2 ใบ และกระเป๋าถืออีก 2 ใบ หน้าโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท พาไปส่งยังสนามบินดอนเมือง เมื่อส่งผู้โดยสารถึงที่หมายพร้อมสัมภาระก็รับผู้โดยสารชาวต่างชาติรายใหม่จากสนามบินดอนเมืองไปส่งย่านราชเทวี
แต่สิ่งที่ผู้โดยสารรายใหม่พบคือกระเป๋าตกอยู่ใต้เบาะนั่ง จึงถามโชเฟอร์คนซื่อด้วยภาษาไทยแบบงู ๆ ปลา ๆแต่ยังพอฟังรู้เรื่องว่ากระเป๋าเป็นของเขาใช่หรือไม่ สมองสั่งการไวเท่าความคิดว่าคงเป็นของชาวต่างชาติก่อนหน้านี้ จึงรับว่าใช่ และทันทีที่ผู้โดยสารลงจากรถ สมพงษ์ จึงเปิดกระเป๋าออกดู สิ่งที่อยู่ภายในกระเป๋าทำให้เขาแทบช็อคใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะเงินสดที่อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋าและโฉนดที่ดินอีกจำนวนหนึ่ง
ต่อมสามัญสำนึกของความเป็นพลเมืองที่ดี ของสมพงษ์เริ่มทำงานจึงรีบห้อตะบึงรถแท็กซี่คู่ใจกลับไปยังสนามบินดอนเมืองทันที
เมื่อไปถึง สมพงษ์ พบเจ้าของกระเป๋านั่งน้ำตาซึมอยู่หน้าอาคารผู้โดยสารในประเทศแต่เมื่อเห็นแท็กซี่คนซื่อนำกระเป๋ามาคืน ก็โผเข้ากอดและยกร่างจนตัวลอยด้วยความดีใจสุดประมาณ ประชาชนที่อยู่รอบบริเวณที่รับรู้วีรกรรมของ สมพงษ์ ต่างรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจเพื่อนร่วมชาติและชื่นชมในการกระทำที่สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศอย่างมากทีเดียว
เพียงชั่วข้ามคืน "สมพงษ์" ดังเป็นพลุแตกหลังสื่อทุกแขนงนำเสนอวีกรรมอันน่าชื่นชมเพราะช่วยกู้ภาพลักษณ์ของประเทศและถูกยกสถานะเป็นบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศด้านการท่องเที่ยวหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างแย่งกันมอบรางวัลตอบแทนความดี ทั้งเงินสด โล่เชิดชูเกียรติ เกียรติบัตรพลเมืองกิตติมศักดิ์ เกียรติบัตรรักษาพยาบาลฟรีตลอดชีวิต รายการทีวีต่าง ๆ พากันแย่งคิวสัมภาษณ์ยกย่องคนทำความดี...โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
แต่สิ่งสะกิดใจ ต่อความดีที่นายสมพงษ์ ได้ก่อขึ้นคือตลอดระยะเวลาที่มีการกล่าวสรรเสริญสดุดี สมพงษ์ แท็กซี่คนซื่อนั้นไม่มีใครออกมายืนยันถึงสิ่งที่นายสมพงษ์ ได้ทำเอาไว้ในสนามบินดอนเมือง!?
พล.ต.ต.กว้าง ชาญศิลป์ ผบก.ทท. (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)ที่สั่งระงับการแจกโล่ประกาศเกียรติคุณในวันที่ 10 ส.ค.ทั้งนี้เพราะจากข้อมูลที่ได้ตรวจสอบเบื้องต้น พบ พิรุธ หลายประการ เพราะจากการตรวจสอบ รปภ. ที่ชื่อ วิโรจน์ ผู้จุดประกายความดีของ สมพงษ์ ก็หาได้มีตัวตน รวมทั้ง มิสเตอร์จอห์น ชาวฝรั่งเศส จากรายชื่อผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ในวันและเวลาที่ สมพงษ์ ระบุไม่พบว่ามีชายชาวต่างชาติดังกล่าวเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อดูจากภาพโทรทัศน์วงจรปิดในวันและเวลาที่ สมพงษ์กล่าวอ้างกลับไม่พบภาพของนายสมพงษ์ และ มิสเตอร์จอห์น ขี้ลืม รายนั้น
และจากการตรวจสอบหลักฐานชิ้นสำคัญของตำรวจที่สุด คือผลการตรวจพิสูจน์เสียงในโทรศัพท์ ที่ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นและรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องที่เพียงการอุปโลกน์ ขึ้น คือ "รปภ.วิโรจน์"กับ "นายสมพงษ์" คือคน ๆ เดียวกัน
เพียงชั่วข้ามคืนอีกเช่นกัน สมพงษ์ ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาทันที เมื่อถูกออกหมายจับในความผิดฐานฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชน หยุดพฤติกรรมลวงโลก ส่วนเงินรางวัลโล่เชิดชูเกียรติต่างๆ ถูกยึดคืนทั้งหมด!!!
หลังจำนนต่อหลักฐาน สมพงษ์ สารภาพว่า เรื่องทั้งหมดแค่ต้องการล้อเล่นเท่านั้นแต่ที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เพราะการโหมกระพือข่าวของสื่อ ส่วนเสียง รปภ.วิโรจน์ เกิดจากการพูดโดยปิดรูจมูกไว้ข้างหนึ่ง
สมพงษ์ ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนแต่ด้วยความประพฤติที่เรียบร้อยเป็นนักโทษชั้นดี ทำให้สมพงษ์ ติดคุกเพียง 1 ปี 2 เดือน ทิ้งอดีตอันขมขื่นไม่น่าจดจำไว้หลังกำแพงเรือนจำเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
หลังพ้นกำแพงคุก "สมพงษ์" ทิ้งอาชีพแท็กซี่ที่สร้างความขมขื่นให้กับตัวเองและเลือกอาชีพนักร้องลูกทุ่งห้องอาหารย่านลาดกระบังแต่ร้องเพลงได้เพียงระยะเดียวก็ต้องกลับมาช่วยภรรยาดูแลพ่อตาที่ป่วยหนักแต่ยังยึดอาชีพนักร้องห้องอาหาร และมีอาชีพเสริม คือ ทำนากุ้ง บนพื้นที่ 5ไร่ของพ่อตา
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด "สมพงษ์" ทุนที่ลงไปกับทำนากุ้งกุลาดำครั้งแรก ประมาณ 20,000 บาท ช่วงแรกขายได้ราคาดี แต่พอมีปัญหาเรื่องพบสารตะกั่วปลอมปนในกุ้ง ราคาก็ตกมากแม้จะเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงกุ้งขาวแทนแต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องอาหารที่แพงมากสุดท้ายต้องเลิกเลี้ยง สุดท้ายขาดทุนประมาณ 200,000 บาท เงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตร่อยหรอเกือบหมด และอาชีพที่ "สมพงษ์" ยึดไว้ล่าสุดคือ นักร้องลูกทุ่งในชื่อ พลพิมพ์ ฉิมมะวัลที่ครูเพลงของเขาตั้งชื่อให้เพราะหน้าตาที่ละม้ายนักร้องลูกทุ่งคนดัง ทศพล หิมพานต์จนได้รับฉายา ทศพล 2
ปิดฉากตำนานแท็กซี่ผู้ลวงโลก ทิ้งไว้เพียงบทเรียนอันล้ำค่าและสัจธรรมที่ยังคงอยู่ตามสุภาษิตไทยที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสื่อที่ควรตรวจสอบข้อมูลของการนำเสนอจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครอีกต่อไป...
 |
|