ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ร่วมตอบคำถาม ภาพ ปริศนา.....ใครให้รายละเอียดมากที่สุดถูกต้อง มีรางวัลให้ครับ ของดีพิธีใหญ่แน่นอนครับ



(N)
รวมทายผลภาพปริศนา ที่นี่ ที่ใหนกัน.....ปิดรับคำตอบ วันพ่อครับ 5 ธ.ค.53 อย่าลอกกันนะครับ.....

โดยคุณ ลูกน้ำยม (2.3K)(2)   [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:01 น.]



โดยคุณ vinai9 (5)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:04 น.] #1414180 (1/35)
งง ตึ๊บ...

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:10 น.] #1414186 (2/35)

โดยคุณ jumanji (2.2K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:28 น.] #1414200 (3/35)
วัดใหญ่ ไชยมงคล จ.อยุธยาครับ (ลองดู)

โดยคุณ น้อยเทิดเทิง (9)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:30 น.] #1414203 (4/35)
นครปฐม ค่ะ

โดยคุณ Natthanan (649)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 15:39 น.] #1414212 (5/35)
น่าจะเป็นองค์พระปฐมเจดีย์ ในอดีต ก่อนที่จะมีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อหลายสิบปีก่อนหน้า

โดยคุณ Chew_JJ (3.6K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 16:19 น.] #1414247 (6/35)
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

โดยคุณ darkness (611)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 16:23 น.] #1414253 (7/35)
พระประโทนเจดีย์ครับ

โดยคุณ looknam1 (2.6K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 16:51 น.] #1414273 (8/35)
พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จ.อยุธยาครับ

โดยคุณ TikPK (378)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 17:14 น.] #1414293 (9/35)
เจดีย์วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม กทม.

โดยคุณ jcainfo (6K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 18:19 น.] #1414329 (10/35)
วัดพระธาตุศรีเชิงชุม ครับ

โดยคุณ smile730 (540)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 18:31 น.] #1414338 (11/35)
วัดพระศรีสรรเพ็ชร ป่าว

โดยคุณ pusit (1.7K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 18:32 น.] #1414342 (12/35)
อยุธยา

โดยคุณ oboyzaa (545)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 19:10 น.] #1414405 (13/35)
น่าจะอยู่ที่พิษณุโลกครับ นืกชื่อม่ายออก ก่อนข้ามแม่น้ำครับ(ทั้งเดาทั้งมั่ว555)

โดยคุณ tatuntum (235)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 19:20 น.] #1414437 (14/35)
วัดภูเขาทอง กรุงเทพครับ
มั่วไปเลย

โดยคุณ lew-lew (518)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 20:21 น.] #1414683 (15/35)
วัดพระสมุทรเจดีย์ แล้วกัน
มั่วด้วยคน

โดยคุณ alcan655 (1.5K)(1)   [พ. 24 พ.ย. 2553 - 20:24 น.] #1414690 (16/35)
วัดราษบูรณะ จ.พิษณุโลก ครับ

โดยคุณ จ๊าริมน้ำ (28.4K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 21:33 น.] #1414865 (17/35)
งงแต๊บ........สงสัยเกิดไม่ท้น

เจดีย์ชดาวากอง...............

โดยคุณ แดงเมืองแก้ว (22)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 22:07 น.] #1414988 (18/35)
วัดใหญ่ ไชยมงคล จ.อยุธยาครับ

โดยคุณ Aey11 (1.2K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 23:15 น.] #1415135 (19/35)

โดยคุณ tinkk (3.7K)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 23:20 น.] #1415138 (20/35)
เจ้าคุณปู่..บอกมาว่า เป็น วัดสังเวช 5555

โดยคุณ kenglee (220)  [พ. 24 พ.ย. 2553 - 23:34 น.] #1415155 (21/35)
(วัดเจดีย์เจ็ดแถว หรือวัดกัลยณมิตร)


โดยคุณ parinya_utra (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 01:30 น.] #1415214 (22/35)
พระธาตุดอยตุง ก็แล้วกัน

โดยคุณ esc_key (295)(1)   [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 04:23 น.] #1415235 (23/35)
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองเชียงแสน สร้างโดยพระเจ้าแสนภู พระราชนัดดาของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาไท เมื่อ พ.ศ. 1887 (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ) หลังจากนั้นพระเจ้าแสนภูได้เสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่แทนพระราชบิดา คือ พระเจ้าชัยสงครามซึ่งเสด็จมาประทับยังเมืองเชียงราย พร้อมทั้งนำอัฐของพระราชบิดา คือพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่เสด็จสวรรคตที่เชียงใหม่กลับมายังเมืองเชียงรายด้วย

พระธาตุเจดีย์หลวงได้ชื่อมาจากพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดซึ่งสูงถึง 88 เมตร มีฐานกว้าง 24 เมตร เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในวัดนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้วยังมีพระวิหารซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบหมดแล้วและเจดีย์ธาตุแบบต่างๆ อีก 4 องค์ โบราณสถานแห่งนี้แม้ว่าจะปรักหักพังไปมากแล้วแต่ได้รับการบูรณะอย่างดีให้สมกับเป็นวัดที่สำคัญของเมืองหิรัญนครเงินยางภายในสมัยอาณาจักรล้านนาไท

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 08:12 น.] #1415322 (24/35)
ตอบ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1934 วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายในวัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา



ประวัติ

จุลศักราช 289 (พ.ศ. 1874) พระเจ้าแสนภู โปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน และต่อมาอีก 4 ปีทรงสร้างมหาวิหารขึ้นในท่ามกลางเมืองเชียงแสน คือวัดเจดีย์หลวงองค์ที่ 1 ซึ่งอยู่ในวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองเชียงแสน สมัยพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ากือนา ขณะที่มีพระชนมมายุ 39 ปี พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จดีก็ทรงสวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้โปรดให้ทำยอดพระธาตุเจดีย์หลวงจนแล้วเสร็จ

ปี พ.ศ. 2055 พระราชา (พระเมืองแก้ว) พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ชั้นได้เงิน 254 กิโลกรัม จากนั้นจึงได้เอาเงินมาแลกเป็นทองคำจำนวน 30 กิโลกรัม แล้วแผ่เป็นแผ่นทึบหุ้มองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เมื่อรวมกับทองคำที่หุ้มองค์พระเจดีย์หลวงอยู่เดิม ได้น้ำหนักทองคำถึง 2,382.517 กิโลกรัม

ประมาณ พ.ศ. 2088 สมัยพระนางจิระประภามหาเทวี ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ จึงทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา หลังจากนั้นพระเจดีย์หลวงจึงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า 400 ปี กระทั่งปี พ.ศ. 2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าและสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่ด้วยไม้ทั้งหลัง

ช่วงปี พ.ศ. 2471-2481 สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้วถางป่าที่ขึ้นปกคุลมโบราณสถานต่างๆ ออก แล้วสร้างเสริมเสนาสนขึ้นใหม่ให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา

พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ใช้งบประมาณในการบูรณะถึง 35 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำพระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีมีชายผู้หนึ่ง อายุ 120 ปี มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม พวกลัวะทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา

นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า “โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏจะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงสว่างไสว ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากในภาษาเหนือ หรือคำเมือง หลวงแปลว่า “ใหญ่” หมายถึง พระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่

พระธาตุเจดีย์หลวง

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถือว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ หรือล้านนา คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถูกสร้างขึ้นในในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา (พ.ศ. 1928 - 1945) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ซึงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา ซึ่งมีตำนานเล่ามาว่า พญากือนาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว ได้ปรากฏตัวแก่พ่อค้าชาวเชียงใหม่ที่เดินทางไปค้าขายที่พม่า ให้มาบอกว่าแก่พญาแสนเมืองมาผู้เป็นโอรสว่า ให้สร้างเจดีย์ไว้ท่ามกลางเวียง ให้สูงใหญ่พอให้คนที่อยู่ไกล 2000 วา สามารถมองเห็นได้ แล้วอุทิศบุญกุศลเหล่านนี้ให้แก่พญากือนา เพื่อให้พญากือนานั้นสามารถไปเกิดในเทวโลกได้ แต่พญาแสนเมืองมาเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีผู้เป็นมเหสีได้สืบทอด เจตนารมณ์สร้างต่อ จนเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. 1984 - 2030) พระองค์โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่ทำการปฏิสังขรณ์ โดยมีพระมหาสวามีสัทธัมกิติ เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดโชติการาม (วัดเจย์หลวง) เป็นกำลังสำคัญในการควบคุมดูแล และประสานงาน การปฏิรูปและก่อสร้างครั้งนี้ได้สร้างขยายเจดีย์ให้ใหญ่กว่าเดิม ใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี จึงแล้วเสร็จ

ในสมัยมหาเทวีจิรประภา รัชกาลที่ 15 แห่งราชวงศ์มังราย เกิดพายุฝนตกหนัก แผ่นดินไหว พระมหาเจดีย์หลวงได้พังทลายลงมาเหลือเพียงครึ่งองค์ จากนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานกว่า 4 ศตวรรษ พระมหาเจดีย์หลวงที่เห็นปัจจุบันกรมศิลปกรเพิ่งจะ บูรณปฏิสังขรณ์เสร็จไปเมื่อ พ.ศ. 2535

เจดีย์หลวงตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยาของชาวลัวะ

คติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา ในยุคแรกใช้อินทขีลเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความเชื่อดั้งเดิมของชาวลัวะซึ่งได้ผสมผสานกับความเชื่อของพราหมณ์ ในระยะต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ได้ใช้พระธาตุเจดีย์หลวงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล คตินี้เห็นได้ชัดจากการสร้างเจดีย์หลวงให้สูงใหญ่ ตั้งอยู่กลางใจกลางเมือง เช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ปัจจุบันบริเวณวัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักกาละหลากหลายได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการคติจักรวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของเมือง

คติเจดีย์หลวงในฐานะศูนย์กลางจักรวาล ปรากฏในคัมภีร์มหาทักษาเมือง กล่าวถึง การสร้างวัดสำคัญในเมืองเชียงใหม่ 9 แห่ง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับชัยภูมิ และความเชื่อเรื่องทิศทั้ง 4 และทิศเฉียงอีก 4 เป็น 8 เมื่อทิศทั้ง 8 มาบรรจบกัน เกิดจุดศูนย์กลางรวมกันเป็น 9 ถือเป็นเลขมงคล ตำแหน่งจุดศูนย์กลางเมือง เป็นสะดือเมือง กำหนดให้เป็นเกตุเมืองตรงกับวัดเจดีย์หลวง วัดทั้ง 8 แห่งที่สร้างตามทักษาเมือง คือ

บริวารเมือง ทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) วัดสวนดอก
อายุเมือง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) วัดเจ็ดยอด
เดชเมือง ทิศเหนือ (ทิศอุดร) วัดเชียงยืน
ศรีเมือง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) วัดชัยศรีภูมิ
มูลเมือง ทิศวะวันออก (ทิศบูรพา) วัดบุพพาราม
อุตสาหเมือง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) วัดชัยมงคล
มนตรีเมือง ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) วัดนันทาราม
กาลกิณีเมือง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) วัดตโปทาราม

ช้างรอบพระธาตุเจดีย์หลวง

มหาเจดีย์หลวงที่พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีทรงก่อสร้างนั้น พระนางทรงให้ยกฉัตรยอดมหาเจดีย์ แล้วปิดด้วยทองคำ พร้อมทั้งเอาแก้ว 3 ลูก ใส่ยอดมหาเจดีย์นั้นไว้ ประดับด้วยโขงประตูทั้ง 4 ด้าน มี พระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งในโขงทั้ง 4 ด้าน มีรูป พญานาคปั้นเต็มตัว 8 ตัว ตัวละ 5 หัว อยู่ใน 2 ข้างบันได รูปปั้นราชสีห์ 4 ตัว ตั้งอยู่ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี 28 เชือก แต่ในประวัติศาสตร์มีเพียง 8 เชือกเท่านั้น ที่มีการตั้งชื่อให้เฉพาะ ซึ่งชื่อช้าง 8 เชือกที่ล้อมเจดีย์หลวง นับจากนับตามลำดับตั้งแต่ตัวที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) เวียนมาตามทอศตะวันออก มีดังนี้

ตัวที่ 1 เมฆบังวัน ตัวที่ 2 ข่มพลแสน
ตัวที่ 3 ดาบแสนด้าม ตัวที่ 4 หอกแสนลำ
ตัวที่ 5 ก๋องแสนแหล้ง ตัวที่ 6 หน้าไม้แสนเปียง
ตัวที่ 7 แสนเขื่อนก๊าน ตัวที่ 8 ไฟแสนเต๋า

การสร้างรูปปั้นช้างนั้น เป็นการส่งเสริมกำลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพิธีการสักการบูชาพญาช้างทั้ง 8 เชือก เพราะเชื่อว่า จะทำให้เกิดสวัสดิมงคล นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง ศัตรูไม่กล้ามารุกรานย่ำยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นพลังอำนาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขู่บดบัง ขวางกั้น กำจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภัยแตกพ่ายหนีไปเอง ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายดังนี้

เมื่อศัตรูยกพลเสนามารุกราน ล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร จะเกิดอาเพศ ท้องฟ้ามืดมิดด้วยเมฆหมอกปกคลุม ธรรมชาติวิปริตแปรปรวน น่ากลังยิ่งนัก ทำให้ผู้รุกราหวาดผวาภัยพิบัติ ตกใจกลัวแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “เมฆบังวัน”

เมื่อผู้รุกรานยกทัพเข้ามาใกล้ แม้จะมีพลโยธาทหารกล้าเรือนแสน ก็จะเกิดอาการมึนเมาลืมหลง ไม่อาจครองสติยับยั้งอยู่ได้ ต้องระส่ำระส่าย แตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ข่มพลแสน”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีศาตรา มีด พร้า ด้ามคมเป็นแสนๆเล่ม ก็ไม่อาจเข้าใกล้ทำร้ายได้ มีแต่จะเกิดหวาดหวั่นขาดกลัวแตกหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ดาบแสนด้าม”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามารานรบ แม้จะมีกำลังพลกล้าหาญมากมาย มีศาสตราอันคมยาว หอกแหลนหลาวเป็นแสน ก็ไม่อาจเข้ามาราวีได้ จึงต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หอกแสนลำ”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลจำนวนมาก มีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอก ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ปืนแสนแหล้ง”
เมื่อผู้รุกรานบุกรุกเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีหน้าไม้คันธนูเป็นแสนๆ ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หน้าไม้แสนเกี๋ยง”
เมื่อข้าศึกอาจหาญล้ำแดนเข้ามา แม้ด้วยกำลังพลหัตถีนึก กองทัพช้างมีเป็นแสนเชือก ก็ไม่อาจหักหาญเข้ามาได้ มีแต่จะอลม่านแตกตื่นแกหนีไปสิ้น จึงได้ชื่อว่า “แสนเขื่อนกั้น” (บางแห่งเป็น แสนเขื่อนก๊าน)
เมื่อข้าศึกเข้ามาหมายย่ำยี ก็จะเกิดอาการร้อนเร่าเหมือนเพลิงเผาผลาญรอบด้าน เลยแตกพ่ายหนีไปด้วยความทุกข์ทรมาน จึงได้ชื่อว่า “ไฟแสนเต๋า”
สรุปประวัติพระเจดีย์หลวง

- พระเจดีย์หลวงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพญาแสนเมืองมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา แต่สร้างไม่เสร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน

- ต่อมาพระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวี พระมเหสีของพญาเมืองมา ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เรียกกันว่า “กู่หลวง”

- พญาติโลกราช โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคตเป็นนายช่างใหญ่ดำเนินการปฏิสังขรณ์รพระเจดีย์หลวง ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2021

- ในรัชสมัยพระเจ้ายอดเชียงรายได้ปิดทองภายในซุ้มจรนัมของพระเจดีย์ หลวงทั้ง 4 ด้าน

- ในรัชสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2046 ได้โปรดให้สร้างหอพระแก้ว และอัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาประดิษฐาน สร้างมหาวิหาร ส่วนการบูรณะพระเจดีย์หลวงได้ดำเนินการเพียงเล็กน้อย

- ในที่สุดเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปีพ.ศ. 2088 ในรัชสมัยพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภา ยอดพระเจดีย์หลวงก็พังทลายลงมา เหลือให้เห็นดังสภาพปัจจุบัน (ก่อนการบูรณะของกรมศิลปกร)




โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 08:23 น.] #1415330 (25/35)


(N)
โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธาน ทรงระฆังแบบล้านนา สูง 88 ม. ฐานกว้าง 24 ม.

มี พระวิหาร ซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบหมดแล้ว และ เจดีย์ราย แบบต่างๆ 4 องค์



เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองเชียงแสน สร้างโดยพระเจ้าแสนภู พระราชนัดดาของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาไท เมื่อ พ.ศ. 1887 (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ) หลังจากนั้นพระเจ้าแสนภูได้เสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่แทนพระราชบิดา คือ พระเจ้าชัยสงครามซึ่งเสด็จมาประทับยังเมืองเชียงราย พร้อมทั้งนำอัฐของพระราชบิดา คือพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่เสด็จสวรรคตที่เชียงใหม่กลับมายังเมืองเชียงราย ด้วย

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 08:29 น.] #1415341 (26/35)


(N)


.......... เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในวัดนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้วยังมีพระวิหารซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบหมดแล้วและเจดีย์ธาตุแบบต่างๆ อีก 4 องค์ โบราณสถานแห่งนี้แม้ว่าจะปรักหักพังไปมากแล้วแต่ได้รับการบูรณะอย่างดีให้สมกับเป็นวัดที่สำคัญของเมืองหิรัญนครเงินยางภายในสมัยอาณาจักรล้านนาไทย

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 08:40 น.] #1415365 (27/35)
****พระเจ้าแสนภู*****
ผู้สร้างวัดเจดีย์หลวง
ใน ระยะเริ่มแรก นั้นเมืองเชียงใหม่ยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง เพราะหลังจากที่พระเจ้ามังรายสิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงใหม่ แล้วพระเจ้าชัยสงครามราชโอรส ได้ครองราชย์สืบมา และประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่เพียงยงสี่เดือน ก็เสด็จกลับไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย ส่วนเมืองเชียงใหม่ทรงมอบให้พระเจ้าแสนภู ราชโอรส ปกครองแทน เมื่อพระเจ้าชัยสงครามสิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงราย พระเจ้าแสนภูได้ขึ้นครอง ราชสมบัติแทน พระเจ้าแสนภูทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าคำฟู ราชโอรส ครองเมืองเชียงใหม่ ส่วนพระองค์เสด็จกลับไปประทับที่เมืองเชียงราย และต่อมาทรงสร้างเมืองเชียงแสนขึ้นในบริเวณที่เชื่อว่าเป็นเมืองหิรัญนคร เงินยางเดิม เมื่อสร้างเมืองเชียงแสนแล้วศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาได้เลื่อนมาอยู่ที่ เมืองเชียงแสนแทน เพราะหลังจากนั้นพระเจ้าแสนภูได้เสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองเชียงแสนตลอดพระ ชนม์ชีพ นับแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองเชียงแสนได้กลายเป็นเมืองสำคัญที่มีความเจริญทั้ง ในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เมื่อพระเจ้าแสนภูสิ้นพระชนม์ พระเจ้าคำฟูได้ขึ้นครองราชย์ พระเจ้าคำฟูทรงมอบให้ พระเจ้าผายูราชโอรสครองเมืองเชียงใหม่ ส่วนพระองค์เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงแสนและได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ เมืองน่าน ยกทัพไปตีเมืองพะเยาและสามารถรวมแคว้นพะเยาเข้ามาเป็นส่วหนึ่งของล้านนาได้ เมือพระเจ้าคำฟูสิ้นพระชนม์ พระเจ้าผายูได้สืบราชสมบัติแทน แต่ไม่ได้เสด็จไปประทับอยู่เมืองเชียงแสนคงประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ดัง นั้นเมืองเชียงใหม่จึงได้มีความสำคัญกลายเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรอีก ครั้งและนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเมืองเชียงใหม่ได้กลายเป็นราชธานีของ อาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง และกษัตริย์ล้านนาในลำดับต่อๆมาจะประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่แทบทุกพระองค์

*****พระเจ้าแสนภูโปรดให้สร้างวัดเจดีย์หลวงขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๓๔ หลังจากที่ทรงสร้างกำแพงเมืองเชียงแสนแล้ว ๓ ปี เจดีย์ประธานของวัดนี้เป็นเจดีย์แบบล้านนาที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในบริเวณวัดยังปรากฎซากวิหาร เจดีย์รายและซุ้มประตูทางเข้า

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 08:42 น.] #1415369 (28/35)


(N)
ผู้อำนวยการจัดสร้างวัดพระธาตุเจดีย์หลวง

หมื่นด้ำพร้าคต
นายช่างเอกแห่งลานนาไทย

หมื่นด้ำพร้าคตผู้นี้ปรากฏในตำนานต่างๆกันดังนี้ ตำนานโยนกเรียกว่า หมื่นด้ำพร้าคต ชินกาลมาลินีปกรณ์ว่า สีหโคตรเสนาบดี ตำนานพระธาตุวัดเจดีย์หลวงว่า หมื่นด้ำสีหโคตร ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า หมื่นด้ำพร้าคต ท่านผู้นี้เป็นนายช่างเอกที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้เป็นนายช่างเอกอำนวยการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่กลางเวียงเชียงใหม่ คือเจดีย์หลวง หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โชติการาม ซึ่งเป็นงานชิ้นสำคัญที่ท่านผู้นี้ได้ฝากไว้ในโลกา จนปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

ประวัติเดิมของหมื่นด้ำพร้าคตนี้ ในพงศาวดารหรือตำนานพื้นเมืองฉบับของอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ในสมัยยังเยาว์วัยเป็นพระสหายของพระเจ้าติโลกราช ถึงกับทรงตรัสไว้เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า “หากกูเป็นใหญ่ กูจักตั้งมืงให้เป็นเสนา” และเมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติครองเมืองเชียงใหม่ ก็ทรงแต่งตั้งให้หมื่นด้ำพร้าคนเป็นเสนาบดี สมดั่งที่ตรัสไว้

หมื่นด้ำพร้าคต เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่มีส่วนช่วยเหลือพระเจ้าติโลกราช ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางพุทธศาสนาให้แก่ลานนาไทย เช่นเดียวกับหมื่นโลกสามล้าน หรือ หมื่นด้งนคร ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในด้านขุมกำลังทางทหารและการปกครอง หมื่นด้ำพร้าคตเคยไปลังกา เพื่อจำลองแบบอย่างโลหปราสาทและรัตนเจดีย์ ณ เมืองลังกาทวีปโพ้นมา แล้วให้หมื่นด้ำพร้าคตเป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์กุฏิมหาธาตุ หรือเจดีย์ลักษณบุราคม (เจดีย์หลวง เชียงใหม่) ปีที่หมื่นด้ำพร้าคตเดินทางไปยังเมืองลังกาทวีปนี้ คือ พ.ศ. ๒๐๒๐ (ดูหนังสือตำนานโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ หน้า ๒๔๓ – ๒๔๔)

นอกจากจะเป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์หลวง หมื่นด้ำพร้าคตยังได้ทำการหล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่หนักประมาณ ๓๓ แสน ให้มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบลวปุระ (คือพระเจ้าแค่งคม วัดศรีเกิดปัจจุบัน) พระเจ้าติโลกราชทรงโปรดให้หมื่นด้ำพร้าคต หรือสีหโคตรเสนา กับอาณากิจจาธิบดีมหาอำมาตย์ (คือหมื่นด้ำพร้าอ้าย) เป็นผู้ทำการหล่อที่วัดป่าตาลมหาวิหาร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองเชียงใหม่ (ว่าคือวัดตะโปทารามหรือวัดล่ำเปิงปัจจุบันใต้สนามบิน) ลางท่านก็ว่าวัดป่าตาลนั้นเป็นวัดร้างอยู่ทางด้านใต้โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพปัจจุบัน

จากผลงานชิ้นสำคัญ ๒ ชิ้นนี้ แสดงว่าหมื่นด้ำพร้าคตหรือสีหโคตรเสนาบดีท่านนี้ เป็นทั้งนายช่างสถาปนิกและนักประติมากรรมลือชื่อ ไม่แต่ในอดีตสมัยเท่านั้น แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยากที่จะหานายช่างและนักประติมากรรมที่สร้างผลงานไว้เท่าเทียมท่านได้ ดังนั้นหมื่นด้ำพร้าคตจึงเป็นผู้ควรแก่การยกย่องสรรเสริญผู้หนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่ง หมื่นด้ำพร้าคตท่านนี้ เป็นชาวเมืองยวม และเมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว อิฐของท่านก็ได้บรรจุไว้ในกู่ที่เมืองยวมใต้ ซึ่งอาจจะเป็นเจดีย์ร้างแห่งใดแห่งหนึ่ง ในบริเวณเมืองยวมใต้นี้เอง

ท่านถึงอนิจกรรมเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๐๒๕ * ปรากฏในตำนานโยนกว่า “ลุศักราช ๘๔๔ ปีขาลจัตวาศก หมื่นด้ำพร้าคตหรือสีหเสนาบดี ผู้เป็นนายช่างใหญ่ป่วยถึงอนิจกรรม โปรดให้ทำฌาปนกิจ ณ เมืองยวมใต้ ให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุไว้ ณ ที่นั้น”

แม้ว่าท่านจะล่วงลับไปเป็นเวลานานถึง ๔๘๖ ปีกว่ามาแล้วก็ตาม แต่ผลงานของท่านยังคงปรากฏแก่สายตาของชนรุ่นหลังจนกระทั่งทุกวันนี้ และจะคงอยู่ต่อไป จนชั่วลูกชั่วหลานชั่วกาลนาน และดวงวิญญาณของท่าน แม้จะสิงสถิตอยู่แห่งใดก็ดีคงจะชื่นชมกับผลงานของท่าน ซึ่งยังคงอยู่ตาบทุกวันนี้ และตลอดไปชั่วกัลปวสาน

โดยคุณ kaiser (73)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 12:39 น.] #1415641 (29/35)
*******************วัดพระธาตุเจดีย์หลวง **********************
ตั้งอยู่อำเภอเชียงแสน เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองเชียงแสน สร้างโดยพระเจ้าแสนภู พระราชนัดดาของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาไท เมื่อ พ.ศ. 1887 (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ) หลังจากนั้นพระเจ้าแสนภูได้เสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่แทนพระราชบิดา คือ พระเจ้าชัยสงครามซึ่งเสด็จมาประทับยังเมืองเชียงราย พร้อมทั้งนำอัฐของพระราชบิดา คือพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่เสด็จสวรรคตที่เชียงใหม่กลับมายังเมืองเชียงราย ด้วย

พระธาตุเจดีย์หลวงได้ชื่อมาจากพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดซึ่ง สูงถึง 88 เมตร มีฐานกว้าง 24 เมตร เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในวัดนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้วยังมีพระวิหารซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบ หมดแล้วและเจดีย์ธาตุแบบต่างๆ อีก 4 องค์ โบราณสถานแห่งนี้แม้ว่าจะปรักหักพังไปมากแล้วแต่ได้รับการบูรณะอย่างดีให้สม กับเป็นวัดที่สำคัญของเมืองหิรัญนครเงินยางภายในสมัยอาณาจักรล้านนาไท

โดยคุณ sitth (670)  [พฤ. 25 พ.ย. 2553 - 13:41 น.] #1415695 (30/35)
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงราย
ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติเชียงแสนด้านทิศตะวันออก สร้างโดยพระเจ้าแสนภู เมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธาน ทรงระฆังแบบล้านนา สูง ๘๘ เมตร ฐานกว้าง ๒๔ เมตร เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน นอกจากนี้มี พระวิหาร ซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบหมดแล้ว และ เจดีย์ราย แบบต่างๆ ๔ องค์

โดยคุณ ลูกน้ำยม (2.3K)(2)   [อา. 28 พ.ย. 2553 - 23:17 น.] #1420561 (31/35)


(N)


ชี้แจงแถลงไข ให้ ทราบ ยังไม่มีสมาชิกท่านใด ทายถูกสักคนครับ......อย่ายอมแพ้นะครับ

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [จ. 29 พ.ย. 2553 - 07:17 น.] #1420703 (32/35)
มีบอกใบ้...แบะ..แบะ..ไหมครับ

โดยคุณ มีเงินมีทอง (6.1K)(7)   [พ. 01 ธ.ค. 2553 - 01:07 น.] #1424052 (33/35)
วัดใหญ่ไชยมงคล

โดยคุณ papatsene (1.1K)  [พ. 01 ธ.ค. 2553 - 15:09 น.] #1424624 (34/35)


(N)
ตอบครับ .... พระสมุทรเจดีย์

พระสมุทรเจดีย์ หรือที่ชาวปากน้ำเรียกว่า พระ เจดีย์กลางน้ำ เป็นปูชนียสถาน อันเป็นสัญลักษณ์ที่ สำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดสมุทรปราการ ทาง ราชการได้ถือเอาพระสมุทรเจดีย์เป็นตราจังหวัด สมุทรปราการ ธงของจังหวัดมีสีพื้นเป็นสีน้ำทะเล กลางผืนธงมีรูปพระสมุทรเจดีย์สีขาว ใต้ รูปพระสมุทรเจดีย์มีคำว่า "สมุทรปราการ" คันธง มีแถบสีเหลือง ๒ แถบ ที่ตั้งพระสมุทรเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระ สมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการตรงข้ามศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ค่อน ไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่แต่ ดั้งเดิมเป็นเกาะ เรือขนาดใหญ่สามารถแล่นรอบเกาะนี้ ได้ แต่เนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินทางฝั่ง ซ้ายหน้าจังหวัด จึงเป็นเหตุให้พื้นที่ทางฝั่ง ขวาตื้นเขินขึ้น จนกลายสภาพเป็นพื้นแผ่นดิน พื้นเดียวกันดังที่ปรากฏในปัจจุบัน แต่ถึงอย่าง ไรก็ตามประชาชนส่วนมากยังคงเรียกขาน กันว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ"

ประวัติความเป็นมา

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย สยามกับญวนได้เกิดผิดพ้องหมองใจกัน อยู่เสมอ ๆ ด้วยเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการ เป็นใหญ่ในประเทศเขมร จึงเกิดการชิงไหวชิง พริบกันทางการเมือง ต่อมาในปี พ. ศ.๒๓๖๒ มีข่าวเข้ามาถึงกรุงเทพว่า " องต๋ากุน" เจ้าเมืองญวนที่ไซ่ง่อนได้ ขุดคลองลัดใหญ่ มีเนื้อที่ตั้งแต่ทะเลสาบ เขมรจะมาออกเมืองไผทมาศ (บันทายมาศ ) ใกล้อาณาเขตสยามทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการกระทำของญวนเช่นนี้สร้างความปริวิตกแก่ อาณาจักรสยามว่า หากญวนกระทำการนี้สำเร็จลง อาจจะยกกองทัพเรือเข้ามารุกรานหัว เมืองชายทะเลและกรุงเทพได้ง่ายเพราะไม่ต้องอ้อม แหลมญวน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างป้อมปราการ เมืองหน้าด่านที่จะป้องกันภัยนี้ จึงทรงพระ ราชดำริว่า สมุทรปราการเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่บัดนี้ชำรุดทรุด โทรมลงมากแล้วประกอบกับพื้นดินปากแม่น้ำ งอกล้ำออกไปในทะเลเป็นเหตุให้ตัวเมือง ห่างไกลจากปากแม่น้ำ หากมีข้าศึกเข้ามา ทางเรืออาจจะป้องกันไม่ทันท่วงที จึงโปรด เกล้า ฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่โดยด่วน การ สร้างเมืองสมุทรปราการใหม่ ดำเนินการอยู่ ๓ ปี สำเร็จใน ปี พ.ศ. ๒๓๖๕
ป้อมที่สร้างในครั้งนี้มี ๖ ป้อม คือ
๑.ป้อมประโคนชัย
๒.ป้อมนารายณ์ปราบศึก
๓.ป้อมปราการ
๔.ป้อมกายสิทธิ์
๕.ป้อมนาคราช
๖.ป้อมผีเสื้อสมุทร (ปัจจุบันเหลืออยู่สมบูรณ์ป้อมเดียว)

ผู้ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ในการเป็นแม่กอง ในการก่อสร้างป้อมทั้ง ๖ นี้คือ พระเจ้า ลูก เธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับเจ้าพระยาพระคลัง ( ดิศ บุญนาค) ครั้งก่อสร้างป้อม ๖ ป้อม เสร็จลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริว่า การที่พระองค์ได้สละ พระราชทรัพย์ครั้งนี้ก็เพื่อสวัสดิภาพของ ชาติและพระศาสนา จึงควรจักได้มีอนุสาวรีย์ไว้ ให้ปรากฏพระเกียรติยศสืบไป ทรงเห็นเกาะหาด ทรายอยู่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร(ป้อมผีเสื้อสมุทรเป็น เกาะกลางน้ำ) เหมาะแก่การที่จะประดิษฐานพระ เจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่น-เจษฎา บดินทร์กับ เจ้าพระยาพระคลัง เป็นผู้อำนวนการสร้าง รับสั่งให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหา ศักดิพลเสพ กับพระยาราชสงคราม จัดเขียนแผน ผังรูปพระเจดีย์ถวาย เมื่อทรงทอดพระเนตรและ ทรงแก้ไขจนพอพระราชหฤทัยแล้ว จึงทรง เฉลิมพระนามว่า "พระสมุทรเจดีย์" ทั้งนี้ คงจะมีพระราชประสงค์ให้เป็นคู่พระบารมี และอยู่คู่กับเมืองสมุทรปราการ ที่พระองค์ทรงโปรด เกล้าฯให้บูรณะขึ้นไว้แต่ยังมิทันจะได้ ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ เพราะยังไม่วางพระราช หฤทัยทรงเกรงพื้นฐานเกาะจะไม่แข็งแรงพอ จึงทรงให้ปรับปรุงพื้นฐานให้มั่นคงต่อ ไปเสียก่อนแต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ยังมิทันที่พระองค์จะได้ทรงสร้างองค์ พระสมุทรเจดีย์ขึ้นตามพระราชประสงค์ก็เสด็จสู่ สวรรคตเสียก่อนในปี พุทธศักราช ๒๓๖๗ นั้นเอง

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อมาทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัช กาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ในการถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ พระเมรุท้องสนามหลวงในครั้งนั้น เจ้าอนุ ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ ประเทศสยาม ได้คุมราษฎรชาวเมืองเวียงจันทน์มา ร่วมงานถวายพระเพลิงด้วย เมื่อการถวายพระเพลิง เสร็จสิ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีธรรม ราชกับเจ้าพระยาพระคลัง เป็นแม่กองในการจัด สร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นตาม พระราชประสงค์ของสมเด็จ พระชนกต่อไป ราษฎรที่เจ้าอนุเวียงจันทน์ คุมลงมาในครามถวายพระเพลิงจำนวน ๑, ๐๐๐ คน ได้มีส่วนช่วยในการสร้างฐานราก ขององค์พระสมุทรเจดีย์ ด้วยการตัดต้นตาลและ ลำเลียงต้นตาล จากจังหวัดเพชรบุรีและสุพรรณบุรี ลงมาทำ รากฐานองค์พระสมุทรเจดีย์ จึงนับได้ว่าชาว เวียงจันทน์ได้มีส่วนร่วมบำเพ็ญกุศลสร้างฐาน รากขององค์พระสมุทรเจดีย์ด้วย
การลงมือก่อสร้างองค์พระสมุทรเจดีย์

ครั้นถึง วันอังคาร ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๑๘๙ ปีกุล นพศก ตรงกับวันที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๗๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยา ศรีธรรมราช (น้อย) กับเจ้าพระยาพระคลัง ( ดิศ บุญนาค) เป็นแม่กองจัดสร้างพระ สมุทรเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นการสนองพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระบรมชนกนาถต่อไป องค์พระสมุทรเจดีย์ ที่ได้ทรงก่อสร้างในครั้งนี้รูปทรงเป็น รูปสี่เหลี่ยมไม้สิบสอง หาใช่รูปเจดีย์ที่ เห็นอยู่ในขณะนี้ ฐานเจดีย์กว้างด้านละ ๑๐ วา สูง ๙ ศอก ชั้นที่สองยาวด้านละ ๕ วา สูง ๒ ศอกคืบ หน้ากระดาน องค์พระเจดีย์สูง สุดยอด ๙ วา ๓ ศอก รวมความสูงจากฐาน จนถึงยอด ๑๓ วา ๓ ศอกคืบ หรือ ๒๗. ๗๕ เมตรมีกำแพงแก้วสองศอกคืบล้อมรอบองค์ พระเจดีย์ มีศาลาทั้งสี่ทิศ มุงด้วยกระเบื้องจีน สิ้นพระราชทรัพย์ทั้งสิ้น ๑๓๓ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ๙ บาท สลึงเฟื้อง หรือ ๑๐,๖๘๙ บาท ๓๗ สตางค์ รวม เวลาการก่อสร้าง ๗ เดือน ๕ วัน แล้วเสร็จการ ก่อสร้างเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ตรง กับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๗๑

งานสมโภชพระสมุทรเจดีย์

ในพุทธศักราช ๒๓๗๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัว ได้เสด็จทางชลมารคพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ข้าราชการน้อยใหญ่และพระเถรานุเถระพร้อมกันแห่ พระบรมสารีริกธาตุ และพระปิฎกธรรม จากกรุงเทพมหานคร มาบรรจุ ไว้ที่คอระฆังขององค์พระสมุทรเจดีย์ได้ทร งบำเพ็ฐพระราชกุศลทำการสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ เป็นเวลา ๕ วัน ๕ คืน
ความเศร้าหมองขององค์พระสมุทรเจดีย์

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัวนี้เอง มีผู้ร้ายลอบปีนขึ้นบน องค์พระสมุทรเจดีย์ขุดทำลายคอระฆังเอาพระบรม สารีริกธาตุที่บรรจุไว้ไป เจ้าหน้าที่ที่มีหน้า ที่เฝ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ไม่อาจสืบจับคน ร้ายได้ เกรงพระราชอาญาจึงปิดความไว้แล้ว นำปูนไปปิดทับรอยที่ขุดนั้นเสีย ตราบ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๒ และพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์สืบ แทนต่อไป
การปลี่ยนแปลงในสมัยต่อมา

ครั้นถึง พุทธศักราช ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสเมืองสมุทรปราการ เสด็จไปนมัสการ พระสมุทรเจดีย์ด้วย ได้ทอดพระเนตรสภาพทั่วๆไป ของพระสมุทรเจดีย์ทรงพระราชปรารภว่า พระสมุทร เจดีย์นี้มีความสำคัญมากแต่รูปทรงต่ำเตี้ย ไม่สง่างาม หากจะสถาปนาให้สูงใหญ่ขึ้นไป อีก เรือของชาวต่างประเทศที่เข้ามาทางปาก แม่น้ำเจ้าพระยา จะได้มองเห็นแต่ไกล จึงทรง หารือกับเจ้าพระยาระวิวงศ์มหาโกษาธิบดี หรือ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุญ นาค) ถึงเรื่องนี้ เจ้าพระยาระวิวงศ์ฯทราบเรื่อง คนร้ายลอบขึ้นไปลักพระบรมธาตุดีอยู่ แล้ว จึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะกราบบังคมทูล ให้ทรงทราบในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าเพราะพระ เจดีย์สร้างแบบสี่เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง มีองค์ ระฆังเล็กเรียวข้างปลายฐานเป็นบัวหงายซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ ประกอบทั้งที่คอระฆัง ซึ่งบรรจุพระ บรมธาตุไว้ก็ไม่แน่นหนา ผู้ร้ายจึงถือ โอกาสปีนป่ายขึ้นไปทำลายได้ง่าย เมื่อตกลง พระทัยที่จะจัดสร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นใหม่ แล้ว จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไปถ่าย แบบเจดีย์ลอมฟาง ที่พระนครศรีอยุธยามา แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาระวิวงศ์มหาโกษาธิบดีเป็นแม่กอง กรมหมื่นสีหวิกรมเป็นนายช่าง พระยามหาอรรค นิกรและพระยาอมรมหาเดช ผู้คุมเลขทหาร ปืนใหญ่เมืองสมุทรปราการเป็นนายงาน โดยให้ทหารปืน ใหญ่เมืองสมุทรปราการเป็นผู้ช่วยเหลือก่อสร้าง แม่กอง เจ้าของการได้จัดซื้อหินถมพื้นเพิ่มไป จนรอบเกาะที่ตั้ง โดยต่อออกไปทางด้าน ใต้แล้วรื้อศาลาลงจัดสร้างพระวิหารใหญ่ หัน หน้าสู่ทะเล ส่วนองค์พระเจดีย์แบบลอมฟางนั้น ได้สร้างสวมรูปพระเจดีย์องค์เดิมไว้ โดยเพิ่ม ส่วนสูงขึ้นไปอีก ๖ วา รวมเป็นสูง ๑๙ วา ๒ ศอกคืบ หรือ ๓๙.๗๕ เมตร สร้างพระ เกี้ยวสี่องค์บนชั้นที่สอง สร้างพระแท่นทาง ด้านทิศเหนือ และทิศใต้ สำหรับตั้งเครื่องสังเวย ส่วน ทางทิศตะวันออกทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ช่างสลัก แผ่นทอง แจ้งประวัติการก่อสร้างและจุดประสงค์ ตลอด จนพระราชทรัพย์ที่ได้ทรงบริจาคไปโดยพร้อม มูล เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ทราบ นอกจากนั้น ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ช่าง ทำการก่อสร้าง ศาลาที่ประทับทางทิศเหนือ สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล กับทรงสร้างฐานโพธิ์ ส่วนทางทิศใต้ทรงโปรด ให้สร้างหอเทียนคู่หนึ่ง และหอระฆังคู่หนึ่ง หน้าพระวิหารและทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างบันได ศิลาแลงลงสู่แม่น้ำทางทิศตะวันออก นอก จากนั้นมีหลักผูกเรือและเสาเข็มเจดีย์รอบ ตัวเกาะ ในการก่อสร้างครั้งหลังนี้ พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุ ๑๒ พระองค์ไว้ที่คอระฆังแทนของ เดิมที่คนร้ายลักไปโดยแห่มาทางชลมารค ครั้นถึงวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนยี่ (ตรง กับวันอาทิตย์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๐๓) เวลาบ่าย พระ สงฆ์ราชาคณะ ๙๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ รุ่งขึ้น วันจันทร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๐๓ พระสงฆ์รับพระราช ทานฉันท์เสร็จแล้ว ได้ฤกษ์ทรงบรรจุพระบรมธาตุ แล้วทรงกระทำพระราชพิธียกคอระฆัง ประดิษฐานพระ ปฏิมากรไชยวัฒน์และพระห้ามสมุทรไว้ในวิหาร และ ทำการสมโภชเป็นงานใหญ่ หลังจาการสมโภชพระ สมุทรเจดีย์แล้วประมาณ ๕ เดือน กิจการต่าง ๆ ของ พระสมุทรเจดีย์ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ณ วันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๗ ตรีศก จุลศัก-ราช ๑๒๒๓ ตรง กับวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๐๔ สิ้น พระราช ทรัพย์ในการก่อสร้าง ๕๘๘ ชั่ง หรือ ๔๗,๒๔๐ บาท

ครั้นสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีรัชกาลต่อๆ มาก็ได้ทรงอุปถัมภ์อยู่เสมอ และนับตั้งแต่ มีการก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์แล้ว หากพระมหา กษัตริย์ เสด็จโดยชลมารคผ่านเข้าและผ่านออก จะต้อง หยุดเรือพระที่นั่งแล้วทรงบูชาด้วยเครื่องสักการะ ทุกครั้ง

โดยคุณ ลูกน้ำยม (2.3K)(2)   [อา. 05 ธ.ค. 2553 - 21:10 น.] #1430224 (35/35)


(N)
ภาพ ปริศนา ไม่มีท่านใดตอบ ถูกเลยครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1