(N) ตอบครับ .... พระสมุทรเจดีย์
พระสมุทรเจดีย์ หรือที่ชาวปากน้ำเรียกว่า พระ เจดีย์กลางน้ำ เป็นปูชนียสถาน อันเป็นสัญลักษณ์ที่ สำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดสมุทรปราการ ทาง ราชการได้ถือเอาพระสมุทรเจดีย์เป็นตราจังหวัด สมุทรปราการ ธงของจังหวัดมีสีพื้นเป็นสีน้ำทะเล กลางผืนธงมีรูปพระสมุทรเจดีย์สีขาว ใต้ รูปพระสมุทรเจดีย์มีคำว่า "สมุทรปราการ" คันธง มีแถบสีเหลือง ๒ แถบ ที่ตั้งพระสมุทรเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระ สมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการตรงข้ามศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ค่อน ไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่แต่ ดั้งเดิมเป็นเกาะ เรือขนาดใหญ่สามารถแล่นรอบเกาะนี้ ได้ แต่เนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินทางฝั่ง ซ้ายหน้าจังหวัด จึงเป็นเหตุให้พื้นที่ทางฝั่ง ขวาตื้นเขินขึ้น จนกลายสภาพเป็นพื้นแผ่นดิน พื้นเดียวกันดังที่ปรากฏในปัจจุบัน แต่ถึงอย่าง ไรก็ตามประชาชนส่วนมากยังคงเรียกขาน กันว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ"
ประวัติความเป็นมา
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย สยามกับญวนได้เกิดผิดพ้องหมองใจกัน อยู่เสมอ ๆ ด้วยเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการ เป็นใหญ่ในประเทศเขมร จึงเกิดการชิงไหวชิง พริบกันทางการเมือง ต่อมาในปี พ. ศ.๒๓๖๒ มีข่าวเข้ามาถึงกรุงเทพว่า " องต๋ากุน" เจ้าเมืองญวนที่ไซ่ง่อนได้ ขุดคลองลัดใหญ่ มีเนื้อที่ตั้งแต่ทะเลสาบ เขมรจะมาออกเมืองไผทมาศ (บันทายมาศ ) ใกล้อาณาเขตสยามทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการกระทำของญวนเช่นนี้สร้างความปริวิตกแก่ อาณาจักรสยามว่า หากญวนกระทำการนี้สำเร็จลง อาจจะยกกองทัพเรือเข้ามารุกรานหัว เมืองชายทะเลและกรุงเทพได้ง่ายเพราะไม่ต้องอ้อม แหลมญวน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างป้อมปราการ เมืองหน้าด่านที่จะป้องกันภัยนี้ จึงทรงพระ ราชดำริว่า สมุทรปราการเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่บัดนี้ชำรุดทรุด โทรมลงมากแล้วประกอบกับพื้นดินปากแม่น้ำ งอกล้ำออกไปในทะเลเป็นเหตุให้ตัวเมือง ห่างไกลจากปากแม่น้ำ หากมีข้าศึกเข้ามา ทางเรืออาจจะป้องกันไม่ทันท่วงที จึงโปรด เกล้า ฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่โดยด่วน การ สร้างเมืองสมุทรปราการใหม่ ดำเนินการอยู่ ๓ ปี สำเร็จใน ปี พ.ศ. ๒๓๖๕
ป้อมที่สร้างในครั้งนี้มี ๖ ป้อม คือ
๑.ป้อมประโคนชัย
๒.ป้อมนารายณ์ปราบศึก
๓.ป้อมปราการ
๔.ป้อมกายสิทธิ์
๕.ป้อมนาคราช
๖.ป้อมผีเสื้อสมุทร (ปัจจุบันเหลืออยู่สมบูรณ์ป้อมเดียว)
ผู้ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ในการเป็นแม่กอง ในการก่อสร้างป้อมทั้ง ๖ นี้คือ พระเจ้า ลูก เธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับเจ้าพระยาพระคลัง ( ดิศ บุญนาค) ครั้งก่อสร้างป้อม ๖ ป้อม เสร็จลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริว่า การที่พระองค์ได้สละ พระราชทรัพย์ครั้งนี้ก็เพื่อสวัสดิภาพของ ชาติและพระศาสนา จึงควรจักได้มีอนุสาวรีย์ไว้ ให้ปรากฏพระเกียรติยศสืบไป ทรงเห็นเกาะหาด ทรายอยู่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร(ป้อมผีเสื้อสมุทรเป็น เกาะกลางน้ำ) เหมาะแก่การที่จะประดิษฐานพระ เจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่น-เจษฎา บดินทร์กับ เจ้าพระยาพระคลัง เป็นผู้อำนวนการสร้าง รับสั่งให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหา ศักดิพลเสพ กับพระยาราชสงคราม จัดเขียนแผน ผังรูปพระเจดีย์ถวาย เมื่อทรงทอดพระเนตรและ ทรงแก้ไขจนพอพระราชหฤทัยแล้ว จึงทรง เฉลิมพระนามว่า "พระสมุทรเจดีย์" ทั้งนี้ คงจะมีพระราชประสงค์ให้เป็นคู่พระบารมี และอยู่คู่กับเมืองสมุทรปราการ ที่พระองค์ทรงโปรด เกล้าฯให้บูรณะขึ้นไว้แต่ยังมิทันจะได้ ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ เพราะยังไม่วางพระราช หฤทัยทรงเกรงพื้นฐานเกาะจะไม่แข็งแรงพอ จึงทรงให้ปรับปรุงพื้นฐานให้มั่นคงต่อ ไปเสียก่อนแต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ยังมิทันที่พระองค์จะได้ทรงสร้างองค์ พระสมุทรเจดีย์ขึ้นตามพระราชประสงค์ก็เสด็จสู่ สวรรคตเสียก่อนในปี พุทธศักราช ๒๓๖๗ นั้นเอง
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อมาทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัช กาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ในการถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ พระเมรุท้องสนามหลวงในครั้งนั้น เจ้าอนุ ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ ประเทศสยาม ได้คุมราษฎรชาวเมืองเวียงจันทน์มา ร่วมงานถวายพระเพลิงด้วย เมื่อการถวายพระเพลิง เสร็จสิ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีธรรม ราชกับเจ้าพระยาพระคลัง เป็นแม่กองในการจัด สร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นตาม พระราชประสงค์ของสมเด็จ พระชนกต่อไป ราษฎรที่เจ้าอนุเวียงจันทน์ คุมลงมาในครามถวายพระเพลิงจำนวน ๑, ๐๐๐ คน ได้มีส่วนช่วยในการสร้างฐานราก ขององค์พระสมุทรเจดีย์ ด้วยการตัดต้นตาลและ ลำเลียงต้นตาล จากจังหวัดเพชรบุรีและสุพรรณบุรี ลงมาทำ รากฐานองค์พระสมุทรเจดีย์ จึงนับได้ว่าชาว เวียงจันทน์ได้มีส่วนร่วมบำเพ็ญกุศลสร้างฐาน รากขององค์พระสมุทรเจดีย์ด้วย
การลงมือก่อสร้างองค์พระสมุทรเจดีย์
ครั้นถึง วันอังคาร ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๑๘๙ ปีกุล นพศก ตรงกับวันที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๗๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยา ศรีธรรมราช (น้อย) กับเจ้าพระยาพระคลัง ( ดิศ บุญนาค) เป็นแม่กองจัดสร้างพระ สมุทรเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นการสนองพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระบรมชนกนาถต่อไป องค์พระสมุทรเจดีย์ ที่ได้ทรงก่อสร้างในครั้งนี้รูปทรงเป็น รูปสี่เหลี่ยมไม้สิบสอง หาใช่รูปเจดีย์ที่ เห็นอยู่ในขณะนี้ ฐานเจดีย์กว้างด้านละ ๑๐ วา สูง ๙ ศอก ชั้นที่สองยาวด้านละ ๕ วา สูง ๒ ศอกคืบ หน้ากระดาน องค์พระเจดีย์สูง สุดยอด ๙ วา ๓ ศอก รวมความสูงจากฐาน จนถึงยอด ๑๓ วา ๓ ศอกคืบ หรือ ๒๗. ๗๕ เมตรมีกำแพงแก้วสองศอกคืบล้อมรอบองค์ พระเจดีย์ มีศาลาทั้งสี่ทิศ มุงด้วยกระเบื้องจีน สิ้นพระราชทรัพย์ทั้งสิ้น ๑๓๓ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ๙ บาท สลึงเฟื้อง หรือ ๑๐,๖๘๙ บาท ๓๗ สตางค์ รวม เวลาการก่อสร้าง ๗ เดือน ๕ วัน แล้วเสร็จการ ก่อสร้างเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ตรง กับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๗๑
งานสมโภชพระสมุทรเจดีย์
ในพุทธศักราช ๒๓๗๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัว ได้เสด็จทางชลมารคพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ข้าราชการน้อยใหญ่และพระเถรานุเถระพร้อมกันแห่ พระบรมสารีริกธาตุ และพระปิฎกธรรม จากกรุงเทพมหานคร มาบรรจุ ไว้ที่คอระฆังขององค์พระสมุทรเจดีย์ได้ทร งบำเพ็ฐพระราชกุศลทำการสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ เป็นเวลา ๕ วัน ๕ คืน
ความเศร้าหมองขององค์พระสมุทรเจดีย์
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัวนี้เอง มีผู้ร้ายลอบปีนขึ้นบน องค์พระสมุทรเจดีย์ขุดทำลายคอระฆังเอาพระบรม สารีริกธาตุที่บรรจุไว้ไป เจ้าหน้าที่ที่มีหน้า ที่เฝ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ไม่อาจสืบจับคน ร้ายได้ เกรงพระราชอาญาจึงปิดความไว้แล้ว นำปูนไปปิดทับรอยที่ขุดนั้นเสีย ตราบ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๒ และพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์สืบ แทนต่อไป
การปลี่ยนแปลงในสมัยต่อมา
ครั้นถึง พุทธศักราช ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสเมืองสมุทรปราการ เสด็จไปนมัสการ พระสมุทรเจดีย์ด้วย ได้ทอดพระเนตรสภาพทั่วๆไป ของพระสมุทรเจดีย์ทรงพระราชปรารภว่า พระสมุทร เจดีย์นี้มีความสำคัญมากแต่รูปทรงต่ำเตี้ย ไม่สง่างาม หากจะสถาปนาให้สูงใหญ่ขึ้นไป อีก เรือของชาวต่างประเทศที่เข้ามาทางปาก แม่น้ำเจ้าพระยา จะได้มองเห็นแต่ไกล จึงทรง หารือกับเจ้าพระยาระวิวงศ์มหาโกษาธิบดี หรือ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุญ นาค) ถึงเรื่องนี้ เจ้าพระยาระวิวงศ์ฯทราบเรื่อง คนร้ายลอบขึ้นไปลักพระบรมธาตุดีอยู่ แล้ว จึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะกราบบังคมทูล ให้ทรงทราบในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าเพราะพระ เจดีย์สร้างแบบสี่เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง มีองค์ ระฆังเล็กเรียวข้างปลายฐานเป็นบัวหงายซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ ประกอบทั้งที่คอระฆัง ซึ่งบรรจุพระ บรมธาตุไว้ก็ไม่แน่นหนา ผู้ร้ายจึงถือ โอกาสปีนป่ายขึ้นไปทำลายได้ง่าย เมื่อตกลง พระทัยที่จะจัดสร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นใหม่ แล้ว จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไปถ่าย แบบเจดีย์ลอมฟาง ที่พระนครศรีอยุธยามา แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาระวิวงศ์มหาโกษาธิบดีเป็นแม่กอง กรมหมื่นสีหวิกรมเป็นนายช่าง พระยามหาอรรค นิกรและพระยาอมรมหาเดช ผู้คุมเลขทหาร ปืนใหญ่เมืองสมุทรปราการเป็นนายงาน โดยให้ทหารปืน ใหญ่เมืองสมุทรปราการเป็นผู้ช่วยเหลือก่อสร้าง แม่กอง เจ้าของการได้จัดซื้อหินถมพื้นเพิ่มไป จนรอบเกาะที่ตั้ง โดยต่อออกไปทางด้าน ใต้แล้วรื้อศาลาลงจัดสร้างพระวิหารใหญ่ หัน หน้าสู่ทะเล ส่วนองค์พระเจดีย์แบบลอมฟางนั้น ได้สร้างสวมรูปพระเจดีย์องค์เดิมไว้ โดยเพิ่ม ส่วนสูงขึ้นไปอีก ๖ วา รวมเป็นสูง ๑๙ วา ๒ ศอกคืบ หรือ ๓๙.๗๕ เมตร สร้างพระ เกี้ยวสี่องค์บนชั้นที่สอง สร้างพระแท่นทาง ด้านทิศเหนือ และทิศใต้ สำหรับตั้งเครื่องสังเวย ส่วน ทางทิศตะวันออกทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ช่างสลัก แผ่นทอง แจ้งประวัติการก่อสร้างและจุดประสงค์ ตลอด จนพระราชทรัพย์ที่ได้ทรงบริจาคไปโดยพร้อม มูล เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ทราบ นอกจากนั้น ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ช่าง ทำการก่อสร้าง ศาลาที่ประทับทางทิศเหนือ สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล กับทรงสร้างฐานโพธิ์ ส่วนทางทิศใต้ทรงโปรด ให้สร้างหอเทียนคู่หนึ่ง และหอระฆังคู่หนึ่ง หน้าพระวิหารและทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างบันได ศิลาแลงลงสู่แม่น้ำทางทิศตะวันออก นอก จากนั้นมีหลักผูกเรือและเสาเข็มเจดีย์รอบ ตัวเกาะ ในการก่อสร้างครั้งหลังนี้ พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุ ๑๒ พระองค์ไว้ที่คอระฆังแทนของ เดิมที่คนร้ายลักไปโดยแห่มาทางชลมารค ครั้นถึงวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนยี่ (ตรง กับวันอาทิตย์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๐๓) เวลาบ่าย พระ สงฆ์ราชาคณะ ๙๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ รุ่งขึ้น วันจันทร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๐๓ พระสงฆ์รับพระราช ทานฉันท์เสร็จแล้ว ได้ฤกษ์ทรงบรรจุพระบรมธาตุ แล้วทรงกระทำพระราชพิธียกคอระฆัง ประดิษฐานพระ ปฏิมากรไชยวัฒน์และพระห้ามสมุทรไว้ในวิหาร และ ทำการสมโภชเป็นงานใหญ่ หลังจาการสมโภชพระ สมุทรเจดีย์แล้วประมาณ ๕ เดือน กิจการต่าง ๆ ของ พระสมุทรเจดีย์ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ณ วันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๗ ตรีศก จุลศัก-ราช ๑๒๒๓ ตรง กับวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๐๔ สิ้น พระราช ทรัพย์ในการก่อสร้าง ๕๘๘ ชั่ง หรือ ๔๗,๒๔๐ บาท
ครั้นสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีรัชกาลต่อๆ มาก็ได้ทรงอุปถัมภ์อยู่เสมอ และนับตั้งแต่ มีการก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์แล้ว หากพระมหา กษัตริย์ เสด็จโดยชลมารคผ่านเข้าและผ่านออก จะต้อง หยุดเรือพระที่นั่งแล้วทรงบูชาด้วยเครื่องสักการะ ทุกครั้ง
 |
|