(N)
5 ธันวาคม 2553
พสกนิกรชาวไทยทุกคนจะมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอีกครั้งในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งยังความปลื้มปีติและเพิ่มอุณหภูมิความสุขให้กับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้รับพระบรมราชโอกาสโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 โดยในเวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมมหาราชวัง
จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยมีทหารกองเกียรติยศจากกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ถวายความเคารพ พร้อมทั้งมีการยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติจาก 3 เหล่าทัพ เหล่าทัพละ 21 นัด
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาจะกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยตามลำดับ ถัดมา พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะนำทหารรักษาพระองค์เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลและกล่าวนำทหารถวายสัตย์ปฏิญาณตน จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชดำรัสตอบแก่ทหารกองเกียรติยศ
จากนั้นในช่วงเย็นถึงค่ำจะมีการแสดง ณ เวที กลางน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ด้านฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 18.10 น. เป็นต้นไป อาทิ การแสดงเพลงแหล่เฉลิมพระเกียรติ ราชาแห่งราชัน โดยกลุ่มศิลปินแห่งชาติ การขับร้องเพลงโดยศิลปินชั้นนำของเมืองไทย
และในค่ำคืนของวันเดียวกันนั้นเอง เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สายตาและหัวใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคนต้องจับจ้องไปที่กลาง แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องเพราะในวันนั้น เป็นวันที่จะมีการจัด การแสดงขบวนเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นการแสดงขบวนเรือประกอบการบรรเลงเพลง และการแสดงภาพบนม่านน้ำกลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ทั้งนี้ เนื่องเพราะมีขบวนเรือเข้าร่วมจำนวน 588 ลำ พร้อมด้วยประชาชนที่เข้าร่วมขบวนเรืออีกไม่น้อยกว่า 30,000 ชีวิต เรียกว่า เนรมิตให้เจ้าพระยากลายเป็นลำน้ำแห่งความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เรือกว่า 500 ลำดังกล่าวประกอบไปด้วยเรือทุกประเภท ตั้งแต่เรือขนาดเล็ก เรือขนาดกลาง เรือขนาดใหญ่ เรือหางยาว เรือท้องแบน เรือโดยสาร เรือด่วน เรือเอี้ยมจุ๊น เรื่องลากจูง เรือบรรทุกทราย ซึ่งแต่ละลำจะถูกตกต้องมาอย่างตระการตา
ยกตัวอย่างเช่น เรือของจังหวัดปทุมธานี ที่ส่งเรือร่วมขบวนทั้งหมด 245 ลำในขบวนที่ชื่อว่า ปทุมธานี เทิดพระบารมีองค์ภูมิพล โดยการตกแต่งจะมีดอกบัวหลวงประดับเรือ 9 ดอก ให้ดอกขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง และข้างในดอกบัวมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่สำคัญคือ ขบวนเรือของจังหวัดปทุมธานีที่จะจัดขบวนเป็นรูปดอกบัวหลวงลอยไปด้วยกันทั้ง 245 ลำ
หรือขบวนเรือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ส่งเข้าร่วมจำนวน 15 ลำ โดยแยกเป็นเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ 1 ลำ และเรือสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมถวายพระพรอีก 14 ลำ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือขนาดใหญ่ที่เน้นการตกแต่งแบบไทยและสื่อถึงความเป็นเมืองแห่งสายน้ำและเรือแห่งวัฒนธรรม
จากนั้นพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจะพร้อมใจกันจุดเทียนชัยถวายพระพรในเวลา 20.49 น. และปล่อยโคมลอยจำนวนกว่า 15,000 ดวงขึ้นสู่ฟากฟ้า
สำหรับประชาชนที่สนใจจะร่วมลงเรือ กรมเจ้าท่าจะเตรียมท่าเทียบเรือทั้งหมด 14 ท่า เพื่อรองรับกิจกรรมในครั้งนี้คือ ท่าเรือเทเวศร์ ท่าเรือพระราม 8 ฝั่งธนบุรี(โป๊ะเหนือ) ท่าเรือพระราม 8 ฝั่งธนบุรี(โป๊ะใต้) ท่าเรือพระราช 8 ฝั่งพระนคร ท่าเรือบางรำพู ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี ท่าเรือการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ท่าเรือหอประชุมกองทัพเรือ ท่าเรือข้างโรงเรียนราชินี ท่าเรือราชินี ท่าเรือวัดประยุรวงศ์ฯ ฝั่งธนบุรี ท่าเรือสะพานพุทธ ฝั่งธนบุรีและท่าเรือสะพานพุทธ ฝั่งพระนคร
นอกจากนั้น อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟเอ็กซ์ เครือเมเจอร์และโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศจะฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ 7 เรื่อง ซึ่งมีความยาวประมาณ 28-30 นาที กำกับโดยคณะผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของประเทศไทย ประกอบด้วย 1.ภาพยนตร์เรื่อง แผ่นดินของเรา กำกับการแสดงโดยนายยุทธนา มุกดาสนิท 2.ภาพยนตร์เรื่อง คนล่าเมฆ กำกับการแสดงโดยนายปรัชญา ปิ่นแก้ว 3.ภาพยนตร์เรื่อง เหรียญของพ่อ กำกับการแสดงโดยนายนนทรี นิมิบุตร
4.ภาพยนตร์เรื่อง จากฟ้าสู่ดิน กำกับการแสดงโดยนายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
5.ภาพยนตร์เรื่อง อาม่า กำกับการแสดงโดยนายพิง ลำพระเพลิง 6.ภาพยนตร์เรื่อง ราชประชานุเคราะห์ กำกับการแสดงโดยนายเหมันต์ เชตมี และ 7.-ภาพยนตร์เรื่อง เรื่องเดียวกัน กำกับการแสดงโดยทีมผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน
ทั้งนี้ ภาพยนตร์ทั้ง 7 เรื่องจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อถวายลิขสิทธิ์ จากนั้นจะขอพระบรมราชานุญาตผลิตเป็น VCD จำนวน 5 ล้านชุดเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับชมอย่างทั่วถึงและเป็นสิริมงคลกับคนไทยทั่วประเทศต่อ
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมก็มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 เช่นกันภายใต้หลักแนวคิด พลังวัฒนธรรมไทยเทิดไท้องค์ราชัน
โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนอกเหนือจากในภาคบันเทิงและการแสดงศิลปวัฒนธรรมแล้ว หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับโรงภาพยนตร์ทุกโรง 75 จังหวัดทั่วประเทศ จัดฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 โดยภาพยนตร์ที่จัดฉายคือเรื่อง แรกเสด็จเยี่ยมราษฎร สรรเสริญพระบารมี โดยได้บันทึกภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงเยี่ยมเยียนราษฎรและทรงประกอบพระราชกรณียกิจในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทั้งนี้ การจัดฉายภาพยนตร์ชุดดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรในจังหวัดต่างๆ มาจัดทำเป็นภาพยนตร์เพื่อฉายเผยแพร่ให้ประชาชนในชาติได้ชมพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนชาวไทยทุกคนจะได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากนี้จะมีการจัดฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติชุดดังกล่าว บริเวณลานพระราชวังดุสิต (พระบรมรูปทรงม้า) โดยเปิดให้ประชาชนได้ชมฟรี ระหว่างวันที่ 1-9 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น. ขณะเดียวกัน วธ.ยังได้จัดทำแผ่นวีดิทัศน์ภาพยนตร์ดังกล่าวจำนวน 2 หมื่นชุด มอบให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปเผยแพร่ในชุมชนต่างๆ อีกด้วย
สำหรับกิจกรรมเฉลิมพระเกียรตินอกเหนือจากนี้ ก็มีจัดขึ้นในหลายพื้นที่ด้วยกัน ซึ่งนอกจากการจัดขบวนเรือถวายพระเกียรติกลางแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็มีที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า กระทรวงศึกษาธิการ หัวลำโพง มูลนิธิ 5 ธันวาหน้าศาลฎีกา
ส่วนใครที่พลาดโอกาส ก็ยังมีงานที่น่าสนใจอีกครั้งในช่วงสิ้นปีคือ งาน ดวงประทีปพราวนภา เทิดราชา ราชินี บารมีศรีแผ่นดิน ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ในวันที่ 31 ธ.ค.2553 และวันที่ 1 ม.ค.2554 ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่ โดยมีการแสดงและประกวดพลุนานาชาติจาก 5 ประเทศนำโดยประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นการแสดงพลุมากที่สุด และยังเป็นการยิงพลุบนบกใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเท่าที่เคยมีมา
อีกทั้งไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการนับถอยหลังต้อนรับศักราชใหม่พร้อมการ แสดงพลุรูปหัวใจ แห่งความจงรักภักดีของชาวไทยให้สว่างไสวตระการตาทั่วท้องฟ้า เพื่อเป็นการถวายพระพรแด่ทั้งสองพระองค์และร่วมฉลองรับศักราชใหม่ปี 2554
เรียกว่า เป็นกิจกรรมที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้เป็นศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน |