(N)
วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ตอนค่ำ
ณ วัดเจริญสมณกิจ ภูเก็ต
อธิบายธรรมตอนเช้านี้ ได้พูดถึงความสำคัญของกาลเวลา ว่าเป็นเครื่องตักเตือนสอนให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ในภารกิจหน้าที่ของตน และการที่จะประกอบกุศลกิจ มีทาน ศีล ภาวนาเป็นต้น อันจะเป็นผลตอบแทนให้ได้รับความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยคาถาที่ยกขึ้นเป็นนิเขปบทว่า
อจฺ เจนฺติ อโหรตฺตา ฯ
ซึ่งแปลความว่า วันคืนล่วงไป ๆ ชีวิตอายุมนุษย์สัตว์ก็ย่อมหมดไปด้วยเหมือนแม่น้ำน้อยถูกแสงพระอาทิตย์ ก็พลันหมดไปฉะนั้น และได้อธิบายยืดยาวพอควรแล้ว คราวนี้จะชักอุทาหรณ์ของผู้ใช้กาลเวลาไม่ให้เป็นประโยชน์ย่อมนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตน
เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล มีสามีภรรยาคู่หนึ่งผู้เกิดมาในกองเงินกองทองไม่เคยแสวงหาโภคทรัพย์นับแต่เกิดมา มารดาบิดาทั้งสองผ่ายได้มอบเงินสดให้บุตรธิดาของตนคนละ ๔๐โกฏิ รวมเข้ากันเป็น ๘๐ โกฏิ สมบัตินอกนี้มีบ้านเรือนและเครื่องแต่งตัวเป็นต้นไม่นับ เริ่มแต่วันแต่งงาน คู่รักผู้ระเริงในกามคุณทั้ง ๕ พากันกระหยิ่มยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ ราวกับว่าจะเย้ยความอนาถาในอนาคต ความเห็นมันช่างตรงกันเอาเสียเหลือเกิน ในเมื่อผลกรรมมันจะตามสนองสองสามีภรรยาพากันปรารภว่าสมบัติมหาศาลเห็นปานนี้ ถึงแม้ไม่แสวงหามนุษย์คนไหนจะมีอายุ ๑๐๐ ปีก็ใช้ไม่หมด ประโยชน์อะไรกับการแสวงหาทรัพย์เป็นการยุ่งยากเปล่า ๆ อย่าเลยเราทั้งสองจงพากันมาหาความสุขในชีวิตนี้ให้สมปรารถนาเสียดีกว่า แล้วทั้งสองก็พากันใช้จ่ายทรัพย์อย่างชนิดที่เรียกว่ามือเติบ ต้องการอะไรใช้จ่ายไม่อั้น สุดแล้วแต่ชอบใจในทางไหน ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นที่ทำให้ร่าเริงใจได้
เขาทั้งสองก็มีนิสัยชอบใจเช่นเดียวกันกับมนุษย์เพื่อนร่วมโลกอื่น ๆ นั่นก็คือสุรา นารี พาชี และกีฬาเป็นต้น ซึ่งตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ตรัสว่าเป็นอบายมุข ใครประกอบเข้าแล้วย่อมนำมาซึ่งความฉิบหาย สองสามีภรรยาคู่นี้ก็อยู่ในข่ายนั้นเหมือนกัน ความคิดในเบื้องต้นผิดพลาดไปหมดเมื่อแก่เฒ่าชรามากทำงานไม่ไหวแต่ตัวยังไม่ตาย ใช้จ่ายทรัพย์หมดไปก่อน หมดตลอดถึงบ้านเรือนไร่นา ปศุสัตว์ต่าง ๆ จำหน่ายขายมาบำรุงอบายมุข ทำอย่างไรทีนี้ยังเหลืออยู่วิธีเดียว ซึ่งเป็นวิธีของคนอนาถา วิธีนั้นก็คือพากันปรารภจะออกขอทานตามหมู่บ้านและทุกตรอกซอกซอยตามถนนต่าง ๆ
วันหนึ่งมายืนอยู่หน้าประตูศาลา เพื่อรอรับอาหารที่เหลือเศษจากภิกษุสามเณร พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตร แล้วตรัสแก่พระอานนท์ว่า เศรษฐีคนนี้ถ้าเธอประกอบอาชีพเมื่ออยู่ในปฐมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีที่หนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ ถ้าเธอประกอบอาชีพเมื่ออยู่ในมัชฌิมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีที่สอง ในกรุงราชคฤห์นี้ ถ้าเธอประกอบอาชีพเมื่อปัจฉิมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีคนที่สามในกรุงราชคฤห์นี้ หากเธอออกบวชแต่วัยต้น เขาจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ภรรยาของเขาจะได้สำเร็จพระอนาคามี หากเธอออกบวชในวัยกลาง เขาจะได้สำเร็จพระอนาคามี ภรรยาของเขาจะได้สำเร็จพระสกทาคามี หากเธอออกในวัยสุดท้ายเขาจะได้สำเร็จเป็นสกทาคามี ภรรยาเขาจะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน นี่เขามาฉิบหายเสียจากประโยชน์ทั้งสอง คือเสื่อมเสียจากโภคทรัพย์ และสามัญผลอันจะพึงได้รับ ดั่งนี้ ที่ชักอุทาหรณ์มาเล่าให้ฟังนี้ ก็พอจะมองเห็นแล้วว่า กาลเวลามีความสำคัญแก่ความเป็นอยู่ของคนเราอย่างไร
วัน คืน เดือน ปี ถึงแม้จะเป็นธรรมดาของดินฟ้าอากาศก็ตามที แต่ชีวิตอายุของมนุษย์สัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น วัน คืน เดือน ปี เป็นเครื่องวัดชีวิตอายุของมนุษย์ทั้งหลาย ถึงใครจะคำนวณนับมันหรือไม่ก็ตาม แต่มันจะต้องนำเอาชีวิตอายุของมนุษย์ทั้งหลาย ถึงใครจะคำนวณนับมันหรือไม่ก็ตาม แต่มันจะต้องนำเอาชีวิตของมนุษย์เหล่านั้นไปด้วยทุกขณะ ชีวิตของมนุษย์สัตว์จะหมดไปตามมันทุกขณะ
ผู้ประมาทแล้วได้ชื่อว่าปล่อยให้วันคืน เดือน ปี กลืนกินชีวิตอายุหมดไปเสียเปล่า โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องตอบแทน ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมดูถูกชีวิตของตน โดยเห็นเป็นของเล็กน้อยด้วย เป็นของไม่มีสาระเปล่าจากประโยชน์ด้วยและรักษาได้ยากด้วย แต่ไม่ประมาทในการสร้างคุณงามความดี เพื่อให้ทันกับความเป็นอยู่ อันมีประมาณน้อยนั้น ๆ ฉะนั้น กาลเวลาจึงมีคุณค่าแก่ผู้ไม่ประมาทแล้วอย่างมหาศาล สามารถให้ผู้เจริญฌานสมาธิโดยปรารภความเสื่อมความสิ้นไปแห่งอัตภาพอันนี้ให้ถึงมรรคผลนิพพานได้
แท้จริงการปรารภถึงความเสื่อมความสิ้นไปของอัตภาพสังขารของตนนั้นเป็นอุบายภาวนากัมมัฏฐานอย่างดีที่สุด สามารถระงับความวุ่นวาย ตัดสินอารมณ์ที่ข้องอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเห็นความเสื่อมสิ้นไปแห่งอัตภาพชีวิตนี้แล้ว ใครจะไปหลงเมาติดข้องอยู่ในอารมณ์อะไรอีกเล่าชีวิตซึ่งเป็นของรักของเรา แท้จริงจะต้องเสื่อมสูญไปอยู่แล้ว เปรียบเหมือนกับบุคคลผู้จำเป็นจะต้องจากสถานที่นี้ แล้วไปสู่สถานที่อื่น จำเป็นจะต้องเตรียมการเดินทาง สัมภาระบางอย่างอันมีค่าน้อย เขาจะต้องตัดสินใจสละเก็บเอาแต่ของที่มีค่ามากเท่านั้นติดตามไป
ฉันใดผู้มาใช้ปัญญายกเอากาลเวลา ความเสื่อมความสิ้นแห่งอัตภาพชีวิตอันนี้ ขึ้นมาพิจารณาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะสละลงเสียได้ซึ่งอารมณ์ทั้งหลายอันเปรียบเหมือนสัมภาระอันมีค่าน้อย แล้วก็เก็บเอาแต่ของอันมีค่ามาก คือ ความสุขสงบอันปราศจากนิวรณ์
ฉะนั้น ทุก ๆ คนจึงไม่ควรปล่อยให้กาลเวลาของเราล่วงเลยไปเสียเปล่าโดยที่เรามิได้ทำความดีอะไรชดใช้ชีวิตของเราที่หมดไป
เมื่อยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็อย่างเข้าใจว่าตนยังไม่แก่ ความจริงมันแก่มาแล้วจากเด็กจึงมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เด็กก็แก่มาแล้วจากครรภ์จึงคลอด ที่เขาเรียกกันว่านั่นเป็นเด็ก นั่นเป็นคนหนุ่มสาว นั่นคนแก่เฒ่า เขาเรียกตามความชอบใจซึ่งโลกเขานิยมสมมุติกันอย่างนั้น ความจริงแล้วมิได้เป็นไปตามเขาว่า แต่หากมันเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลาของมันเอง ไม่ต้องให้ใครเรียกสมมุติเอาตามใจชอบ จงพากันประกอบคุณความดี มีการทำทานรักษาศีลอบรมจิตใจ ให้ถึงความสงบสุข
กาย เมื่อเกิดมาไม่พิการแล้ว จงทำให้ตนเองมีคุณค่า ด้วยการฝึกหัดทำทาน นบน้อมกราบไหว้ ในบุคคลหรือสถานที่ที่ควรกราบ จะเป็นเครื่องแสดงความดีงาม ในที่สาธารณะทั่วไป ให้เป็นผลกำไรในการลงทุนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยความลำบาก
วาจา เมื่อไม่เป็นใบ้ จงใช้ให้เป็นบุญเป็นคุณ อย่าได้เพิ่มพูนเอาบาปกรรมมาใช้ ด้วยไม่พูดเท็จโกหก หลอกลวง ส่อเสียด สับปลับ เพ้อเจ้อเหลวไหล ใส่ร้ายหาเรื่องทะเลาะกีดกันคนอื่นที่เขาจะทำดีอันเป็นทางนำมาแต่โทษโดยส่วนเดียว จงพยายามระวังสังวรวาจาพาทีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เว้นโทษดังกล่าวมานั้นเสีย
ใจ ซึ่งอาศัยกายและวาจา เป็นเครื่องประกอบความดี จงทำตนเป็นคนดี ในฐานะเป็นแขก เมื่อจะนึกคิดประกอบกิจสิ่งใด ไม่เอาแต่ใจของตนคนเดียว จงเหลียวแลกายและวาจาผู้รับใช้เราด้วย อย่างลืมภาษิตโบราณท่านว่า ป่าพึ่งเสือ เสือพึ่งป่า นาวาพึ่งน้ำ จิตใจจะผ่องใสสะอาดบริสุทธิ์ถึงวิมุติได้ ก็ต้องมาอาศัยกายนี้ เอากายนี้เป็นสำนักงานใช้เป็นสถานที่วิจัยสัจธรรม ตรงกันข้ามเมื่อใช้กายและวาจาประกอบกรรมชั่ว ความมัวหมองก็จะตกมาเป็นของใจแต่คนเดียว
เมื่อพากันเข้าใจเนื้อความแห่งธรรมเทศนา โดยดังอธิบายมานี้แล้วก็จะได้พากันเลือกเอาสาระอันมีอยู่ในชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์โดยส่วนเดียว กายวาจาเป็นข้าทาสของจิต ถึงแม้จะรับใช้เขาจนตลอดชีวิต ผลอันพึงได้ไม่ว่าดีหรือชั่วสุขและทุกข์เขาถือกรรมสิทธ์คนเดียว คนใดมายึดเอากายและวาจาเป็นของมีสาระจนหลงระเริงลืมตัว มัวเมาบำรุงบำเรอมันจนเกินขอบเขต เป็นเหตุให้ทำความชั่วเห็นเป็นของดี คว้าผิดคิดว่าเปลือกเป็นแก่น จิตที่นึกคิดส่งส่ายไปตามอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ส่งไปตามตาเป็นต้น โดยปราศจากสติ มีแต่จะดำริไปในกามคุณ ๕ ใช่สาระของจิตที่แท้จริงไม่ เหมือนเรือที่ปราศจากนายท้าย ล่องลอยตามกระแสโดยไม่มีจุดหมาย ที่สุดก็จะหยุดลงด้วยการอับปาง ฉะนั้น
กายและจิตอันนี้ ที่บุญกรรมและกิเลสนำมาตกแต่งให้ เมื่อนำมาใช้โดยหาสาระมิได้ ถึงแม้จะมีอายุยืนนาน ก็ปานประหนึ่งว่าหาอายุมิได้ ( คือไม่มีประโยชน์) สมกับพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสว่า
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุภยพฺพยํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺ โย ปสฺสโต อุภยพฺพยํ
แปลว่า บุคคลใด มีชีวิตอยู่ร้อยปี แต่เขามิได้พิจารณาเห็นความเกิดความดับ(ของอัตภาพนี้) ผู้นั้นสู้ผู้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว แต่พิจารณาเห็นความเกิดความดับไม่ได้ดังนี้
ดังอธิบายมาในธรรมมิกถา ก็สมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้ ฯ |