ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : กตัญญูกตเวที

(N)
พระธรรมเทศนาของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

กตัญญูกตเวที
แสดง ณ วัดหินหมากเป้ง
อ. ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖

วันนี้จะเทศนาเรื่อง มาตาปิตุอุปัฏฐาก ให้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ แปลความว่า การปฏิบัติอุปัฏฐากบิดามารดาเป็นมงคลอันอุดม

สิ่งที่จะให้เกิดมงคลอันอุดมสูงสุดแก่โลกมนุษย์นี้ มีอยู่หลายอย่างหลายประการด้วยกัน คือ การปฏิบัติอุปัฏฐากบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเกิดเกล้าหนึ่ง การสงเคราะห์สงหาเลี้ยงบุตรให้เจริญเติบโตหนึ่ง การสงเคราะห์เลี้ยงดูภรรยาให้ได้ความสุขหนึ่ง แล้วทำงานไม่ให้ค้างๆ คาๆ อากูล ทำให้เรียบร้อยไปด้วยดีหนึ่ง สี่อย่างนี้แหละเป็นมงคลอันอุดม หาค่าสิ่งใดจะเปรียบมิได้ สิ่งอื่นนอกจากนี้หาได้เป็นมงคลอันแท้จริงและล้ำเลิศไม่ เป็นต้นว่าไปหาอาจารย์ให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ ให้ท่านเสกเป่ากระหม่อม หรือลงกระหม่อมเขียนเลขยันต์อักขระให้ฯลฯ เหล่านี้หาได้เป็นประโยชน์อะไรไม่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนไว้ พระพุทธเจ้าทรงสอนแต่ให้ทำดีด้วยตนเอง ย่อมได้ผลดีด้วยตนเอง (คือสิ่งที่เป็นมงคล) ไม่ได้สอนให้คนอื่นทำให้หรือทำให้คนอื่น ถึงแม้คนอื่นทำให้ เช่น ทำบุญให้ผู้ตายไปแล้ว ถ้าผู้ตายนั้นไม่รับด้วยตนเอง มันก็ไม่ได้เหมือนกัน

ดังบทบาลีที่ยกขึ้นมาในเบื้องต้นนี้ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เป็นต้น บุตรต้องปฏิบัติอุปัฏฐากมารดาบิดาด้วยตนเอง (ใช้ให้คนอื่นปฏิบัติแทนก็เหมือนกับตนเองปฏิบัติ) การสงเคราะห์บุตรและภรรยาก็เหมือนกัน ยิ่งทำการงานให้อากูลค้าง ๆ คา ๆแล้วเป็นของตนเองโดยเฉพาะ ถ้าจะให้เป็นอุดมมงคลจริงแล้วคนอื่นทำให้ย่อมไม่เหมือนตนทำ

ข้อหนึ่ง การปฏิบัติมารดาบิดา ทำไมจึงจัดว่าเป็นอุดมมงคลอย่างยิ่ง ข้อนั้นพึงเห็นความสำคัญอย่างนี้ มารดาบิดาเป็นผู้ให้กำเนิดเกิดมาเป็นคน มีสิทธิ์ที่จะได้รู้และสัมผัสสิ่งต่าง ๆที่มีอยู่ในโลกนี้ หรือเรียกว่า เราคนหนึ่งละเกิดขึ้นมาแล้วมีสิทธิ์ที่จะได้ครองโลกกับเขา ก็เพราะบิดามารดาทำให้เราเกิดมา มารดาคนเดียวก็ทำให้เกิดไม่ได้ หรือบิดาคนเดียวก็ทำให้เกิดไม่ได้เหมือนกัน มันต้องพร้อมด้วยกันทั้งสองคนจึงจะทำให้เกิดมาได้ ฉะนั้น มารดาบิดาคู่นี้บุตรปฏิบัติอุปัฏฐากแล้ว ท่านจึงจัดเป็นอุดมมงคลข้อหนึ่ง

เหนือขึ้นไปอีก ปู่ ย่า ตา ทวด ซึ่งเราไม่สามารถจะปฏิบัติอุปัฏฐากได้ เพราะท่านตายไปก่อนเราเกิดแล้ว นั้นก็มีบุญคุณแก่เราและมารดาบิดาของเรา เพราะถ้าท่านไม่มีมารดาบิดาของเราก็จะไม่มี ท่านนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้โคตรตระกูลแก่เรา นอกเหนือขึ้นไปอีกเป็นอเนกอนันต์จนถึงหญิงชายคู่แรกที่ให้มนุษย์ได้เกิดมา หรือที่เรียกว่า “มนุษย์พันธุ์ของโลก” ถ้าไม่มีมนุษย์เป็นพันธุ์เสียแล้ว ที่ไหนมนุษย์ของเราทุกวันนี้ก็จะได้เกิดเป็นคนมา เราปฏิบัติมารดาบิดาของเราก็ได้ชื่อว่าเราได้ปฏิบัติคนพวกนั้นอีกด้วย เพราะเป็นคนพวกพันธุ์เหล่ากอของเราเรื่อยมา

ข้อสอง บุตรก็เป็นทายาทที่จะให้มนุษย์เกิดสืบต่อกันไปไม่ให้โลกนี้ขาดสาย ทั้งวงศ์ตระกูลของเราก็จะไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเมื่อแก่แล้วทำหาเลี้ยงชีพไม่คุ้มแล้ว ก็จะได้อาศัยบุตรที่ตนได้เลี้ยงไว้นั้นเลี้ยงตนตอบแทน บุตรนี้เมื่อเราสงเคราะห์ให้ดีแล้ว จะเป็นพันธุ์ดีของโลกคนหนึ่ง จะทำให้โลกนี้เจริญงอกงามสืบต่อไป เปรียบเหมือนพันธุ์ข้าวที่มนุษย์คนเราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ คนเราจะได้รับประทานก็เพราะมีคนแต่ก่อนได้ปลูกสืบ ๆ ต่อกันมา เราจึงได้รับประทานมาจนทุกวันนี้นอกจากนั้น บุตรยังเป็นยอดรักสุดชีวิตของมารดาบิดา โดยไม่ทราบว่าเมื่อเติบโตขึ้นมาแล้วมันจะเป็นโจรหรือเป็นนักปราชญ์ก็ไม่ทราบ พอได้บุตรมาก็รักเอาเลย บุตรเป็นที่สุดรักสุดสวาทของมารดาบิดา ในเมื่อมารดาบิดาได้รับความทุกข์โศกาดูร หาที่สุดมิได้ พอเห็นหน้าบุตรสุดที่รักความโศกนั้นก็เบาบางลงไปทันที หรือหายเด็ดขาดก็ได้ บุตรนอกจากจะเป็นยาแก้กลุ้มในหัวใจแล้ว ยังเป็นทายาทเผ่าพันธุ์สืบตระกูลของตนและทายาทของโลกอีกด้วย ฉะนั้น การสงเคราะห์บุตรจึงได้ชื่อว่า เป็นอุดมมงคลประการหนึ่ง

ข้อสาม ภรรยาเป็นผู้ที่ควรสงเคราะห์อีกคนหนึ่ง ผู้ชายส่วนมากเกิดมาในโลกนี้ต้องมีภรรยาไว้เป็นคู่ครองชีวิต ยามเมื่อเกิดทุกข์กลุ้มใจจะได้ปรับความทุกข์เดือดร้อนนั้นให้หายไปเพราะภรรยาเป็นยาใจอย่างยิ่ง พอเห็นหน้าภรรยาความทุกข์โศกทั้งหลายที่มีในใจจะหายไปหมด จะยังแต่ความรักอย่างเดียว ยามเมื่อได้รับความสุขไม่ว่าจะได้รับอะไร เป็นต้นว่าได้ลาภได้เงินได้ทองเกียรติยศชื่อเสียงก็ดี ภรรยาจะต้องได้รับรู้ก่อนคนอื่นทั้งหมด ยามปกติธรรมดาเห็นหน้าภรรยาแล้วชื่นใจ สรรหาแต่คำพูดที่เป็นประโยชน์ ให้ความรักใคร่ซึ่งกันและกัน คำพูดที่หยาบคายก็กลายมาเป็นคำพูดที่อ่อนหวานนุ่มนวล ชวนให้อยากพูด กระจุ๋มกระจิ๋มอยู่เรื่อยไป ในเมื่อเดินไปก็เกาะเกี่ยวนิ้วมือ ดูเหมือนจะมีความเบิกบานในท่ามกลางชุมชนเป็นอันมาก เมื่อรับประทานอาหาร ถ้าได้ร่วมสำรับเดียวกันแล้วก็ชื่นใจ

บุตรภรรยานี้ท่านแยกเป็นสอง คือ บุตรหนึ่ง ภรรยาหนึ่ง ไม่เหมือนมารดาบิดา มารดาบิดาท่านรวมเป็นหนึ่งและท่านไม่เรียกว่า สงเคราะห์มารดาบิดา ท่านเรียกว่า การปฏิบัติอุปัฏฐากมารดาบิดา อุปัฏฐากกับสงเคราะห์มันผิดกัน ปฏิบัติอุปัฏฐากมารดาบิดาด้วยน้ำใจจงรักภักดี ปรารถนาให้ท่านทั้งสองมีความสุขตลอดทุกเมื่อ ไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง และการปฏิบัติอุปัฏฐากนี้หาประมาณและที่สุดมิได้ ด้วยใจจดจ่อต่อท่านทั้งสองโดยปราศจากอคติใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนบุตรและภรรยาท่านแยกออกเป็นสอง และการสงเคราะห์ก็ไม่เหมือนกัน ตำแหน่งและหน้าที่ก็ไม่เหมือนกันการสงเคราะห์บุตรดังได้อธิบายมาแล้ว การสงเคราะห์ภรรยานอกจากจะสงเคราะห์ให้ความสุขและยาใจแก่ตนเองแล้ว ยังมีอคติเอนเอียงไปเพื่อให้ภรรยารักตนด้วย หากภรรยาไม่รักตอบหรือไม่สนองความต้องการของตนแล้ว ก็พาลโกรธเอาและไม่สงเคราะห์ บางทีถึงทอดทิ้งกันไปก็มี ไม่เหมือนมารดาบิดาและบุตร มารดาบิดาและบุตรนี้ ถึงท่านจะประพฤติตนไม่ดีไม่อยู่ในขอบเขตของมารดาบิดาและบุตรที่ดีอย่างไร ๆ ก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าเป็นมารดาบิดาและบุตรของตนอยู่นั้นเอง หากเราขาดจากการปฏิบัติอุปัฏฐากและการสงเคราะห์ เราก็ไม่มีอุดมมงคลในตัวของเราเอง

ข้อสี่ อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงานไม่อากูลมองมูลค้าง ๆ คา ๆ ก็เป็นอุดมมงคลอันหนึ่ง เราเกิดมาในโลกอันกอปรด้วยกิจการงาน มีทั้งการงานส่วนตัวและส่วนรวมหลายอย่าง เราจะไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการงานส่วนตัวนั้นเราทำอะไรลงไปแล้ว อย่าให้มันค้าง ๆ คา ๆ อย่าให้ชักช้าจนเกินควร แล้วเราจะได้ประกอบการงานอื่น เพราะการงานยังมีอยู่มาก ถ้าทำสิ่งใดก็ค้างไว้ ทำสิ่งโน้นก็ค้างไว้ ทำไม่สำเร็จผลสักอย่างเดียว ชีวิตของเราหมดไปทุกวัน แต่การใช้สอยบริโภคของเราไม่หยุด เราจะเอาที่ไหนมาบริโภคท่านจึงจัดว่า การงานไม่ค้าง ๆ คา ๆ อากูล เป็นอุดมมงคลอันประเสริฐอันหนึ่ง

ธรรมสี่ข้อ คือ มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ การปฏิบัติอุปัฏฐากมารดาบิดาหนึ่ง ปุตฺตทารสฺสสงฺคโห การสงเคราะห์บุตรและภรรยาหนึ่ง อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงานไม่อากูลหนึ่ง พุทธาธิบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านพิจารณาเห็นว่า มวลมนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ประกอบในกองกิเลสบาปธรรมทั้งหลาย ยากนักยากหนาที่จะเห็นธรรมอันลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพ ขอให้ปฏิบัติใน ฆราวาสธรรม (คือ คิหิปฏิบัติในนวโกวาท) ก็เป็นอุดมมงคลอันเลิศอยู่แล้ว และจะนำความสุขความเจริญมาให้แก่ตนเองและคนอื่นต่อไป

ผู้มีปัญญาทั้งหลายเมื่อมามองดูที่เราเกิดมาได้อัตภาพอันนี้ อันได้มาด้วยความยาก และเป็นของดีมีคุณธรรมอันประเสริฐแล้ว จึงควรที่จะทำอัตภาพอันนี้ที่ไม่มีแก่นสาร ให้เกิดมีแก่นสารขึ้นในตัวด้วยการทำสมาธิภาวนาให้เกิดมีขึ้นในตัวของตนต่อไป



นั่งสมาธิ
(ท่านอาจารย์อบรมนำก่อน)

มารดาบิดาได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้เรือนร่างเราเกิดมา แต่ว่าจิตใจนั้นมารดาบิดาให้เกิดไม่ได้ บุญกรรมนำให้มาเกิดจึงค่อยเป็นคนมา เวลาตายมารดาบิดาก็ไม่ได้ทำให้เราตาย มันหากเป็นไปตามของสังขารไม่เที่ยงเอง แม้มารดาบิดาจะถนอมหอมรักไม่อยากให้ตาย เมื่อถึงคราวมาแล้วมันก็ตามไปเอง เมื่อตายไปแล้วก็ขาดจากเป็นลูกเป็นเต้าและมารดาบิดา แม้แต่สิ่งเรารักและหวงแหนที่สุดเราก็ทอดทิ้งไปหมด ยังแต่จิตอันเดียวซึ่งล่องลอยไปตามกรรมและผลของกรรมเท่านั้น เหตุนั้นเราจึงควรหัดสมาธิรวมจิตให้เข้ามาอยู่ในสมาธิที่เดียว เตรียมตัวไว้ในเมื่อเราตายจะได้รวมจิตให้ถูก จะไม่ต้องไปพะวงห่วงใยในสิ่งต่าง ๆ ให้ลำบาก

การทำสมาธิภาวนาจะต้องให้เห็นโทษของจิตเสียก่อนจิตนี้มีลักษณะให้คิดให้ปรุงแต่งในสิ่งต่าง ๆ ให้ส่งส่ายไปในที่ต่าง ๆ ในที่ชอบ หาที่สุดสิ้นไม่ได้ ทั้งไม่หยุดอยู่ได้สักทีเลย

เมื่อเราพิจารณาเห็นโทษของจิตอย่างนี้แล้วจึงทำสมาธิพึงกลั้นลมหายใจสักพักหนึ่ง แล้วมองเข้าไปดูที่จิตของตนว่ามีอะไรอยู่ที่จิตนั้น ก็จะเห็นได้ว่า จิตแท้ ๆ แล้วไม่มีอะไร ความคิดนึก การปรุงการแต่ง สัญญาอารมณ์ต่าง นั้นเป็นอาการของจิตทั้งสิ้น การส่งส่ายวุ่นวายของจิตนี้แหละ จึงทำสมาธิไม่ได้ เมื่อเราเห็นโทษของจิตอย่างนี้แล้ว พึงละถอนทิ้งเสียซึ่งอาการเหล่านั้น แล้วก็ไม่มีอะไร ยังเหลือแต่ของใสสะอาดรู้อยู่อย่างเดียว นั่นแหละคือใจเดิม จิต กับ ใจ มันแปลกต่างกันตรงนี้ จิต คือ ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง และสัญญาอารมณ์ต่าง ๆ เรียกว่า จิต

เมื่อผู้มาพิจารณาเห็นโทษของจิตว่า ทำสมาธิภาวนาไม่ได้ก็เพราะจิตนี้ แล้วมาทิ้งถอนสละเสียก็จะเหลือแต่ ผู้รู้ จะไม่มีความคิดนึกฟุ้งซ่านอะไรเลย เรียกว่า ใจ แท้จริง จิต กับ ใจ ก็อันเดียวกันนั่นแหละ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า จิตอันใดใจก็อันนั้น ใจอันใดจิตก็อันนั้น จิตเป็นของควรชำระ เมื่อชำระจิตแล้วก็จะยังเหลือแต่ใจ

ต่อแต่นี้ไปพึงนั่งสมาธิชำระ จิต ให้เข้าถึง ใจ นั่นแลจึงจะรู้จักคุณค่าพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

โดยคุณ panuwat99 (1K)  [ศ. 28 ม.ค. 2554 - 23:48 น.]



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 29 ม.ค. 2554 - 07:48 น.] #1511222 (1/3)


(N)


ขอบคุณสำหรับสาระดีๆมีประโยชน์นำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ครับ

ซินเจียยู๋อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ครับ


โดยคุณ Ronado (10.2K)  [ส. 29 ม.ค. 2554 - 16:30 น.] #1511622 (2/3)

โดยคุณ COWBOYCM (1.1K)  [ส. 29 ม.ค. 2554 - 18:12 น.] #1511745 (3/3)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1