(N)
ข่าวการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน (๒๕๔๔) ที่ผ่านมา มีผลทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ล้มหายตายจากนับหมื่น และทั่วโลกต่างสลดใจ กับความอำมหิตนั้นโดยทั่วกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความ พยาบาท มาจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันของสัตว์โลก อันก่อทุกข์ ก่อโศกอย่างไม่ว่างเว้นอยู่ในทุกเวลานาที
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนย้อนคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แม้จะเกิดไม่ทันแต่ก็เชื่อว่าวันที่ระเบิดปรมาณูดังกึกก้องขึ้นที่เมืองนางาซากิ กับเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น เสียงกรีดร้องคร่ำครวญแห่งมนุษย์ชาติ คงมากมายมหาศาลกว่าวันนี้ของประชาชนชาวอเมริกันเสียอีก
ชาวพุทธเชื่อในกฎแห่งกรรม กงกรรมกงเกวียนหมุนวนเหมือนกงล้อ ฉะนั้นศาสนาพุทธจึงสอนสัตว์โลกให้ละ ให้ลด ความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ให้หยุดยั้งกรรมเวรด้วยการไม่จองเวร ด้วยหลักแห่งการ อภัย ซึ่งจะได้มาซึ่งความ สุขสงบสันติ
ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ มีโอกาสได้กราบพระเดชพระคุณหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ที่บ้านพักสงฆ์ในเขตพระราชวังสวนดุสิตฯ เหตุที่ได้เข้าไปกราบหลวงปู่ก็เพราะช่วงนั้นได้จัดสร้างวัตถุมงคลชุดพระกริ่งปัญญาบารมี เพื่อหาทุนก่อตั้งมูลนิธิปัญญาธโร เพื่อดูแลเรื่องอาหารกลางวันและทุนเด็กนักเรียนยากจนในภาคอีสาน กับเพื่อสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรในยามอาพาธ
การเข้าพบหลวงปู่ก็เพื่อขอให้ท่านช่วยเมตตาแผ่จิตอธิษฐานวัตถุมงคลชุดดังกล่าว
การพบหลวงปู่เหรียญครั้งนั้นเป็นครั้งแรกของภูเตศวร และท่านก็ให้ความเมตตาอย่างมาก มิเพียงสงเคราะห์เรื่องอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลอย่างเข้มขลังเท่านั้น ทุกประโยคของหลวงปู่ยังแฝงไปด้วย ธรรมะ อันบริสุทธิ์ล้ำค่าอย่างหาประมาณมิได้
ในช่วงหนึ่งท่านถามชาวคณะที่ร่วมงานและมากราบท่านในวันนั้นว่ามาจากไหนบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็มาจากคนละทิศละทางอยู่กันคนละจังหวัด เมื่อได้คำตอบหลวงปู่ก็ยิ้มกล่าว
ถึงแม้จะมาจากคนละที่ เกิดต่างพ่อต่างแม่ แต่ก็มาร่วมกัน มารู้จักกัน ช่วยกันทำคุณงามความดี เป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง เป็นญาติธรรมกัน นี่คือความประเสริฐที่สัตว์โลกพึงปฏิบัติพึงกระทำ
จากนั้นหลวงปู่จึงเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ใต้ควงไม้ต้นศรีมหาโพธิ์ให้ฟังว่า...
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงถอนจิตออกจากสมาธิ พระองค์ทรงมีกระแสอุทานออกมาว่า เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายของสัตว์โลกนั้น ทั้งปวงล้วนมาจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันเองทั้งสิ้น
ด้วยความจริงในข้อนี้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ศีล ขึ้นมาให้พุทธศาสนิกชนได้นำไปวิรัติตนเอง เพื่อความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นเบื้องต้น
หากมีใครสักคนถามว่า พุทธศาสนาสอนอะไร ภูเตศวรก็จะตอบทันทีว่า พุทธสอนให้อยู่กับสันติสุข สันติสุขจะบังเกิดได้ก็ต่อเมื่อ...
สัตว์โลกทั้งหลายเลิกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน!
บางท่านอาจจะแย้ง พุทธศาสนามิได้สอนให้คนเราไปพระนิพพานหรอกหรือ
ครับ สูงสุดคือ พระนิพพาน ทว่าพระนิพพานเป็นของละเอียด เป็นสิ่งที่จะได้มาจากความสงบสันติทั้งภายนอกและภายใน เป็นการหลุดพ้นได้ด้วยวิมุติปัญญาอันประณีต ซึ่งยากอธิบายอย่างยิ่ง อีกทั้งการมุ่งสู่พระนิพพานเป็นเรื่องของการปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น และมุ่งตรงของพระโยคาวจรหรือนักบวชผู้ครองเพศสมณะโดยตรง ซึ่งต้อง เน้น การประพฤติปฏิบัติต่อสู้กับกิเลสอย่างเผ็ดร้อนไม่ย่อหย่อน ยอมเอาชีวิตเข้าแลกจึงจะได้ผล
ฉะนั้นอย่างเราท่าน ขอเพียงน้อมกายจิตสู่ความเมตตา สู่ความสุข สงบสันติแห่งกระแสธรรม กระแสโลกก็ถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่งแล้วครับ
ศีล สมาธิ เพื่อปัญญา คือไตรสิกขาสำหรับนักบวช สำหรับพระโยคาวจรเพื่อการมุ่งสู่พระนิพพาน
ศีล ทาน ภาวนา คือไตรสิกขาสำหรับคฤหัสถ์ สามสิ่งที่เราควรจะสะสมสร้างเสริมบารมีเอาไว้แต่วันนี้เพื่อประโยชน์ในอนาคตกาลข้างหน้า
เพื่อเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน!
สิ่งที่เราท่านควรตรวจสอบและถามตนให้บ่อย ๆ คือ วันนี้ศีล ๕ เราบกพร่องหรือไม่ เพราะแค่ ๕ ข้อเรายังขาดอยู่ทุกวัน ไม่ต้องถึง ๒๒๗ ข้อหรอกครับ ๒๒๗ สำหรับพระสงฆ์ เราทำไม่ได้หรอก เพราะเกินกำลังของผู้ครองเรือนที่ต้องทำมาหากินเช้าค่ำ
ส่วน ทาน คือการทำบุญ ถามตัวเองเถอะครับ วันนี้เราได้ละวางวัตถุเพื่อประโยชน์ในพระศาสนาบ้างหรือยัง เพราะทานก็คือบารมีประการสำคัญสำหรับเป็นพละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งมรรคผลนิพพานในอนาคต
และท้ายสุดคือ ภาวนา ถามตัวเองครับ ในหนึ่งเดือน หนึ่งอาทิตย์ หรือหนึ่งวันที่ผ่านมา เคยนั่งฝึกสมาธิภาวนาทำจิตให้สงบสันติบ้างไหม ถ้ายัง ก็เริ่มเสียเถิดครับ เพราะสามประการนี้คือหลักแห่งศานติสุขโดยแท้!
ศีล-ทาน เป็นศานติสุขภายนอก ภาวนาสมาธิคือศานติสุขภายใน นี่คือแก่นชาวพุทธ มิควรละเลย
ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม |