(N)
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยข่าวดี ๆ ของกองทุนขวัญเรือนสักหน่อย ก็เป็นอย่างที่แฟน ๆ ของขวัญเรือนทั้งหลายล้วนทราบ กองทุนที่เริ่มก่อกำเนิดขึ้นจากความคิดของพี่น้อย หรือ คุณพนิดา ชอบวณิชชา โดยเริ่มจากเงินส่วนตัวของตนเป็นปฐม จากนั้นก็มีนักบุญที่เป็นนักอ่านบริจาคเข้ามาเป็นสายธารแห่งเมตตาธรรม เพื่อจุดประสงค์อันสำคัญยิ่ง คือ
การสร้างปัญญา...สร้างยุวชนและเยาวชนร่วมกันกับโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ โดยการจัดหาอุปกรณ์การเรียน การสอน...อุปกรณ์ที่จำเป็นและทุนการศึกษาไปมอบให้ โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในทุกถิ่นอย่างที่ปรากฏมาอย่างยาวนานในหน้านิตยสารขวัญเรือน
ในอดีต...บิดาผู้ให้กำเนิดเคยกล่าวกับผู้เขียน สมบัติเดียวที่พ่อให้เจ้าได้ คือการศึกษา เรียนเท่าที่เจ้าอยากเรียน ถ้าเงินไม่มี ต่อให้ขายสมบัติส่งฉันก็จะทำ
เหตุผลของท่านเรียบง่าย... การศึกษาและความรู้ทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้ ยืนอยู่แถวหน้าทัดเทียมใคร ๆ ในสังคมได้ และยิ่งกว่านั้น... สมบัติอื่น ๆ ถูกปล้นถูกชิงได้ แต่ปัญญาความรู้เป็นสมบัติเดียวที่ใครก็ปล้นชิงไปไม่ได้!
สมัยนั้นเรายากจะเข้าใจคำพูดของพ่อ หากเมื่อเติบโตขึ้นจึงเข้าใจ พ่อที่เป็นแค่คนหาปลาในจังหวัดที่ติดกับประเทศลาวเพียงแม่น้ำโขงกั้น ในวันนั้นคิดอะไร...
วันนั้นถ้าไม่เพราะการศึกษา...ผู้เขียนก็คงเป็นคนหาปลาขาย แจวเรือหลังโกงถึงวันนี้!
คนลำบากยากแค้นวันนั้นย่อมคิด...สิ่งเดียวที่สามารถทำให้ลูกไม่ลำบาก คือการศึกษา...การศึกษาทำให้ลูกทัดเทียมคนอื่นในสังคม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
...เรารู้อย่างนี้มานาน...
เราจึงช่วยหลวงปู่เสนสร้างวัด สร้างโรงเรียนมาหลายต่อหลายแห่ง ตั้งมูลนิธิปัญญาธโร เพื่ออาหารกลางวันเด็กและทุนเรียนดีแต่ยากจน
ฉะนั้นคงไม่ต้องบอกว่าภูเตศวร ปลื้ม ขนาดไหนกับการมีกองทุนขวัญเรือน ตั้งแต่ครานั้น และสัญญากับตัวเองว่าวันหนึ่งจะทำอะไรช่วยพี่น้อยบ้าง คิดมานาน เพิ่งมาสบช่องเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ให้จัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อหาทุนสร้างบ้านพักคนชราอย่างที่หลาย ๆท่านได้พบเห็นในพิธีที่วัดป่าชนะสงครามในวันเพ็ญเดือนสิบสองด้วยตา ...และหลายท่านที่ไม่ได้ไปก็เห็นรูปเห็นเรื่องจากคอลัมน์ไปแล้ว
วัตถุมงคลหลายรูปแบบถูกออกแบบจัดสร้างมอบให้มูลนิธิฯ ยกเว้น...ภาพวาดของมหาวิษณุนารายณ์ที่ภูเตศวร...วาดเองพิมพ์เองออกทุนเองทั้งหมดโดยไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิฯ และได้เข้าร่วมมหาพิธีเทวาภิเษกในครานั้น หากไม่ได้นำออกมาให้สั่งจองเหมือนวัตถุมงคลชิ้นอื่น ๆ
เหตุผลทั้งหมดเป็นจุดประสงค์เดียวของภูเตศวรคือ มอบให้กองทุนขวัญเรือน สำหรับตอบแทนพระคุณของผู้บริจาคทรัพย์สมทบทุนเพื่อการศึกษาของเด็กนักเรียนในวันนี้...โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ
เอ้า...ก็บอกกล่าวกันมา ใครต้องการสร้างปัญญาบารมี...อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านว่าไว้ สร้างคนดีกว่าสร้างวัตถุ วันนี้ท่านใดบริจาคทรัพย์จำนวน 500 บาทขึ้นไป ท่านจะได้รับโปสเตอร์สี่สีอาบยูวีด้านขนาด 65 x 90 ซ.ม. ซึ่งเข้าพิธีมหาเทวาภิเษกโดยพระคณาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานจำนวน 1 แผ่น
ย้ำอีกครั้ง อย่าช้านะครับ เพราะทั้งหมดมีจำนวนเพียง 2,000 แผ่นเท่านั้น! สำหรับการบริจาคท่านสามารถดูรายละเอียดการบริจาคเงินได้ที่คอลัมน์ กิจกรรมกองทุนขวัญเรือน หน้า 86 (วงเล็บมุมซองขอรับโปสเตอร์)
เอาละครับ มาเข้าหัวข้อที่จั่วไว้เลยครับ เรื่องนี้มาจาก มานถัทธสูตร เรื่องของพราหมณ์ผู้กระด้างเพราะถือตัว เหตุที่ต้องยกตรงนี้มากล่าวไว้ก็เพราะเวลาไปอยู่กับครูบาอาจารย์ มักจะได้ยินท่านเทศน์อบรมลูกศิษย์ลูกหาอยู่บ่อย ๆ เกี่ยวกับความกระด้าง ความถือตัวของผู้ที่เข้ามาบวชใหม่ ๆ เหตุเพราะก่อนหน้าหลาย ๆ คนอาจเคยเป็นข้าราชการ มียศถาบรรดาศักดิ์ หลายคนประกอบอาชีพร่ำรวยมีเงินทอง เป็นที่นับหน้าถือตาของสังคม บางคนเรียนสูงจบด็อกเตอร์มาก็มี และด้วยประการนั้นเมื่อเข้ามาบวชแล้วก็ยังยากจะวางทิฐินั้นโดยง่าย ทั้ง ๆ ที่พระภิกษุในพระศาสนาถือการเข้าบวชก่อนเป็นอาวุโสโดยไม่เกี่ยวกับสถานะใด ๆ ในอดีตของทางโลก ไม่ว่าการศึกษาหรือวัยวุฒิ
บวชแล้วต้องละวาง...ทิ้งความกระด้างถือตัวให้ได้ คืออันดับแรกของผู้บวชใหม่ ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์จะอบรมสั่งสอนยาก ท้ายสุดเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติพรหมจรรย์
เพราะตรงนี้จึงทำให้นึกถึง มานถัทธสูตรว่าด้วยเรื่องของพราหมณ์ผู้กระด้างเพราะถือตัว เลยเอามาฝากท่านทั้งหลายในวันนี้
สมัยนั้นมีพราหมณ์ผู้กระด้างถือตัวอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี พราหมณ์ผู้นั้นเป็นผู้ไม่ยอมไหว้ใครแม้กระทั่งบิดา มารดา พี่ชาย ครูบาอาจารย์ ขนาดพ่อแม่ครูบาอาจารย์ยังไม่ให้ความเคารพแล้วจะไปเคารพใคร วันหนึ่งพราหมณ์ผู้นี้ได้ไปพบพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยู่ โดยมีพุทธบริษัทอันมากแวดล้อม
พราหมณ์ผู้กระด้างถือตัวจึงเดินเข้าไปพร้อมเกิดความคิดในใจ...
พระสมณโคดมนี้อันมีพุทธบริษัทใหญ่แวดล้อมและแสดงธรรมอยู่ ถ้าอย่างไรเราพึงเข้าไปหาพระสมณโคดม ถ้าสมณโคดมจักพูดกับเรา เราก็จักพูดด้วย ถ้าสมณโคดมจักไม่พูดกับเรา เราก็จักไม่พูดด้วย
ลำดับนั้นพราหมณ์จึงเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง ขณะนั้นคิดว่าสมณโคดมย่อมไม่รู้อะไร จึงทำท่าจะหันกลับไปจากที่ตรงนั้น หากพระบรมศาสดาทรงทราบความคิดของพราหมณ์ผู้กระด้าง จึงตรัสกับพราหมณ์ด้วยคาถา
ดูกรพราหมณ์ ความถือตัวมีแก่ใครในโลกนี้ ก็ไม่เป็นของดีเลย ท่านมาด้วยความต้องการอันใดก็พึงกล่าวความต้องการนั้นเถิด
ลำดับนั้นพราหมณ์ผู้กระด้างถือตัว ได้คิดเพราะรู้ว่าพระสมณโคดมย่อมล่วงรู้ถึงจิตใจเรา จึงหมอบกราบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ณ ที่นั้นแล้วจุมพิตพระบาทของพระบรมศาสดา เอามือนวดเฟ้น...พร้อมประกาศนามของตนว่า...
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์คือมานถัทธะ ข้าพระองค์คือมานถัทธะ (ผู้กระด้างถือตัว)
ในที่ประชุมนั้นบังเกิดความอัศจรรย์ใจโดยถ้วนทั่วถึงกับทุทานออกมาอึงมี่...
น่าอัศจรรย์หนอ เรื่องไม่เคยมีมามีขึ้นได้ เพราะพราหมณ์ผู้นี้ไม่ไหว้มารดา ไม่ไหว้บิดา ไม่ไหว้อาจารย์ ไม่ไหว้พี่ชาย ก็แต่พราหมณ์นี้กลับทำความเคารพอย่างยิ่งให้เห็นปานนี้ในพระสมณโคดม
หลังจากนั้นเมื่อพราหมณ์ผู้กระด้างถือตัวนั้นนั่งลงบนอาสนะของตนแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ไม่ควรทำความถือตัวในใคร... ควรมีความเคารพอย่างไร ควรนอบน้อมใคร ควรบูชาอย่างดีต่อใคร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงภาษิตพระคาถาตอบว่า...
ควรมีความเคารพในมารดา ในบิดา ในพี่ชาย ในอาจารย์เป็นที่สี่... ท่านควรนอบน้อมและบูชาอย่างดีในพระอรหันต์ ผู้สงบเย็น ผู้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ผู้ไม่มีกิเลสที่ดองสันดาน
ผู้ละมานะได้ ไม่กระด้างเพราะอนุสัยนั้น เป็นผู้ยอดเยี่ยม!
และกาลนั้นพราหมณ์ผู้กระด้างเพราะถือตัว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิตต่อเบื้องพระพักตร์แห่งพระบรมศาสดา
พบกันฉบับหน้าครับ
ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม |