ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : จงมองตนอย่ามองคนอื่น

(N)
ดังที่เคยกล่าวเอาไว้แล้ว หลายต่อหลายครา ว่าการปฏิบัติธรรมในวิถีของพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านจะสอนให้ ‘จิตส่งใน’ ระวังมิให้จิตซัดส่ายออกไปวุ่นวายกับสิ่งใด ๆ ที่เรียกว่า ‘จิตส่งนอก’

จิตส่งใน หมายถึงการเพ่งพินิจพิจารณาที่ ‘กายใจ’ ของตนให้แนบแน่นอยู่กับการพิจารณาความจริงที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ อยู่กับปัจจุบัน ดูกายว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง สวยงามหรือเป็นอสุภะ

พิจารณาตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน...ผิวหนัง พิจารณาให้เห็นความจริงในความไม่เที่ยงแท้แน่นอน จากที่เต่งตึง...ก็จะเหี่ยวยาน ท้ายสุดเปื่อยเน่าในวันหนึ่งข้างหน้า

การพิจารณาแบบนี้จะทำให้เกิด ‘ปัญญา’ เท่าทันกิเลส คลายความยึดมั่นถือมั่นอัตตาที่เป็นตัวกูของกูลงได้

ในส่วนของใจนั้น...ท่านสอนให้รู้จักการทำจิตให้สงบ ระงับจากการปรุงแต่ง ด้วยอารมณ์ของ สมถกรรมฐาน อันมีอุบายจากการบริกรรมภาวนา หรือกำหนดลมหายใจเข้าออก หรือการใช้ข้อใดข้อหนึ่งในพระกรรมฐานทั้ง 40 กองที่แยกเป็น

กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสติ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1

จตุธาตุววัตถาน 1 พรหมวิหาร 4 อรูปกรรมฐาน 4

ซึ่งจะยังไม่กล่าวโดยละเอียดในที่นี้ เพราะสมถกรรมฐานทั้ง 40 ประการนั้น ต้องอธิบายกันยืดยาว และส่วนใหญ่ในปัจจุบันครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านมักจะสอนให้เราบริกรรม พุทโธ พร้อมกำหนดลมหายใจเข้าออก วิธีการนี้อยู่ในพระกรรมฐานหมวดอนุสติ 10 ที่เรียกว่า ‘อานาปานสติ’

เหตุเพราะกระทำได้โดยง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ยุ่งยาก ทำได้ทันทีในทุกเวลาสถานที่ ที่สำคัญคือ เป็นพระกรรมฐานที่ค่อนข้างนุ่มนวลและปลอดภัยสำหรับทุกเพศทุกวัย

ในบทความของหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ของพระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดว่า

การปฏิบัติในกรรมฐานบทนี้ พึงอยู่ในที่สงบสงัด ในที่ว่างอากาศโปร่งเบาสบาย นั่งในท่าที่เรียกว่าบัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น กำหนดลมหายใจเข้าออกอันเป็นไปโดยปกติ ให้รู้ทันทั้งเวลาลมเข้า เวลาลมออก แล้วกำหนดระยะเวลาลมเข้าออก สั้นยาวให้รู้ทัน ต่อจากนั้นกำหนดที่ที่ลมสัมผัส คือต้นลมที่สัมผัสปลายจมูก กลางลมสัมผัสที่อก ปลายลมสัมผัสที่สะดือ ในเวลาลมออกตรงกันข้ามกับที่กล่าวมานี้ คือทวนลำดับออกไป

“ในระยะแรกสติจะปรากฏประหนึ่งว่าแล่นไปตามอาการของลมเข้า ลมออก แต่เมื่อทำไปนาน ๆ ในระยะต่อไป สติจะใหญ่โต ครอบคลุมร่างกายทั้งหมดไว้ จะไม่มีอาการแล่นตามอาการอีกต่อไป และลมหายใจก็จะปรากฏละเอียดเข้าไปทุกที จนปรากฏว่าไม่มีในที่สุด (ตรงนี้มักพบเห็นว่าผู้ปฏิบัติจะสงสัยหรือกลัวว่าจะหมดลมหายใจจนตาย และถอนสมาธิเสมอ-ผู้เขียน) จะเห็นว่าลมปรุงกายซ่านอยู่ทั่วตัวทุกส่วน แม้กระทั่งปลายเส้นขน เมื่อมาถึงตรงนี้ได้ชื่อว่า ได้ผลในการเจริญอานาปานสติกรรมฐานขั้นต้นแล้ว พึงเจริญให้คล่องแคล่วต่อไป”

อานาปานสติกรรมฐานนี้กล่าวว่า สามารถตัดกระแสวิตกได้ดี เหมาะสำหรับคนวิตกจริต คือคนชอบคิด ชอบนึก เป็นกรรมฐาน สุขุม ประณีต เหมาะสำหรับมหาบุรุษ ซึ่งผู้รู้กล่าวว่า พระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญกรรมฐานข้อนี้มาก โดยเฉพาะเวลาทรงพักผ่อนที่เรียกว่า ‘ปฏิสัลลีนวิหาร’ ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปานสติสมาธิวิหารเสมอ ทรงแสดงอานิสงส์ของกรรมฐานบทนี้ไว้มากมายว่า กายก็ไม่ลำบาก จักษุก็ไม่ลำบาก จิตก็พ้นอาสวะ ละความคิดเกี่ยวกับเสียงที่เคยชินได้ กำหนดน่าเกลียดในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดได้ กำหนดไม่น่าเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียดได้ และสามารถได้ฌานสมาบัติได้โดยง่าย ตั้งแต่ฌานที่หนึ่งจนถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธ กำหนดรู้เวทนาได้ดี ได้บรรลุอรหัตตผล หรืออนาคามีในปัจจุบัน

ครับ วันนี้ดูเหมือนภูเตศวรเอาเรื่องง่าย ๆ มาเขียนเอาเรื่องหญ้าปากคอกมากล่าว แต่เท่าที่เคยสนทนากับหลาย ๆ ท่านที่ปฏิบัติสมาธิ มักจะมีคำถามเพื่อความแน่ใจในการใช้ภาวนาพุทโธกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้อยู่เป็นประจำ

บางคนทำจนถึงขั้นลมละเอียดแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปก็มาก

บางรายทำแล้วเกิดความกลัวขณะลมหายใจหายไปจนเลิกทำก็เยอะ

เพราะอย่างนี้จึงต้องมาเขียนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับตรงนี้ครับ

การทำสมถกรรมฐานคือการฝึกจิต ฝึกใจให้สงบ ฝึกให้จิตมีกำลัง ทำมากมีอานิสงส์มาก มีความเข้มแข็งมาก เชี่ยวชาญมาก จิตสงบเร็ว

แต่ที่พ้นทุกข์คือการพิจารณา ‘ธรรม’ ที่เราเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน!

ถึงตรงนี้จึงย้ำอีกครั้งครับว่า การปฏิบัติธรรม ต้องทำสมถกรรมฐาน ควบคู่กับวิปัสสนากรรมฐาน สมถะทำให้ใจสงบ จิตมีกำลัง วิปัสสนาคือการพิจารณาหลักธรรม คือความจริงว่า ทุกอย่างในโลกล้วน...เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปในที่สุด ดังกฎไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

วิปัสสนากรรมฐาน...พิจารณาลงที่กายของตน กำหนดรู้ว่าทุกอย่างที่เราครองคือ อสุภะ คือ อสุจิณโณ เป็นของน่าเกลียดเป็นของไม่สะอาดเพื่อละวางตัวตน พิจารณาจิตของตน...คิดอะไรอยู่ ปรุงแต่งอะไรอยู่...คิดดีหรือคิดชั่ว มีพยาบาท มีความหลง มีความโลภอยู่หรือไม่ ถ้ามีทำไมต้องมี พิจารณาธรรมคือความถูกต้องตามอรรถตามธรรมที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสสั่งสอนเพื่อความพ้นทุกข์

ทั้งหมดจึงเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นครับว่า พุทธศาสนาสอนให้เราดูตัวเอง ดูให้ถึงเบื้องลึกทั้งกายและใจของตน อย่าหันไปมองใครที่ไหน

ขอยกคำสั่งสอนของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต พระอริยเจ้าอีกหนึ่งองค์ในสายพระป่ากรรมฐานมายืนยันอย่างนี้ครับ

“มองตัวเองให้มาก จึงจะกลายเป็นคนดีได้ มัวแต่มองท่านผู้อื่นแล้วไซร้ ก็กลายเป็นคนพาลไปไม่รู้ตัว เพราะนิสัยคนพาลย่อมเพ่งโทษคนอื่นเป็นวัตร โบราณกล่าวไว้ อุจจาระของตนนั่งดมอยู่ก็พอดม อุจจาระคนอื่นเล่า มากระทบจมูกเข้าก็เกิดเป็นพิษเป็นภัยขึ้น”

ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม

โดยคุณ panuwat99 (1K)  [พฤ. 03 ก.พ. 2554 - 23:40 น.]



โดยคุณ BCC-106 (434)  [ศ. 04 ก.พ. 2554 - 07:25 น.] #1517953 (1/2)
สาธุ ....................... ขอบคุณมากครับ ที่ได้กรุณานำมาฝากครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ศ. 04 ก.พ. 2554 - 07:59 น.] #1517972 (2/2)


(N)


ขอบคุณสาระดีๆอ้นเป็นมงคลในวันตรุษจีน ครับ

ซินเจี่ยยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ อั้งเปาตั่วๆไก๊ ตั่วถั่ง ทุกๆท่าน ครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1