ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ทำลายอัตตาด้วยหลักอนัตตา

(N)
เคยกล่าวเอาไว้หลายครั้งในคอลัมน์นี้ว่า พุทธสอนเรา ‘ให้เอาชนะตนเองมากกว่าชนะสิ่งอื่น’ พุทธเน้นการรักษาจิต ควบคุมใจให้ผ่องพิสุทธิ์เป็นประเด็นสำคัญ พุทธถือว่าการละทุกข์สู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์นั้น มิได้ไปเสาะแสวงหา ณ ที่ไหน หากแสวงหาได้ภายในจิตของตนนี่เอง

ขณะที่ศาสนาอื่นถือจุดสูงสุดแห่งสภาพนิรันดร์เอาไว้ที่แดนสวรรค์ อันมีพระเจ้าเป็นองค์ปกครอง

หัวใจของพุทธศาสนาอยู่ที่ ‘ปัญญา’ เป็นปัญญาธรรมที่เรียกว่า ‘สัจจะ’ เป็นสัจจะความจริงอันเป็นความรู้ถูกต้องอย่างยิ่งยวด ความรู้ที่นำมาใช้ขัดเกลากิเลสที่ฝังแน่นอยู่ในกมลสันดานของจิตวิญญาณตน

สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้หลักอริยสัจสี่คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อันแจ้งในเหตุแห่งทุกข์จนถึงการดับทุกข์นั้นได้อย่างไรแล้ว พระองค์จึงทรงประกาศคำสั่งสอนสู่มวลหมู่สัตว์โลกให้รู้เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์นั้น หากเมื่อเราศึกษาธรรมของพระองค์อย่างละเอียดเราจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นความจริงประการหนึ่งอยู่เสมอ

ประการนั้นคือ...หลักอนัตตา!

และหลักอนัตตาข้อนี้แหละครับ ถือเป็นมติที่ค่อนข้างแปลกแยกกว่าศาสนาทุกศาสนาในโลก

พุทธศาสนาสอนให้ผู้ปฏิบัติเห็นว่า ทุกประการมีแต่เพียงธรรมชาติล้วน ๆ ธรรมชาติประเภทหนึ่งมีสิ่งอื่นปรุงแต่งและหมุนเวียนเปลี่ยนไป ได้แก่เบญจขันธ์ ส่วนอีกประการคือธรรมชาติที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งแล้ว และไม่หมุนเวียนไม่เกิดไม่ดับอีก...

ประการแรกได้แก่เบญจขันธ์

ประการสองคือภาวนิพพาน นั่นเอง

หลักธรรมของพุทธสอนให้เรารู้ว่า สรรพสิ่งทั้งปวงย่อมเสื่อมสูญสลายไปในที่สุด แม้แต่เทวดาหรือพรหมบนชั้นสวรรค์สูงต่ำ ก็ยังต้องมีอายุขัยมีการสูญสิ้นลง หมุนวนเป็นวัฏฏะ สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่ตัวตน แต่เพราะอุปาทานคือการยึดมั่นถือมั่นอยู่ในจิตวิญญาณ สัตว์ทั้งหลายต่างหากที่คอยสร้างชาติ...ภพ สร้างกงล้อแห่งวัฏฏะขึ้น

ความไม่รู้อันเป็นอวิชชาคือการยึดมั่น ถือมั่น ทำให้เกิด ‘อัตตา-ตัวตน’ พุทธจึงปฏิเสธ ‘อัตตา’ โดยสิ้นเชิง และสอนให้เรารู้สัจจะความจริงเรื่องอนัตตา พิจารณาอนัตตา

ให้จิตคลายอัตตา คลายความยึดมั่นถือมั่น คลายอุปาทาน ทั้งหลายทั้งสิ้นลง

เมื่อไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน ก็ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีที่ ๆ จะให้ตัวกิเลส-ตัณหาเข้ายึดเกาะเข้าครอบงำ อุปาทานเหมือนหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอน มิอาจซึมซับเข้าไปในจิตวิญญาณได้

เพราะเหตุนี้แหละครับ พระอาจารย์สายวิปัสสนาอย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงอบรมสั่งสอนให้นักปฏิบัติ-ภาวนาทั้งหลาย มิต้องพิจารณาที่อื่นที่ไกลตรงไหน แต่ท่านให้พิจารณากายของตน...กายที่เป็นอสุภะ เป็นของสกปรก พิจารณาให้เห็นจริงตามนั้น เพื่อตัดการยึดมั่นถือมั่นในธาตุขันธ์เป็นปฐมเสียก่อน

เพราะถ้าจิตยังยึดกาย ยังตกอยู่ในอำนาจของกายอยู่ กิเลสและอัตตาหรือจะลดลง?

ก็ไม่เพราะ ‘กายหยาบ ๆ’ นี่หรอกหรือ ที่มันคอยบังคับให้เราคอยหาแต่สิ่งสวย ๆ สิ่งดี ๆ มาบำรุงบำเรอมัน

ถ้าไม่ติดกาย หาของมาบำรุงมันอยู่อย่างนี้ ตัวโลภ ตัวโกรธจะมาจากไหน?

พิจารณาเถอะครับท่าน ถ้าท่านเป็นนักปฏิบัติอยู่แล้ว ภาวนาอยู่แล้ว ลองหันมาพิจารณากายดูบ้าง พิจารณาให้เห็น ‘ตัวจริง-แก่นจริง’ ของมันให้ชัด ๆ

‘ปัญญา’ จะสว่างขึ้นเองแหละครับ...

ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม

โดยคุณ panuwat99 (1K)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 11:14 น.]



โดยคุณ Ronado (10.2K)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 17:28 น.] #1521069 (1/3)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 18:56 น.] #1521154 (2/3)
ขอบคุณมากครับสำหรับสาระดีๆมีประโยชน์

โดยคุณ tatjung (97)  [จ. 07 ก.พ. 2554 - 09:52 น.] #1521739 (3/3)

สุดยอดครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1