ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ธรรมโอสถของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

(N)
นั่งเขียนต้นฉบับ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ในวันนี้ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายยาวนานติดต่อกันมาหลายวัน กรุงเทพฯ น้ำท่วมรถติดผู้คนเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน

“ปีนี้ฝนตกเร็ว” ใครบางคนพูดอย่างนั้นโดยเฉพาะคุณทมยันตี...แถมทำนายต่อท้าย “โลกมันวิปริต คอยดูนะพอถึงหน้าฝนจริง ๆ กลับแล้ง”

ครับ...จำได้ว่ากรุงเทพฯ มีฝนตั้งแต่สงกรานต์เป็นต้นมาตก ๆ หยุด ๆ จนถึงวันนี้

กลางเดือนพฤษภาคม วันไหนตกนานตกหนักกว่าชั่วโมง ถนนหนทางและบ้านเรือนแทบจะจมอยู่ใต้น้ำ

กรุงเทพฯ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว!

จะเรียกว่าเป็น ‘ทุกข์ถาวร’ ของคนกรุง ก็ไม่ผิด

ที่เริ่มต้นกล่าวเกริ่นตรงนี้ก็เพราะเรื่อง ‘ทุกข์’ เป็นหัวข้อสำคัญ เป็นปฐมเหตุแห่งการกำเนิดของพุทธศาสนา

เป็นเพราะ ‘ทุกข์’ ที่บังเกิดอยู่ในใจของเจ้าชายสิทธัตถะ อันมาจากการเห็นภาพ เกิด แก่ เจ็บและตาย ทำให้พระองค์ทรงเสด็จออกบรรพชาจนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลายเป็นพระบรมศาสดาของชาวเราไปในที่สุด

เคยเขียนไปแล้วว่า ‘พุทธ’ ไม่สอนให้เราหนีทุกข์ เพราะแม้แต่พระตถาคตก็เสด็จออกเผชิญทุกข์อยู่ในป่าเขานานนับสิบปี โดยละทิ้งสิริราชสมบัติความสะดวกสบายในทางโลกโดยสิ้น พุทธสอนให้เรารู้จักละวางทุกข์ด้วยปัญญา โดยเข้าใจถึง ‘สมุทัย’ หรือเหตุแห่งทุกข์

เรียกว่ารู้ ‘เหตุ’ อันเป็นที่มาแห่งทุกข์

รู้แล้ว ‘ละวาง’ เสีย วางแล้วจึง ‘ว่าง’ จากทุกข์

การฝึกจิตให้พ้นทุกข์นั้นเราทั้งหลายต้องดำเนินตามรอยบาทแห่งพระบรมศาสดา ด้วยพระองค์ทรงพ้นทุกข์ทั้งปวงสู่พระนิพพานได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรอยู่กับสมาธิและพระกรรมฐาน ตั้งแต่ต้นจนถึงวาระสุดท้ายของการตัดกระแสอาสวะกิเลส



เขียนถึงบรรทัดนี้ ทำให้นึกถึง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดสุนัฎนาราม จังหวัดอุบลราชธานี กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา โดยเดิมทีว่ากันว่า สมเด็จฯ แต่ไหนแต่ไรมาท่านไม่ค่อยชอบพระธุดงค์เอาเลย ท่านว่าเป็นพระขี้เกียจ ไม่ศึกษาเล่าเรียนถึงกับมีเรื่องต้องขับไสไล่ส่งมาแล้วหลายครั้ง แม้แต่พระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นลัทธิ วิหาริกของท่าน ก็ยังเคยถูกขับไล่มาแล้ว

หากท้ายที่สุด สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็กลับมาบังเกิดความเลื่อมใส และยอมรับปฏิปทาของพระอาจารย์ทั้งปวงในสายกรรมฐานตลอดจนมาถึงกาลอวสานแห่งชีวิต

ในหนังสือภาพชีวประวัติ และปฏิปทา ของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้บันทึกไว้ว่า...

ในปีหนึ่ง ในระยะใกล้จะเข้าพรรษา พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ผู้เป็นศิษย์รุ่นใหญ่ในสายพระกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ลาญาติโยมไปจำพรรษาที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี ตามบัญชาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สังฆนายก

เหตุที่สมเด็จฯ ท่านมีบัญชาอย่างนั้น เป็นเพราะในปีนั้นสมเด็จฯ อาพาธหนัก ถึงขนาดฉันภัตตาหารไม่ได้ ต้องถวายอาหารทางเส้นโลหิต ท่านจึงเรียกพระเถระฝ่ายกรรมฐานเข้าไปปรึกษาหารือเพื่อบำบัดโรคในทางธรรมปฏิบัติ

โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้นิมนต์ให้พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ผู้เป็นลัทธิวิหาริกของท่านอธิบายธรรมเป็นองค์แรก เมื่อพระอาจารย์สิงห์อธิบายจบลง สมเด็จฯ ได้นิมนต์พระอาจารย์ทอง อโสโก เจ้าอาวาสวัดบูรพาอธิบายอีก จากนั้นจึงหันมาทางพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ให้อธิบายธรรมให้ฟังอีกเป็นองค์สุดท้าย ซึ่งพระอาจารย์ฝั้นได้ถวายการอธิบายโดยมีอรรถ ดังนี้...

“ให้ท่านทำจิตเป็นสมาธิ ยกไวยากรณ์ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ยกอันนี้ไว้เสียก่อน (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นพระเถระผู้ทรงความรู้ด้านไวยากรณ์ธรรม แตกฉานในพระไตรปิฎก และพระปริยัติอย่างมาก พระอาจารย์ฝั้นจึงขอให้ยกออกเสีย จะได้ไม่ยึดติดในการปฏิบัติ-ผู้เขียน) ทำจิตให้เป็นสมาธิ เราต้องตั้งสมาธิให้ได้ ภาวนากำหนดจิตให้เป็นสมาธิ พอตั้งสมาธิดีแล้วให้เป็นหลัก เปรียบเหมือนเราจะนับตั้งร้อยตั้งพัน ก็ต้องตั้งหนึ่งก่อน ถ้าเราไม่ตั้งหนึ่งเสียก่อนก็ไปไม่ได้ฉันใด จิตของเราจะตั้งได้ รู้ได้ เราก็ต้องตั้งจิตของเราให้เป็นสมาธิเสียก่อน เปรียบเหมือนนัยหนึ่งคือเสมือนเราปลูกต้นไม้ พอปลูกลงแล้วมีคนเขาว่าปลูกตรงนั้นมันจะงามดี ก็ถอนไปปลูกตรงนั้น และมีคนมาบอกอีกว่าตรงโน้นดีกว่าก็ถอนไปปลูกตรงโน้นอีก ทำอย่างนี้ผลสุดท้ายต้นไม้ก็ตายทิ้งเสียเปล่า ๆ ไม่ได้อะไรสักอย่าง ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ เราทำอะไรต้องฝังให้มันแน่นไม่ต้องถอนไปไหน สมาธิก็ฉันใดฉันนั้นแหละ

หรืออีกนัยหนึ่งเปรียบเหมือนเราขุดบ่อน้ำ เราต้องการน้ำใต้ดิน เราขุดลงไปแห่งเดียวเท่านั้น พอเราขุดได้ไปหน่อยเดียวได้น้ำสักสองสามบาตรแล้ว มีคนเขาบอกว่าที่นั้นมันตื้นเราก็ย้ายไปขุดที่นั้นอีก พอคนอื่นเขาบอกตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้ไม่ดี ก็ย้ายไปย้ายมา ผลที่สุดก็ไม่ได้กินน้ำ ใครจะว่าก็ช่างเขา ขุดมันแห่งเดียวคงถึงน้ำ ฉันใดเปรียบเหมือนสมาธิของเราต้องตั้งไว้แห่งเดียวเท่านั้น

เมื่อเราตั้งไว้แห่งเดียว ไม่ต้องไปอื่นไกล ไม่ต้องส่งไปหน้าไปหลัง ไม่ต้องคิดถึงอดีต อนาคต กำหนดจิตสงบอย่างเดียวเท่านั้น

ได้ให้ท่านทำสมาธิภาวนา ทำจิตให้สงบ ให้พิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์ และอายตนะออกเป็นส่วน ๆ ตามความเป็นจริง พิจารณาให้เห็นความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้นตามหน้าที่ของมัน ให้แยกกายออกจากจิต แยกจิตออกจากกาย ให้ยึดเอาตัวจิต คือผู้รู้เป็นหลัก พร้อมด้วยสติ ธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้อยู่ในสภาพของมันเองแต่ละอย่าง เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วจะเห็นได้ว่าธาตุทั้ง ๔ ต่างเจ็บไม่เป็นป่วยไม่เป็น

แดดจะออกฝนจะตกก็อยู่ในสภาพของมันเอง

ในตัวตนของเราก็ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ นี้รวมกัน การที่มีความเจ็บปวดป่วยไข้อยู่นั้น เนื่องมาจากผู้รู้ คือจิตเข้าไปยึดถือด้วยอุปาทานว่าเป็นตัวตนของตน เป็นของเขาของเรา เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย

ดินก็ยังเป็นดิน น้ำก็คงเป็นน้ำ

ไม่มีส่วนรู้เห็นในความเจ็บปวดใด ๆ ด้วย

เมื่อทำจิตให้สงบและพิจารณาเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายและวางจากอุปาทาน คือเว้นจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น เมื่อละได้เช่นนี้ความเจ็บปวดต่าง ๆ ตลอดความตายก็ไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นหากทำจิตให้สงบเป็นสมาธิแน่วแน่แล้ว โรคต่าง ๆ ก็จะทุเลาหายไปเอง”



เมื่อพระอาจารย์ฝั้นอธิบายธรรมถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์จบแล้ว สมเด็จฯ ได้พูดขึ้นว่า

“เออ...เข้าทีดี” แล้วถามต่อว่า “ในพรรษานี้ฉันจะอยู่รอดตลอดพรรษาหรือไม่”

“พระอาจารย์ฝั้นก็เรียนตอบไปว่า...

“ถ้าพระเดชพระคุณทำจิตให้สงบได้ดังอธิบายมาแล้ว ก็รับรองว่าอยู่ได้ตลอดพรรษาแน่นอน”

และด้วยอำนาจการปฏิบัตินั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็หายวันหายคืน ไม่เพียงแต่อยู่รอดตลอดพรรษาเท่านั้น หากยังล่วงเลยมาอีกหลายปี



สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้ออกปากยอมรับในความจริงและชมว่าพระคณะกรรมฐานนี้เป็นผู้ปฏิบัติดีจริง ทั้งยังทำได้ดังพูดจริง ๆ อีกด้วย สมควรที่พระมหาเปรียญทั้งหลายควรถือเอาเป็นตัวอย่างปฏิบัติต่อไป ซึ่งท่านได้กล่าวต่อหน้าพระอาจารย์ฝั้นด้วยว่า

“ฉันเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชพระบวชเณรมาจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยนึกสนใจ ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (ตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกรรมฐานอันบัณฑิตกำหนดด้วยอาการทั้ง ๕ คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นอารมณ์ เป็นกัมมัฏฐานที่พระอุปัชฌาย์ให้แก่ผู้บวชใหม่) เหล่านี้เลย เพิ่งจะมารู้ซึ้งก็ในพรรษานี้เอง”



ครับ อ่านมาถึงตรงนี้ท่านทั้งหลายก็ลองใช้ปัญญาไตร่ตรองดูเอาเองเถิดครับ อรรถาธรรมดังกล่าวบอกอะไรแก่ท่านบ้าง และธรรมะจะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อเราต้องรู้จักนำมาปฏิบัติ

ใช่แต่เพียงรู้โดยการจดจำเท่านั้น!

ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม

โดยคุณ panuwat99 (1K)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 11:15 น.]



โดยคุณ Ronado (10.2K)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 17:28 น.] #1521068 (1/2)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 06 ก.พ. 2554 - 18:56 น.] #1521155 (2/2)
ขอบคุณมากครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1