(N)
เมื่อวันที่ ๕-๒๐ กันยายน ๒๕๔๕ มีการชุมนุมของพระ และชาวพุทธกว่า ๓ หมื่นรูป/คน ณ บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เรียกร้องให้วุฒิสภาพิจารณาแปรญัตติ "กระทรวงวัฒนธรรม" ให้เป็น "กระทรวงพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทย" อันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ซึ่งไม่ว่าจะเหมาะสมหรือไม่ น่าจะมองว่า มันเป็นสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่า
เรื่องนี้ถ้ารัฐจะจัดให้มีโดยไม่ต้องให้ออกมาเรียกร้องก็น่าจะดี เพราะชาวพุทธทั่วไปมีทัศนคติไม่ดีที่พระ หรือชาวพุทธออกมาชุมนุมอย่างนี้ แม้จะทำอย่างสงบอ่อนโยนอย่างไร ก็หนีไม่พ้นคำตำหนิติเตียน ข้อสำคัญรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่า พระสงฆ์หรือชาวพุทธไม่ทำอะไรรุนแรง ถึงจะออกมาเป็นหมื่นเขาก็ไม่สนใจ แต่ถ้าเป็นพวกที่ชอบใช้ความรุนแรงมาชุมนุมเพียงไม่กี่ร้อยคน รัฐก็จะขมีขมันลุกมาขอเจรจาต่อรอง หรือเอาอกเอาใจ หรือสื่อที่โจมตีเรื่องนี้อย่างแรง เหตุหนึ่งก็เพราะเขารู้ดีว่าชาวพุทธไม่มีพิษสงอะไร ว่าไปแล้วการติเตียนก็เป็นเรื่องความคาดหมายที่มีต่อพระสงฆ์ แต่ถ้ามีใจเป็นธรรมในแง่กิจการบ้านเมืองก็ต้องตำหนิผู้บริหารประเทศ ที่ขาดความเคารพไม่ใส่ใจต่อปัญหาที่แท้จริง ว่างานหรือกิจการที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีมากน้อยเท่าไร
เมืองไทยมีวัดสามหมื่นวัด มีพระเณรสี่แสนรูป ชุมชนไทยมีครอบครัว หรือบ้าน มีโรงเรียน และก็มีวัด ถ้าเราจะพยุงสังคมนี้ เราก็จะต้องพยายามสร้างเสริมคุณภาพของสถาบันเหล่านี้ให้ดีขึ้น ให้ทำบทบาทของตัวได้จริง ซึ่งวัดมีบทบาทต่อชุมชนรอบวัด แต่ในความเป็นจริง วัดส่วนมากเสื่อมโทรม ไม่สามารถทำหน้าที่ ไม่มีคุณภาพ ไม่รู้จักบทบาทของตนเอง แล้วสังคมส่วนใหญ่อยู่ในชนบทจะดำรงอยู่ได้ด้วยฐานอะไร เมื่อวัดอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมชุมชนก็แย่
รัฐซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาล แต่หมายถึงประเทศชาติ เป็นต้นทาง และปลายทางของกิจการทางพระพุทธศาสนา เมื่อคนของรัฐมาบวช ก็กลายเป็นพระ ซึ่งคณะสงฆ์ก็ยังต้องขึ้นตรงต่อการปกครองของรัฐ ฉะนั้น ถ้าพระหรือวัดมีปัญหา รัฐก็ต้องรับผิดชอบ การที่คณะสงฆ์บกพร่องอ่อนแอ ไม่สามารถทำหน้าที่ เหตุหนึ่งก็เพราะรัฐไม่จัดระบบให้ดี เมื่อวัดถูกทอดทิ้ง พระก็ขาดคุณภาพ ไม่สามารถทำหน้าที่ของตน เพราะพระเดี๋ยวนี้มากมาย ไม่รู้ว่าอะไรเป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่
พระจำนวนไม่น้อยเป็นคนของรัฐที่ถูกปล่อยปละละเลยให้เข้ามาแอบแฝง และทำลายพระพุทธศาสนา ถ้าละเลยกันไปอีก วัดก็จะกลายเป็นที่ซ่องสุม ถ้าวัดเสื่อมโทรมต่อไป ชุมชนย่อยยับ สังคมก็จะพังทลาย นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นความตายของประเทศชาติ
พระพุทธศาสนาว่าไปก็มีจุดอ่อน ตรงที่ให้เสรีภาพ ไม่ใช่วิธีรุนแรง ไม่มีการบังคับศรัทธา ฉะนั้น การให้การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ชาวพุทธตั้งแต่พระจนถึงคฤหัสถ์ จะต้องรู้ว่าอะไรเป็นพุทธ อะไรไม่ใช่พุทธ ซึ่งพฤติกรรมที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาที่เกลื่อนเมืองถึงขนาดนี้ และไม่มีใครจัดการ รัฐจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ แสดงว่ารัฐไม่อยู่กับความเป็นจริง ไม่รู้จัดว่าอันนี้เป็นกิจการที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ ต่อความเสื่อมของสังคม แล้วมัวติดอยู่ที่ป้ายชื่อ พอได้ยินคำว่า "พระพุทธศาสนา" โดยไม่มีชื่อศาสนาอื่นพ่วงมาด้วย ก็มัวแต่ระแวงเรื่องแตกแยก กลัวคนโน้นจะว่า กลัวกลุ่มนี้จะไม่พอใจ ก็เลยทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ เหมือนกับจะตั้ง "กรมป่าไม้" แต่ก็ไม่กล้า เพราะไม่มี "กรมสวนหย่อม" เลยทอดทิ้งป่าไม่ดูแลรักษา ถ้าจะจัดกิจการของประเทศชาติแล้วมัวเถียงมัวระแวงอย่างนี้ก็ล่มจมกันหมด การที่ไม่ได้ตั้งกรมสวนหย่อม ใช่ว่าจะทอดทิ้งสวน สวนเล็ก ๆ เราก็จัดกันไปโดยมีวิธีการดูแลอย่างหนึ่ง แต่ป่าไม้มีเนื้อที่บริเวณกว้างขวาง มีเรื่องต้องทำมากมาย ก็จัดทำกันไปตามเนื้องาน ตามความเป็นจริง
ควรมามองที่ตัวงาน เนื้องาน ปริมาณของงาน และความสำคัญของกิจการ ถ้าจะต้องตั้งกระทรวง และเรียกว่า "กระทรวงพระพุทธศาสนา" เพราะมันตรงเรื่องก็เรียกกันไป ไม่ต้องไปรังเกียจ ไม่ต้องกลัว เพราะว่ามันเป็นเรื่องของงานการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทีไปมีคติอะไร สำคัญคือทำให้ตรงกับเรื่อง อย่าเอาป้ายชื่อมาบดบังความจริงของการงานที่จะต้องทำเพื่อประเทศชาติ
(ตัดตอนบางส่วนมาจากหนังสือ "ตั้งกระทรวงพระพุทธศานา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน"
โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) |