ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : พาน้องพบธรรมะ

(N)
ค่ายพาน้องพบธรรม ของกลุ่มเยาวชนต้นกล้ากัลยาณมิตร แม้จะยากในครั้งแรกแต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า “การปฏิบัติภาวนาไม่ต้องรอไปฝึกตอนแก่”



ลองไปดูการหาทางออกจากทุกข์ด้วยตนเองของเด็กนักเรียนโรงเรียนลองวิทยา อำเภอเล็กๆ ของ จ.แพร่ ด้วยวิธีที่ได้ผลและผ่านการพิสูจน์การใช้งานมาแล้วกว่าสองพันปี จนทุกวันนี้วิธีดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะเชยแต่อย่างใด และนับวันยิ่งเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ลองปฏิบัติด้วยตนเอง



“ค่ายพาน้องพบธรรม” ของกลุ่มเยาวชนต้นกล้ากัลยาณมิตร โรงเรียนลองวิทยา อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ดำเนินมาแล้วถึง 14 ครั้ง จำนวนครั้งไม่ได้ดูน่าตื่นตาเท่ากับมุมมองความคิดต่อการดำเนินชีวิต และการเผชิญชีวิตของนักเรียนที่นี่ และสิ่งบ่งชี้ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเด็กๆ ที่นี่ล้วนเข้าใจว่า “การปฏิบัติภาวนาไม่ต้องรอไปฝึกตอนแก่”



โครงการดังกล่าว เริ่มต้นมาจากปัญหาอันหลากหลายของวัยรุ่นในโรงเรียนเหมือนที่โรงเรียนทั้งหลายพบเจอ แต่ต่างกันที่ว่า มีการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด คือ ไม่ใช่เป็นการจับเด็กมาอบรมจริยธรรม อบรม ท่องจำ แต่กลับเป็นการนำเอาวิธีปฏิบัติภาวนาด้วยการฝึกปฏิบัติเจริญสัมมาสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 มาปรับใช้อย่างแยบยล และที่สำคัญโครงการนี้ถูกริเริ่มจากนักเรียนด้วยกันเอง และนายบุญฤทธิ์ โพธิ์จันทร์ อดีตประธานกลุ่มต้นกล้ากัลยาณมิตรปี 2548



หลังจากที่เขาได้ไปปฏิบัติธรรมด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 ที่วัดห้วยกี้วนาราม อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ร่วมกับอาจารย์เยาวลักษณ์ สุภาพ หรือ "ครูนาย" ของเด็กๆ ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นที่ปรึกษากิจกรรมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย



“ผมและเพื่อนๆ รู้สึกเบา และสบายใจเป็นอย่างมาก เลยคุยกันว่าถ้าวัยรุ่นได้รับการฝึกฝนให้มีสติ จะลดความวุ่นวายและสับสนลงได้”



ประกอบกับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุน และการอบรม จากพระอาจารย์ ไพบูลย์ ฐิติมโน แห่งวัดป่าจอมมณี จ.มุกดาหาร จึงทำให้เด็กๆ เข้าใจการปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวลีเด็ดโดนใจอย่างคำว่า “ตกแล้วตั้งใหม่” หรือ “ปฏิบัติธรรมนั้นไม่ยาก แต่ยากเพราะไม่อยากทำ” รวมถึงการเอาภาษาที่วัยรุ่นใช้กับคอมพิวเตอร์ต่างๆ มาอธิบายธรรมะ



ทำให้เด็กเห็นเป็นรูปธรรมและเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่นอาจารย์ยกตัวอย่างการสแกนไวรัสของคอมพิวเตอร์ การฝึกจิตก็เช่นกัน ต้องฝึกบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่คอมพิวเตอร์ที่ต้องมีการสแกนบ่อยๆ ไวรัสมันถึงทำอะไรไม่ได้ จิตก็เช่นเดียวกัน



การเจริญสัมมาสติ อาจจะเป็นคำใหม่ที่เด็กๆ ไม่ค่อยจะคุ้นหู ถูกอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ จากพระอาจารย์ไพบูลย์ว่า “การเจริญสติ คือ การมีสติระลึกรู้ รวมถึงการรู้เรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสำหรับคำว่า การเจริญสัมมาสติ เป็นสติในองค์มรรค คือ ความระลึกที่ถูกต้อง ระลึกรู้ในอิริยาบถของตน คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นการนำจิตออกจากอารมณ์อื่นที่เข้ามารบกวนจิตใจ ให้มาระลึกรู้ในอิริยาบถของตนว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่



ดังนั้น การเจริญสัมมาสติ จึงเป็นการรักษาใจไม่ให้เสียหายจากเครื่องเศร้าหมอง”



ภายหลังการปฏิบัติ เด็กคนหนึ่งได้กล่าวกับพระอาจารย์ว่า “รู้สึกใจเย็นลงมากตั้งแต่อยู่ในค่ายฝึกอบรม รู้สึกสงสารเพื่อนที่โดนหนูชกตีเมื่อหนูไม่พอใจเขา หนูใจร้อนไม่เคยยอมใครแม้แต่แม่หนูก็เถียง ตอนนี้หนูรู้สึกผิดจังเลยค่ะ กลับไปจะตั้งสติให้ดีเวลาคุยกับแม่ ถ้าความคิดเห็นไม่ตรงกันหนูจะใช้เหตุผลให้มากๆ ค่ะ



นี่ถ้าไม่มาฝึกมาปฏิบัติ หนูจะกลายเป็นคนที่เพื่อนไม่อยากคบหาสมาคมด้วย ที่สำคัญหนูจะเป็นลูกที่ไม่เคยทำให้พ่อแม่สบายใจได้เลยค่ะ”



ยุวธิดา ถาอิ่นแก้ว นักเรียนที่เพิ่งมาฝึกเป็นครั้งแรก แต่สัมผัสได้ว่า “สิ่งที่หนูได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวหนูมาก แต่หนูไม่เคยรู้จักมันเลย เป็นการเรียนรู้เรื่องที่ทันสมัยที่สุดค่ะ”



แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่าง แต่สะท้อนให้เห็นอะไรมากมายจากการได้ลิ้มรสการปฏิบัติธรรมของเด็กๆ ซึ่งพวกเขารู้ดีว่ามันจะไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากกิจกรรมจบลงอยู่เพียงแค่การปฏิบัติธรรมแค่ 3 วัน 5 วัน เท่านั้น



จึงพยายามสานต่อโครงการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังขยายผลเป็น “คลินิกรักษาใจ” โดยใช้พื้นที่ศาลาจริยธรรมของโรงเรียนในการจัดกิจกรรมพบปะพูดคุย สนทนาธรรม ซึ่งมีทั้งนักเรียนที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฝึกปฏิบัติธรรมพาน้องพบธรรมมาแล้วและยังไม่เคยเข้าร่วม เข้ามาขอคำปรึกษาหารือกับกลุ่มเยาวชนต้นกล้ากัลยาณมิตร และครูที่ปรึกษากิจกรรมคลินิกรักษาใจเป็นประจำ



อาจารย์เยาวลักษณ์ เล่าว่า เด็กส่วนใหญ่จะมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับความเครียดว่าจะแก้ไขอย่างไร บางคนที่ยังไม่เคยเข้าค่ายฝึกปฏิบัติธรรม เมื่อได้พูดคุยชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาจิตใจก็มีความสนใจและต้องการที่จะไปร่วมกิจกรรมค่ายพาน้องพบธรรมด้วย



ปัจจุบันโครงการนี้ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ได้รับประโยชน์และเห็นความสำคัญเท่านั้นคณาจารย์ในโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อเห็นพฤติกรรมลูกหลานตัวเองเปลี่ยน ก็เริ่มเห็นประโยชน์ นอกจากจะให้การสนับสนุนแล้วยังมาขอเข้าร่วมปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งก็ทำให้กิจกรรมนี้ขยายผลออกไปยัง ครูบาอาจารย์ในโรงเรียน และชุมชนด้วย



เด็กคนหนึ่งที่เคยบวชเณรมาแล้วก็สรุปไว้อย่างน่าสนใจหลังจากเข้าค่ายว่า “ตนเองเข้าใจความหมายของคำว่า สติ ที่แปลว่าการระลึกได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าตอนที่บวชเสียอีก การเรียนรู้ด้วยการอ่านในตำราอย่างเดียว เมื่อไม่เข้าสู่การปฏิบัติก็จะไม่เกิดผลกับตนเอง เมื่อการเรียนเป็นแบบท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง จึงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของพระธรรม”



ที่มา กรุงเทพธุรกิจ.คอม

โดยคุณ panuwat99 (1K)  [อา. 13 ก.พ. 2554 - 21:04 น.]



โดยคุณ joesoot (724)  [จ. 14 ก.พ. 2554 - 00:39 น.] #1541567 (1/3)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [จ. 14 ก.พ. 2554 - 06:00 น.] #1541665 (2/3)

โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 14 ก.พ. 2554 - 07:11 น.] #1541758 (3/3)
สาธุ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1