ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงพ่อโต บางพลี

(N)
...ตามตำนานประวัติของ หลวงพ่อโต ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ประมาณกาล ๒๐๐ กว่าปีล่วงมาแล้ว ได้มีพระพุทธรูป ๓ องค์ ปาฏิหาริย์ลงมาจากทางเหนือ ลอยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดมา พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ เข้าใจว่าปวงชนในกรุงศรีอยุธยาคงอาราธนาท่านลงสู่แม่น้ำเพื่อหลบหนีข้าศึก ด้วยในสมัยนั้นบ้านเมืองได้เกิดสภาวะสงครามขึ้นกับพม่า พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ได้แสดงอภินิหารลอยล่องมาตามลำแม่น้ำและบางครั้งก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผุดให้ผู้คนเห็นตามลำดับ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จนล่วงมาถึงตำบล ๆ หนึ่ง ท่านก็ได้ผุดให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์ พวกเหล่าประชาชนในตำบลนั้น ต่างก็พร้อมใจกันทำพิธีอาราธนาท่านขึ้นสู่ฝั่ง ฝูงชนประมาณ ๓ แสนคน ช่วยกันฉุดลากชะลอองค์ท่าน ก็ไม่สามารถนำท่านขึ้นสู่ฝั่งได้ และท่านก็กลับจมลงหายไปในแม่น้ำอีก ยังความเศร้าโศกเสียดายของประชาชนในตำบลนั้นเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาตำบลนั้นจึงถูกเรียกชื่อว่า "ตำบลสามแสน" แต่ต่อมาก็ถูกเรียกกลับกลายเป็น "ตำบลสามเสน" มาจนกระทั่งบัดนี้
...พระพุทธรูปได้ล่องลอยทวนน้ำมาทั้ง ๓ องค์โดยลำดับ ครั้งหนึ่งปรากฏว่าได้ล่องลอยไปจนถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา แสดงอภินิหารปรากฏให้ผู้คนเห็นอีก ประชาชนต่างก็ได้ช่วยกันอาราธนาและฉุดชะลอท่านขึ้นจากลำน้ำ แต่ก็ไม่สำเร็จอีก
...พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ได้ลอยทวนน้ำและจมหายไป ณ ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า "สามพระทวน" แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเรียกกันอีกเป็น "สัมปทวน" คือ แม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปัจจุบัน
...พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ท่านล่องลอยผ่าน ณ ที่ใดที่นั่นก็จะมีชื่อเรียกกันใหม่ทุกครั้งดังเช่น ท่านได้แสดงอภินิหารล่องลอยให้ผู้คนเห็นเป็นอัศจรรย์เรื่อยมาในแม่น้ำบางปะกง ผู้คนมากมายพยายามที่จะอาราธนาท่านขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จอีก ณ สถานที่นั้นจึงได้มีชื่อเรียกกันว่า "บางพระ" ซึ่งเรียกว่า "คลองบางพระ" ในปัจจุบัน
...ครั้นต่อมาภายหลังปรากฏว่าพระพุทธรูปองค์หนึ่งไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ "วัดบ้านแหลม" จังหวัดสมุทรสงคราม และต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกันพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งก็ไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ "วัดโสธร" จังหวัดฉะเชิงเทรา
...และอีกองค์หนึ่งได้ล่องลอยเรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ปาฏิหาริย์ลอยวกเข้ามาในลำคลองสำโรง ประชาชนพบเห็นต่างโจษจันกันไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหาร พร้อมกับพากันอาราธนาท่านขึ้นที่ปากคลองสำโรงนั้น แต่ท่านก็ไม่ยอมขึ้น และในที่นั้นได้มีผู้มีปัญญาดีคนหนึ่งได้ให้ความเห็นว่าคงเป็นเพราะบุญญาอภินิหารของท่าน แม้จะใช้จำนวนผู้คนสักเท่าไรอาราธนาฉุดท่านขึ้นบนฝั่งคงไม่สำเร็จเป็นแน่ควรจะเสี่ยงทายต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายฉุดท่านให้ลอยมาตามลำน้ำสำโรง และอธิษฐานว่า "หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใด ก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมาจงหยุด ณ ที่นั้นเถิด" เมื่อประชาชนทั้งหลายได้เห็นพ้องดีกันดังนั้นแล้วก็พร้อมใจกันทำแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือซึ่งสมัยนั้นเป็นเรือพายทั้งสิ้นช่วยกันจ้ำพายจูงแพลอยเรื่อยมาตามลำคลอง เรือที่ใช้ลากจูงแพมานั้นมีชื่อแปลกต่าง ๆ กัน เช่น ม้าน้ำ เป็ดน้ำ ตุ๊กแก และอื่น ๆ เป็นต้น และจัดให้มีการละเล่นต่าง ๆ มีละครเจ้ากรับรำถวายมาตลอดทาง และการละเล่นอื่น ๆ ครึกครื้นมาตลอดทั้งลำน้ำ ครั้นแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือวัดบางพลีใหญ่ใน แพที่ผูกชะลอองค์ท่านก็เกิดหยุดนิ่ง พยายามจ้ำและพายกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง แพนั้นก็หาได้ขยับเขยื้อนไม่ ประชาชนที่มากับเรือและชาวบางพลีถึงกับยินดีและเห็นเป็นอัศจรรย์ยิ่งนักต่างก้มลงกราบนมัสการด้วยความเคารพ และเปี่ยมด้วยสักการะจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าหลวงพ่อจะโปรดคุ้มครองชาวบางพลีให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ก็ขออาราธนาอัญเชิญองค์ท่านให้ขึ้นจากน้ำได้โดยง่ายเถิด"
...และก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก เพียงใช้คนไม่มากนักก็สามารถอาราธนาท่านขึ้นจากน้ำได้โดยง่าย ทำให้ประชาชนต่างแซ่ซ้องในอภินิหารของท่านเป็นอย่างยิ่ง และได้อาราธนาท่านขึ้นไปประดิษฐานในพระวิหารซึ่งต้องชะลอท่านขึ้นข้ามฝาผนังวิหารเพราะขณะนั้นหลังคาพระวิหารยังไม่มี และประตูวิหารก็เล็กมาก ต่อจากนั้นท่านจึงได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารนั้นเรื่อยมา ครั้นต่อมาได้รื้อวิหารนั้นอีกเพื่อสร้างเป็นพระอุโบสถที่ถาวร จึงต้องชะลออาราธนาองค์ท่านมาพักไว้ยังศาลาชั่วคราว จนกระทั่งได้สร้างพระอุโบสถสำเร็จแล้ว จึงได้อาราธนาท่านไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถเพื่อเป็นพระประธานของวัดบางพลีใหญ่ใน การที่ท่านได้พระนามว่า "หลวงพ่อโต" นั้นคงเป็นเพราะองค์ของท่านใหญ่โตสมกับที่ประชาชนเรียก คือใหญ่โตกว่าองค์ที่ลอยน้ำมาด้วยกันทั้ง ๒ องค์ จึงถือเป็นนิมิตอันดีให้ประชาชนพากันถวายนามว่า "หลวงพ่อโต" เป็นสิ่งที่เคารพสักการะของชาวบางพลี และเป็นมิ่งขวัญของวัดบางพลีใหญ่ในมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
...การที่ลำดับว่าองค์ไหนเป็นองค์พี่ องค์กลาง องค์น้องนั้น และลอยมาพร้อมกันตามตำนานที่สืบต่อกันมา เข้าใจว่าคงจะนับเอาองค์ที่อาราธนาขึ้นจากน้ำได้ก่อนเป็นองค์พี่ ขึ้นจากน้ำองค์ที่ ๒ เป็นองค์กลาง และขึ้นจากน้ำองค์ที่ ๓ เป็นองค์น้อง ตามลำดับคือ
...๑.หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ ๑ เป็นองค์พี่ (โปรดติดตามประวัติที่จะเสนอต่อไป)
...๒.หลวงพ่อโสธร วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ ๒ เป็นองค์กลาง (โปรดติดตามประวัติที่จะเสนอต่อไป)
...๓.หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ ๓ เป็นองค์น้อง เรียงกันมาตามลำดับ...


แนบไฟล ประเพณี รับบัว
ประเพณีรับบัว นี้เป็นประเพณีที่เก่าแก่สืบกันมาแต่โบราณของชาวอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ
ความเป็นมาของประเพณีมีความดังนี้
ในสมัยก่อนนั้น ในแถบอำเภอบางพลีมีประชาชนอาศัยอยู่แบ่งเป็น 3 พวก ด้วยกัน คือ คนไทย
คนรามัญ คนลาว ซึ่งแต่ละพวกก็มีผู้ควบคุมดูแล ซึ่งแต่ละพวกก็ทำมาหากินในอาชีพต่าง ๆ กันและ
ต่อมา กาลครั้งหนึ่ง ทั้งไทย รามัญ ลาว ทั้งสามพวกก็ได้ปรึกษาหารือกันว่าสมควรจะช่วย กันหักร้าง
ถางพงให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อทำไร่และทำสวนต่อไป ซึ่งแต่ก่อนนี้เต็มไปด้วยป่าพงอ้อ พงแขม และ
พันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นเต็มพรืดไปหมด มีสัตว์ร้ายนานาชนิดจำนวนมากอาศัยอยู่ทางฝั่งใต้ของลำคลอง
ก็เต็มไปด้วยป่าแสมน้ำก็เป็นน้ำเค็ม ทางฝั่งเหนือก็เต็มไปด้วยบึงใหญ่ ๆ ภายในบึงแต่ละบึงก็ลึกลุ่ม
มีบัวหลวงขึ้นมากมาย พวกคนไทย รามัญ ลาว ต่างก็พยายามช่วยกันหักล้าง ถางพงเรื่อยมาจนถึงทาง
สามแยก คือ ทางหนึ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทางหนึ่งไปทางทิศเหนือทางหนึ่งไปทางทิศตะวัน
ออกเฉียงเหนือ คือ คลองสลุด 1 คลองชวดลากข้าว 1 คลองลาดกระบัง1 พอมาถึงตรงนี้คนทั้ง 3 พวกต่าง
ก็ตกลงกันว่าควรจะแยกย้ายกันไปทำมาหากินกันคนละทางจะดีกว่า เพื่อจะได้รู้ถึงภูมิประเทศว่าด้าน
ไหนจะหากินได้คล่องกว่ากัน เมื่อตกลงกันดังนั้นแล้วจึงต่างก็แยกทางกันไป พวกคนลาวไปทางคลอง
สลุดพวกคนไทยไปคลองชวดลากข้าว พวกคนรามัญไปทางคลองลาดกระ-บัง ทำมาหากินกัน ต่อมาพวก
คนรามัญที่ แยกกันไปทำมาหากินทางคลองลาดกระบังทำอยู่ 2-3 ปี ก็ไม่ได้ผลเพราะนกและหนูชุกชุม
รบกวนพืชผลต่าง ๆ จนเสียหายเป็นอันมากเมื่อทำมาหากินไม่ได้ผล พวกรามัญต่างก็ปรึกษาหารือกัน
เพื่อเตรียมตัวอพยพกลับถิ่นเดิม คือทางฝั่งปากลัด และเริ่มอพยพในตอนเช้ามืดของเดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ก่อนไปก็พากันไปเก็บดอกบัวในบึงบริเวณนั้นไป
มากมาย บอกว่าจะเอาไปบูชาพระคาถาพัน ที่ปากลัด และได้สั่งเสียคนไทยที่รักใคร่สนิทชิดชอบกันว่าในปีต่อ ๆ ไปเมื่อถึงเดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ให้ช่วยกัน
เก็บดอกบัวหลวงรวบรวมไว้ให้ที่วัดหลวงพ่อโตนี้ด้วย แล้วพวกตนจะมารับเอาดอกบัวไป
เป็นด้วยอุปนิสัยของคนไทยนั้นมีจิตใจโอบอ้อมอารีพวกพ้องและผู้อื่นอยู่แล้วก็ตอบตกลงว่ายินดีที่จะจัดการเก็บดอกบัวไว้ให้พวกรามัญ
ก็ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต พร้อมทั้งขอน้ำมนต์ของหลวงพ่อไปเพื่อเป็นสิริมงคล แล้วลากลับถิ่นเดิมเพื่อนำดอกบัวไปบูชาพระคาถาพันที่ปากลัด
ต่อไป ครั้นในปีต่อมาพอถึงกำหนดเดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ คนไทยต่างก็ช่วยกันเก็บดอกบัวมารวบรวมไว้ที่วัดบางพลีใหญ่ใน ตามคำของร้องของพวก
รามัญ พวกรามัญก็พากันมารับดอกบัวไปเป็นประจำทุกปี การมาของพวกรามัญที่มารับดอกบัวไปนั้น ต่างพากันมาโดยทางเรือขนาดใหญ่หลายสิบลำ
แต่ละลำจุคนได้ 50-60 คน พวกรามัญจะมาถึงวัดบางพลีใหญ่ในเพื่อรับดอกบัวตอนตี 3-4 ทุกครั้ง และทุกครั้งที่มาถึงวัดต่างก็ตีฆ้องกลองร้องรำทำเพลง
และแสดงการละเล่นอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อย่างสนุกสนานครึกครื้นไปด้วย ด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพอันดียิ่ง และคนไทยได้ทำอาหารคาวหวานต่าง ๆ
เลี้ยงรับรองโดยใช้ศาลาวัดเป็นที่เลี้ยงอาหารกัน เมื่ออิ่มหนำสำราญกันดีแล้วพวกรามัญก็นำดอกบัวไปบูชาหลวงพ่อโตในวิหาร และนำน้ำมนต์ของ
หลวงพ่อโตกลับไปเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือนของตน ส่วนดอกบัวที่เหลืออยู่พวกรามัญต่างก็นำกลับไปบูชา พระคาถาพันของพวกเขาตามวัดของตน
ต่อไป ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของ “ประเพณีรับบัว” สืบต่อกันมาจนถึงบัดนี้ ส่วนการแห่หลวงพ่อโตนั้น แต่เดิมยังมิได้มีการแห่ดังเช่นในสมัยนี้ ใน
ราวปี พ.ศ. 2467 นางจั่นกับพวกพ้องได้พร้อมใจกันสร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นในวัดนี้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้จัดให้มีการฉลอง โดยแห่ผ้าห่มองค์พระปฐม
เจดีย์นี้ไปตามลำคลอง แล้วกลับมาห่มองค์พระปฐมเจดีย์ กลางคืนก็จัดให้มี มหรสพสมโภช แห่ไปได้ 2-3 ปี ก็หยุดไป
ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ต่อมาก็ได้มีการแห่รูปหลวงพ่อโตขึ้นแทนโดยความเห็นชอบของท่านสมภารกุ่ยและประชาชนในถิ่นนั้น
อันมีนายฉาย งามขำเป็นหัวหน้าฝ่ายประชาชน แห่ด้วยรูปภาพของหลวงพ่อโตมาหลายปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2485 ก็ได้มีการทำรูปหุ่นจำลองขององค์หลวงพ่อ
โตสานด้วยโครงไม้ปิดกระดาษทาสีทอง แล้วนำมาแห่แทนรูปภาพของหลวงพ่อโต ตกกลางคืนก็มีมหรสพฉลองกันอย่างครึกครื้นมากมายหลายอย่าง
จนต่อมาถึงสมัยของพระครูพิศาลสมณวัตต์ เป็นเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน มีพระครูวุฒิธรรมสุนทรปเป็นรองเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. 2497 ก็ได้จัดให้ทำ
การหล่อรูปจำลองหลวงพ่อโต หรืองานประเพณีรับบัว ก็สนุกสนานครึกครื้น วิวิฒนาการกันเรื่อยมา โดยมีการเล่นต่าง ๆ มากขึ้น เช่น แข่งเรือ ประกวด
เรือประเภทต่าง ๆ แข่งขันกีฬาต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดให้มีมหรสพสมโภชมากมายหลายอย่างเอิกเกริก ครึกครื้นสนุกสนาน ด้วยความร่วมมือของประชาชน
ชาวอำเภอบางพลี และมีประชาชนจากต่างจังหวัดทั้งใกล้และไกล มานมัสการหลวงพ่อโตและเที่ยวงานประเพณีรับบัวอย่างสนุกสนาน งานนี้มีด้วยกัน
4 วัน คือ เริ่มตั้งแต่เดือน 11 ขึ้น 11 ค่ำ ถึง 14 ค่ำ ของทุกปี และงานประเพณีรับบัวนี้ จะยั่งยืนตลอดไปชั่วกาลนาน.

โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [ส. 02 เม.ย. 2554 - 14:04 น.]



โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [ส. 02 เม.ย. 2554 - 14:05 น.] #1610833 (1/3)


(N)
hhy

โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [ส. 02 เม.ย. 2554 - 14:10 น.] #1610837 (2/3)
อภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโต

เสียงสวดมนต์ในคืน ๑๕ ค่ำ
อันอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อโตนั้น มีมากมายสุดจะนับได้ หลังจากที่ท่านได้ถูกอาราธนาประดิษฐานขึ้นจากน้ำที่วัดบางพลีใหญ่ในแล้ว ท่านก็ยังได้แสดงอภินิหารให้ประชาชนเห็นกันอยู่บ่อยๆ ดังเช่นครั้งท่านประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญของชาวบางพลี ท่านก็ยังได้แสดงอภินิหารให้ประชาชนเห็นกันอยู่บ่อยๆ ดังเช่นครั้งที่ท่านประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเก่า บางวันที่เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางคืนจะได้ยินเสียงพึมพำอยู่ในวิหารคล้ายเสียงสวดมนต์ ครั้นเมื่อเข้าไปดูจึงไม่เห็นใครอยู่ในนั้นเลยนอกจากองค์หลวงพ่อโตนั่งพระพักตร์ยิ้มแฉ่ง จนผู้คนที่พบเห็นเข้าไปดูเกิดขนลุกซู่ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส

พระภิกษุชรานิรนาม
บางคราวพระภิกษุและสามเณรในวัดจะเห็นพระภิกษุชราห่มจีวรสีคร่ำคร่า ถือไม้เท้าเดินออกมาจากวิหารและยืนสงบนิ่งอยู่หน้าวิหาร ผู้ที่พบเห็นต่างเรียกกันมาดู เมื่อทุกคนเห็นพร้อมกันแล้ว ภิกษุชรารูปนั้นก็เดินหายเข้าไปในวิหารตรงองค์หลวงพ่อโต เป็น ดังนี้แล้วหลายครั้งหลายครา

ชายชราสง่างาม
บางครั้งจะมีผู้คนเห็นเป็นชาวชรารูปร่างสง่างามมีรัศมีเปล่งปลั่งนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วก็หายไปตรงพระพักตร์ของท่าน ซึ่งยังความปลาบปลื้มปีติแก่ผู้ที่ได้พบเห็น

เล่ากันว่า เมื่อคราวสร้างพระอุโบสถเสร็จใหม่ ๆ ได้วัดช่องประตูพระอุโบสถกับองค์หลวงพ่อโต ปรากฏว่า ช่องประตูใหญ่กว่าองค์พระประมาณ ๕ นิ้ว ซึ่งสามารถนำองค์หลวงพ่อโตผ่านเข้าไปได้ แต่พอถึงคราวอาราธนาจริง ๆ กลับปรากฏว่าองค์หลวงพ่อใหญ่กว่าประตูมาก คณะกรรมการจำนวนหนึ่งเห็นว่าควรทุบช่องประตูทิ้ง แต่อีกจำนวนหนึ่งเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโต จึงได้พร้อมใจกันอธิษฐานขอให้หลวงพ่อโตสามารถผ่านเข้าประตูได้เพื่อเป็นมิ่งขวัญคุ้มครองชาวบางพลีสืบไป เมื่ออธิษฐานเสร็จก็อาราธนาหลวงพ่อโตผ่านประตูได้โดยสะดวก

น้ำมนต์หลวงพ่อเลื่องลือในด้านการรักษาผู้เจ็บป่วยให้ทุเลาลงจนหายเป็นปกติได้ เหรียญหลวงพ่อโตที่ชาวบ้านนำมาคล้องคอบุตรหลานก็เป็นที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เล่ากันว่าเมื่อเด็ก ๆ พลัดตกน้ำกลับลอยได้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

อภินิหารที่มีชื่อเสียงมากของท่านคือองค์หลวงพ่อโตได้แสดงปาฏิหาริย์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ปรากฏเหตุว่า องค์พระซึ่งเป็นทองสำริดกลับนิ่มดั่งเช่นเนื้อคน หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพากันลงข่าวที่น่าอัศจรรย์ใจนี้และมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพากันมาชมบารมี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกมหัศจรรย์ ซึ่งทั้ง 2 ครั้งคุณแม่ของผมก็ได้ไปจับและสัมผัสมาด้วยตนเอง และได้ประสบเหตุการณ์แปลกๆ ด้วยตนเองมาเรื่องนึงครับ

กล่าวคือ องค์หลวงพ่อนั้นจะประดิษฐานอยู่ในที่สูงมาก จะเข้าปิดทองหรือห่มจีวรต้องขึ้นบันไดไป ณ เวลานั้นมีผู้ชายคนหนึ่งไม่เชื่อในอภินิหารของท่านเลยทำการ "หยิก" เนื้อของหลวงพ่อที่นุ่มนิ่มเสมือนคนจริงๆ ทันใดนั้นชายคนนั้น ก็เหมือนถูกใครบางคน "ผลัก" ตกลงมาจากแท่นบันไดชั้นบนสุด ได้รับบาดเจ็บขาหัก เดินไม่ได้ต้องให้คนแถวนั้นอุ้มออกไปนอกโบสถ์เลยครับ

โดยคุณ พิษณุ (3.3K)(1)   [จ. 04 เม.ย. 2554 - 21:49 น.] #1613452 (3/3)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1