 (N)
~ อยู่คนเดียวระวังจิต อยู่กับมิตรระวังวาจา ~
. . . เป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ที่กล่าวสืบต่อกันมาและเป็นคำสอนที่ไม่เคยตกยุค
ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ขอให้เราเพียงคิดพิจารณาและนำมาปรับใช้ เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้น
ต้องพบปะและสนทนากับผู้คนมากมาย หลากหลายเรื่องราว และคำพูดของเรานั้นอาจจะเป็นคุณและเป็นโทษได้
จึงจำเป็นที่จะต้องคิดก่อนที่จะกล่าววาจาออกมา . .
. . . เพื่อให้ถูกกาละเทศะ ให้เหมาะสมกับจังหวะ เวลา โอกาศ สถานที่และบุคคล
เพราะถ้าเราไม่สำรวม วาจา ไม่รู้กาละเทศะ คำพูดของเรานั้นอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหา
. . . การที่เราจะคิดพิจารณาก่อนที่จะกล่าววาจาได้นั้น มันต้องผ่านการฝึกสติมาก่อน ให้สติมีกำลัง
พอที่จะยับยั้งความเคยชินที่เคยกระทำมา ดั่งคำโบราณที่กล่าว
เป็นคำกลอนสอนสืบต่อกันมาว่า ~ อันอ้อยตาล หวานลิ้น ยังสิ้นซาก...แต่ลมปาก หวานหู ไม่รู้หาย ~
การกล่าวปิยะวาจาจึงเป็นสิ่งที่ สมควรกระทำให้สม่ำเสมอ เมื่อเราอยู่กับผู้คนในสังคมที่หลากหลาย
. . . แต่เมื่อเราอยู่คนเดียว ไม่มีผู้คนรอบข้าง สิ่งที่เราต้องพึงระวังก็คือ ~ จิตและความคิดของเรา ~
ที่มันปรุงแต่งไปสารพัดสารพัน สร้างจินตนาการ จนกลายเป็นอุปทานเข้าไปยึดถือในความคิดนั้น
เราต้องรู้จักที่จะควบคุมความคิดของเรา โดยการฝึกให้มีสติ และสัมปชัญญะ เพื่อควบคุมจิตของเรา
สติ และสัมปชัญญะ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุม กาย วาจา ใจ ของเรา
ทุกอย่างจึงรวมลงที่สติ และสตินั้นต้องเป็นสัมมาสติ มีองค์แห่งคุณธรรมคือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปควบคุมอยู่
- เพื่อที่จะไห้คิดดี พูดดีและทำดี ~ บทสรุปมิได้อยู่ที่ความคิดหรือคำพูด แต่พิสูจน์ด้วยการกระทำ ~
* * เพราะเพียงแต่คิด และพูดนั้น มันยังไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรม เราจึงต้องนำความคิดคำพูดนั้นมาปฏิบัติ * *
- คำสอนในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ จึงจะเห็นผลเพราะมันเป็น ~ ปัตจัตตัง ~
- ก่อนที่เราจะหวังในคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่นั้น จงถามตัวท่านเองเสียก่อนว่า ~ สติสัมปชัญะของเรานั้น มีกำลังเพียงพอแล้วหรือยัง ~
- มีสติเต็มรอบแล้วหรือยัง ~ ไม่มีใครรู้ซึ้งเท่าหนึ่งจิต ขอเพียงเราคิดแลพิจารณา ~
ด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิตแด่มวลมิตรทุกผู้คน
โดย . . . รวี สัจจะ-สมณะชายขอบ
(ศาลาน้อยริมน้ำโขง ชายขอบประเทศไทย) |