 (N)
พระกรรมฐาน กลางกรุง ........
พระอาจารย์มหาถาวร จิตฺตถาวโร ท่านได้พำนักจำพรรษอยู่ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ณ แหล่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งอดีตเคยเป็นสถานที่พระปรมาจารย์ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยอยู่พำนักจำพรรษาเป็นประจำ ก่อนที่จะเสนอปฏิปทาของท่าน ผู้เขียนขออ้างความเป็นมาแก่ท่านผู้อ่านเสียก่อน ดังนี้...
พระอาจารย์มหาถาวร จิตฺตถาวรมีนามเดิมว่า ถาวร วงศ์มาลัย กำเนิดเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง ณ หมู่บ้านโนนศิลาเลิง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดาผู้ให้กำเนิดคือ นาย โส นาชัยเพชร
มารดาผู้ให้กำเนิดคือนาง ศรีทา นาชัยเพชร
เมื่อท่านพระอาจารย์เกิดโยมมารดาท่านก็เสีย เนื่องจากการคลอดในวันนั้น ความเชื่อถือของคนสมัยก่อนแปลความหมายไปในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแต่ความเป็นจริงแล้ว นับว่าเป็นการสร้างบารมีซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะเมื่อโยมมารดาเสียชีวิตในขณะนั้น ก็เท่ากับการยุติ การทำบาปทั้งหลาย ทั้งปวง และถ้ายังมีชีวิตอยู่ ท่านอาจารย์คงมิได้ออกบวชบำเพ็ญเพียรปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นได้อย่างนี้... ญาติผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มหาถาวร...ได้เล่าว่า... พอนางศรีทาเสียชีวิต ญาติพี่น้องรู้ข่าวก็มาเยี่ยมกันเต็มบ้าน ฝ่ายนายโส(บิดาของท่าน)เมื่อภรรยาคลอดบุตรและถึงแก่กรรม ทิ้งทารกน้อยไว้ให้เช่นนี้ตนเองก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงได้อย่างไรจึงออกปากไปว่า... ใครจะเอาไปเลี้ยงก็เอาไปเถิด
ด้วยสร้างบุญกัน
นายติ่งและนางพั้ว ในขณะนั้นมีลูกอยู่แล้ว๘คน ลูกคนเล็กก็โตมากแล้ว แต่ด้วยน้ำใจที่เคลือบแฝงไว้ด้วยคุณธรรมหรือจะเป็นบุญบารมีที่สองสามีภรรยากับทารกน้อยๆนี้ เคยสร้างสมอบรมกันมาแต่เก่าก่อน จึงเป็นเหตุให้สามชีวิตเข้าอุปถัมภ์อยู่ร่วมกันด้วยความรักและเมตตาอย่างที่สุดก็เป็นได้ เมื่อทารกร้องจะกินนมนางพั้ว ก็เอานมของนางให้ดูด แต่น้ำนมที่ไหลออกมา เป็นเพียงน้ำใสๆ เท่านั้น พอดีนางตีบ ภูกองสังข์ ลูกสาวคนโตของนายติ่งและนางพั้วกำลังเป็นแม่ลูกอ่อน ทารกกำพร้าน้อยๆ นั้นก็ได้อาศัยน้ำกลั่นอันเป็นน้ำนมใจของนางตีบ ได้ดื่มกินเลี้ยงเติบโตแข็งแรงมาจนเป็นเด็กชาย ถาวร วงศ์มาลัย อันเป็นที่รักของนายติ่งและนางพั้วตลอดจนพี่ๆทั้งหลายเป็นยิ่งนัก...
จะเห็นได้ว่า เด็กชายถาวร วงศ์มาลัย เขาได้เกิดมาในชาตินี้แล้ว มีบิดา - มารดา ที่นับญาติเป็นบารมีอย่างแท้จริง กล่าวคือ มีบิดาถึง ๓ ท่าน มีมารดาถึง ๓ ท่าน และพร้อมที่จะให้ความอบอุ่นในอ้อมอก อย่างเท่าเทียมกัน ถึงแม้จะกำพร้าจากบิดามารดาคนแรก
ณ. วัดโพธิสมภรณ์นี้ ได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติภาวนาควบคู่กันไป จนมีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น แต่การศึกษาของสามเณรมิได้อยู่เฉพาะที่ ท่านจำพรรษาในถิ่นต่างๆดังนี้...
วัดโพธิสมภรณ์ ท่านได้อยู่จำพรรษานานถึง ๖ พรรษา วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้อยู่จำพรรษาได้ ๑ พรรษา แล้วกลับไปอยู่จำพรรษาวัดโพธิสมภรณ์อีกครั้ง จากนั้นท่านได้ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่จำพรรษา ณ วัดปทุมวนาราม(หน้ากรมตำรวจปัจจุบัน) สามเณรถาวร วงศ์มาลัยท่านถือหลักปฏิปทาของพระบูรพาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อย่างขึ้นใจว่า คนที่อ่อนแอ เห็นทีจะเอาดีไม่ได้ และไม่เคยมีใครบรรลุธรรมด้วยการอยู่ไป กินไป นอนไป ตามใจชอบ โดยไม่มีการศึกษา ฝึกทรมานใจเลย คำสอนของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านกล่าวไว้ว่า เรื่องของจิตใจ ต้องฝึกฝนต้องทรมานอย่างนี้ มันหิว มันขี้เกียจ มันหิวนอน ก็ต้องเอาให้หนัก จิตคนเราโดยมากมันชอบผาดโผนประจำนิสัย ต้องเอาจริงเอาจังไม่เหลาะแหละ ว่าสู้ก็ต้องสู้จริงๆว่าตายก็เอาให้ตายจริงๆ เราเป็นไม่ถอย นี่เลือดนักสู้เลือดนักปฏิบัติธรรม
ในระยะนี้สามเณรถาวร มีความพึงพอใจกับชีวิตของนักบวชยิ่งนัก เพราะการบวชเข้ามาในร่มโพธิของบวรพระพุทธศาสนาเท่ากับเดินทางที่ถูกต้องแห่งชีวิตเป็นการดำเนินไปสู่พื้นฐานแห่งการดับทุกข์ได้จริง ผลแห่งการศึกษาและการปฏิบัติที่ผ่านๆ มาท่านได้รับผลเป็นที่น่าพึงพอใจ ทั้งเลิศทั้งประเสริฐทั้งอัศจรรย์อันเหนือ
โลกเป็นเครื่องสนองตอบแทนสิ่งที่เสียไป คือ... ความเพียรอันแรงกล้านั้นๆ ปกติแล้ว ไม่ว่านักบวชและนักประพฤติปฏิบัติธรรม ย่อมมีความปรารถนาสิ่งสูงสุดด้วยกันทั้งสิ้น กล่าวคือ ความดี
ความดีนั้น...มีแต่ผู้ปรารถนากันทั่วหน้า ความดีและศาสนา จึงมิได้เป็นของล้าสมัยดังที่คนบางคนเข้าใจกัน
บุญกุศลทั้งหลายอันมีศาสนาเป็นแหล่งผลิตคนดี ถ้ามิใช่คนดีจะนำศาสนาออกสอนโลกไม่ได้แน่นอน
หลักศาสนาอย่างน้อยก็คือหัวใจของคนดีนั่นเอง และนี่เป็นคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ผู้รู้ทั้งหลายในที่สุด
ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๑๖สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้เข้าบวชเป็นภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ โดยมี ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า จิตฺตถาวโร เมื่อพระอาจารย์มหาถาวร จิตตฺถาวโร ได้อุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษา ณ วัดปทุมวนารามตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบันนี้
ท่านได้เริ่มศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความวิริยะพากเพียรทั้งมีความอดทนเป็นพิเศษ จนได้รับความสำเร็จดังนี้
พ.ศ.๒๕๑๐ สอบได้นักธรรมตรี
พ.ศ.๒๕๑๑ สอบได้นักธรรมโท
พ.ศ.๒๕๑๒ สอบได้นักธรรมเอก
พ.ศ.๒๕๑๓ สอบได้เปรียญธรรมประโยค ๑ และ ๒
แล้วเว้นไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๙ ท่านก็ได้สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ภายหลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้สอบอีกเลย
ปริญญาตรี
พ.ศ.๒๕๑๗ สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ และในปีต่อๆ มา ก็สอบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓-๔-๕ ตามลำดับจนกระทั่ง
พ.ศ.๒๕๒๔ ท่านพระอาจารย์มหาถาวร จิตฺตถาวโร ท่านสามารถสอบได้ปริญญาตรีอักษรศาสตร์สาขาวิชาเอกสันสกฤตและฮินดี ณ. มหาวิทยาลัยสันสกฤต เมืองพาราณสีประเทศอินเดีย
หลังเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วก็ช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา อยู่ต่อมาอีก ๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นั้น อายุได้ ๑๔ ปีก็ได้ บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านปอแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีท่านเจ้าคุณพระราชธรรมา นุวัตร (หลวงปู่อ่อน
จกฺกธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) วัดประชานิยม อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
พรรษาแรก สามเณรถาวร ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงน้า ซึ่งเป็นพระน้องชายของโยมแม่ศรีทา นาชัยเพชรคือพระครูวิจิตร
บุญญาภรณ์ (เคน จิตฺต ปญฺโญ) ที่วัดสำโรงยุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ พรรษาที่ ๒ สามเณรถาวร
วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมสำหรับ
ภิกษุสามเณรอย่างสำคัญและเป็นที่อยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัด(ธรรมยุต) ขณะนั้นด้วยคือ ท่านเจ้าคุณพระเทพเมธาจารย์
(ปัจจุบัน หลวงปู่ดำรงสมณศักด์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระอุดมญาณโมลี) ที่วัดโพธิสมภรณ์นี้ สามเณรถาวร วงศ์
- มาลัย ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และปฏิบัติสมาธิภาวนาควบคู่กันไป ขณะเดียวกันก็อยู่เป็นศิษย์ปรนนิบัติหลวงปู่
พระเทพเมธาจารย์อย่างใกล้ชิด เป็นเวลาถึง ๖ ปี
จากวัดโพธิสมภรณ์ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร และในปี พ.ศ. ๒๕๑๖
ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับฉายาว่า จิตฺตถาวโร โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) ขณะ
ดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระพรหมมุนี วัดราชผาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพมงคลปัญญาจารย์ วัดปทุมวนาราม เป็นพระ
กรรมวาจาจารย์ พระญาณรักขิต (สายหยุด ปญญาสาโร) วัดปทุมวนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ขณะเป็นสามเณรนั่นทีเดียว สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้มีความสนใจและมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว และพระ
อาจารย์องค์แรกที่สอนการปฏิบัติให้ก็คือ พระอาจารย์ บุญเคน จิตฺตปุญโญ หรือหลวงน้าเคนนั่นเอง การสอนในครั้งแรกนั้น
หลวงน้าสอนให้บริกรรมว่า พุท-โธ และสอนให้กำหนดสติในทุกอิริยาบท คืออิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น ให้มีสติกำ
กับอยู่ตลอดเวลา
หลวงน้ารู้ว่า สามเณรหลานชายเป็นคนกลัวผีจึงให้สามเณรหลานชายไปอยู่ที่ป่าช้าเพียงลำพังคนเดียว ขณะที่มีการเผาศพ
อยู่ด้วยพอดี เพราะความที่สามเณรหลานชายนั้น มีทั้งความเคารพและความเกรงกลัวหลวงน้าเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่ากลัวมากที่
สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ จึงไม่อาจจะขัดขืนคำสั่งของหลวงน้าได้ กอปรกับความมี เลือดนักสู้ ในสายเลือด และในจิตวิญญาณ
อยู่ด้วยสามเณรถาวรจึงต้องอยู่ป่าช้าคนเดียว และต้องทำหน้าที่เผาศพไปด้วย
ขณะเผาศพอยู่นั้น ได้ถือไม้ไว้อันหนึ่งคอยเขี่ยชิ้นส่วนศพที่หลุดออกจากกองไฟ ให้กลับเข้าไปในกองไฟอีกทีมีช่วงหนึ่งไส้
ของศพได้ตกลงมากองอยู่ข้าง ๆ กองไฟ สามเณรก็รอดูว่า เมื่อไรหนอ ผีจึงจะออกมาช่วยเผาบ้าง คิดเช่นนี้ไปพลาง มือที่ถือไม้
อยู่ก็เขี่ยไส้ของศพไปพลางเก็บโกยไส้ที่เรี่ยราดอยู่นั้นเข้ากองไฟ เผาไปจนกระทั่งศพได้ถูกเผามอดไหม้ไปจนหมดในคืนนั้น
สามเณรก็ไม่ได้เห็นผีที่ไหนย่างกรายเข้ามาช่วยเผาเลยสักตนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรถาวรก็ไม่เคยหวาดกลัว
ผีสาง หรือคลางแคลงใจในเรื่องผีอีกต่อไป ในที่สุดก็รู้แก่ใจว่า ตัวเองหลอกตัวเอง คือ กลัวความคิดของตัวเองแท้ ๆจากปฐม
เหตุดังว่านี้ ป่าช้าจึงเป็น แดนสัปปายะ ในการเจริญจิตภาวนาของสามเณรถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบกาลปัจจุบัน
ปฏิปทา จริยาวัตร และอุบายธรรม สำหรับอบรมบ่มนิสัยของตนเอง ที่สามเณรถาวร พระมหาถาวร ตลอดจนถึงพระราช
พิพัฒนาทร ได้รับเอามาเป็นเนติแบบแผนและถือปฏิบัติตามนั้น ล้วนแต่ได้รับจากสำนักของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติ
ทั้งนั้น เช่น ได้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับการไปปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดังกล่าวเหล่านี้ แต่ละครั้ง ไม่ได้ใช้เวลาอยู่พัก
ปฏิบัติธรรมนานนัก แต่จะไปบ่อย ๆ เดือนละหลาย ๆ ครั้ง เพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน วัดอยู่ใกล้ ๆ
การไปปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดังกล่าวเหล่านี้ แต่ละครั้งไม่ได้ใช้เวลาอยู่พักปฏิบัติธรรมนานนัก แต่จะไป
บ่อย ๆ เดือนละหลาย ๆ ครั้ง เพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน วัดอยู่ใกล้ ๆ กัน ไปมาได้สะดวก
ขณะไปอยู่จำพรรษาที่วัดปทุมวนารามนั้น สามเณรถาวรก็ยังได้อยู่ปฏิบัติรับใช้ใกล้ชิดกับท่านเจ้าคุณพระราชมุนี ( โฮม
โสภโณ) ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนการปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเป็นอาจารย์องค์สุดท้าย สถานที่ที่หลวงปู่โฮมพาไปอยู่ฝึกปฏิบัติ
บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นประจำ ก็คือ ป่าช้าวัดดอน เพราะในยามค่ำคืนช่วง ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา ป่าช้าวัดดอนเป็นสถานที่สงบ
วิเวกดี ไม่มีเสียงรถรารบกวน และผู้คนก็มีไม่มากนัก หลวงปู่ยังได้พาไปที่ป่าช้าชลบุรี และ ป่าช้าจังหวัดสระบุรีเป็นต้น อย่าง
สม่ำเสมอ
นอกจากนั้นหลวงปู่โฮมยังได้พาศิษย์รักองค์นี้ ออกเดินธุดงค์ไปในภาคอีสานหลายจังหวัด โดยออกเดินทางด้วยเท้าเปล่า
จากวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร รอนแรมผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อย ๆ ค่ำที่ไหนก็ปักกลดที่นั่น หรือถ้ามีวัดอยู่ใกล้กับ
สถานที่ที่เดินทางไปถึง ก็เข้าพักอาศัยตามวัด นับตั้งแต่พรรษาที่ ๕ เรื่อยไป พระมหาถาวร ได้ทุ่มเทเวลา และชีวิตจิตใจให้
กับการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างหนัก ชนิดที่ว่า วันหนึ่งจะต้องบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ได้ ๒๐ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย มีสติตาม
กำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดกับจิตทุกขณะที่ตื่น จิตไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่าย และสงบเย็นเป็นสุขอยู่ในสมาธิตลอด
ในพรรษาที่ ๘ นี้ ท่านได้ตั้งจิตเป็นสัจกิริยา เพื่อบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤษฏ์ยิ่ง จุดประสงค์เพื่อปราบกิเลสให้ได้ ท่านจึงได้
เดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่ ถ้ำสระแก้ว เขาฉกรรจ์ จังหวัดปราจีนบุรี ( จ.สระแก้ว ในปัจจุบัน) และสัจกิริยาที่ได้ตั้งไว้นั้น คือ
อธิษฐานใจในการ ๑. งดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน ๒. งดการพูดเป็นเวลา ๗ วัน ท่าน ได้ถือปฏิบัติสัจกิริยาข้อที่ ๑ ล่วงหน้ามาแล้ว ๒
วัน ก่อนการเดินทาง ส่วนสัจกิริยาข้อที่ ๒ คือการงดพูดนั้น ท่านได้เริ่มอธิษฐานจิตขณะเดินทางไปถึงบริเวณถ้ำสระแก้ว ตั้งแต่
เวลา ๒๑.๓๐ น. ของวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓ สัจกิริยาทั้ง ๒ ข้อนี้ ท่านได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งถึงเวลา ๑๐.๐๐ น.
ของวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓ จึงปรากฏว่าขณะไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำสระแก้วนั้น ท่านได้สมาทานงดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน และ
สมาทานงดพูดเป็นเวลา ๗ วัน
ถ้ำสระแก้วนั้นอยู่ที่เขาฉกรรจ์ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว หน้าถ้ำจะเป็นหน้าผาสูงชัน การที่จะขึ้นไปถึงถ้ำได้จะต้อง
ปีนป่ายก้อนหิน เกาะต้นไม้ขึ้นไป บางแห่งจะมีเถาวัลย์ให้โหน ลักษณะโหนพลิกตัวขึ้นไป จึงจะขึ้นถึงปากถ้ำได้ถ้าจะให้สะดวกกว่า
การป่ายปีนก้อนหิน ก็ต้องใช้บันไดเชือก หรือที่เรียกว่าบันไดลิง โดยการนำปลายเชือกคล้องเข้ากับชะง่อนหินข้างบนให้แน่นเสีย
ก่อน แล้วจึงไต่บันไดลิงนั้นขึ้นไป ความสูงประมาณ ๓๐ ขั้น
ลักษณะถ้ำตอนหน้า มีลานหินกว้างพอประมาณ ถัดเข้าไป มีเวิ้งถ้ำคูหาเล็ก ๆ มีลมพัดเย็นสบาย ต่อจากนั้นเป็นที่สงบเงียบ
เป็นสัปปายะ เหมาะสำหรับผู้ต้องการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างแท้จริงสระน้ำที่เรียกว่า สระแก้ว นั้น อยู่ชั้นล่าง มีทางเล็ก ๆ พอ
เดินลอดลงไปได้ทีละคน เมื่อถึงตรงนี้ ถ้ามองลงไปจะเห็นลักษณะเหมือนปากปล่อง อยู่ลึกลงไปมาก การลงไปให้ถึงพื้นถ้ำนั้นมีอยู่
ทางเดียวคือ ต้องใช้บันไดลิงไต่ลงไปความสูงประมาณตึก ๔ ชั้น บริเวณภายในถ้ำกว้างขวาง จะมองเห็นเป็นหลืบเป็นช่องชั้นมาก
มาย ถ้าจะไปให้ถึงสระแก้วจริงๆ ต้องปีนขึ้นไปยังชั้นหินอีกชั้นหนึ่ง ตรงนั้นจะมีสระน้ำ ใสสะอาดขังอยู่เต็มตลอดทั้งปี ตรงนี้เรียก
ถ้ำสระแก้ว
ตลอดเวลา ๗ วัน ที่พระมหาถาวรได้เร่งทำความเพียรอยู่ที่ถ้ำสระแก้วนั้นท่านต้องไต่ขึ้นไต่ลงในถ้ำ เพื่อล้างหน้าสรงน้ำ
การขึ้น ๆ ลง ๆ ในที่เป็นทางสูงชันและต้องโหนตัวขึ้นลงเช่นนี้ มิใช่เป็นเรื่องที่สะดวกสบายเลย กระนั้น ท่านก็ได้ใช้ขันติความ
อดทน อดกลั้น พากเพียรพยายาม เพื่อถอดถอนและบั่นทอนกิเลสให้บรรเทาเบาบาง จนถึงความหมดสิ้นไปในที่สุดไม่หมดสิ้นใน
ภพนี้ก็ต้องให้หมดให้สิ้นในภพต่อไป ผลที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรในครั้งนั้น ปรากฏดังที่ท่านได้บันทึกไว้ดังนี้ ได้ในสิ่งที่ไม่
เคยได้ เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เกิดปีติเอิบอิ่ม จิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน เย็นสบาย จิตมีพลังอำนาจ
บารมีธรรมที่ปรากฏเด่นประจำลักษณะนิสัยจิตใจของท่าน ที่คณะศิษย์ต่างตระหนักและซาบซึ้งเป็นอย่างดี ก็คือ อธิษฐาน
บารมี สัจจะบารมี ขันติบารมี และเมตตาบารมี ตัวอย่างเช่น กรณีที่ท่านอธิษฐานจิตและตั้งสัจจะที่จะงดการนอนในพรรษานั้น
ท่านก็ฝึกฝนความอดทน และรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตไว้ตลอดพรรษา คือ จะไม่ยอมเอนหลังลงแตะพื้นเลย หรือแม้เมื่อท่านได้
อธิษฐานจิตที่จะงดฉันอาหาร ๓ วัน หรือ ๗ วัน อธิษฐานจิตที่จะงดพูดตามกำหนดวันที่ตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตที่จะนั่งทั้งคืน เดินทั้ง
คืนเป็นต้น ท่านก็จะรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตเอาไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคง โดยไม่ทำลายสัจจะเลยแม้แต่ครั้งเดียว กรณีตัว
อย่างดังกล่าวเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านได้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี สัจจะบารมี และขันติบารมีอย่างอุกฤษฏ์ยิ่ง
พระราชพิพัฒนาทร หรือ หลวงพ่อถาวร ของมวลศิษย์นั้น เป็นพระฝ่ายปฏิบัติที่สำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งมีจิตเปี่ยมด้วยเมตตา
ต่อทุกคนที่สนใจใฝ่ธรรม ท่านจะเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม และนำประพฤติปฏิบัติด้วยความปิติยินดี ผู้เข้าไปฟังธรรมทุกท่านจะรู้
สึกซาบซึ้งถึงปฏิปทาอันงดงาม อากัปกิริยานุ่มนวล เรียบร้อย วาจาที่พูดไพเราะ เปี่ยมด้วยเมตตาตลอดเวลา
พระราชพิพัฒนาทรมีกระแสจิตที่มั่นคงเด็ดเดี่ยว แต่เอิบอิ่มเบิกบานด้วยเมตตาธรรม ใครก็ตามที่ได้เข้าไปอยู่เฉพาะ
หน้า และได้รับคำทักทายปราศรัย จิตใจจะพลอยเอิบอิ่มเบิกบานไปด้วย ท่านมีปณิธานมุ่งมั่นในอันที่จะเผยแผ่ธรรมสู่มวลพุทธ
ศาสนิกชน เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในอรรถในธรรม นำไปพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติให้เกิดปัญญาเห็นจริงในสภาวะธรรม
ตามความเป็นจริง จนจิตค่อยๆ ปล่อยวาง ลด ละ เลิก ได้โดยลำดับ และผลที่จะเกิดติดตามมาก็คือ ความสงบสุขแห่งจิต นั่นคือ
ความประสงค์และปณิธานอันมุ่งมั่นในการเผยแผ่ธรรม และในการนำญาติโยมที่ศรัทธาเลื่อมใส และลูกศิษย์ลูกหาทุกคนประพฤ
ติปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังตลอดมาของพระราชพิพัฒนาทร หรือ หลวงพ่อถาวร อันเป็นภาระหน้าที่หลักและสำคัญของท่าน
ซึ่งภาระกิจอันนี้ ท่านได้เริ่มต้นกระทำและบำเพ็ญเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร
ส่วนภาระกิจอื่นนอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการอุปถัมภ์อำนวยการ โครงการเมืองสหกรณ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เป็นต้น ล้วนถือเป็นภาระกิจรองทั้งสิ้นเพราะภาระกิจเหล่านี้เกิดจากความเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่พระราชพิพัฒนาทรมีต่อปวงชนชาว
ไทยผู้ยากไร้ และเกิดจากความตั้งใจที่จะฉลองพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงมี
พระราชประสงค์อยากให้พวกเขาได้มีพัฒนาการด้านอาชีพ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภาระกิจเหล่านี้ถือเป็นผลิตผลที่เกิด
จากเมตตาธรรมของพระราชพิพัฒนาทรโดยแท้
ส่วนภาระกิจหลักและสำคัญยิ่งของพระราชพิพัฒนาทร ก็คือ การเผยแผ่ธรรม และการนำประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างต่อ
เนื่องเสมอมา โดยไม่มีว่างเว้น เมื่อท่านได้มอบกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้วพระราชพิพัฒนาทร
จึงได้ประกาศที่จะทำหน้าที่และปฏิบัติภาระกิจเหล่านี้ต่อไป ตราบลมหายใจเฮือกสุดท้าย |