ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ทำดีตลอดชีวิต ตายแล้วไปนรก..!



(N)
ถาม : การนึกถึงผลกรรมไม่ดีที่เราทำมา ทำให้เรามีโอกาสที่จะตกนรก เคยได้ยินมาว่าแม้แต่คนๆ นั้นในชีวิตทำดีมา ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ก็ยังลงนรก ?

ตอบ : ๙๙.๙๙ % ก็ลงได้จ้ะ

ถาม : ลงไปแค่สำนักพญายม หรือลงไปเลย ?

ตอบ : ลงนรกไปเลยก็มี ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนทำมาว่าหนักเบาแค่ไหน..น่ากลัวไหม ?

ใน มหากัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า " บุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติภาวนา สามารถทรงฌาน ๔ ได้ สร้างทิพยจักขุญาณอันบริสุทธิ์ให้เกิด สามารถรู้เห็นนรกสวรรค์ได้ มากล่าวว่า "บุคคลที่ทำดีแล้วไปสวรรค์ บุคคลที่ทำชั่วแล้วไปนรกโดยส่วนเดียว" ตถาคตกล่าวว่าไม่ใช่ เหตุที่ไม่ใช่เพราะสำคัญที่อารมณ์สุดท้ายก่อนตาย"

ทำดีมาตลอดชีวิต อย่าง พระนางมัลลิกาเทวี ก่อนตายจิตใจไปว้าวุ่นกับกรรมเก่าที่ทำเอาไว้ ก็เลยต้องแช่อยู่ในนรกเสีย ๗ วัน ถึงจะเป็นเท้าข้างเดียวก็เถอะ อย่างเราเอาเท้าข้างเดียวไปให้ไฟเผา เราไม่ร้อนหรือ ?


สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕


ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard...ead.php?t=2712

โดยคุณ sitmatrix (1.1K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 15:25 น.]



โดยคุณ sitmatrix (1.1K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 15:28 น.] #1689839 (1/13)


(N)
สภาพสำนักพระยายม ...... คนจะตาย จะเห็นนิมิตก่อน

เป็นอันว่า เวลานี้ท่านนั่งอยู่ใน "สำนักของพระยายม" แล้วมองดูไปข้างหน้า หันหน้าไป ทางทิศตะวันตก นะ เรานั่งทางด้านทิศตะวันออก บริเวณอาคารหลังใหญ่ ภายในเป็นห้องโถงใหญ่ มองเห็นหรือไม่เห็น ไม่เห็นก็นึกตามไปก็แล้วกัน เป็นห้องโถงใหญ่ มีทางเข้าอีกด้านหนึ่ง ทางเดียวกับที่พามา



แต่ว่าเป็นประตูที่ ๒ เข้ามาทางพื้นราบเรียบ แล้วในบริเวณนั้นตอนกลาง ๆ ตรงประตูเข้า เข้ามาพอดี มีบัลลังก์สำหรับนั่ง มีพระยายมนั่งคอยพิพากษาโทษสัตว์ คำว่า สัตว์ในที่นี้ ก็หมายถึง คนที่ลงไปในนรก ที่เขามาเชิญตัวไป มีบัลลังก์ตั้งอยู่ตรงกลาง



ด้านหน้าของพระยายม เบื้องขวามีเทวดาท่านหนึ่งนั่งอยู่ มีเครื่องทรงพื้นสีแดง เครื่องทรงประดับไปด้วยแก้วมณีแพรวพราว สวยงาม หน้าตาสดชื่น โต๊ะอีกโต๊ะหนึ่ง อยู่เบื้องซ้ายของพระยายม มีนายบัญชีใหญ่นั่งอยู่ ถือบัญชี แต่งเครื่องทรงมีพื้นเป็นสีเหลืองแล้วก็เครื่องทรง ที่เสื้อกางเกงก็ประดับไปด้วยแก้วมณี



พระยายมเองก็เหมือนกัน มีเครื่องทรงเป็นพื้นสีเหลืองเป็นทอง แล้วก็มีเครื่องประดับไปด้วยแก้วมณี ความจริง พระยายม ก็ดี เทวดา คนที่เป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายติดตามคนที่ตายก็ดี นายบัญชีก็ดี มีความสวยสดงดงามหน้าตาอิ่มเอิบ สวยงาม มีอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครหน้าบึ้งขึงจอ ไม่มีอาการดุร้าย ความโหดร้ายใด ๆ ไม่ปรากฏเลยในริ้วรอยของหน้าท่าน



อันนี้เรามาดูกันต่อไป ว่าพระยายมท่านจะทำยังไง โน่น..บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน สำนักนี้ไม่มีเวลาว่างในการชำระความ เห็นไหม ข้างหน้านั่นใครตัวใหญ่ ๆ ในมือถืออาวุธ นำคนเข้ามาประมาณสัก ๕ - ๖ คน ทุกคนที่เดินติดตามเข้ามาหน้าซีดเซียว คล้าย ๆ กับว่าจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างหนักเพราะกฎของกรรม



เมื่อเข้ามาถึงภายในแล้ว ทุกคนก็นั่งแสดงความเคารพแด่พระยายม พระยายมท่านก็หันไปถามนายบัญชีว่า คนนี้มีโทษอะไรบ้างในการทำความผิดในสมัยที่เป็นมนุษย์ นายบัญชีก็เปิดบัญชีดู แล้วก็รายงานความผิด คือ การทำความชั่วในสมัยที่เป็นมนุษย์ของคนนั้น แล้วพระยายมก็ถามเขาว่าทำความชั่วอย่างนั้นจริงไหม



เรื่องของเมืองผี เวลาเขาชำระคดี ไม่ต้องหาพยาน ผีไม่สับปลับเหมือนคน คนเรานี่หน้าตาดี ๆ นะ แต่ความจริง ความจริงใจนี่นะอาจจะหาไม่ได้สำหรับคนที่มีหน้าตาสวยแล้วก็มีฐานะดี แต่ เมืองผีไม่เป็นยังงั้น เมืองผีไม่มีอะไรโกหกกัน เมืองผีไม่มีอะไรปกปิดกัน สิ่งใดจริงเขาก็รับว่าจริง สิ่งใดไม่จริงเขาก็รับว่าไม่จริง



สมมติว่า ท่านพระยายมถามถึงความโหดร้ายต่าง ๆ ต้องรับทุกอย่าง เรื่องนั้นจริงเจ้าค่ะ เรื่องจริง จริงขอรับ รับจริงหมดทุกข้อ เรียกว่า ความผิดที่ปรากฎในบัญชีนี่รับหมดทุกข้อ ไม่มีการปฏิเสธ แล้วคราวนี้พระยายมจะทำยังไง เมื่อจำเลยสารภาพโทษ ก็สั่งจำคุกลดกึ่งหนึ่งตามอำนาจของศาลในเมืองมนุษย์ยังงั้นรึ?



ความจริงยังก่อน ท่านพุทธศานิกชน ท่านจะเห็นน้ำใจของพระยายมกันตอนนี้ ฟังให้ดีนะ ฟังกันไว้ แล้วก็จำกันไว้ รู้ตามความเป็นจริง ในเมื่อคนใดก็ตามที่เข้าไปในสำนักของพระยายม เมื่อนายบัญชีกล่าวโทษโจทย์ความผิดที่แล้วมา เมื่อจบลงไปแล้ว แล้วก็สัตว์นรก คือ คนที่ตายไปแล้วรับไปตามความเป็นจริง ตอนนี้พระยายมยังไม่สั่งตัดสิน ยังไม่ลงโทษตามกฎของนรก กลับย้อนถามถึงความดี ว่าท่านเคยอยู่ในเมืองมนุษย์น่ะ

1. เคยให้ทานไหม?
2. เคยรักษาศีลไหม?
3. เคยไปฟังเทศน์ไหม?
4. เคยเจริญสมถกรรมฐานบ้างไหม?
5. ความจริงท่านถามยาว ถามทีละข้อ ๆ



สมมติว่า เคยให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉานบ้างไหม? เคยให้ทานแก่คนยากจนเข็ญใจบ้างไหม? เคยช่วงสงเคราะห์ทำกิจการงานต่าง ๆ กับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงบ้างไหม? เคยทำงานเป็นส่วนสาธารณประโยชน์บ้างไหม? เคยช่วยเขาสร้างวัดวาอารามบ้างไหม? ใครเขาบอกบุญเรี่ยไร เคยทำบุญมาบ้างไหม? เคยรักษาศีลบ้างไหม? เคยฟังเทศน์ไหม? เคยเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เคยบูชาพระ เคยไหว้พระ เคยไหว้พ่อไหว้แม่ด้วยความเคารพบ้างไหม? อย่างนี้เป็นต้น

โดยคุณ sitmatrix (1.1K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 15:31 น.] #1689843 (2/13)


(N)
เรียกว่า ความดีทุกอย่างที่จัดว่าเป็นบุญที่พระพุทธเจ้าทรงสอน พระยายมนำหัวข้อมาถามนำ ถ้าถามแล้ว คนที่ตายไปนั้น เรียกว่า สัตว์นรก เขายังไม่ตอบ เขายังนิ่งอยู่ ท่านก็ปล่อยให้คิดสักประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็ย้อนถามขึ้นต้นใหม่



รวมความว่า ถามกัน ๓ รอบ ค่อย ๆ ถามจี้จุดทีละจุด แต่ว่าท่านคนใดที่ถูกสอบสวนปรากฏไม่มีเลย นึกไม่ออก เมื่อนึกไม่ออกแล้ว ท่านก็จะบอกว่า นี่..เสียใจเหลือเกินนะ ที่ความดีที่ทำไว้นึกไม่ถึง จิตของเธอเวลาจะตาย เวลาจะมาที่นี่ จิตน้อมไปส่วนอกุศลมาก ก็เห็นจะต้องเป็นไปตามกฎของกรรม ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า



เอ้า..ถ้ายังงั้น ถ้านึกถึงความดีที่ทำไม่ได้ละก้อ ก็เป็นไปตามกฎของกรรม แล้วต่อจากนั้นไปนายนิริยบาล (ผีรักษานรก) ก็นำลงนรกไป ไปที่ทะเลเพลิง ไปตามอำนาจของความผิด นี่ดูจริยาของพระยายม



แล้วบรรดาท่านพุทธศานิกชนที่มาด้วย นั่งฟังแล้วก็นั่งดู ดูหน้าของพระยายม ดูหน้าของเทวดาฝ่ายติดตามคน คือ หัวหน้าใหญ่นะ ดูหน้าของนายบัญชี ทุกคนมีแต่อารมณ์ยิ้มระรื่นชื่นใจ น่าชื่นใจ รูปร่างหน้าตาก็อิ่มเอิบสวยสดงดงาม มีผิวเนื้อละเอียดค่อนข้างเหลือง นี่..เราจะเห็นถึงความดุร้ายได้ยังไง



ตานี้ สมมติว่าบังเอิญที่เขาถามถึงความผิด สัตว์นรกรับหมด แต่ว่ามาถามถึงความดี พอถามถึงความดีเข้า บังเอิญสัตว์นรกคนใดคนหนึ่งก็ตาม นึกถึงความดีอย่างใดอย่างหนึ่งได้



สมมติว่าเขาถามถึงว่า เคยปล่อยสัตว์ที่มันจะถึงแก่ความตายบ้างไหม? ให้มันรอดจากความตาย ถ้าคนนั้นนึกขึ้นมาได้ว่า เคยปล่อย คำเดียวเท่านี้แหละ โทษกรรมใหญ่ ๆ ที่เคยทำมาแล้วทั้งหมด พระยายมบอกว่า งดไว้ก่อน ขอให้งดไว้ก่อน นี่ ความดีของเขายังมีอยู่ ให้ไปรับผลของความดีก่อน



เห็นไหม..น้ำใจของพระยายม น้ำใจของเจ้าหน้าที่ในสำนักของพระยายม ไม่ใช่น้ำใจของสัตว์นรก เป็นน้ำใจของพรหม พระยายมก็ดี นายบัญชีก็ดี เทวดาผู้เป็นหัวหน้าติดตามคนก็ตาม มีน้ำใจเต็มไปด้วยพรหมวิหารสี่



ฉะนั้น สำนักของพระยายมนี้จึงไม่มีใครรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว คนที่ทรงพรหมวิหารสี่ มีเมตตาเป็นปุเรจาริก คือ หน้าคอยยิ้มเสมอ อารมณ์สดชื่น แล้วน้ำใจก็สดชื่น แล้วจะมีอะไรเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวไม่มี หนังสือเขาเขียนผิดไปเองต่างหาก เขาเข้าใจพลาดไป คิดว่าสำนักของพระยายมมีแต่คนโหดร้าย
อ้างอิง คำสอนพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

โดยคุณ sitmatrix (1.1K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 15:36 น.] #1689845 (3/13)


(N)
คนจะตาย จะเห็นนิมิตก่อน


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และพระคุณเจ้าที่เคารพ ที่กล่าวมาแล้ว กล่าวถึงความตาย ความจริงเรื่องความตายมีเรื่องเล่าสู่กันฟัง บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านบอกว่า
" คนเราจะตาย จะเห็นนิมิตก่อน "

ตามที่หนังสือโบราณท่านเขียนไว้ แล้วก็คนโบราณ โบราณสมัยนี้ สมัยหลวงพ่อปาน ท่านก็เขียนไว้ ท่านบอกว่าลอกมาจากตำรา ก็ไม่ทราบว่า ตำราเล่มไหนเหมือนกัน
ท่านบอกว่า คนก่อนจะตายต้องเห็นนิมิต เรื่องนี้สำคัญบรรดาท่านพุทธบริษัท ประเดี๋ยวจะเล่าเรื่องสมัยพระพุทธเจ้า คนที่เห็นนิมิตสมัยนั้นมาเล่าสู่กันฟัง คุยกันตอนนี้เสียก่อน
คนจะตายต้องเห็นนิมิต คือ

๑. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นไฟ กองไฟ หรือดวงไฟ แสดงว่า คนนั้นตรงไปนรกทันที ไม่ผ่านสำนักของพระยายม
๒. ถ้าเห็นป่า จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
๓. ถ้าเห็นก้อนเนื้อ จะเกิดเป็นคน
๔. ถ้าเห็นสิ่งที่เป็นบุญ เป็นกุศล ของที่เคยให้ทานหรือวัดที่เคยทำบุญ พระที่เคยไหว้ จะเป็นพระพุทธรูปก็ตาม พระสงฆ์ก็ตาม เป็นอันว่า สิ่งที่เป็นบุญ เป็นกุศล อย่างนี้ก็จะไปเกิดบนสวรรค์ ไปสู่สุคติ

ตามที่ท่านเขียนมาอย่างนี้ อาตมาก็ไม่ใช่ต้องการพิสูจน์ แต่ก็เข้าไปประสบโดยคาดไม่ถึง นั่นก็คือ มีอยู่ว่า มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ชื่อ จวน นามสกุลว่าอย่างไรก็จำไม่ได้ อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อเวลาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมัยท่านจอมพลแปลก เป็นนายก ฯ เวลานั้นก็เกณฑ์คนไปทำงานที่เพชรบูรณ์ ตามลีลาที่เขาเล่ากันบอกว่า ตั้งใจจะต่อต้านญี่ปุ่น ว่าอย่างนั้นชาวบ้านพูด แต่ท่านจอมพลแปลกไม่ได้พูดให้ฟัง แต่ท่านมาแถลงการณ์ทางวิทยุทีหลัง ก็คล้ายคลึงแบบนี้ ต้องการจะเอาคนงานทั้งหมดเป็นทหารต่อต้านญี่ปุ่น จะเอานักเรียนนายร้อยไปไว้ที่นั่น เป็นผู้บังคับหมวด อย่างนี้เป็นต้น

ก็เป็นอันว่า เมื่อเลิกสงคราม เธอเลิกงานมาแล้ว ก็ปรากฎว่าเป็นโรค เป็นไข้ ต่อมาก็เป็นวัณโรค คือ เป็นโรคฝีในท้อง เป็นโรคปอด
วันหนึ่ง เป็นวันสุดท้ายของชีวิตของเธอ อาตามไปเทศน์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็พอดีกลับมา เขาบอกว่า จวนป่วยหนัก เป็นเวลาเย็น ประมาณสัก ๔ โมงเย็น ก็นิมนต์พระไปเป็นเพื่อน ๔ องค์ อาตามด้วย ๑ องค์ เป็น ๕ องค์

ที่ไปเป็นเพื่อนไม่ใช่คิดว่ากลัวใครจะทำร้าย ที่นำไปแบบนั้นก็คิดว่าคนป่วยหนัก ถ้าเห็นพระอาจจะเป็นมงคลก็ได้ เพราะว่าตามตำราท่านบอกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นกุศล คนนั้นจะไปสวรรค์

พอไปถึงเข้าจริง ๆ จวน ก็อาการหนักจริง ๆ หายใจเบา หายใจช้า ๆ แล้วก็เบาลง ๆ แต่ว่าอาตมาไปนั่งข้าง ๆ ก็เรียกชื่อ "จวน จำฉันได้ไหม? "
เธอเหลียวหน้ามา ก็พยักหน้าตอบว่า
" จำได้ " เสียงเบามาก
ก็ถามเธอว่า
" เวลานี้เห็นอะไรไหม? ไม่ใช่เห็นฉัน มีภาพอะไรลอยข้างหน้าบ้าง? "
เธอก็ตอบว่า
" เวลานี้มีภาพไฟลอยข้างหน้า "

เธอก็แสดงอาการหวาดกลัวมาก กลัวไฟ
เมื่อฟังเท่านั้นก็ตกใจ คิดว่า ท่าจะไม่ได้การแล้ว นิมิตตามที่ท่านเขียนไว้ปรากฏ นึกในใจ ไม่พูด คิดว่า นิมิตอย่างนี้ ถ้าเห็นไปนรกทันที ก็คิดอะไรไม่ถูก ถามว่า
" จวน ภาวนา พุทโธ ไหม? "
เธอส่ายหน้าบอกว่า
" คิดไม่ออก "
จึงหันไปหาภรรยาเขา อาตมาก็จำชื่อภรรยาไม่ได้ ลืมเสียแล้ว ถามว่า
" มีสตางค์ไหม? "
เธอก็บอกว่า " มี "
ก็เลยบอกว่า " ถ้ามีละก็ ขอสัก ๒๐ บาทได้ไหม? "
เธอก็นำธนบัตรใบละ ๒๐ บาท มาให้ อาตมาก็ไปใส่มือจวน เอามือทั้งสองประกบกันในท่าพนมมือ บอกว่า

" จวน เอาอย่างนี้นะ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เราจะตายหรือไม่ตายนั้น ไม่มีความสำคัญ ตั้งใจทำบุญก็แล้วกันนะ เวลานี้ฉันมาพร้อมกัน ๔ องค์ ขอจวน ตั้งใจชำระหนี้สงฆ์ คิดว่าของต่าง ๆ ในวัดทั้งหลาย ที่มีพระสงฆ์ก็ดี หรือไม่มีพระสงฆ์ เป็นวัดร้างมีพระพุทธรูปก็ดี หรือว่าเป็นวัดร้างไม่มีพระพุทธรูปก็ตาม หรือเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่มีสภาพเป็นวัดก็ตาม เราไปนำอะไรมาจากที่นั่นก็ตาม จะเป็นของหนักก็ดี ของเบาก็ดี ของน้อยก็ตาม ของมากก็ตาม มีค่ามากก็ตาม มีค่าน้อยก็ตาม ขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงิน ๒๐ บาท "

เธอก็พูดเบา ๆ ตาม แล้วก็น้อมทำท่าผงกศีรษะนิดหน่อย ก็เลยบอกพระท่านบอกว่า
" คุณทั้งหลาย ถ้าเห็นชอบ ให้ สาธุ พร้อมกันนะ "
พระทั้งหลายก็ " สาธุ " พร้อมกัน พอพระสงฆ์ สาธุ พร้อมกัน รู้สึกว่า จิตใจของเธอสดชื่นขึ้นมามาก ถามว่า

" จวน เวลานี้เห็นภาพอะไร ไฟหายไปแล้วหรือยัง "
เธอก็ตอบ " ไฟหายไปแล้ว "
ถามว่า " เธอเห็นภาพอะไร "
เธอบอก " เห็นภาพพระประธานในอุโบสถวัดบางนมโค " เพราะว่าเธอบวชวัดนั้น เธอก็ไปทำวัตรเป็นประจำ
ถามว่า " เห็นชัดไหม "
เธอก็บอก " เห็นชัด อยู่ใกล้มาก "

ก็บอก " จวน นึกในใจก็ได้นะ ออกเสียงมันจะเหนื่อย นึกภาวนาในใจว่า พุทโธ "
แทนที่เธอจะนึกในใจ เธอก็ออกเสียงว่า
" พุทโธ ๆ ๆ ๆ " เบา ๆ เธอว่าไปสัก ๓ - ๔ ครั้ง รู้สึกว่าหายใจเบาลง แต่ว่ามีเสียงเล็กน้อย
ถามว่า " จวน เวลานี้เห็นพระไหม "
เธอตอบว่า " เห็นพระ "
ถามว่า " ชัดขึ้นไหม "
เธอก็ตอบว่า " ชัดเจนแจ่มใสมาก สุกสว่างมาก ใหญ่กว่าเดิมมาก "

บอก " ถ้าอย่างนั้น นึกถึงพระเป็นที่พึ่งนะ นึกถึงเวลานี้เราอยู่กับพระพุทธเจ้า ภาพที่เห็น คือ ภาพพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาสงเคราะห์ จะหายจากโรค ถ้าจำเป็นต้องตายก็ไปสวรรค์ "
เธอยิ้มนิดหนึ่ง เธอตอบว่า พอพูดจบก็มีวิมานลอยมาอยู่ข้างหน้า พระก็ชี้ แสดงว่า วิมานนี้เป็นของเธอ "
จึงถามเธอว่า " เวลานี้ ต้องการอยู่บ้านหรือต้องการอยู่วิมาน "
เธอก็ตอบเบา ๆ ว่า " ต้องการวิมานครับ "
ก็ไม่ต้องการรบกวนให้เหนื่อยต่อไป ก็บอกว่า
" ตั้งใจไปวิมานนะ ภาวนาว่า พุทโธ "
เธอก็ภาวนาเบา ๆ ว่า " พุทโธ ๆ ๆ ๆ "
ในที่สุดก็เงีบบไปพร้อมกับคำภาวนา และลมหายใจเข้า - ออก รวมความว่า เธอตายคู่กับพุทโธ

เป็นอันว่า นิมิตเครื่องหมายนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีจริง อาตมาผ่านแบบนี้มาหลายสิบราย ที่พบมาเองนะ ไม่ใช่หลายราย หลายสิบราย และวิธีแก้ของอาตมาก็มีวิธีเดียววิธีนี้ เพราะว่าอย่างอื่นเวลานั้น มันแก้กันไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินชำระหนี้สงฆ์ ถ้าบังเอิญไม่เป็นหนี้สงฆ์ ก็เป็นสังฆทานและวิหารทาน รวมความว่า เป็นบุญใหญ่ที่เขาจะพึงได้รับ
นี่เป็นอันว่า มนุษย์เราที่ตายนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ทุกคนจะเห็นนิมิตก่อน แต่ว่านิมิตที่ดี และก็ถูกตัดเพราะกฎของกรรม ก็ผ่านมาแล้ว

ต่อนี้ไป เรื่องสำนักพระยายม นาน ๆ ก็จะมีสักครั้งหนึ่ง ถ้าจบตอนนี้แล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ต่อไปก็จะขอเปลี่ยนเรื่อง เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ย่อ ๆ กระจุ๋มกระจิ๋มเล็กน้อย
เรื่องที่จะพูดต่อไป ก็เป็นเรื่องของพระนางเรือล่ม ตอนนี้จะจัดเป็นเทปและให้เขาพิมพ์หนังสือด้วย แต่พิมพ์หนังสือควรจะพิมพ์น้อย ๆ เกรงว่าจะไม่มีคนต้องการ และก็จะเป็นเทปบันทึกเสียง ในด้านฝ่ายธรรมะ จะมีธรรมะ หรือ นิมิตตอนท้าย สัก ๕ นาที หรือ ๕ นาทีเศษ ๆ

ตอนต้นจะเล่าเรื่อง พระนางเรือล่ม ไปก่อน ถ้าเรื่องพระนางเรือเล่มจบ ก็จะต่อ เอาเรื่องใกล้ ๆ นี่ เรื่องสมัยรัชกาลที่ ๕ บ้าง สมัยรัชกาลที่ ๗ บ้าง สมัยรัชกาลที่ ๖ บ้าง เอาพอมาเป็นเครื่องศึกษา ฟังเพลิน ๆ ถ้าตอนไหนมีธรรมะในตัว ก็อธิบายธรรมะในตัวด้วย

ตอนท้าย ตอน ๕ นาทีหลัง ถ้าไม่มีธรรมะในตัว ก็นำธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เอามาตอน ๕ นาทีหลังเหมือนกัน ตอนต้นก็ฟังกันเพลิน ๆ หรือ อ่านกันเพลิน ๆ นี่เกริ่นไว้ก่อน ที่เกริ่นให้ฟัง ที่จะพูดให้ฟังก็เพราะมีหนังสือ ฉวีวรรณ สรรพกิจ ให้มา
ต่อนี้ไป ก็นำบุคคลที่เห็นนิมิตในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านผู้นั้นเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู มีนามว่า ธรรมิกอุบาสก ธรรมิกอุบาสกนี่ อาตมาคิดว่าไม่ใช่ชื่อจริง ธรรมิกอุบาสก ถ้าแปลออกมา ก็เป็นอุบาสกผู้ประกอบไปด้วยธรรม คือ ตั้งใจประพฤติธรรมตามพระธรรมคำสั่งสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ก็รวมความว่า เวลานั้น ธรรมิกอุบาสกมีความเคารพในพระพุทธเจ้ามาก ปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเป็นอย่างดี ท่านดีขนาดไหน อาตมาก็ไม่ทราบ แต่คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นพระอริยเจ้า นึกเอาเองนะ บาลีก็ไม่ได้บอก เพราะคนสมัยนั้นที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ไม่เป็นพระอริยเจ้ามีน้อย พระพุทธเจ้าไปจำพรรษาแดนใด แดนนั้นก็มีพระอริยเจ้ามากกว่าปุถุชน

ก็รวมความว่า ธรรมิกอุบาสกมีความเคารพในองค์สมเด็จพระทศพลจริง ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนจริง
ต่อมา ท่านธรรมิกอุบาสกป่วยหนัก ก็อยากจะฟังพระปริตร พระปริตร ก็คือ บทสวดมนต์ แต่บทสวดมนต์เวลานั้นก็เห็นจะเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ถ้าจำไม่ผิด เวลาพูดนี่ไม่ได้นำหนังสือมา แล้วก็ป่วยด้วย เพิ่งจะฟื้นตัววันนี้เอง ค่อย ๆ ดีขึ้น ยังไม่ดีมาก อยากจะฟังมหาสติปัฏฐานสูตร ก็สั่งให้ลูกไปขอพระจากพระพุทธเจ้าว่า สุดแล้วแต่พระพุทธเจ้าจะตรัสให้พระองค์ใดองค์หนึน่ง คณะใดคณะหนึ่ง มาสวดพระปริตร มหาสติปัฏฐานสูตร

ก็รวมความว่า ลูกสาวก็ไปนิมนต์พระ ลูกสาวหรือลูกชายก็ไม่ทราบนะ ประเดี๋ยวนักบาลีที่ท่านทราบจริง ท่านจะมาค้าน อาตมาก็พูดเผลอไป คอมันชักแห้ง ไปนิมนต์พระกลับมา พระก็ตามมาเสร็จ พระนั่งเรียบร้อย ลูกสาวลูกชายก็เริ่มบูชาธรรม ก็แจ้งให้พ่อทราบว่า เวลานี้พระมาเรียบร้อยแล้ว พระกำลังจะสวดมนต์

เวลานั้น ตอนต้นเขาทำอย่างไรก็ไม่ทราบ ตั้งใจนมัสการพระรัตนตรัย คงทำกันแน่ แต่ทว่าเขาจะรับศีลกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เข้าใจว่าศีลเขามีเรียบร้อยแล้ว คงไม่ต้องรับกันดะ เหมือนสมัยปัจจุบัน สมัยปัจจุบันรับศีลดะ บางทีให้ศีลยังไม่ทันจะเสร็จ ศีลขาดแล้ว เพราะอะไร เพราะรับแต่ปาก ใจไม่ตั้งใจรับศีล

รวมความว่า พระเริ่มสวดพระปริตร เวลานั้นก็ปรากฏเทวดาทั้ง ๖ ชั้น คือ
๑. ชั้นจาตุมหาราช
๒. ชั้นดาวดึงส์
๓. ชั้นยามา
๔. ชั้นดุสิต
๕. ชั้นนิมมานรดี
๖. ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี

ยกขบวนกันมาอย่างหนัก ลอยในอากาศใกล้ ๆ ต่างคนต่างนำรถทิพย์มา แต่ละชั้น แต่ละขบวน ก็นำรถมา ต่างคนต่างคณะ ต่างเชิญท่านธรรมิกอุบาสกว่า
" ท่านธรรมิกะ จงไปอยู่กับฉันเถิด ฉันอยู่ชั้นจาตุมหาราช มีความสุข "
" ฉันอยู่ชั้นดาวดึงส์ "
" ฉันอยู่ชั้นยามา "
" ฉันอยู่ชั้นดุสิต "
" ฉันอยู่ชั้นนิมมานรดี "
" ฉันอยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี "
แต่ละชั้น " มีความสุขขอไปอยู่เถิด "

เทวดาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว จนกระทั่งท่านธรรมิกอุบาสกไม่ได้ยินเสียงพระสวด ท่านธรรมิกอุบาสกตั้งใจจะฟังพระสวด ก็รำคาญเสียงเทวดา จึงโบกไม้โบกมือบอก

" หยุดก่อน ๆ ๆ "
แต่ก็เป็นการบังเอิญจริง ๆ ที่บรรดาลูกหลานทั้งหมดไม่เห็นเทวดา พระที่ไปทั้งหมดก็ดีเหมือนกัน ไม่มีพระอะไรที่มีทิพจักขุญาณเห็นเทวดาได้เลย เสียงท่านบอกให้หยุดก่อนอยู่นาน เทวดาก็ไม่ค่อยหยุด พระหยุดแล้ว พระเข้าใจว่า ท่านธรรมิกอุบาสกต้องการให้ท่านหยุด ท่านก็หยุดสวด แต่เสียงเทวดาไม่หยุด ยังเอะอะโวยวายอยู่ ท่านก็โบกมือบอก

" หยุดก่อน ๆ ๆ "
ในที่สุด พระเห็นว่าธรรมิกอุบาสกไม่ตั้งใจจะฟัง หรือ ไม่พอใจจะฟัง ก็จึงบอกกับลูกกับหลานของธรรมิกอุบาสกว่า
" ถ้าอย่างนั้น ฉันขอลากลับก่อนละ "
ในเมื่อคนฟัง ไม่ต้องการจะฟัง ก็ไม่สวดต่อไป ท่านก็ลากลับ เมื่อพระกลับไปสักครู่หนึ่ง เทวดาจึงหยุดพูด แหมเทวดานี่ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ
เมื่อเทวดาหยุดแล้ว ท่านก็หันมาทางพระ ไม่เห็นพระ เธอก็ถามลูกหญิงลูกชายว่า

" ลูกเอ๋ย พระไปไหนหมด พ่อต้องการฟังธรรม ต้องการฟังสวดพระปริตร "
ลูกก็บอกว่า " ก็พ่อบอกให้พระหยุด พระท่านเห็นว่า พ่อไม่ต้องการจะฟัง ท่านก็ไม่สวด ท่านลากลับ "

พ่อก็บอก " ลูกเอ๋ย พ่อไม่ได้บอกให้พระหยุด พ่อตั้งใจจะฟังธรรม ฟังพระปริตร ฟังพระสวด แต่ทว่าเทวดาซิ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ต่างคนต่างมาชวนไปอยู่แต่ละชั้น ๖ ชั้นด้วยกัน ( ตามที่กล่าวมาแล้ว ) พ่อบอกให้เธอหยุด เธอไม่หยุด ต้องโบกมือโบกไม้อยู่พักใหญ่จึงหยุด "

ลูกหญิงลูกชายก็มีความรู้สึกในใจว่า พ่อของเราความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง แต่เวลานี้ป่วยหนัก สติสตังค์ไม่ดีมาก เผลอไผลหลงใหลใฝ่ฝันไปแล้ว เทวดาเทวเดอมีที่ไหน เห็นมีแต่อากาศ จึงถามพ่อว่า " พ่อ เทวดาอยู่ที่ไหน? "
พ่อก็ชี้ไปข้างบน ข้างหน้า บอก " เทวดาอยู่เป็นแถวเต็มจักรวาลลูก นี่ชั้นจาตุมหาราช ตรงนี้ชั้นดาวดึงส์ ตรงนี้ชั้นยามา ตรงนี้ชั้นดุสิต ตรงนี้ชั้นนิมมานรดี ตรงนี้ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี "

ท่านธรรมิกอุบาสกก็บอกว่า " พ่อนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติ นึกถึงพระธรรมเป็นปกติ นึกถึงพระอริยสงฆ์เป็นปกติ แต่เวลานี้เทวดาท่านมา ลูกเอ๋ย มาจริง ๆ พ่อไม่ได้หลง "
ลูกก็ไม่ยอมเชื่อ ท่านจึงบอกว่า
" ขอพวงมาลัย มีไหม? "
ลูกก็บอกว่า " มี "
ก็บอกว่า " ขอพวงมาลัยพวงหนึ่ง "
ลูกก็นำพวงมาลัยมาให้ เมื่อลูกนำพวงมาลัยมาให้แล้ว พ่อก็โยน แล้วก็ถามว่า

" สวรรค์ชั้นไหนมีความสุขที่สุด น่าอยู่ " ( แสดงว่าท่านมีสิทธิอยู่สวรรค์ถึง ๖ ชั้น )
ลูกทั้งหมดก็บอกว่า " สวรรค์ชั้นดุสิตน่าอยู่ที่สุด "
ท่านก็บอก " ถ้าอย่างนั้น พ่อจะโยนพวงมาลัยให้คล้องในงอนรถของสวรรค์ชั้นดุสิต "
ในที่สุดท่านก็โยนไปคล้องในงอนรถ พวงมาลัยค้างในอากาศ ลูกไม่เห็นรถทิพย์ แต่พวงมาลัยก็ไม่หล่นลงมา

ในที่สุด ท่านธรรมิกอุบาสกก็จุติ ตายจากความเป็นคน หมดลมหายใจเข้า - ออก เคลื่อนเข้าสู่รถของสวรรค์ชั้นดุสิตไป นี่แหละ บรรดาท่านทั้งหลาย เรื่องนิมิตในพระพุทธเจ้าก็มี ไม่ใช่มีเฉพาะเวลานี้ ฉะนั้นทางที่ดี ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท ยึดพระพุทธเจ้า ยึดพระธรรม ยึดพระสงฆ์ ยึดทานการบริจาค ยึดภาวนา อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจให้มั่นคง อย่าทิ้ง

เวลาเหลืออีก ๖ นาทีเศษ ขอพูดอีกเรื่องหนึ่ง คือ สาตกีเทพธิดา คนนี้เป็นคนจน คนนี้ทำบุญเบาที่สุด ไม่ต้องรักษาศีล ไม่ต้องทำอะไรหมด เป็นคนจนมาก เกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า หรืออาจจะทันก็ได้นะ อาจจะทันพระพุทธเจ้า แต่เป็นสมัยที่พระพุทธเจ้าอยู่ห่างหน่อย เวลานั้นมีพระอรหันต์นิพพานใกล้ ๆ

เขาทำสถูปเจดีย์ไว้ เอาพระธาตุไว้ สาตกีเทพธิดาเป็นคนจน ไม่มีโอกาสจะไปทำบุญ ตอนเช้าก็ไปตัดฟืน ตอนเย็นนำฟืนมาขาย กินข้าวแล้วก็ค่ำ
วันหนึ่ง เดินจะไปตัดฟืน เห็นดอกบวบขม สีเหลือง ก็คิดว่า ดอกบวบขมนี่ มีสีเหลืองคล้ายจีวรพระ ตอนเย็นจะตัดไปบูชาเจดีย์ที่เขาบรรจุกระดูกของพระอรหันต์ ใกล้ ๆ บ้านเรา คนนี้เป็น สังฆานุสสติ

ตอนเย็น เวลาตัดฟืนมา ก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ตัดดอกบวบขมมาด้วย พอถึงบ้าน กินข้าวกินปลาเสร็จ อาบน้ำอาบท่าเสร็จ แต่งตัวแล้วก็นำดอกบวบขมจะไปบูชาเจดีย์ที่เขาบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ แต่ไปไม่ทันถึง ออกไปถึงปากตรอก ปรากฎว่า นางยักษิณีแปลงเป็นวัวแม่ลูกอ่อน ขวิดนางล้มลงถึงแก่ความตาย

ทั้ง ๆ ที่กำลังใจอยากจะไปบูชากระดูกพระอรหันต์ อย่าลืมว่า การนึกถึงพระอรหันต์ เป็น สังฆานุสสติกรรมฐาน ก็เป็นอันว่า เธอตายจากความเป็นคน เป็นคนจริง ๆ ศีลก็ไม่เคยรักษา ทานก็ไม่เคยให้ วันนี้จะถวายทานสักหน่อย จะไปบูชาพระอรหันต์ ก็เผอิญมาตายเสียก่อน แต่ตายทั้ง ๆ ที่ใจผูกพันที่จะไปบูชากระดูกพระอรหันต์

ท่านบอกว่า นางไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกทันที ไม่ต้องผ่านสำนักพระยายม ท่านธรรมิกอุบาสกก็ไม่ต้องผ่านเหมือนกัน
นี่ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านโปรดทราบ ถ้าใจเข้มข้นเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าตอนก่อนจะย่อหย่อนมาก่อนก็ตาม แต่เวลาจะตายถ้ามีอารมณ์เข้มข้น จะไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพานตรง ไม่ต้องผ่านสำนักพระยายม

รวมความว่า ไปถึงก็มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร เครื่องประดับประดา เครื่องทิพย์ของเธอสีเหลืองหมด วิมานก็สีเหลือง เครื่องประดับวิมานก็สีเหลือง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ปรารภสีเหลืองก่อนตาย คือ จีวรพระ ดอกบวบขมสีเหลือง ปรารภสีเหลือง ตายไปแล้วก็มีสีเหลืองทิพย์ สีเหลืองสวยสดงดงาม
พอเวลากลางคืน พระโมคคัลลาน์เจริญกรรมฐานเสร็จ ออกจากกรรมฐานก็ใช้กำลังฤทธิ์ของท่าน ไปเที่ยวชมสวรรค์ พอไปถึงวิมานนี้ก็แปลกใจว่า เมื่อคืนที่แล้ว วิมานนี้มันไม่มี สาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์จึงเข้าไปใกล้วิมาน ไปถามหาท่านเจ้าของวิมาน นางฟ้าผู้มีหน้าที่ก็พาไปพบเจ้าของวิมาน ท่านก็ถามว่า

" ภคินี ดูก่อนน้องหญิง เมื่อคืนที่แล้วเรามาที่นี่ ไม่มีคน วิมานก็ไม่มี นางฟ้า เทวดาก็ไม่มี แต่คืนนี้ปรากฎว่ามี อยากจะถามว่า เธอเพิ่งตายจากความเป็นคน ขึ้นมาเกิดเป็นนางฟ้าหรืออย่างไร? "
นางก็ตอบว่า " เช่นนั้นเจ้าค่ะ "

เรื่องการให้ทานก็ไม่เคยให้ บาตรก็ไม่เคยใส่ เพราะว่ามันจนมาก ตอนเช้ากินข้าวเช้าแล้วง ต้องกินแต่เช้า ไปตัดฟืน ตัดด้วยกำลังกาย ก็ไม่ได้มากนัก หอบเอามาตอนเย็นก็มาขาย ได้เงินได้ทองบ้าง ก็ซื้ออาหารไว้กินในวันรุ่งขึ้น เรียกว่า ทำมื้อกินมื้อ อย่างนี้ตลอดมา โอกาสที่จะทำบุญก็ไม่มี เพราะความจน แต่ว่าเมื่อวันวานนี้ ตอนเช้า ไปตัดฟืน เห็นดอกบวบขมสีเหลืองคล้ายจีวรพระ จึงคิดในใจว่า เราจะตั้งใจเอาดอกบวบขมนี้ไปบูชากระดูกพระอรหันต์ที่เขาบรรจุข้าง ๆ บ้าน

เวลากลับมา มือหนึ่งแบกฟืน มือหนึ่งถือดอกบวบขมนำมา กินข้าวกินปลาเสร็จ อาบน้ำเสร็จ ขายฟืนเสร็จ ก็นำดอกบวบขมจะไปบูชาพระเจดีย์ ที่เขาบรรจุกระดูกพระอรหันต์ ก็เผอิญวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย พอตายจากที่ตรงนั้นก็เกิดที่ตรงนี้ทันทีเจ้าค่ะ ที่ว่าวิมานก็สีเหลือง เครื่องประดับก็สีเหลือง เพราะก่อนจะตาย ฉันปรารภสีเหลือง

พระโมคคัลลาน์ฟังแล้วก็โมทนา หลังจากนั้นท่านก็กลับ กราบทูลให้องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ทราบว่า เมื่อคืนนี้นางฟ้าเกิดอีกคนหนึ่งตามที่เล่ามาแล้ว
นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาเหลืออีก ๑ นาทสี ก็จะพูดอะไรกันไปมากไม่ได้ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน โปรดเข้าใจว่า ถ้าต้องการความสุขเมื่อตายแล้วกันจริง ๆ เอาอย่างไหนไม่ได้ ก็เอาอย่างยอดหญิง สาตกีเทพธิดา นี่ก็ได้

แต่ว่าตอนต้น ๆ บรรดาท่านทั้งหลาย ตอนต้น ๆ ท่านมีกำไรอยู่แล้ว ท่านยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ มีทานการบริจาค มีศีลเป็นที่รักษา ท่านดีแล้ว รักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้ทรงตัว แต่ว่ามีอารมณ์ยึดอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ ทานก็ได้ ศีลก็ได้ ภาวนาก็ได้ หรือยึดพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ยึดพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ยึดวัดใดวัดหนึ่งก็ได้ นึกถึงวัดก็ใช้ได้ ให้มีความเชื่อใจจริง ๆ ยอมรับนับถือจริง ๆ อย่างนี้
เมื่อตายเมื่อไร บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ความดี ผลดีมีความสุขอย่างสาตกีเทพธิดา ท่านได้รับแน่นอน แต่คิดว่า ท่านจะได้รับอย่าง ธรรมิกอุบาสกมากกว่า เพราะว่าทุกท่านทำความดีคล้ายธรรมิกอุบาสก

เวลานี้เหลืออีก ๒๐ นาที ก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟัง และผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี

โดยคุณ bmoaait (1.1K)(3)   [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 15:41 น.] #1689847 (4/13)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 18:13 น.] #1689980 (5/13)
ขอบพระคุณครับ .... ผมจะทำความดีครับ

โดยคุณ supap (1.6K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 20:04 น.] #1690098 (6/13)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ nat-36 (213)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 23:18 น.] #1690440 (7/13)
มาจะเทศน์ให้ฟัง

จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา
เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมองสุคติเป็นอันหวังได้
ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยเข้าใจง่ายๆได้ว่า ก่อนตาย หากจิตเศร้าหมอง อยู่กับภาวะ โลภะ โทสะ โมหะ นึกถึงกรรมชั่วสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ทั้งที่เคยทำมาหรือกำลังเป็นอยู่ ก็ไปรับผลของกรรมชั่วที่เป็นอกุศลก่อน (ในกรณีทำความดีมาเยอะ แต่ก่อนสิ้นใจไม่มีสติ เช่นกำลังโกรธหัวใจวายตายเลย ทะเลาะกัน ยิงกันฆ่ากัน ประสบอุบัติเหตุ เป็นต้น ภาษาพระท่านเรียกว่า ตกต่ำ คือตกไปสู่ภพภูมิที่ลำบากก่อน แต่สุดท้ายแล้วผลกรรมดีที่เคยทำไว้ ก็จะมาเกื้อหนุนให้หลุดพ้นจากภพภูมิที่ลำบากนั้น ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น อย่างต่ำก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง อย่างสูงก็ภพภูมิของสวรรค์เทวดา อยู่ที่อำนาจบุญบารมีที่สั่งสมไว้คั้งมีชีวิตจะมีอำนาจแค่ไหน

แต่ถ้าหากก่อนตายมีสติบริบูรณ์ (โบราณเขาจะนิมนต์พระไปให้โอวาทคำสอนทำให้ผ่อนคลายละวาง ชี้ทางออกบอกทางสวรรค์ให้ ) ( แต่ถ้าหากไม่เคยสร้างบุญทำกุศลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แล้วนำจิตตนมาจับสิ่งที่เป็นกุศล เช่นนึกถึงพระ ก็ไปรับผลของความดีก่อน ( ลักษณะนี้ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าหลอกตัวเอง เพราะเห็นๆกันอยู่ บุญไม่เคยทำ ความดีไม่เคยใส่ใจ แล้วจะมาเอาดีตอน
ไกล้จะสิ้นใจ จะไปสวรรค์วิมาน ก็ให้ผลนิดเดียว คือได้จิตไม่เศร้าหมอง แบบนี้ภาษาพระท่านเรียกว่า ตกสูง คือขึ้นไปได้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เมื่อหมดบุญที่ได้นิดหน่อยเท่านั้น ก็ต้องตก อยู่ไม่ได้หรอก และตกจากสูงลงไปต่ำเลย ไม่เคยสร้างบุญทำดีไว้เลยไม่มีผลส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ได้เลย นอกจากภพภูมิลำบากเบื้องล่างเท่านั้น และต้องรับกรรมชดใช้อยู่ในสภาพนั้นนานแสนนานจนกว่าจะหมดกรรม คือได้รับกุศลจากหมู่ญาติที่ขเายังคิดถึงทำบุญอุทิศให้ หากเขาลืมหรือไม่ใส่ใจ ก็อดต่อไป อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นหลายที่ชอบอ้างพุทธพจน์ แต่ไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้องตามเป็นจริง จึงได้ชี้แจงมาเพื่อความเข้าใจและประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามธรรม
เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้

โดยคุณ สาวบางโพ (1.9K)  [อ. 07 มิ.ย. 2554 - 23:21 น.] #1690443 (8/13)
ขอบคุณคะ... จะพยายามทำความดีคะ

โดยคุณ COWBOYCM (1.1K)  [พ. 08 มิ.ย. 2554 - 00:09 น.] #1690490 (9/13)
ขอบคุณครับ

ความดี ความชั่ว บาป บุญ เหมือนน้ำกับน้ำมันครับ
ไม่สามารถรวมกันได้ ต้องแยกกันชำระ

ทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วครับ

โดยคุณ passakornp (6.2K)  [พ. 08 มิ.ย. 2554 - 06:34 น.] #1690620 (10/13)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ doonuss_23 (1.9K)  [พ. 08 มิ.ย. 2554 - 08:50 น.] #1690727 (11/13)
ขอบคุณมากครับ ก็คงคล้ายๆกับเวลาคนจะตายนิมนต์พระมาเทศน์เพื่อให้นึกถึงบุญและความดีที่เคยทำมา ดอกบัวที่ใส่ในมือก็หมายจะให้คนตาย ได้ไปสักการะพระเจดีย์จุฬามณี ที่สวรรค์ดาวดึงส์ ถ้าจิตก่อนตายนึกถึงก็ไปสวรรค์ได้ทันที อารมณ์จิตก่อนตายจึงสำคัญมากๆ ครับ

โดยคุณ somboon_skon (359)  [พ. 08 มิ.ย. 2554 - 14:49 น.] #1691112 (12/13)
ผมว่าก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ผมว่าใครทำดีมาเกือบทั้งชีวิต แต่มาคิดในสิ่งไม่ดีขณะใกล้จะตาย ความเห็นส่วนตัวผม ผมว่าจิตดวงสุดท้ายขณะตายคิดแต่สิ่งที่ไม่ดี จะนำพาคนคนนั้นไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดีก็จริง แต่ก็คงเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นวัวหลาย ๆตัวอยู่ในคอก เมื่อเจ้าของปล่อยออกจากคอกเพื่อจะวิ่งไปกินน้ำที่บ่อ วัวตัวที่อยู่ใกล้ปากประตู(คิดในสิ่งที่ดีขณะจิตดับ)จะได้เปรียบ ได้วิ่งออกมาก่อน แต่ถ้าวัวตัวนั้นมีร่างกายไม่แข็งแรง (บุญที่เคยทำไว้มีน้อย) แต่จะวิ่งไปได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ก็จะแรงหมด(เพราะบุญที่ทำมาน้อย) แล้วก็จะถูกวัวตัวที่แข็งแรงกว่า(ทำบุญมามาก)วิ่งแซง ไปถึงบ่อน้ำก่อน เฉกเช่นเดียวกันกันคนทำความดีมาทั้งชีวิต แม้จะคิดไม่มีเพียงชั่วขณะดับ แต่ผลสุดท้ายบุญก็ยังส่งเสริมให้ไปในทางที่ดีกว่าเสมอ

โดยคุณ แก้วนพเก้า (1.8K)(2)   [พฤ. 09 มิ.ย. 2554 - 08:23 น.] #1691942 (13/13)
กรรมดีก็ให้ผลดี กรรมชั่วย่อมให้ผลชั่ว จิตสุดท้ายก็มาจากผลกรรมที่เราทำนั้นแหละครับ
จะส่งผลให้เราไปนรก หรือจะส่งเราไปสวรรค์

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1