(N)
สายกรรมฐาน ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตเถร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
อริยชอบแห่งอีสานเหนือ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย
1. ในงานพิธีเททองหล่อพระประธานปางสมาธิ ศิลปคันธารราฐ และรูปเหมือนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร และหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 29 พฤษภาคม 2536
พระเถระผู้เฒ่าผู้กำลังอาพาธเดินไม่ได้ ต้องอาศัยรถเข็นเป็นพาหนะ ได้รับอาราธนามาร่วมพิธีนี้ด้วย
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นองค์ประธานในงานพิธีนี้ เมื่อเสด็จมาถึงได้ทรงเข้ากราบนมัสการพระเถระผู้นั่งรถเข็นด้วยพระอิริยาบถงดงาม
พระเถระผู้เฒ่ามองดูพระภิกษุผู้สง่างามอย่างสงสัย แล้วหันไปถามพระอุปัฏฐากว่า
ไผ-ไผ (ใคร-ใครล่ะ)
พระสังฆราชไงหลวงปู่ พระอุปัฏฐากตอบ
สังฆราชบ้อ, เอ้อ เอ้อ (สังฆราชเหรอ, อ้อ อ้อ)
ทั้ง ภาพทั้งเสียงแห่งการปฏิสันถารระหว่างพระภิกษุทั้งสอง ผู้ใดได้เห็นแล้วย่อมรู้สึกได้ถึงความน่ารักน่าเลื่อมใส บางคนยิ้มข้างใน บางคนยิ้มออกมาข้างนอกอย่างไม่รู้ตัว
พระเถระผู้เฒ่าผู้นั่งรถเข็นท่านนี้ชื่อ ชอบ ฐานสโม มาจากวัดป่าโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย ปัจจุบันอายุได้ 92 ปีเศษ
ชีวประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดิมชื่อ บ่อ เกิดในสกุล แก้วสุวรรณ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2444 ตรงกับวันพุธขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ที่บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
บิดาชื่อ มอ มารดาชื่อ พิลา มีพี่น้องร่วมอุทร 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ท่านเป็นคนโต
ปัจจุบันนี้พี่น้องของท่านสิ้นหมดแล้ว เหลืออยู่แต่ท่านคนเดียว
ตระกูลดั้งเดิมของท่านอาศัยอยู่ในเขตอำเภอด่านซ้าย มีพื้นที่เป็นป่าเขาส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรมคือทำนาเป็นหลัก ภายหลังอพยพมาอยู่ที่บ้านโคกมน และท่านก็ได้ถือกำเนิดที่นี่
ปฐมวัย
ชีวิตวัยเด็กของลูกชาวนาของท่าน คือชีวิตของคนทำนาเมื่อศตวรรษก่อน เป็นภาพของอดีตที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือบทเพลงอีสานสักเพลงได้
หอมดอก ผักขะแยง ยามฟ้าแลงค่ำลงมา แอ่ดแอดเขียดจะนา ฮ้องยามฟ้าหุ่ง ห่วน ห่วน เขียดโมเขียดขาคำเหมือนหมอลำพากันม่วน เมฆดำลอยปั่นป่วนฝนตกมาสู่อีสาน
หมู่หญ้าตีนกั๊บแก้ ถึกฝนแลเขียวตระการ ควายทุยเสร็จจากงานเล็มหญ้าอ่อนอยู่ตามคันนา รุ่งแจ้งพอพุมฝูตื่นเช้าตรู่รีบออกมา เร่งรุดไถฮุดนา รีบนำฟ้าฟ้าวนำฝน
อีสานบ้านของเฮาอาชีพเก่าแต่นานตน เอาหน้าสู้ฟ้าฝน เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา
ม่วนเอ๋ย ม่วนเสียงกบ ร้องอ๊บ อ๊บ กล่อมลำเนา ผักเม็ก ผักสะเดา ผักกะโดน และผักอีฮีน
ธรรมชาติแห่งท้องนา ฝนตกมามีของกิน..
วันนี้เมื่อร้อยปีก่อนชีวิตบ้านท้องนาคืออย่างนี้
วันนี้หลังจากร้อยปีผ่านไป ชีวิตบ้านท้องนาก็คืออย่างนี้
บทบาทของลูกชายคนโตของครอบครัวชาวนาจึงต้องทำงานตัวเป็นเกลียว พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ออกไปสู่ท้องนาปักไถหว่านกล้าดำนา ก็ต้องเลี้ยงควาย ส่งอาหาร และดูแลน้อง ๆ
เวลาว่างก็ออกหาอาหารเก็บผักหญ้า หาหน่อโจดหน่อบง แต่เรื่องล่ากะปอม ขุดปูจับปลาเป็นสิ่งที่ท่านไม่ชอบทำ
ท้องนาคือแหล่งอาหาร ป่าดงคือตลาดสดใหญ่ ฝนตกเมื่อไรก็ราวกับมีมือกวักเรียกให้ออกไปข้างนอก ฝนสร้างอาหารสร้างอาชีพให้ชาวนาแม้นว่าชีวิตอย่างนั้นจะแสนลำบากยากเข็ญ แต่มันก็สร้างชีวิตคนท้องนาให้อยู่รอดสืบสกุลกันมาโดยตลอด
พระเถระผู้เฒ่าสองท่านคือ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่ชอบ เคยพบกันและสนทนาฟื้นอดีตสมัยเป็นเด็กชาวนาด้วยกัน
พวกศิษย์ที่มีบุญหูได้ยินได้ฟังยังจำไม่ลืม
บางคนน้ำตาออกในอก
ผู้พี่คนโตได้เขียดมาตัวหนึ่ง แบ่งขาให้น้องได้กิน น้องร้องขอพี่ชายกินอีก พี่ชายต้องทำใจแข็งดุเสียงสั่น
จะกินล้างผลาญอะไรกัน เขียดทั้งตัวเชียวรึ ไม่ได้หรอก ขาเดียวก็พอแล้ว
รู้จักเขียดไหมครับ ตัวมันกระจ้อยร่อยแค่นั้นเอง
อุปนิสัย
หลวงปู่ชอบในวัยเด็กเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่เคยทำความหนักใจให้พ่อแม่ เป็นผู้เก็บตัว ไม่ค่อยคลุกคลีกับหมู่คณะและเพื่อนฝูง เงียบขรึม ไม่เล่นหัว ถามคำตอบคำ ถ้าจะเล่นก็เล่นตามลำพังเงียบๆคนเดียว
เรียกว่าโดดเดี่ยวผู้อาจหาญก็ได้
นิสัยโดดเดี่ยวองอาจได้แสดงชัดเมื่อเป็นพระภิกษุ ไปไหนมาไหนคนเดียว ธุดงค์คนเดียว ไม่หวั่นไหวว่าสถานที่จะต้องไปข้างหน้าคือป่าเสือ หรือดงจระเข้ ไม่เคยหาเพื่อนร่วมเดินทาง ไม่เคยรอออกไปสู่โลกกว้างกับใคร มาและไปอย่างเงียบเชียบลึกลับ
ครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ หลายสิบปีมาแล้ว ผมเลือนไปว่ามีงานพิธีชุมนุมพระสงฆ์ด้วยเรื่องอะไร พระสงฆ์มาชุมนุมกัน ถ้าจำไม่ผิดคือที่ วัดเจดีย์หลวง มากมายเป็นประวัติการณ์ มีการแสดงธรรมโดยพระเถระคนสำคัญสลับกันไป
ภิกษุรูปหนึ่งปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ ปักกลดแล้วนั่งลง ผู้รู้จักท่านก็รีบเข้าไปกราบนมัสการ และแพร่ข่าวว่าท่านก็มา ผู้ไม่รู้จักก็สนใจภิกษุอะไรที่ไม่เคยรู้จัก แต่ทำไมพระสงฆ์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและสนใจเป็นพิเศษ ถึงเวลานิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ก็ปรากฏว่ากลดของท่านถูกถอนหายไปแล้ว
บางคนไม่รู้ว่าท่านไปแต่เมื่อไร และเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าท่านมาแต่เมื่อไหร่
มาจากไหน จะไปไหน ไม่มีใครรู้ทั้งสิ้น
นี่คือหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
ความรู้ได้มาจากวัด
การศึกษาของวัยเด็กแห่งผู้คนสมัย 80 กว่าปีก่อน ไม่อยู่ในโรงเรียน แต่อยู่ในวัด มีภิกษุเป็นครูสั่งสอนอบรมจนอ่านออกเขียนได้ ไม่มีประกาศนียบัตรแสดงระดับขั้นของการศึกษา แต่การอ่านออกเขียนได้คือประกาศนียบัตรอยู่ในตัว
ประกาศนียบัตรฉบับอ่านออกเขียนได้จึงเป็นสมบัติของหลวงปู่ชอบมาแต่ครั้งนั้น ครั้งที่ในกรุงเทพมหานครก็ยังขาดแคลนโรงเรียนเช่นกัน
กำพร้าพ่อ
อายุ 9 ขวบกว่า พ่อก็สิ้น เด็กชายอายุแค่นี้จึงเป็นผู้ชายที่มีอายุมากที่สุดในบ้าน ดังนั้นพ่อเคยมีแม่อยู่เคยงข้างในกลางแจ้ง กลางนา บัดนั้นหลวงปู่ชอบก็อยู่เคียงข้างแม่ทุกสถานการณ์
ย้ายถิ่น
สิ้นพ่อ-บ้านโคกมนก็สิ้นความอุดมสมบูรณ์ ไร่นาไม่ได้ผลดี ฝืดเคืองขึ้นเรื่อย ๆ นักเดินทางค้นหาถิ่นใหม่ กลับบ้านโคกมนส่งข่าวตำบลเชียงพิน อำเภอหมากแข้ง ว่าเป็นแหล่งทำมาหากินที่ดีกว่าบ้านโคกมน ในที่สุดการโยกย้ายก็มาถึง
คนบ้านโคกมนแบ่งออกเป็นสองส่วน คือที่ยังรักถิ่นบานเดิมก็ยังอยู่ต่อไป ที่หวังความแจ่มใสในเบื้องหน้าก็ถอนเสาเรือนไป ครอบครัวของหลวงปู่ชอบอยู่ในกลุ่มหลัง ซึ่งแม้ว่าเมื่อย้ายสู่เชียงพินแล้วก็ตาม โคกมนก็ยังเป็นถิ่นที่ท่านถวิลหา จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันบ้านโคกมนได้เป็นที่พำนักของท่านในยามชราภาพแล้ว
(ต.เชียงพิน อ.หมากแข้ง อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี)
ที่มาแห่งชื่อ ชอบ
เมื่ออายุได้ 14 ปี มีพระธุดงค์รูปหนึ่งจาริกมาปักกลดที่วัดบ้านตระครูแซ ซึ่งเป็นบ้านใกล้ของหลวงปู่ชอบ พระธุดงค์รูปนั้นเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ชื่อว่าพระอาจารย์พา จริยาวัตรและกิริยาของท่านดูงดงามน่าเลื่อมใส จึงจูงใจให้ชาวบ้านทังหลายมีศรัทธาเลื่อมใส พากันมาปรนนิบัติวัฏฐาก ถวายกัปปิยะจังหันไม่ขาด ตัวหลวงปู่ชอบเองก็ได้ติดตามแม่ของท่านไปกราบนมัสการพระอาจารย์พาด้วย
ค่าที่เป็นเด็กชาย วัยกำลังเหมาะแก่การงาน จึงได้รับการมอบหมายให้อยู่คอยปรนนิบัติพระอาจารย์พาอย่างใกล้ชิดทุกๆวัน
เวลาเนิ่นนานพอสมควรสำหรับการอยู่ที่นี่ของพระอาจารย์พา และเป็นเวลาเท่าๆกัน สำหรับหลวงปู่ชอบที่ได้อยู่กับพระอาจารย์พา
วันหนึ่ง
บวชกับเฮาไหม พระอาจารย์พาถาม
ชอบครับ ท่านตอบ
บวชกับเฮาแน่รึ พระอาจารย์ถามย้ำอีกครั้ง
ชอบครับ
ถามอะไรเกี่ยวกับบวชเป็นอันว่าตอบว่า ชอบครับ เสมอไป
เรื่องแปลกประหลาดจึงเกิดแก่ครอบครัวของท่านทันทีเมื่อท่านไปขออนุญาตลาครอบครัวออกบ
วช
เจ้าจะบวชแน่รึ แม่ถาม
ชอบครับ ท่านตอบคำเดิม
เด็กชายบ่อ จึงกลายเป็นเด็กชายชอบไปแต่นั้น
ผ้าขาวน้อย
หลวงปู่ชอบได้เล่าเองว่าท่านเป็นตาปะขาว หรือผ้าขาวน้อย ถือศีล 8 อยู่กับพระอาจารย์พา 4 ปีเต็มๆ รับการฝึกอบรมข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ จนเข้าใจดี และเริ่มคุ้นเคยต่อการเดินออกไปในป่าเขาตามอย่างพระธุดงค์ แม้ว่าในตอนแรกๆ จะมีความหวาดกลัวและความลำบากอยู่บ้าง แต่ท่านได้ปลุกปลอบกำลังใจตนเองว่า ความลำบากนั้นท่านอาจารย์พาทนได้ ทำไมเราจะทนไม่ได้ ความน่ากลัวท่านอาจารย์พาก็อยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้
กำลังใจก็มาเพราะว่าความท้อถอยถูกกดข่มหัวลงไป
คิดถึงครอบครัว คิดถึงแม่ และน้องก็คิดถึง บางวันโพล้เพล้เย็นค่ำเห็นนกกาบินกลับรัง ก็คิดถึงรังของตนเองคงเป็นธรรมดา
แต่ใจมันชอบภาวนาเสียแล้ว ภาวนาแล้วมีความสงบเยือกเย็นดี
และคำปริศนาของอาจารย์พาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านไม่ถอยหลัง คำว่า พ้นทุกข์ และทุกข์อันใหญ่แห่งการเวียนว่าตายเกิด เป็นคำเป็นความหมาย ท่านหวังจะพบความจริง
ท่าน อาจารย์ได้พร่ำสอนว่า นี่เป็นหนทางที่จะให้พ้นทุกข์ ทุกข์ใหญ่ของมนุษย์ และสัตว์ท่านว่าอยู่ที่การเวียนว่ายตายเกิด ปราชญ์จะต้องทำตนให้พ้นจากทุกข์ใหญ่ เราเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักทุกข์ใหญ่ว่าเป็นจริงอย่างไร แต่ทุกข์ที่เราเห็นนั้นก็มีชัดอยู่แล้ว ถ้าเรายังอยู่กับบ้าน ติดบ้าน ติดเพื่อน ติดญาติพี่น้อง ไม่ติดตามท่านอาจารย์ออกแสวงหาทางพ้นทุกข์ที่เราก็เห็นชัดของเราเองนั้น เราจะมีวันหลุดพ้นไปได้อย่างไร
ทุกข์ที่ท่านเห็น ว่ากันว่าน่าจะเป็นทุกข์จากการดำรงชีวิตอยู่ในโลกตามแบบของฆราวาสที่วุ่น ลำบากกับการหาอยู่หากิน ทั้งยากจนข้นแค้น ทั้งหิวโหยบางครั้ง
ทวนไปถึงสมัยอายุ 7 ขวบ ท่านทำงานใหญ่เกินตัว เก็บครั่งแล้วหาบมันออกเดินหน้าตามขบวนผู้ใหญ่ไปขายถึงเมืองอุดรฯ ไปเอง ไม่ได้ถูกบังคับหรือขอร้อง ไปด้วยใจสมัครอยากจะเพิ่มพูนรายได้จุนเจือครอบครัวที่แสนยาก
ขี้ครั่ง 10 กิโลกรัมสำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ แสดงความหมายอันแรงกล้า ไปเพื่อได้บรรลุถึงความปรารถนาอย่างแท้จริง
ภาพของท่านควรจะเป็นภาพเด็กเดินโงนเงนไปอย่างท้องนา เป็นภาพแห่งการต่อสู้กับของหนักบนบ่าและเพียรทนเพื่อเงิน
9 วัน 9 คืน บ่าแตกเป็นแผลระบมก็เพื่อเงินจากค่าของขี้ครั่ง 10 กิโลกรัม
6 บาท
แต่ 6 บาทของท่านสมัยนั้นก็สามารถซื้อควายให้ครอบครัวท่านได้ถึง 5 ตัว
สมัยนั้นควายตัวละ 50 สตางค์ ท่านว่า
บางคราวขี้ครั่งมีผู้แย่งขาย ท่านก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน ยาสูบ หรือขี้ไต้ ก็ได้ทั้งนั้น เที่ยวไหนเหนื่อยหนักก็ขายเสียแค่หนองบัวลำภู ได้เงินน้อยลงหน่อยก็เอา ท่านจึงรู้ซึ้งเป็นที่ยิ่งว่า เงินเป็นของหายากลำบากแท้
เรายังเด็กอยู่ เคยทำมาหากิน เคยเลี้ยงควาย เคยช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา ถ้ายังติดข้องอยู่อย่างนี้ก็คงไม่พ้น..เติบโตไป ต้องเข้าเทียมแอก เทียมไถแห่งชีวิต หมุนเวียนอยู่รอบกองทุกข์เช่นนี้อย่างไม่มีวันหยุดยั้ง เหมือนควายที่เราเลี้ยง ปักหลักไว้กลางนา ปล่อยเชือกที่ฟั่นเหนียวไว้ยาวเพียงระยะหนึ่ง มันจะกินหญ้า กินน้ำ จะถ่าย จะเล่นปลักโคลน ก็วนเวียนอยู่ในระยะความยาวของเชือกนั้น ดูเผินๆ เหมือนว่ามันมีอิสระเสรี แต่ความจริงมันมีวงชีวิตจำกัดอยู่รอบเสานั้น จะฝ่าฟันออกไปให้หลุดพ้นก็ได้ยินเสียงกระดึงดังอีก มนุษย์ผู้เป็นนายก็จะมาขันเชือกชะเนาะให้เปลาะแน่นเข้าอีก
เราเป็นมนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ ทำไมจะยอมอยู่ในวงวัฏฏแค่ปลายเชือกควายที่เราเห็นเป็นตัวอย่างอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน เราจะต้องหลุดจากกองทุกข์ให้ได้
บรรพชาเป็นสามเณร
ผ้าเหลืองผืนแรกได้คลุมกายเมื่ออายุท่านครบ 18 ปี
พระอาจารย์พาออกปากอนุญาตให้ท่านบวชเป็นสามเณรได้ หลังจากดูท่านมานานถึง 4 ปีเต็ม
ผ้าเหลืองก็ไม่เคยเปลี่ยนเป็นสีอื่นอีกตลอดชีวิต
จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 261
2. บทแทรกระหว่างผ้าขาวกับผ้าเหลือง
มีความจริงอยู่ว่า ภายหลังจากอยู่ในผ้าขาวมา 4 ปีเต็ม และได้รับอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรได้แล้วนั้น ท่านได้ออกมาเป็นฆราวาสอย่างเดิมชั่วเวลาหนึ่ง
ท่านอธิบายว่า
เรา ชอบบวช เราชอบอยู่ในธรรมวินัย เราจะเจริญรอยตามท่านอาจารย์ของเรา เราจะบวชเพื่อข้ามกองทุกข์ เราจะบวชไม่สึก เราเชื่อว่าเรามีใจแน่วแน่ต่อพระศาสนาอย่างมั่นคง ซึ่งท่านอาจารย์ของเราได้สอนว่า จิตมนุษย์กลับกลอกเชื่อยาก วันนี้ว่าจะบวชแน่นอน จะบวชไม่สึก พรุ่งนี้ก็อาจเปลี่ยนไปได้ แต่เราได้ออกมาสู่ร่มเงาของศาสนาแต่เด็กเล็ก แทบจะไม่เคยพบเห็นชีวิตตามปกติของฆราวาสวิสัยของหนุ่มสาวเลย ถ้าเราออกบวชไปแล้ว กลับไปพบสิ่งยั่วยวนชวนกิเลสให้มันยอกย้อนซ้อนกลเอาเล่า เราจะทำฉันใด เรามิถูกมันรุกล้ำกระหน่ำเอาจนโงหัวไม่ขึ้นหรือ
ด้วยข้อคิดพิจารณาอย่างนี้ ท่านจึงขออนุญาตท่านอาจารย์พา กลับบ้านชั่วคราวก่อน เพื่อลองชีวิตฆราวาสในวัยหนุ่ม 18 ปีว่าเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์พาอนุญาต
หนุ่มชอบก็โลดแล่นไปตามวิถีแห่งวัยรุ่นหนุ่มไปสุดเหวี่ยงสุดเดชจริง ๆ
แฟชั่นของหนุ่มสมัยนั้นคือต้องสักลาย ใครไม่มีรอยสักไม่ใช่ชาย เมื่อไม่ใช่ชายแล้วจะให้หญิงที่ไหนมาสนใจ หญิงย่อมไม่ฮัก ไม่ชอบ
เพื่อนทั้งหลายก็สักและก็หนุนให้ท่านสักด้วย
สักก็สักซีล่ะจะเป็นไรไป
ลายสักของท่านนั้นเป็น ตัวมอม
สารานุกรม อีสาน-ไทย-อังกฤษ ของดร.ปรีชา พิณทอง
มอม 1 น.สิงห์ดำ สิงโตดำ เรียกมอม ลายสักตามแขนขาเป็นรูปสิงโต เรียกลายมอม
ลายมอมของหลวงปู่ชอบยังอยู่ที่ขาข้างซ้ายจนทุกวันนี้
ปกติจะต้องสักทั้งสองข้าง ข้างละ 1 ตัว จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ แต่ท่านทนเจ็บไม่ไหว เห็นว่าทำไมจะต้องทนเจ็บไปเพื่ออะไร จึงเลิกสักก็เลยได้มอมติดขาข้างซ้ายมาจนทุกวันนี้เพียงขาเดียว
เสียเงินค่าสักไป 50 สตางค์
เมื่อปี 2527 หลวงปู่ชอบไปเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่ดอยแม่ปั๋ง ทั้งสองท่านคุยกันถึงเรื่องสักลาย ต่างก็เปิดขาลายมาอวดกัน แล้วหัวเราะไปด้วยกัน
ต่อไปชีวิตหนุ่มจะได้ครบเครื่องยิ่งขึ้นก็ต้องมีการไปเล่นสาว หรือจกสาว
เล่นสาวทางภาคเหนือเรียกว่าแอ่วสาว คือไปจีบสาวนั่นเอง เล่นสาว แอ่วสาว หรือจีบสาว ก็แค่คุยกันเท่านั้น แต่ถ้าลึกซึ้งถึงใจกว่านั้นก็ต้องถึงขั้นจกสาว
จกแปลว่าล้วง เช่น จกกระเป๋าก็คือล้วงกระเป๋า
จกสาวก็คือล้วงสาว
นึกภาพเอาเองก็แล้วกัน
หลวงปู่เล่าอย่างขันๆว่า ได้ตามเพื่อนไปเล่นสาวจกสาวตามอย่างเขา แต่ว่าสาวเจ้าจะเอามีดฟันหัวท่านเข้าให้
สาวเจ้าว่าท่านไปล่วงเกินเขา
โอ้หนอ-ชีวิตฆราวาสมันขัดข้องวุ่นวายอย่างนี้นี่เอง ไม่เห็นแก่นสารสาระอะไรเลย ไม่เห้นความน่ายินดีกับชีวิตที่หมกมุ่นวุ่นวายที่เหมือนจมอยู่ในกองมูตร กองคูถนี้เลย
ท่านหันหลังกลับ เดินหน้าเข้ากราบท่านอาจารย์พาทันที
เพศพรหมจรรย์
ท่านอาจารย์พาเป็นธุระดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ผ้าขาวชอบศิษย์ของท่านได้ บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านนาแก บ้านนากลาง อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่ชอบใช้ชีวิตสามเณรอยู่นาน 4 ปีกว่า จนมีอายุครบ 23 ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสร่างโศก ปัจจุบันคือ วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ในวันที่ 21 มีนาคม 2467 มีพระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ มีนามฉายาว่า ฐานสโม
นิสัยทางปริยัติธรรมไม่มี
หลวงปู่ได้เล่าว่า ตัวท่านเองเมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้มีนิสัยในทางที่จะสนใจศึกษาพระปริยัติธรรม มากนัก แค่ท่องปาติโมกข์ยังต้องใช้เวลานาน 7 ปีจึงท่องได้
รู้ความแต่ไม่ได้ท่องจำ ท่านอธิบาย นานๆท่องเถื่อหนึ่ง บางที 2 เดือนท่องเถื่อหนึ่ง บางที 3 เดือนท่องเถื่อหนึ่ง สนใจแต่ภาวนามากกว่า
ท่องเถื่อหนึ่งก็คือ ท่องสักครั้งหนึ่ง
หลวงปู่ยังบอกเรื่องภาวนาของท่านอีกด้วยว่า ท่านเอาแต่ท่องพุทโธแต่คำเดียว ท่องโดยไม่ได้กำหนดคำว่าพุทโธ ควบคู่กับลมหายใจ
เรียกว่าไม่ได้ภาวนาด้วยอานาปานสติ
แต่เป็นบริกรรมพุทโธสติว่างั้นเถอะ
บริกรรมพุทโธอย่างเดียว จิตของท่านก็รวมลงสู่ความสงบได้ง่ายๆ เกิดความรู้อันพิสดาร เห็นของแปลกๆ ที่เกินกว่าสายตามนุษย์จะเห็นได้ รู้กระทั่งความรู้สึกนึกคิดผู้อื่น
ไม่ได้อยากเห็นก็เห็นเอง ไม่ได้อยากรู้ก็รู้ขึ้นมาเอง
เรียกว่าของมันเป็นเอง
เรื่องที่เขานึกอยู่ในใจก็ได้ยินชัดแจ๋ว
ท่านว่าตอนแรกที่เกิดเรื่องแปลกนี้ขึ้นนั้นท่านทั้งตกใจ ประหลาดใจ แต่กาลเวลาผันผ่านไป จึงได้เข้าใจว่าอะไรคือความจริง อะไรไม่จริง อะไรเป็นแค่ภาพนิมิต ก็ระงับลงได้ด้วยสติรู้เท่าทัน และไม่ให้ความสนใจมากนัก
ไม่นึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ
หลวงปู่ได้อธิบายต่อไปว่า เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ก็ได้ให้กำลังใจและความมั่นใจว่าในเมื่อท่านเป็นผู้มี นิสัยวาสนาทางนี้แล้ว ควรเร่งทำเพียรต่อไป ไม่ควรให้ความสนใจต่อสิ่งที่เป็นเหมือน-แขกภายนอก-เหล่านี้
อย่านึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ
ผู้ ใดมีวาสนาบารมีสร้างสมอบรมมาอย่างไร ก็ย่อมได้รับผลเป็นไปอย่างนั้นเปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ หากเอาเมล็ดมะม่วงมาปลูก วันหนึ่งก็ออกผลเป็นมะม่วงไม่มีทางจะเป็นอื่นไปได้ จะออกผลเป็นมะไฟ มะปรางก็ไม่ได้
ผู้ไม่เคยปลูกมะม่วงจะรอให้มะม่วงเกิดขึ้นเองก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
หลวงปู่เองเป็นผู้มีวาสนาบารมีมาแต่บรรพชาติ จิตจึงเกรียงไกรมีอานุภาพ แต่ควรจะประมาณตน เพราะความรู้ในสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผู้ทำเพียรภาวนา
นักปราชญ์จะมัวหลงงมงายอยู่กับสิ่งที่เป็นความรู้ภายนอกอันเป็นโลกีย์อภิญญา ไม่ได้ เพราะว่าจุดหมายปลายทางของปวงปราชญ์ราชบัณฑิตนั้นอยู่ที่การกำจัดอาสวะกิเลส ที่หมักดองอยู่ในสันดานของเราให้หมดสิ้นไปโดยไม่เหลือแม้แต่เชื้อ
คำอบรมสั่งสอนเหล่านี้หลวงปู่น้อมรับด้วยความเคารพ แม้หมู่เพื่อนจะพอรู้จักภูมิธรรมของท่านและให้ความเกรงใจ แต่ท่านก็ถ่อมตัวเจียมตนไม่เห่อเหิมอวดดีแต่อย่างใด
ท่านว่าระยะแรกๆ ที่ได้รู้ได้เห็นสิ่งแปลกๆนั้น ท่านเต็มไปด้วยความระวังตัว คือไม่แน่ใจว่าผู้อื่นจะเห็นจะรู้เหมือนอย่างที่ท่านรู้เห็นหรือไม่ หากปรากฏว่าท่านรู้เห็นอยู่คนเดียว การทักทายปราศรัยของท่านหรือการสนทนาของท่านก็อาจถูกมองเห็นเป็นอย่างคนบ้า ประหลาดได้ เช่นเห็นว่าท่านพูดคุยอะไรอยู่ได้คนเดียว
ท่านจึงเป็นผู้เงียบสงบ ไม่พูดจาสุงสิงกับใคร กลายเป็นผู้โดดเดี่ยวยิ่งๆขึ้นไปอีก
ทั้งที่ท่านได้บอกว่า ใช้ภาษาใจได้ประโยชน์กว่า
พบกัลยาณมิตร
พรรษาแรกของการบวชเป็นพระภิกษุของหลวงปู่ชอบ คือ ปี 2468 ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่วัดป่านาคำใหญ่ เพราะเหตุว่าเป็นวัดป่าที่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนามากกว่าจะอยู่วัดสร่างโศก ซึ่งมีลักษณะเป็นวัดบ้าน
ออกพรรษาก็ธุดงค์ไปตามป่าเขาจนเข้าพรรษาที่ 2 ก็อยู่พำนักที่วัดศรีมงคลเหนือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร
พรรษาที่ 3 กลับมาอุดรธานี และจำพรรษาที่วัดป่าหนองบัวบาน อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำบลเชียงพิน ซึ่งโยมแม่และญาติพี่น้องอาศัยอยู่
วัดหนองบัวบาน เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมหนองใหญ่ แต่เป็นคนละวัดกับวัดป่านิโครธาราม บ้านหนองบัวบาน ที่หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้สร้างไว้ภายหลัง
ที่นี่เอง ท่านได้เพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง แม้ว่าภิกษุนั้นจะมีอายุมากกว่าท่าน 10 กว่าปีก็สามารถคบหาเป็นกัลยาณมิตรกันได้ ต่างมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันดี และคบหากันตลอดมาเป็นเวลายาวนานนับ 60 ปี จนกระทั่งภิกษุท่านนั้นถึงกาลมรณภาพไป
ภิกษุท่านนั้นคือ หลวงปู่ขาว อนาลโย
ยาทิสํ กุรุเต มิตตํ ยาหิสญฺจ เสวติ
โสปิ ตาสิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส
บุคคลใดคบคนเช่นใดเป็นมิตร และส้องเสพคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นคนเช่นนั้น
ทั้งสองท่านจำพรรษาอยู่ร่วมกันในวัดป่าหนองบัวบาน 3 พรรษา โดยเริ่มที่ พ.ศ. 2470 ไปสิ้นสุดที่ พ.ศ. 2472
ถึงกับมีผู้ยกย่องท่านทั้งสองว่าเปรียบเสมือนพระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตร เพราะว่าต่างกำลังแสวงหาโมกขธรรมเพื่อก้าวล่วงพ้นกองทุกข์ด้วยกัน เหมือนพระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตรสมัยที่ยังไม่พบพระพุทธเจ้า
ดังนั้นทั้งสององค์ต่างให้สัญญาแก่กันว่า ถ้าใครพบครูบาอาจารย์สอนทางพ้นทุกข์ได้ก็ต้องบอกกัน
(โปรดอ่านต่อพรุ่งนี้)
จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 262 ประมาณปีพ.ศ.2534-35
3. พบพระอาจารย์มั่น
จริงๆแล้ว ชื่อของพระอาจารย์มั่น ไม่ได้แปลกสำหรับหลวงปู่ชอบแต่อย่างใด นั่นเพราะพระอาจารย์พาผู้เป็นอาจารย์องค์แรก ได้กล่าวถึงท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์พาอีกทีอยู่เสมอ แต่หลวงปู่เองก็หาได้มีโอกาสเข้าพบพระอาจารย์มั่นไม่
ทุกถ้อยทุกคำที่ท่านอาจารย์พากล่าวถึงพระอาจารย์มั่น ล้วนเป็นถ้อยเป็นคำที่แสดงความเทิดทูนเคารพอย่างสูงสุด
ท่านเองมีความเห็นว่าท่านอาจารย์พาเป็นผู้เคร่งครัดในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ มากที่สุด แต่พระอาจารย์พาบอกว่าพระอาจารย์มั่นเคร่งครัดยิ่งกว่า
ท่านว่าพระอาจารย์พาเทศนาเก่งที่สุด แต่พระอาจารย์พาบอกว่าพระอาจารย์มั่นเทศนาได้ล้ำลึกพิสดารกว้างขวางมากยิ่งกว่า
พระอาจารย์พาอ่านใจคนได้เก่ง-พระอาจารย์มั่นยิ่งเก่งกว่า
อ่านใจคน ดักใจคน รู้วาระจิตคนในทุกวินาที
พระอาจารย์มั่นเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ซึ่งยากที่จะพบได้ในสมัยนี้ ท่านคือพระที่เป็นพระอันประเสริฐ เป็นนาบุญอันเลิศ ยากจะหาเนื้อนาบุญใดมาเทียบได้ ควรที่เธอผู้สนใจ ใฝ่ทางธรรมจะได้ไปกราบนมัสการขอถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านอาจารย์พาย้ำบอกเพื่อให้ท่านแน่ใจ
การเข้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์มั่นนั้นเป็นเรื่องที่ท่านต้องช่วยตนเอง ต้องสดับข่าวและดิ้นรนขวนขวายไปพบพระอาจารย์มั่นเอง
ชื่อพระอาจารย์มั่นนั้น เมื่อหลวงปู่ชอบได้ปรารภกับใคร เป็นอันว่ากิตติคุณและอุโฆษแห่งชื่อของท่านยิ่งระบือขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าใครล้วนกล่าวถึงท่านด้วยคำสรรเสริญอันเป็นที่สุดอย่างแท้จริง ท่านก็ยิ่งแน่ใจ
แต่ว่าโอกาสจะได้พบพระอาจารย์มั่นนั้นยังเป็นเรื่องไกลเกินหวัง
จำพรรษาอยู่ยโสธร ก็ได้ข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่อุดร พอมาอุดรก็ได้ข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่สกลนคร
มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเสมอ
ความจริงอุดรก็อยู่ชิดสกลนครปานนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากในการติดตามไปพบพระอาจารย์มั่นเลย แต่ความจริงของเมื่อร่วม 70 ปีก่อน อุดร-สกล ใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกตามหาด้วยสองเท้า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ว่าไปอย่างลัดนิ้วมือเดียวก็ถึงแล้ว
ในที่สุด ด้วยความพยายามนานนับปี หลวงปู่ชอบก็ได้พบพระอาจารย์มั่นสมปรารถนาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
ไล่ตะเพิดแต่วินาทีแรก
หลวงปู่เล่าว่าพอวางบริขารลงกราบนมัสการท่านอาจารย์มั่น ก็โดนดุเสียงดังลั่น แถมตะเพิดส่งให้ออกจากสำนักทันที
ตกใจและงงอย่างที่สุด
ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่โดยไม่มีเค้าของเมฆฝน
ท่านไล่ก็ต้องไปซีล่ะ
เก็บบาตรบริขารทั้งปวงแล้วกราบลาด้วยความหวั่นกลัวและลนลานเดินออกจากที่นั่นไปอย่าง
เดียวดายเหมือนขามาไม่มีผิด
วาสนาบารมียังอุดหนุน
รอบๆที่พักของพระอาจารย์มั่นเวลานั้น มีที่พักและสำนักของพระอื่นๆ อยู่ข้างเคียงหลายแห่ง โดยที่แต่ละสถานที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก หลวงปู่ชอบจึงเดินเข้าสำนักหนึ่งเพื่อขออาศัยพักค้างคืน เพราะว่าเวลานั้นจวนมืดค่ำแล้ว หมายว่ารุ่งเช้าจะได้เดินทางต่อไป
วันใหม่ หลังฉันเช้าเสร็จสิ้นลง ท่านได้เก็บเครื่องบริขารทั้งหมด เตรียมตัวจะออกเดินทางต่อไป
พระและเณร 2 รูป ก็เดินเข้ามาหา
ท่านมองดูอย่างสงสัย
ท่านอาจารย์มั่นให้มาตามท่านกลับไปครับ
หลวงปู่ชอบยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก
ท่านให้มาตามกลับไปจริงๆ ครับ
หน้ามือกลับหลังมือ
ไม่เหมือนเมื่อวานเลยแม้สักน้อย ไม่มีคำดุ ไม่มีคำตะเพิดส่ง ท่านอาจารย์มั่นเปลี่ยนไปอย่างคนละคน อย่างพลิกฝ่ามือ
พระอาจารย์มั่นได้สนทนาปราศรัยเป็นอันดี ซักถามความประสงค์และการบำเพ็ญภาวนาที่ได้ปฏิบัติมาจนเป็นที่เข้าใจแล้ว พระอาจารย์มั่นก็สั่งให้จัดหากุฏิที่พักสำหรับหลวงปู่ชอบโดยไม่มีท่าที รังเกียจอีกแล้ว
ไม่มีใครทราบว่าทำไมเหตุการณ์สองวัน คือเมื่อวานไล่ส่ง วันนี้ต้อนรับ จึงผิดแปลกกันอย่างขาวเป็นดำหรือดำเป็นขาว
ถามหลวงปู่ชอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านก็ตอบด้วยอาการยิ้มๆไม่พูดอะไรสักคำ
นึกไปถึงสมัยหนึ่งที่พระอาจารย์ฝั้นและพระอาจารย์อ่อนเดินทางมากราบพระ อาจารย์มั่นพร้อมด้วยจีวรใหม่เอี่ยม พระอาจารย์มั่นยังแว้ดเอาว่า
พระเจ้าชู้
นั่นเป็นเหตุผลที่ค้นหาได้ แต่กรณีหลวงปู่ชอบถูกตะเพิดออกนอกวัด มองไม่เห็นเหตุผลใดๆที่จะเหมาะสมพอแก่การอ้างอิง คงคิดเดาเอาว่าน่าเป็นอุบายลองใจหลวงปู่ชอบของพระอาจารย์มั่น
เช่นครั้งหนึ่ง พระอาจารย์มั่นเคยไล่ลูกศิษย์องค์หนึ่ง
ไป๊-ไป-เจ้าผีบ้า ออกไป
อุบายของครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญมีนานัปการที่จะทดสอบจิตใจศิษย์ กิริยาดุดัน ขู่คำราม เพื่อจะดูว่าจิตของศิษย์จะอ่อนราบลงด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ไหม หรือจะโกรธไหม อาฆาตมาดร้ายไหม ล้วนเป็นวิธีการหนึ่ง อุบายหนึ่งของท่านทั้งสิ้น
จิตที่พยศจะต้องกำหราบให้เชื่องว่างั้นเถิด
โปรดโยมแม่จนมีศรัทธาออกบวช
เรื่องอบรมเทศนาโน้มน้าวจิตใจโยมแม่ให้รู้ทางธรรมนั้น หลวงปู่ท่านทำมาโดยตลอดในทุกโอกาสที่เปิดให้ จนกระทั่งโยมแม่ตั้งใจรักษาศีลจนเป็นปกติ และในที่สุดก็ปลงผมบวชชี
หลวงปู่บอกว่าท่านไม่ได้พูดจาเป็นเชิงชักจูงหรือบังคับให้โยมแม่บวช แต่ว่าท่านสมัครของท่านเอง
โยมแม่พบความสุขในเพศพรหมจรรย์ รู้จักการภาวนาจนเป็นผลน่าพอใจ กระทั่งถึงกับบอกหลวงปู่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงโยมแม่ พระลูกชายจะไปทางไหนก็ไปได้ตามสบาย
โยมแม่สิ้นไปเมื่อก่อนที่ท่านจะธุดงค์ไปพม่า
ธุดงค์พม่า
หลวงปู่ออกเดินทางไปพม่าด้วยเท้า โดยเริ่มเข้าพม่าทางด้านอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีพรมแดนติดกับพม่าโดยตลอด ท่านยังได้เดินทางจนลุถึงแคว้นอัสสัมของประเทศอินเดียด้วย
ท่านอยู่ในพม่านานพอสมควร จนสามารถพูดพม่าได้บ้าง พอจะสื่อความหมายกันได้สะดวก ดูเหมือนจะเป็นเวลา 5-6 ปี สำหรับการพำนักในประเทศพม่า ซึ่งท่านก็ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวพม่าบ้านป่าเป็นอันดี
จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สุกงอม พวกญี่ปุ่นกับอังกฤษเข้าพม่าเต็มไปหมด ความสงบสุขปราศนาการไปทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมใดหลืบเร้นไหน ในเมืองหรือในป่า ก็หาความสงบสุขปลอดภัยไม่ได้
แต่ชาวบ้านยังอาลัยหลวงปู่อยู่ไม่น้อย ได้พากันนิมนต์หลวงปู่ไปพำนักในป่าที่คาดว่าไกลตาทหารอังกฤษ ซึ่งเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย เพราะเชื่อว่าไทยเข้ากับญี่ปุ่น แต่ทหารอังกฤษก็สามารถพบตัวหลวงปู่จนได้ พวกชาวบ้านได้เข้าขัดขวาง และป้องกันหลวงปู่อย่างแข็งแรง ทั้งชี้แจงว่าท่านเป็นพระ มีคุณธรรม มีศีลธรรม ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมือง จนกระทั่งเป็นที่เข้าใจ และทหารอังกฤษกลุ่มนั้นได้แนะนำให้ท่านหนีไปจากพม่าเสีย หากมีทหารกลุ่มอื่นมาพบจะเป็นอันตราย
หลวงปู่จึงตกลงใจกลับเมืองไทย
3 วัน 3 คืนในป่าระหว่างการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ท่านไม่ได้หลับนอน ไม่ได้ฉันอาหาร มีความอ่อนเพลียเกิดขึ้นเป็นอันมาก
ถึงกับเดินโซเซก็ว่าได้
เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นคือ มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งกายแปลก ๆ ผิดไปจากชาวป่ากำลังนั่งยองๆ ยกเครื่องไทยทานทูนไว้เหนือหัว
หลวงปู่ถึงกับขนลุกซู่
ชายคนนั้นนิมนต์หลวงพ่อแวะพักสักครู่ก่อนเพื่อรับประเคนจังหัน ท่านก็อนุโลมตามนิมนต์
แปลกที่อาหารทุกอย่างมีรสแปลกประหลาด อร่อยผิดธรรมดา และยังอิ่มพอดีอีกด้วย ท่านได้ถามชายคนนั้นว่าบ้านอยู่ไหน มาจากไหน เขาตอบว่าเขามาจากโน้น ชี้มือประกอบไปเบื้องสูง บ้านก็อยู่โน้นด้วย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยลงแล้วชายคนนั้นก็ลากลับ เขาเดินกลับไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คะเนว่าอยู่ห่างราว 4 วาก็หายลับไปเลย
ชีวิตคือธุดงค์
หลวงปู่เดินออกไปในป่าเขา พำนักโคนไม้อยู่ตลอดชีวิต ตลอดกาลที่ยังแข็งแกร่งมีกำลังเดินไปได้ เป็นผู้ไม่อยู่ติดที่ เป็นเสมือนภิกษุลึกลับ เดี๋ยวโผล่ที่โน่นที่นี่อยู่เรื่อยไป
ปัจจุบัน
ทุกวันนี้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัย 92 ปี พำนักอยู่วัดป่าโคกมน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย อาพาธด้วยโรคอัมพาต ต้องนั่งรถเข็น และมีพระอุปัฏฐากอย่างใกล้ชิด แม้มีโรคอยู่อย่างนี้กลับดูท่านแข็งแรง สดใส น่าที่จะมีชนมายุยืนนานเป็นที่สุด หลายคนเชื่อว่าท่านจะอยู่เกินร้อยปีอย่างแน่นอน
ผู้ที่ยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยไปกราบท่าน สมควรสนองศรัทธาตนเองสักวันเดินทางไปที่วัดป่าโคกมนเพื่อสร้างมงคลแห่งชีวิต ตนสักครั้งก็ยังดี ....
จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 263 ประมาณปีพ.ศ.2534-35
...หลวงปู่ชอบ ฐานสโม มรณภาพเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2538 เวลา 12.15 น. ขณะนำท่านเดินทางจากโรงพยาบาลศิริราชกลับวัดป่าโคกมน จังหวัดเลย ท่านมรณภาพในระหว่างทาง สิริรวมอายุได้ 94 ปี 10 เดือน 27 วัน พรรษาที่ 70.. |