ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : สายกรรมฐาน ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตเถร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

(N)
สายกรรมฐาน ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตเถร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม


อริยชอบแห่งอีสานเหนือ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย

1. ในงานพิธีเททองหล่อพระประธานปางสมาธิ ศิลปคันธารราฐ และรูปเหมือนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร และหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 29 พฤษภาคม 2536
พระเถระผู้เฒ่าผู้กำลังอาพาธเดินไม่ได้ ต้องอาศัยรถเข็นเป็นพาหนะ ได้รับอาราธนามาร่วมพิธีนี้ด้วย
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นองค์ประธานในงานพิธีนี้ เมื่อเสด็จมาถึงได้ทรงเข้ากราบนมัสการพระเถระผู้นั่งรถเข็นด้วยพระอิริยาบถงดงาม
พระเถระผู้เฒ่ามองดูพระภิกษุผู้สง่างามอย่างสงสัย แล้วหันไปถามพระอุปัฏฐากว่า
“ไผ-ไผ” (ใคร-ใครล่ะ)
“พระสังฆราชไงหลวงปู่” พระอุปัฏฐากตอบ
“สังฆราชบ้อ, เอ้อ เอ้อ” (สังฆราชเหรอ, อ้อ อ้อ)
ทั้ง ภาพทั้งเสียงแห่งการปฏิสันถารระหว่างพระภิกษุทั้งสอง ผู้ใดได้เห็นแล้วย่อมรู้สึกได้ถึงความน่ารักน่าเลื่อมใส บางคนยิ้มข้างใน บางคนยิ้มออกมาข้างนอกอย่างไม่รู้ตัว
พระเถระผู้เฒ่าผู้นั่งรถเข็นท่านนี้ชื่อ ชอบ ฐานสโม มาจากวัดป่าโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย ปัจจุบันอายุได้ 92 ปีเศษ

ชีวประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดิมชื่อ บ่อ เกิดในสกุล แก้วสุวรรณ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2444 ตรงกับวันพุธขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ที่บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
บิดาชื่อ มอ มารดาชื่อ พิลา มีพี่น้องร่วมอุทร 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ท่านเป็นคนโต
ปัจจุบันนี้พี่น้องของท่านสิ้นหมดแล้ว เหลืออยู่แต่ท่านคนเดียว
ตระกูลดั้งเดิมของท่านอาศัยอยู่ในเขตอำเภอด่านซ้าย มีพื้นที่เป็นป่าเขาส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรมคือทำนาเป็นหลัก ภายหลังอพยพมาอยู่ที่บ้านโคกมน และท่านก็ได้ถือกำเนิดที่นี่

ปฐมวัย
ชีวิตวัยเด็กของลูกชาวนาของท่าน คือชีวิตของคนทำนาเมื่อศตวรรษก่อน เป็นภาพของอดีตที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือบทเพลงอีสานสักเพลงได้
“หอมดอก ผักขะแยง ยามฟ้าแลงค่ำลงมา แอ่ดแอดเขียดจะนา ฮ้องยามฟ้าหุ่ง ห่วน ห่วน เขียดโมเขียดขาคำเหมือนหมอลำพากันม่วน เมฆดำลอยปั่นป่วนฝนตกมาสู่อีสาน
หมู่หญ้าตีนกั๊บแก้ ถึกฝนแลเขียวตระการ ควายทุยเสร็จจากงานเล็มหญ้าอ่อนอยู่ตามคันนา รุ่งแจ้งพอพุมฝูตื่นเช้าตรู่รีบออกมา เร่งรุดไถฮุดนา รีบนำฟ้าฟ้าวนำฝน
อีสานบ้านของเฮาอาชีพเก่าแต่นานตน เอาหน้าสู้ฟ้าฝน เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา
ม่วนเอ๋ย ม่วนเสียงกบ ร้องอ๊บ อ๊บ กล่อมลำเนา ผักเม็ก ผักสะเดา ผักกะโดน และผักอีฮีน
ธรรมชาติแห่งท้องนา ฝนตกมามีของกิน..”
วันนี้เมื่อร้อยปีก่อนชีวิตบ้านท้องนาคืออย่างนี้
วันนี้หลังจากร้อยปีผ่านไป ชีวิตบ้านท้องนาก็คืออย่างนี้

บทบาทของลูกชายคนโตของครอบครัวชาวนาจึงต้องทำงานตัวเป็นเกลียว พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ออกไปสู่ท้องนาปักไถหว่านกล้าดำนา ก็ต้องเลี้ยงควาย ส่งอาหาร และดูแลน้อง ๆ
เวลาว่างก็ออกหาอาหารเก็บผักหญ้า หาหน่อโจดหน่อบง แต่เรื่องล่ากะปอม ขุดปูจับปลาเป็นสิ่งที่ท่านไม่ชอบทำ
ท้องนาคือแหล่งอาหาร ป่าดงคือตลาดสดใหญ่ ฝนตกเมื่อไรก็ราวกับมีมือกวักเรียกให้ออกไปข้างนอก ฝนสร้างอาหารสร้างอาชีพให้ชาวนาแม้นว่าชีวิตอย่างนั้นจะแสนลำบากยากเข็ญ แต่มันก็สร้างชีวิตคนท้องนาให้อยู่รอดสืบสกุลกันมาโดยตลอด

พระเถระผู้เฒ่าสองท่านคือ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่ชอบ เคยพบกันและสนทนาฟื้นอดีตสมัยเป็นเด็กชาวนาด้วยกัน
พวกศิษย์ที่มีบุญหูได้ยินได้ฟังยังจำไม่ลืม
บางคนน้ำตาออกในอก
ผู้พี่คนโตได้เขียดมาตัวหนึ่ง แบ่งขาให้น้องได้กิน น้องร้องขอพี่ชายกินอีก พี่ชายต้องทำใจแข็งดุเสียงสั่น
“จะกินล้างผลาญอะไรกัน เขียดทั้งตัวเชียวรึ ไม่ได้หรอก ขาเดียวก็พอแล้ว”
รู้จักเขียดไหมครับ ตัวมันกระจ้อยร่อยแค่นั้นเอง

อุปนิสัย
หลวงปู่ชอบในวัยเด็กเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่เคยทำความหนักใจให้พ่อแม่ เป็นผู้เก็บตัว ไม่ค่อยคลุกคลีกับหมู่คณะและเพื่อนฝูง เงียบขรึม ไม่เล่นหัว ถามคำตอบคำ ถ้าจะเล่นก็เล่นตามลำพังเงียบๆคนเดียว
เรียกว่าโดดเดี่ยวผู้อาจหาญก็ได้
นิสัยโดดเดี่ยวองอาจได้แสดงชัดเมื่อเป็นพระภิกษุ ไปไหนมาไหนคนเดียว ธุดงค์คนเดียว ไม่หวั่นไหวว่าสถานที่จะต้องไปข้างหน้าคือป่าเสือ หรือดงจระเข้ ไม่เคยหาเพื่อนร่วมเดินทาง ไม่เคยรอออกไปสู่โลกกว้างกับใคร มาและไปอย่างเงียบเชียบลึกลับ
ครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ หลายสิบปีมาแล้ว ผมเลือนไปว่ามีงานพิธีชุมนุมพระสงฆ์ด้วยเรื่องอะไร พระสงฆ์มาชุมนุมกัน ถ้าจำไม่ผิดคือที่ วัดเจดีย์หลวง มากมายเป็นประวัติการณ์ มีการแสดงธรรมโดยพระเถระคนสำคัญสลับกันไป
ภิกษุรูปหนึ่งปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ ปักกลดแล้วนั่งลง ผู้รู้จักท่านก็รีบเข้าไปกราบนมัสการ และแพร่ข่าวว่าท่านก็มา ผู้ไม่รู้จักก็สนใจภิกษุอะไรที่ไม่เคยรู้จัก แต่ทำไมพระสงฆ์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและสนใจเป็นพิเศษ ถึงเวลานิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ก็ปรากฏว่ากลดของท่านถูกถอนหายไปแล้ว
บางคนไม่รู้ว่าท่านไปแต่เมื่อไร และเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าท่านมาแต่เมื่อไหร่
มาจากไหน จะไปไหน ไม่มีใครรู้ทั้งสิ้น
นี่คือหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ความรู้ได้มาจากวัด
การศึกษาของวัยเด็กแห่งผู้คนสมัย 80 กว่าปีก่อน ไม่อยู่ในโรงเรียน แต่อยู่ในวัด มีภิกษุเป็นครูสั่งสอนอบรมจนอ่านออกเขียนได้ ไม่มีประกาศนียบัตรแสดงระดับขั้นของการศึกษา แต่การอ่านออกเขียนได้คือประกาศนียบัตรอยู่ในตัว
ประกาศนียบัตรฉบับอ่านออกเขียนได้จึงเป็นสมบัติของหลวงปู่ชอบมาแต่ครั้งนั้น ครั้งที่ในกรุงเทพมหานครก็ยังขาดแคลนโรงเรียนเช่นกัน

กำพร้าพ่อ
อายุ 9 ขวบกว่า พ่อก็สิ้น เด็กชายอายุแค่นี้จึงเป็นผู้ชายที่มีอายุมากที่สุดในบ้าน ดังนั้นพ่อเคยมีแม่อยู่เคยงข้างในกลางแจ้ง กลางนา บัดนั้นหลวงปู่ชอบก็อยู่เคียงข้างแม่ทุกสถานการณ์

ย้ายถิ่น
สิ้นพ่อ-บ้านโคกมนก็สิ้นความอุดมสมบูรณ์ ไร่นาไม่ได้ผลดี ฝืดเคืองขึ้นเรื่อย ๆ นักเดินทางค้นหาถิ่นใหม่ กลับบ้านโคกมนส่งข่าวตำบลเชียงพิน อำเภอหมากแข้ง ว่าเป็นแหล่งทำมาหากินที่ดีกว่าบ้านโคกมน ในที่สุดการโยกย้ายก็มาถึง
คนบ้านโคกมนแบ่งออกเป็นสองส่วน คือที่ยังรักถิ่นบานเดิมก็ยังอยู่ต่อไป ที่หวังความแจ่มใสในเบื้องหน้าก็ถอนเสาเรือนไป ครอบครัวของหลวงปู่ชอบอยู่ในกลุ่มหลัง ซึ่งแม้ว่าเมื่อย้ายสู่เชียงพินแล้วก็ตาม โคกมนก็ยังเป็นถิ่นที่ท่านถวิลหา จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันบ้านโคกมนได้เป็นที่พำนักของท่านในยามชราภาพแล้ว
(ต.เชียงพิน อ.หมากแข้ง อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี)

ที่มาแห่งชื่อ “ชอบ”
เมื่ออายุได้ 14 ปี มีพระธุดงค์รูปหนึ่งจาริกมาปักกลดที่วัดบ้านตระครูแซ ซึ่งเป็นบ้านใกล้ของหลวงปู่ชอบ พระธุดงค์รูปนั้นเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ชื่อว่าพระอาจารย์พา จริยาวัตรและกิริยาของท่านดูงดงามน่าเลื่อมใส จึงจูงใจให้ชาวบ้านทังหลายมีศรัทธาเลื่อมใส พากันมาปรนนิบัติวัฏฐาก ถวายกัปปิยะจังหันไม่ขาด ตัวหลวงปู่ชอบเองก็ได้ติดตามแม่ของท่านไปกราบนมัสการพระอาจารย์พาด้วย
ค่าที่เป็นเด็กชาย วัยกำลังเหมาะแก่การงาน จึงได้รับการมอบหมายให้อยู่คอยปรนนิบัติพระอาจารย์พาอย่างใกล้ชิดทุกๆวัน
เวลาเนิ่นนานพอสมควรสำหรับการอยู่ที่นี่ของพระอาจารย์พา และเป็นเวลาเท่าๆกัน สำหรับหลวงปู่ชอบที่ได้อยู่กับพระอาจารย์พา

วันหนึ่ง
“บวชกับเฮาไหม” พระอาจารย์พาถาม
“ชอบครับ” ท่านตอบ
“บวชกับเฮาแน่รึ” พระอาจารย์ถามย้ำอีกครั้ง
“ชอบครับ”
ถามอะไรเกี่ยวกับบวชเป็นอันว่าตอบว่า “ชอบครับ” เสมอไป
เรื่องแปลกประหลาดจึงเกิดแก่ครอบครัวของท่านทันทีเมื่อท่านไปขออนุญาตลาครอบครัวออกบ
วช
“เจ้าจะบวชแน่รึ” แม่ถาม
“ชอบครับ” ท่านตอบคำเดิม
เด็กชายบ่อ จึงกลายเป็นเด็กชายชอบไปแต่นั้น

ผ้าขาวน้อย
หลวงปู่ชอบได้เล่าเองว่าท่านเป็นตาปะขาว หรือผ้าขาวน้อย ถือศีล 8 อยู่กับพระอาจารย์พา 4 ปีเต็มๆ รับการฝึกอบรมข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ จนเข้าใจดี และเริ่มคุ้นเคยต่อการเดินออกไปในป่าเขาตามอย่างพระธุดงค์ แม้ว่าในตอนแรกๆ จะมีความหวาดกลัวและความลำบากอยู่บ้าง แต่ท่านได้ปลุกปลอบกำลังใจตนเองว่า ความลำบากนั้นท่านอาจารย์พาทนได้ ทำไมเราจะทนไม่ได้ ความน่ากลัวท่านอาจารย์พาก็อยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้
กำลังใจก็มาเพราะว่าความท้อถอยถูกกดข่มหัวลงไป
คิดถึงครอบครัว คิดถึงแม่ และน้องก็คิดถึง บางวันโพล้เพล้เย็นค่ำเห็นนกกาบินกลับรัง ก็คิดถึงรังของตนเองคงเป็นธรรมดา
แต่ใจมันชอบภาวนาเสียแล้ว ภาวนาแล้วมีความสงบเยือกเย็นดี
และคำปริศนาของอาจารย์พาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านไม่ถอยหลัง คำว่า พ้นทุกข์ และทุกข์อันใหญ่แห่งการเวียนว่าตายเกิด เป็นคำเป็นความหมาย ท่านหวังจะพบความจริง
“ท่าน อาจารย์ได้พร่ำสอนว่า นี่เป็นหนทางที่จะให้พ้นทุกข์ ทุกข์ใหญ่ของมนุษย์ และสัตว์ท่านว่าอยู่ที่การเวียนว่ายตายเกิด ปราชญ์จะต้องทำตนให้พ้นจากทุกข์ใหญ่ เราเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักทุกข์ใหญ่ว่าเป็นจริงอย่างไร แต่ทุกข์ที่เราเห็นนั้นก็มีชัดอยู่แล้ว ถ้าเรายังอยู่กับบ้าน ติดบ้าน ติดเพื่อน ติดญาติพี่น้อง ไม่ติดตามท่านอาจารย์ออกแสวงหาทางพ้นทุกข์ที่เราก็เห็นชัดของเราเองนั้น เราจะมีวันหลุดพ้นไปได้อย่างไร”
ทุกข์ที่ท่านเห็น ว่ากันว่าน่าจะเป็นทุกข์จากการดำรงชีวิตอยู่ในโลกตามแบบของฆราวาสที่วุ่น ลำบากกับการหาอยู่หากิน ทั้งยากจนข้นแค้น ทั้งหิวโหยบางครั้ง
ทวนไปถึงสมัยอายุ 7 ขวบ ท่านทำงานใหญ่เกินตัว เก็บครั่งแล้วหาบมันออกเดินหน้าตามขบวนผู้ใหญ่ไปขายถึงเมืองอุดรฯ ไปเอง ไม่ได้ถูกบังคับหรือขอร้อง ไปด้วยใจสมัครอยากจะเพิ่มพูนรายได้จุนเจือครอบครัวที่แสนยาก
ขี้ครั่ง 10 กิโลกรัมสำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ แสดงความหมายอันแรงกล้า ไปเพื่อได้บรรลุถึงความปรารถนาอย่างแท้จริง
ภาพของท่านควรจะเป็นภาพเด็กเดินโงนเงนไปอย่างท้องนา เป็นภาพแห่งการต่อสู้กับของหนักบนบ่าและเพียรทนเพื่อเงิน
9 วัน 9 คืน บ่าแตกเป็นแผลระบมก็เพื่อเงินจากค่าของขี้ครั่ง 10 กิโลกรัม
6 บาท
แต่ 6 บาทของท่านสมัยนั้นก็สามารถซื้อควายให้ครอบครัวท่านได้ถึง 5 ตัว
“สมัยนั้นควายตัวละ 50 สตางค์” ท่านว่า
บางคราวขี้ครั่งมีผู้แย่งขาย ท่านก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน ยาสูบ หรือขี้ไต้ ก็ได้ทั้งนั้น เที่ยวไหนเหนื่อยหนักก็ขายเสียแค่หนองบัวลำภู ได้เงินน้อยลงหน่อยก็เอา ท่านจึงรู้ซึ้งเป็นที่ยิ่งว่า เงินเป็นของหายากลำบากแท้
“เรายังเด็กอยู่ เคยทำมาหากิน เคยเลี้ยงควาย เคยช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา ถ้ายังติดข้องอยู่อย่างนี้ก็คงไม่พ้น..เติบโตไป ต้องเข้าเทียมแอก เทียมไถแห่งชีวิต หมุนเวียนอยู่รอบกองทุกข์เช่นนี้อย่างไม่มีวันหยุดยั้ง เหมือนควายที่เราเลี้ยง ปักหลักไว้กลางนา ปล่อยเชือกที่ฟั่นเหนียวไว้ยาวเพียงระยะหนึ่ง มันจะกินหญ้า กินน้ำ จะถ่าย จะเล่นปลักโคลน ก็วนเวียนอยู่ในระยะความยาวของเชือกนั้น ดูเผินๆ เหมือนว่ามันมีอิสระเสรี แต่ความจริงมันมีวงชีวิตจำกัดอยู่รอบเสานั้น จะฝ่าฟันออกไปให้หลุดพ้นก็ได้ยินเสียงกระดึงดังอีก มนุษย์ผู้เป็นนายก็จะมาขันเชือกชะเนาะให้เปลาะแน่นเข้าอีก
เราเป็นมนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ ทำไมจะยอมอยู่ในวงวัฏฏแค่ปลายเชือกควายที่เราเห็นเป็นตัวอย่างอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน เราจะต้องหลุดจากกองทุกข์ให้ได้

บรรพชาเป็นสามเณร
ผ้าเหลืองผืนแรกได้คลุมกายเมื่ออายุท่านครบ 18 ปี
พระอาจารย์พาออกปากอนุญาตให้ท่านบวชเป็นสามเณรได้ หลังจากดูท่านมานานถึง 4 ปีเต็ม
ผ้าเหลืองก็ไม่เคยเปลี่ยนเป็นสีอื่นอีกตลอดชีวิต

จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 261

2. บทแทรกระหว่างผ้าขาวกับผ้าเหลือง

มีความจริงอยู่ว่า ภายหลังจากอยู่ในผ้าขาวมา 4 ปีเต็ม และได้รับอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรได้แล้วนั้น ท่านได้ออกมาเป็นฆราวาสอย่างเดิมชั่วเวลาหนึ่ง
ท่านอธิบายว่า
“เรา ชอบบวช เราชอบอยู่ในธรรมวินัย เราจะเจริญรอยตามท่านอาจารย์ของเรา เราจะบวชเพื่อข้ามกองทุกข์ เราจะบวชไม่สึก เราเชื่อว่าเรามีใจแน่วแน่ต่อพระศาสนาอย่างมั่นคง ซึ่งท่านอาจารย์ของเราได้สอนว่า จิตมนุษย์กลับกลอกเชื่อยาก วันนี้ว่าจะบวชแน่นอน จะบวชไม่สึก พรุ่งนี้ก็อาจเปลี่ยนไปได้ แต่เราได้ออกมาสู่ร่มเงาของศาสนาแต่เด็กเล็ก แทบจะไม่เคยพบเห็นชีวิตตามปกติของฆราวาสวิสัยของหนุ่มสาวเลย ถ้าเราออกบวชไปแล้ว กลับไปพบสิ่งยั่วยวนชวนกิเลสให้มันยอกย้อนซ้อนกลเอาเล่า เราจะทำฉันใด เรามิถูกมันรุกล้ำกระหน่ำเอาจนโงหัวไม่ขึ้นหรือ”
ด้วยข้อคิดพิจารณาอย่างนี้ ท่านจึงขออนุญาตท่านอาจารย์พา กลับบ้านชั่วคราวก่อน เพื่อลองชีวิตฆราวาสในวัยหนุ่ม 18 ปีว่าเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์พาอนุญาต
หนุ่มชอบก็โลดแล่นไปตามวิถีแห่งวัยรุ่นหนุ่มไปสุดเหวี่ยงสุดเดชจริง ๆ
แฟชั่นของหนุ่มสมัยนั้นคือต้องสักลาย ใครไม่มีรอยสักไม่ใช่ชาย เมื่อไม่ใช่ชายแล้วจะให้หญิงที่ไหนมาสนใจ หญิงย่อมไม่ฮัก ไม่ชอบ
เพื่อนทั้งหลายก็สักและก็หนุนให้ท่านสักด้วย
สักก็สักซีล่ะจะเป็นไรไป
ลายสักของท่านนั้นเป็น “ตัวมอม”
สารานุกรม อีสาน-ไทย-อังกฤษ ของดร.ปรีชา พิณทอง
มอม 1 น.สิงห์ดำ สิงโตดำ เรียกมอม ลายสักตามแขนขาเป็นรูปสิงโต เรียกลายมอม
ลายมอมของหลวงปู่ชอบยังอยู่ที่ขาข้างซ้ายจนทุกวันนี้
ปกติจะต้องสักทั้งสองข้าง ข้างละ 1 ตัว จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ แต่ท่านทนเจ็บไม่ไหว เห็นว่าทำไมจะต้องทนเจ็บไปเพื่ออะไร จึงเลิกสักก็เลยได้มอมติดขาข้างซ้ายมาจนทุกวันนี้เพียงขาเดียว
เสียเงินค่าสักไป 50 สตางค์
เมื่อปี 2527 หลวงปู่ชอบไปเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่ดอยแม่ปั๋ง ทั้งสองท่านคุยกันถึงเรื่องสักลาย ต่างก็เปิดขาลายมาอวดกัน แล้วหัวเราะไปด้วยกัน
ต่อไปชีวิตหนุ่มจะได้ครบเครื่องยิ่งขึ้นก็ต้องมีการไปเล่นสาว หรือจกสาว
เล่นสาวทางภาคเหนือเรียกว่าแอ่วสาว คือไปจีบสาวนั่นเอง เล่นสาว แอ่วสาว หรือจีบสาว ก็แค่คุยกันเท่านั้น แต่ถ้าลึกซึ้งถึงใจกว่านั้นก็ต้องถึงขั้นจกสาว
จกแปลว่าล้วง เช่น จกกระเป๋าก็คือล้วงกระเป๋า
จกสาวก็คือล้วงสาว
นึกภาพเอาเองก็แล้วกัน

หลวงปู่เล่าอย่างขันๆว่า ได้ตามเพื่อนไปเล่นสาวจกสาวตามอย่างเขา แต่ว่าสาวเจ้าจะเอามีดฟันหัวท่านเข้าให้
สาวเจ้าว่าท่านไปล่วงเกินเขา
โอ้หนอ-ชีวิตฆราวาสมันขัดข้องวุ่นวายอย่างนี้นี่เอง ไม่เห็นแก่นสารสาระอะไรเลย ไม่เห้นความน่ายินดีกับชีวิตที่หมกมุ่นวุ่นวายที่เหมือนจมอยู่ในกองมูตร กองคูถนี้เลย
ท่านหันหลังกลับ เดินหน้าเข้ากราบท่านอาจารย์พาทันที

เพศพรหมจรรย์
ท่านอาจารย์พาเป็นธุระดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ผ้าขาวชอบศิษย์ของท่านได้ บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านนาแก บ้านนากลาง อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่ชอบใช้ชีวิตสามเณรอยู่นาน 4 ปีกว่า จนมีอายุครบ 23 ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสร่างโศก ปัจจุบันคือ วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ในวันที่ 21 มีนาคม 2467 มีพระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ มีนามฉายาว่า “ฐานสโม”

นิสัยทางปริยัติธรรมไม่มี

หลวงปู่ได้เล่าว่า ตัวท่านเองเมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้มีนิสัยในทางที่จะสนใจศึกษาพระปริยัติธรรม มากนัก แค่ท่องปาติโมกข์ยังต้องใช้เวลานาน 7 ปีจึงท่องได้
“รู้ความแต่ไม่ได้ท่องจำ” ท่านอธิบาย “นานๆท่องเถื่อหนึ่ง บางที 2 เดือนท่องเถื่อหนึ่ง บางที 3 เดือนท่องเถื่อหนึ่ง สนใจแต่ภาวนามากกว่า”
ท่องเถื่อหนึ่งก็คือ ท่องสักครั้งหนึ่ง

หลวงปู่ยังบอกเรื่องภาวนาของท่านอีกด้วยว่า ท่านเอาแต่ท่องพุทโธแต่คำเดียว ท่องโดยไม่ได้กำหนดคำว่าพุทโธ ควบคู่กับลมหายใจ
เรียกว่าไม่ได้ภาวนาด้วยอานาปานสติ
แต่เป็นบริกรรมพุทโธสติว่างั้นเถอะ
บริกรรมพุทโธอย่างเดียว จิตของท่านก็รวมลงสู่ความสงบได้ง่ายๆ เกิดความรู้อันพิสดาร เห็นของแปลกๆ ที่เกินกว่าสายตามนุษย์จะเห็นได้ รู้กระทั่งความรู้สึกนึกคิดผู้อื่น
ไม่ได้อยากเห็นก็เห็นเอง ไม่ได้อยากรู้ก็รู้ขึ้นมาเอง
เรียกว่าของมันเป็นเอง
เรื่องที่เขานึกอยู่ในใจก็ได้ยินชัดแจ๋ว

ท่านว่าตอนแรกที่เกิดเรื่องแปลกนี้ขึ้นนั้นท่านทั้งตกใจ ประหลาดใจ แต่กาลเวลาผันผ่านไป จึงได้เข้าใจว่าอะไรคือความจริง อะไรไม่จริง อะไรเป็นแค่ภาพนิมิต ก็ระงับลงได้ด้วยสติรู้เท่าทัน และไม่ให้ความสนใจมากนัก

ไม่นึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ

หลวงปู่ได้อธิบายต่อไปว่า เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ก็ได้ให้กำลังใจและความมั่นใจว่าในเมื่อท่านเป็นผู้มี นิสัยวาสนาทางนี้แล้ว ควรเร่งทำเพียรต่อไป ไม่ควรให้ความสนใจต่อสิ่งที่เป็นเหมือน-แขกภายนอก-เหล่านี้
อย่านึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ
ผู้ ใดมีวาสนาบารมีสร้างสมอบรมมาอย่างไร ก็ย่อมได้รับผลเป็นไปอย่างนั้นเปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ หากเอาเมล็ดมะม่วงมาปลูก วันหนึ่งก็ออกผลเป็นมะม่วงไม่มีทางจะเป็นอื่นไปได้ จะออกผลเป็นมะไฟ มะปรางก็ไม่ได้

ผู้ไม่เคยปลูกมะม่วงจะรอให้มะม่วงเกิดขึ้นเองก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
หลวงปู่เองเป็นผู้มีวาสนาบารมีมาแต่บรรพชาติ จิตจึงเกรียงไกรมีอานุภาพ แต่ควรจะประมาณตน เพราะความรู้ในสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผู้ทำเพียรภาวนา
นักปราชญ์จะมัวหลงงมงายอยู่กับสิ่งที่เป็นความรู้ภายนอกอันเป็นโลกีย์อภิญญา ไม่ได้ เพราะว่าจุดหมายปลายทางของปวงปราชญ์ราชบัณฑิตนั้นอยู่ที่การกำจัดอาสวะกิเลส ที่หมักดองอยู่ในสันดานของเราให้หมดสิ้นไปโดยไม่เหลือแม้แต่เชื้อ
คำอบรมสั่งสอนเหล่านี้หลวงปู่น้อมรับด้วยความเคารพ แม้หมู่เพื่อนจะพอรู้จักภูมิธรรมของท่านและให้ความเกรงใจ แต่ท่านก็ถ่อมตัวเจียมตนไม่เห่อเหิมอวดดีแต่อย่างใด
ท่านว่าระยะแรกๆ ที่ได้รู้ได้เห็นสิ่งแปลกๆนั้น ท่านเต็มไปด้วยความระวังตัว คือไม่แน่ใจว่าผู้อื่นจะเห็นจะรู้เหมือนอย่างที่ท่านรู้เห็นหรือไม่ หากปรากฏว่าท่านรู้เห็นอยู่คนเดียว การทักทายปราศรัยของท่านหรือการสนทนาของท่านก็อาจถูกมองเห็นเป็นอย่างคนบ้า ประหลาดได้ เช่นเห็นว่าท่านพูดคุยอะไรอยู่ได้คนเดียว
ท่านจึงเป็นผู้เงียบสงบ ไม่พูดจาสุงสิงกับใคร กลายเป็นผู้โดดเดี่ยวยิ่งๆขึ้นไปอีก
ทั้งที่ท่านได้บอกว่า ใช้ภาษาใจได้ประโยชน์กว่า

พบกัลยาณมิตร
พรรษาแรกของการบวชเป็นพระภิกษุของหลวงปู่ชอบ คือ ปี 2468 ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่วัดป่านาคำใหญ่ เพราะเหตุว่าเป็นวัดป่าที่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนามากกว่าจะอยู่วัดสร่างโศก ซึ่งมีลักษณะเป็นวัดบ้าน
ออกพรรษาก็ธุดงค์ไปตามป่าเขาจนเข้าพรรษาที่ 2 ก็อยู่พำนักที่วัดศรีมงคลเหนือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร
พรรษาที่ 3 กลับมาอุดรธานี และจำพรรษาที่วัดป่าหนองบัวบาน อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำบลเชียงพิน ซึ่งโยมแม่และญาติพี่น้องอาศัยอยู่
วัดหนองบัวบาน เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมหนองใหญ่ แต่เป็นคนละวัดกับวัดป่านิโครธาราม บ้านหนองบัวบาน ที่หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้สร้างไว้ภายหลัง
ที่นี่เอง ท่านได้เพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง แม้ว่าภิกษุนั้นจะมีอายุมากกว่าท่าน 10 กว่าปีก็สามารถคบหาเป็นกัลยาณมิตรกันได้ ต่างมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันดี และคบหากันตลอดมาเป็นเวลายาวนานนับ 60 ปี จนกระทั่งภิกษุท่านนั้นถึงกาลมรณภาพไป
ภิกษุท่านนั้นคือ หลวงปู่ขาว อนาลโย
ยาทิสํ กุรุเต มิตตํ ยาหิสญฺจ เสวติ
โสปิ ตาสิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส
บุคคลใดคบคนเช่นใดเป็นมิตร และส้องเสพคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นคนเช่นนั้น
ทั้งสองท่านจำพรรษาอยู่ร่วมกันในวัดป่าหนองบัวบาน 3 พรรษา โดยเริ่มที่ พ.ศ. 2470 ไปสิ้นสุดที่ พ.ศ. 2472
ถึงกับมีผู้ยกย่องท่านทั้งสองว่าเปรียบเสมือนพระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตร เพราะว่าต่างกำลังแสวงหาโมกขธรรมเพื่อก้าวล่วงพ้นกองทุกข์ด้วยกัน เหมือนพระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตรสมัยที่ยังไม่พบพระพุทธเจ้า
ดังนั้นทั้งสององค์ต่างให้สัญญาแก่กันว่า ถ้าใครพบครูบาอาจารย์สอนทางพ้นทุกข์ได้ก็ต้องบอกกัน
(โปรดอ่านต่อพรุ่งนี้)

จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 262 ประมาณปีพ.ศ.2534-35


3. พบพระอาจารย์มั่น

จริงๆแล้ว ชื่อของพระอาจารย์มั่น ไม่ได้แปลกสำหรับหลวงปู่ชอบแต่อย่างใด นั่นเพราะพระอาจารย์พาผู้เป็นอาจารย์องค์แรก ได้กล่าวถึงท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์พาอีกทีอยู่เสมอ แต่หลวงปู่เองก็หาได้มีโอกาสเข้าพบพระอาจารย์มั่นไม่
ทุกถ้อยทุกคำที่ท่านอาจารย์พากล่าวถึงพระอาจารย์มั่น ล้วนเป็นถ้อยเป็นคำที่แสดงความเทิดทูนเคารพอย่างสูงสุด
ท่านเองมีความเห็นว่าท่านอาจารย์พาเป็นผู้เคร่งครัดในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ มากที่สุด แต่พระอาจารย์พาบอกว่าพระอาจารย์มั่นเคร่งครัดยิ่งกว่า
ท่านว่าพระอาจารย์พาเทศนาเก่งที่สุด แต่พระอาจารย์พาบอกว่าพระอาจารย์มั่นเทศนาได้ล้ำลึกพิสดารกว้างขวางมากยิ่งกว่า
พระอาจารย์พาอ่านใจคนได้เก่ง-พระอาจารย์มั่นยิ่งเก่งกว่า
อ่านใจคน ดักใจคน รู้วาระจิตคนในทุกวินาที

“พระอาจารย์มั่นเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ซึ่งยากที่จะพบได้ในสมัยนี้ ท่านคือพระที่เป็นพระอันประเสริฐ เป็นนาบุญอันเลิศ ยากจะหาเนื้อนาบุญใดมาเทียบได้ ควรที่เธอผู้สนใจ ใฝ่ทางธรรมจะได้ไปกราบนมัสการขอถวายตัวเป็นศิษย์” ท่านอาจารย์พาย้ำบอกเพื่อให้ท่านแน่ใจ
การเข้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์มั่นนั้นเป็นเรื่องที่ท่านต้องช่วยตนเอง ต้องสดับข่าวและดิ้นรนขวนขวายไปพบพระอาจารย์มั่นเอง
ชื่อพระอาจารย์มั่นนั้น เมื่อหลวงปู่ชอบได้ปรารภกับใคร เป็นอันว่ากิตติคุณและอุโฆษแห่งชื่อของท่านยิ่งระบือขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าใครล้วนกล่าวถึงท่านด้วยคำสรรเสริญอันเป็นที่สุดอย่างแท้จริง ท่านก็ยิ่งแน่ใจ
แต่ว่าโอกาสจะได้พบพระอาจารย์มั่นนั้นยังเป็นเรื่องไกลเกินหวัง
จำพรรษาอยู่ยโสธร ก็ได้ข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่อุดร พอมาอุดรก็ได้ข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่สกลนคร
มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเสมอ
ความจริงอุดรก็อยู่ชิดสกลนครปานนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากในการติดตามไปพบพระอาจารย์มั่นเลย แต่ความจริงของเมื่อร่วม 70 ปีก่อน อุดร-สกล ใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกตามหาด้วยสองเท้า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ว่าไปอย่างลัดนิ้วมือเดียวก็ถึงแล้ว
ในที่สุด ด้วยความพยายามนานนับปี หลวงปู่ชอบก็ได้พบพระอาจารย์มั่นสมปรารถนาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

ไล่ตะเพิดแต่วินาทีแรก
หลวงปู่เล่าว่าพอวางบริขารลงกราบนมัสการท่านอาจารย์มั่น ก็โดนดุเสียงดังลั่น แถมตะเพิดส่งให้ออกจากสำนักทันที
ตกใจและงงอย่างที่สุด
ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่โดยไม่มีเค้าของเมฆฝน
ท่านไล่ก็ต้องไปซีล่ะ
เก็บบาตรบริขารทั้งปวงแล้วกราบลาด้วยความหวั่นกลัวและลนลานเดินออกจากที่นั่นไปอย่าง
เดียวดายเหมือนขามาไม่มีผิด

วาสนาบารมียังอุดหนุน

รอบๆที่พักของพระอาจารย์มั่นเวลานั้น มีที่พักและสำนักของพระอื่นๆ อยู่ข้างเคียงหลายแห่ง โดยที่แต่ละสถานที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก หลวงปู่ชอบจึงเดินเข้าสำนักหนึ่งเพื่อขออาศัยพักค้างคืน เพราะว่าเวลานั้นจวนมืดค่ำแล้ว หมายว่ารุ่งเช้าจะได้เดินทางต่อไป
วันใหม่ หลังฉันเช้าเสร็จสิ้นลง ท่านได้เก็บเครื่องบริขารทั้งหมด เตรียมตัวจะออกเดินทางต่อไป
พระและเณร 2 รูป ก็เดินเข้ามาหา
ท่านมองดูอย่างสงสัย
“ท่านอาจารย์มั่นให้มาตามท่านกลับไปครับ”
หลวงปู่ชอบยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก
“ท่านให้มาตามกลับไปจริงๆ ครับ”

หน้ามือกลับหลังมือ

ไม่เหมือนเมื่อวานเลยแม้สักน้อย ไม่มีคำดุ ไม่มีคำตะเพิดส่ง ท่านอาจารย์มั่นเปลี่ยนไปอย่างคนละคน อย่างพลิกฝ่ามือ
พระอาจารย์มั่นได้สนทนาปราศรัยเป็นอันดี ซักถามความประสงค์และการบำเพ็ญภาวนาที่ได้ปฏิบัติมาจนเป็นที่เข้าใจแล้ว พระอาจารย์มั่นก็สั่งให้จัดหากุฏิที่พักสำหรับหลวงปู่ชอบโดยไม่มีท่าที รังเกียจอีกแล้ว
ไม่มีใครทราบว่าทำไมเหตุการณ์สองวัน คือเมื่อวานไล่ส่ง วันนี้ต้อนรับ จึงผิดแปลกกันอย่างขาวเป็นดำหรือดำเป็นขาว
ถามหลวงปู่ชอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านก็ตอบด้วยอาการยิ้มๆไม่พูดอะไรสักคำ
นึกไปถึงสมัยหนึ่งที่พระอาจารย์ฝั้นและพระอาจารย์อ่อนเดินทางมากราบพระ อาจารย์มั่นพร้อมด้วยจีวรใหม่เอี่ยม พระอาจารย์มั่นยังแว้ดเอาว่า
“พระเจ้าชู้”
นั่นเป็นเหตุผลที่ค้นหาได้ แต่กรณีหลวงปู่ชอบถูกตะเพิดออกนอกวัด มองไม่เห็นเหตุผลใดๆที่จะเหมาะสมพอแก่การอ้างอิง คงคิดเดาเอาว่าน่าเป็นอุบายลองใจหลวงปู่ชอบของพระอาจารย์มั่น
เช่นครั้งหนึ่ง พระอาจารย์มั่นเคยไล่ลูกศิษย์องค์หนึ่ง
“ไป๊-ไป-เจ้าผีบ้า ออกไป”
อุบายของครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญมีนานัปการที่จะทดสอบจิตใจศิษย์ กิริยาดุดัน ขู่คำราม เพื่อจะดูว่าจิตของศิษย์จะอ่อนราบลงด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ไหม หรือจะโกรธไหม อาฆาตมาดร้ายไหม ล้วนเป็นวิธีการหนึ่ง อุบายหนึ่งของท่านทั้งสิ้น
จิตที่พยศจะต้องกำหราบให้เชื่องว่างั้นเถิด

โปรดโยมแม่จนมีศรัทธาออกบวช
เรื่องอบรมเทศนาโน้มน้าวจิตใจโยมแม่ให้รู้ทางธรรมนั้น หลวงปู่ท่านทำมาโดยตลอดในทุกโอกาสที่เปิดให้ จนกระทั่งโยมแม่ตั้งใจรักษาศีลจนเป็นปกติ และในที่สุดก็ปลงผมบวชชี
หลวงปู่บอกว่าท่านไม่ได้พูดจาเป็นเชิงชักจูงหรือบังคับให้โยมแม่บวช แต่ว่าท่านสมัครของท่านเอง
โยมแม่พบความสุขในเพศพรหมจรรย์ รู้จักการภาวนาจนเป็นผลน่าพอใจ กระทั่งถึงกับบอกหลวงปู่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงโยมแม่ พระลูกชายจะไปทางไหนก็ไปได้ตามสบาย
โยมแม่สิ้นไปเมื่อก่อนที่ท่านจะธุดงค์ไปพม่า

ธุดงค์พม่า
หลวงปู่ออกเดินทางไปพม่าด้วยเท้า โดยเริ่มเข้าพม่าทางด้านอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีพรมแดนติดกับพม่าโดยตลอด ท่านยังได้เดินทางจนลุถึงแคว้นอัสสัมของประเทศอินเดียด้วย
ท่านอยู่ในพม่านานพอสมควร จนสามารถพูดพม่าได้บ้าง พอจะสื่อความหมายกันได้สะดวก ดูเหมือนจะเป็นเวลา 5-6 ปี สำหรับการพำนักในประเทศพม่า ซึ่งท่านก็ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวพม่าบ้านป่าเป็นอันดี
จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สุกงอม พวกญี่ปุ่นกับอังกฤษเข้าพม่าเต็มไปหมด ความสงบสุขปราศนาการไปทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมใดหลืบเร้นไหน ในเมืองหรือในป่า ก็หาความสงบสุขปลอดภัยไม่ได้
แต่ชาวบ้านยังอาลัยหลวงปู่อยู่ไม่น้อย ได้พากันนิมนต์หลวงปู่ไปพำนักในป่าที่คาดว่าไกลตาทหารอังกฤษ ซึ่งเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย เพราะเชื่อว่าไทยเข้ากับญี่ปุ่น แต่ทหารอังกฤษก็สามารถพบตัวหลวงปู่จนได้ พวกชาวบ้านได้เข้าขัดขวาง และป้องกันหลวงปู่อย่างแข็งแรง ทั้งชี้แจงว่าท่านเป็นพระ มีคุณธรรม มีศีลธรรม ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมือง จนกระทั่งเป็นที่เข้าใจ และทหารอังกฤษกลุ่มนั้นได้แนะนำให้ท่านหนีไปจากพม่าเสีย หากมีทหารกลุ่มอื่นมาพบจะเป็นอันตราย
หลวงปู่จึงตกลงใจกลับเมืองไทย
3 วัน 3 คืนในป่าระหว่างการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ท่านไม่ได้หลับนอน ไม่ได้ฉันอาหาร มีความอ่อนเพลียเกิดขึ้นเป็นอันมาก
ถึงกับเดินโซเซก็ว่าได้
เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นคือ มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งกายแปลก ๆ ผิดไปจากชาวป่ากำลังนั่งยองๆ ยกเครื่องไทยทานทูนไว้เหนือหัว
หลวงปู่ถึงกับขนลุกซู่
ชายคนนั้นนิมนต์หลวงพ่อแวะพักสักครู่ก่อนเพื่อรับประเคนจังหัน ท่านก็อนุโลมตามนิมนต์
แปลกที่อาหารทุกอย่างมีรสแปลกประหลาด อร่อยผิดธรรมดา และยังอิ่มพอดีอีกด้วย ท่านได้ถามชายคนนั้นว่าบ้านอยู่ไหน มาจากไหน เขาตอบว่าเขามาจากโน้น ชี้มือประกอบไปเบื้องสูง บ้านก็อยู่โน้นด้วย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยลงแล้วชายคนนั้นก็ลากลับ เขาเดินกลับไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คะเนว่าอยู่ห่างราว 4 วาก็หายลับไปเลย

ชีวิตคือธุดงค์
หลวงปู่เดินออกไปในป่าเขา พำนักโคนไม้อยู่ตลอดชีวิต ตลอดกาลที่ยังแข็งแกร่งมีกำลังเดินไปได้ เป็นผู้ไม่อยู่ติดที่ เป็นเสมือนภิกษุลึกลับ เดี๋ยวโผล่ที่โน่นที่นี่อยู่เรื่อยไป

ปัจจุบัน
ทุกวันนี้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัย 92 ปี พำนักอยู่วัดป่าโคกมน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย อาพาธด้วยโรคอัมพาต ต้องนั่งรถเข็น และมีพระอุปัฏฐากอย่างใกล้ชิด แม้มีโรคอยู่อย่างนี้กลับดูท่านแข็งแรง สดใส น่าที่จะมีชนมายุยืนนานเป็นที่สุด หลายคนเชื่อว่าท่านจะอยู่เกินร้อยปีอย่างแน่นอน
ผู้ที่ยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยไปกราบท่าน สมควรสนองศรัทธาตนเองสักวันเดินทางไปที่วัดป่าโคกมนเพื่อสร้างมงคลแห่งชีวิต ตนสักครั้งก็ยังดี ....
จากนิตยสารศักดิ์สทธิ์ ฉบับที่ 263 ประมาณปีพ.ศ.2534-35

...หลวงปู่ชอบ ฐานสโม มรณภาพเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2538 เวลา 12.15 น. ขณะนำท่านเดินทางจากโรงพยาบาลศิริราชกลับวัดป่าโคกมน จังหวัดเลย ท่านมรณภาพในระหว่างทาง สิริรวมอายุได้ 94 ปี 10 เดือน 27 วัน พรรษาที่ 70..

โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [อ. 05 ก.ค. 2554 - 23:17 น.]



โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [อ. 05 ก.ค. 2554 - 23:21 น.] #1729443 (1/8)


(N)
เล่าเรื่องหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

(N)

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม





ญาติโยมวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่าเคยได้ประจักษ์ในอิทธิฤทธิของการปฏิบัติพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม และเคยเล่าให้ฟังด้วยความปิติโสมนัสมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

ขอนำมาบันทึกไว้เพื่อให้บรรดาผู้สนใจในเรื่องอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ได้ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา ที่เป็นเพียงจุดเล็กน้อยนักเมื่อเปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่แห่งพระธรรมคำทรงสอน ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสรู้และทรงมีพระมหากรุณาแสดงนำให้มีผู้รู้ตามเสด็จ ได้พ้นทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ได้เป็นผู้ชนะที่ไม่กลับแพ้อีกต่อไป

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี






เรื่องที่ปรากฏประจักษ์แก่ญาติโยม วัดญาณสังวรารามฯ เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีมาแล้ว เมื่อท่านพระอาจารย์หลวงปู่ชอบ ท่านยังมีชีวิตอยู่ ยังมิได้ละสังขารไปเช่นขณะนี้ ครั้งนั้นเกิดฝนแล้ง น้ำตามอ่าง ตามห้วยในบริเวณวัดญาณสังวรารามฯ แห้งขอด

ผู้คนเดือดร้อน ญาติโยมผู้หนึ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่หลวงปู่ท่านเคยเป็นพญานาคราช ที่ได้ยินผู้เล่าให้ฟัง โดยไม่เคยได้ฟังโดยตรงตรงจากหลวงปู่ท่าน เพราะไม่เคยรู้จักท่าน เรื่องที่เคยได้ยินก็คือ ที่ใดน้ำแล้งและหลวงปู่ได้รับอาราธนาไปโปรด พญานาคจะตามท่านไปทั้งครอบครัว ช่วยให้น้ำฟู่ฟู่ เต็มไปทุกแห่ง

ช่วงที่น้ำแห้งทั่ววัดญาณสังวรารามฯ นั้น หลวงปู่ท่านไปโปรดผู้คนตามคำอาราธนาที่อเมริกา เป็นเหตุให้ลังเลกันอยู่เหมือนกันว่า หลวงปู่ท่านจะได้รับทราบคำร้องขอให้ท่านช่วยแก้ความเดือดร้อนเรื่องขาดน้ำหรือไม่ เพราะท่านไปอยู่ไกลถึงต่างประเทศ แต่ด้วยความเดือดร้อนจริงๆ จึงตัดสินใจขอท่าน

โดยรวมกันอ่านคำขอพร้อมกัน เป็นความจริงที่เล่ากันว่า เพียงผู้เขียนคำขอหลวงปู่จรดปากกาลงบนกระดาษเท่านั้น ฟ้าก็ลั่นสนั่นไปแล้ว เป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างยิ่งในหมู่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์

ซึ่งเล่าต่อไปว่า เมื่อเขียนคำอ้อนวอนขอน้ำจากหลวงปู่จบ พร้อมกันอ่านเพียงสั้นๆ ฝนก็กระหน่ำหนักทันที ลูกเห็บตกเกรียวกราว เป็นที่รู้เห็นกันทุกถ้วนหน้า ความปิติตื่นเต้นยินดีพ้นจะพรรณนา ไม่กี่นาทีน้ำในบริเวณวัดญาณสังวรารามฯ ก็เต็มทั่ว

เป็นความกรุณาที่ยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของหลวงปู่ท่าน ทุกคนซาบซึ้งเช่นนี้ และมีผู้หนึ่งเล่าในภายหลังว่าตั้งใจไปกราบขอบพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่าน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักท่านเลย รู้แต่ว่าขณะนั้นท่านอยู่อเมริกา

ความตื่นเต้นซาบซึ้งในพระเดชพระคุณท่วมท้นจริงใจ ทำให้น้อมใจไปสัญญากับหลวงปู่ท่าน ว่าท่านกลับจากอเมริกาเมื่อใด อยู่ที่ไหน จะไปกราบสนองความเมตตา อย่างไม่น่าเป็นไปได้ของท่าน บรรดาผู้กราบขอรบกวนท่านนั้น ไม่มีผู้ใดรู้จักท่านมาก่อนเลย

เพียงได้ยินชื่อเสียงและกิติศัพท์ความเคยเป็นพญานาคราช ในอดีตชาติของท่านเท่านั้น และเป็นยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ หลังเหตุการณ์ที่ฝนตกตามคำขอของญาติโยมวัดญาณสังวรารามฯ มาแล้ว ไม่นานวันขณะที่ญาติโยมพวกนั้นกลับจากวัดญาณสังวรารามฯ ไปรวมอยู่ใน “ห้องกระจก” วัดบวรนิเวศวิหาร

มีสุภาพสตรีผู้หนึ่งเปิดประตูเข้าไปยืน พร้อมกับพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่เจาะจงว่าพูดกับผู้ใด เธอพูดว่า “หลวงปู่ชอบ ท่านมาให้บอกห้องกระจกว่า ท่านมาแล้ว จะให้ท่านพักที่ไหน”

สุภาพสตรีผู้นั้นพูดเช่นนั้นจริงๆ ไม่มีผู้ใดเคยพบเธอมาก่อน ว่าเป็นใครมาจากไหน เธอไม่เคยเข้าไปใน “ห้องกระจก” เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเธอ แต่เธอก็เป็นผู้นำคำบอกเล่าที่ตื่นเต้นแปลกใจที่สุดสำหรับพวกเรา

ทุกคนไม่ถามอะไรทั้งสิ้น ลุกขึ้นพร้อมกันตามเธอออกประตู “ห้องกระจก” ทันที และที่หน้าห้อง ตรงทางไปสู่ศาลา ๑๕๐ ปี ทุกคนก็ได้เห็นท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม นั่งหน้าสงบเฉยอยู่ในเก้าอี้เข็นที่ท่านนั่งเป็นประจำ เพราะท่านไม่เดินนานปีแล้ว

เมื่อญาติโยมจาก “ห้องกระจก” เห็นตื่นเต้นเข้าไปกราบท่าน ท่านก็มองเฉยๆ มิได้แสดงอะไรทั้งสิ้น เพราะท่านก็มิได้รู้จักญาติโยมเหล่านั้นสักคนเดียว การที่สุภาพสตรีผู้นั้นบอกเมื่อเข้าไปใน “ห้องกระจก” เป็นที่อัศจรรย์ใจ ผู้รับฟังทุกคน “หลวงปู่ชอบ ท่านมาให้บอกห้องกระจกว่า ท่านมาแล้ว จะให้ท่านพักที่ไหน”

เป็นไปได้อย่างไร ราวกับท่านได้รับคำบอกกล่าว จากพวกห้องกระจกว่ามุ่งมั่นจะได้กราบท่านด้วยความสำนึกในพระเดชพระคุณอย่างจริงใจ ที่ท่านกรุณาให้น้ำตามคำขอ ทั้งที่ท่านอยู่อเมริกาแสดงว่าหลวงปู่ท่านได้ทราบถึงใจกตัญญูรู้คุณของผู้ที่ซาบซึ้งพระคุณของท่านที่สุด

จึงได้ตั้งใจจริงว่า จะไปกราบสำนึกพระคุณของท่านที่ให้น้ำตามคำขอ และที่ท่านอุตสาห์ไปถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ไปถึงผู้อธิษฐานจิต ที่เพียงคิดในใจ และมิได้บอกกล่าวผู้ใดก่อนนั้นเลย ท่านมาและตรงไปที่ “ห้องกระจก” ทั้งยังบอกให้รู้ว่า ท่านมาแล้ว ใครฟังก็เหมือนมีผู้ไปอาราธนาท่านมา ท่านจึงมา

เป็นความชื่นใจของผู้ได้รับอย่างพ้นพรรณนา หลวงปู่ท่านเมตตาอะไรเพียงนั้น ไม่ทำให้ต้องลำบากไปหาท่าน ท่านสู่มาหาถึงที่ทีเดียว ไม่ให้ซาบซึ้งไม่ให้ตื่นเต้นไม่ได้แล้ว หลวงปู่ท่านต้องรู้ ต้องเห็นจิตใจของผู้สำนึกในพระเดชพระคุณท่านแน่ จึงเมตตามาอนุโมทนา






แสงส่องใจ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก





ข้อมูลเพิ่มเติม 2 ศ. - 01 เม.ย. 2554 - 11:12:20 น.


หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโตปัจจุบันท่านพำนักอยู ณ.สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ใกล้ๆนี้เองครับ
ท่านเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ในหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งเดือนกุมภานี้ท่านจะมีชนมายุ95ปี
ทุกวันท่านยังนำญาติโยมนั่งสมาธิหากใครสนใจใคร่ในการภาวนาเชิญได้ที่สวนทิพย์ แผนที่อยู่ข้างล่างครับ
กำนหนดการที่เหมือนกันทุกวันของท่านคือนำนั่งสมาธิ วันละ 2 รอบคือ
รอบที่1 บ่าย3-6โมงเย็ง
รอบที่2 2ทุ่ม-5ทุ่มครับ
รอบละ 3 ชั่งโมง
หากใครไม่ทันกราบหลวงปู่ชอบ
ผมขอเตือนด้วยความหวังดีครับ ไม่ควรพลาดที่จะกราบหลวงปู่บุญฤทธิ์
ส่วนประวัติท่านมีการพิมพ์เป็นหนังสือซึ่งไม่ค่อยแพร่หลายมากนักแต่มีคนใจบุญบางท่านพิมพ์ลงในinternet ซึ่งผมจะขออนุญาตcoppy(อีกแล้ว..ขี้เกรียจพิมพ์)มาในกระทู้นี้ครับ








ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:16 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891



หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต เป็นศิษย์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่ทั้งพระและโยมในวงพระธุดงคกรรมฐานรู้จักท่านเป็นอย่างดี

เรื่องราวของหลวงปู่บุญฤทธิ์ น่าสนใจและน่าเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ในอดีตท่านเป็นนักศึกษาปริญญาจากต่างประเทศ เป็นข้าราชการหนุ่มที่มีอนาคตสดใส แต่ด้วยความเลื่อมใสปฏิปทาพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจึงลาออกจากราชการแล้วออกบวชและปฏิบัติธรรมแบบถวายชีวิตต่อพระศาสนา ออกธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาโดยตลอด

ท่านเป็นศิษย์กรรมฐานของ พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพ่อลี ธมฺมธโร และออกป่าติดตาม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม นานถึง ๙ ปี

ในช่วงหลัง ท่านได้รับบัญชาจากคณะสงฆ์ธรรมยุตให้ท่านไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา ๓๐ กว่าปีแล้ว

นานๆ ท่านจึงจะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยสักครั้งหนึ่ง ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาในเมืองไทยได้มีโอกาสกราบไหว้ และศึกษาธรรมปฏิบัติจากท่านนำความปลาบปลื้มและความชุ่มชื่นหัวใจเป็นอย่างยิ่ง (พวกเราได้กราบท่านครั้งหลังสุดในงานถวายเพลิงศพหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่อำเภอสามโคก ปทุมธานี เมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗ นี้เอง ดูหลวงปู่ท่านชรามาก แต่ดูท่านสดใสมาก นั่งรถเข็นให้ศิษย์ที่เป็นฝรั่งเป็นผู้เข็น - ปฐม)

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ได้เปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่ชอบ ในป่าเขาทางภาคเหนือ ทำให้พวกเราได้ทราบปฏิปทาและความมหัศจรรย์ต่างๆ ของหลวงปู่มากยิ่งขึ้น

เรื่องของ หลวงปู่บุญฤทธิ์ นี้ ผมนำข้อมูลมาจาก ๒ แหล่ง คือบทความในหนังสือโลกทิพย์ ฉบับที่ ๑๓๐ ฉบับแรกของเดือนมิถุนายน ๒๕๓๑ ซึ่งเขียนโดยคุณดำรงค์ ภู่ระย้า กับอีกแหล่งหนึ่งเป็นข้อเขียนของ คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต

เนื้อหาที่ผมนำเสนอในที่นี้ อยากให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั้งเรื่องราวของหลวงปู่บุญฤทธิ์ ผู้เป็นศิษย์ กับปฏิปทาของหลวงปู่ชอบผู้เป็นพระอาจารย์ ไปด้วยกัน เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างที่พูดกันนั่นแหละครับ

เรื่องราวที่นำเสนอ จึงมีหลายตอนติดต่อกัน ก็คงต้องขอร้องให้อดทนอ่านกันหน่อยก็แล้วกัน นะครับ !

โดยส่วนตัว ผมเรียกท่านว่า หลวงปู่บุญฤทธิ์ แต่เพื่อไม่ให้สับสน จึงขอใช้คำแทนท่านว่า พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ตามที่ คุณดำรงค์ ภู่ระย้า กับ คุณหญิงสุรีพันธุ์ ท่านใช้เรียกขานก็แล้วกันนะครับ





เรื่องของหลวงปู่บุญฤทธิ์ นั้น คุณดำรงค์ ภู่ระย้า เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า
“...ตลอดชีวิตในการศึกษาเล่าเรียนมาระดับสูง มีความสามารถในทางโลกหลายๆ อย่าง สามารถประกอบอาชีพการงานให้เกิดความร่ำรวยได้เป็นอย่างดี

แต่...ทำไม พระภิกษุรูปหนึ่งจึงหลบหนีชีวิตทางโลกเข้ามอบร่างของตนเองสู่แนวทางธรรม ต้องการบวชอุทิศชีวิตแก่พระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ?”

จากข้อคำถามของคุณดำรงค์ข้างต้น ผมขอตัดย่อมาถึงคำบอกเล่าของพระอาจารย์บุญฤทธิ์เอง ถึงเรื่องราวเบื้องต้นของท่าน ดังนี้

“อาตมาตอนเป็นนักเรียน ก็ได้รับการศึกษา (ทางพุทธศาสนา) มาบ้างแล้ว เวลานั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล กรุงเทพฯ

พอได้เรียนรู้ก็เกิดชอบใจ แต่เวลาได้มองเห็นความประพฤติของพระภิกษุก็เกิดสงสัยว่า เอ...ทำไมไม่เหมือนกับที่เราศึกษาเล่าเรียนมา นักธรรมตรีก็สอนไว้ดีมาก (แต่พอ) มองเห็นการปฏิบัติของพระเณร มันไม่เข้ากับหลักการศึกษานั้นเลย !

แต่อาตมาก็ไม่ละเลยในการศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา สมัยเป็นเด็กนั้นขยันมากนะ

ต่อมา ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา (จากหนังสือ)ของอาจารย์ เรียกท่านว่า บาทหลวง (ในศาสนาคริสต์) เพราะมีความสนิทสนม สามารถเข้าได้ถึงห้องท่านเลยทีเดียว

สาเหตุที่ได้ศึกษา อ่านหนังสือพระพุทธศาสนาแล้วเกิดความเข้าใจดี ก็ของท่านบาทหลวงนี้แหละ ค้นห้องสมุดของท่าน ก็ไปเจอหนังสือเล่มดังกล่าว

หนังสือตำราเป็นภาษาฝรั่งเศส โอ...เขาอธิบายดีมาก มีคำพูดคำโวหาร ก็เข้าใจดี เหมือนกับอ่านวิสุทธิมรรคนั่นแหละ แต่เป็นเหตุผลภาษาธรรมดาๆ และก็เข้าใจง่าย

ดูอย่างในปัจจุบันนี้ซี...ทำไมคนไทย อยู่กับพระพุทธศาสนาอยู์ใกล้ครูบาอาจารย์ ทำไมจึงไม่ค่อยจะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มิทราบ ?

เวลาพวกฝรั่งเขาได้อ่านตำราเป็นภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษทั้งที่เขาไม่เคยเห็นพระสงฆ์ ไม่เคยรู้จักประเพณีเลย ครั้นได้อ่านตำราพุทธศาสนา ทำไมเขาเข้าใจได้ ?

อันนี้แหละ ทำให้อาตมาคิดพิจารณาและก็มั่นใจว่าพวกต่างชาตินั้น ถ้าจะไปสอนหลักพระศาสนากับเขาละก็อย่า - อย่าไปสอนเขาเลยไม่สำเร็จผลหรอก

แต่ที่สอนเขาได้ก็เพราะเขาภาวนาไม่เป็นเท่านั้น ที่เขาสนใจขณะนี้คือ การภาวนา

ส่วนนักเทศน์ นักอะไรๆ นั่น อย่าเลย ! เขารู้ดีหมดแล้ว ไม่สำเร็จ !

ดังนั้น หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนมา ก็สนใจมากในเรื่องภาวนากรรมฐานนี่ชอบใจ อยากพิสูจน์ให้สำเร็จด้วยดี

นี่ชีวิตสมัยนักเรียนนะ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาทั้งทางโลก และก็ทางธรรม ควบกันมาตลอด ทำให้เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาพอสมควร”





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:23 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891


เส้นเกศาหลวงปู่บุญฤทธิ์

การเข้ามาทางธรรม

พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต ท่านศึกษาเล่าเรียนมาระดับสูงจากต่างประเทศ มีความรู้ดีทั้งภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ จบมาแล้วท่านได้ทำงานในกระทรวง และถูกย้ายให้ไปประจำอยู่ที่จังหวัดหนองคาย ทำให้ท่านได้เข้าสู่ทางธรรม ดังที่ท่านเล่าให้ฟัง ดังนี้ : -

“ครั้งนั้น อาตมาทำงานอยู่ที่กระทรวงริมคลองหลอดนี่แหละ ทำงานอยู่ปีกว่า นั่งทำงานชั้นบนหน้าห้องปลัดกระทรวง ต่อมาผู้ใหญ่สั่งย้ายออกไปอยู่ที่หนองคาย

ก็ตอนที่ส่งไปจังหวัดหนองคายนี่แหละ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ นี้คงไม่ได้บวชหรอก เหตุเพราะไม่เจอพระดี หรือไม่ก็คงตายไปแล้วมั้ง

พอเขาสั่งย้ายออกไปอยู่หนองคาย พวกเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ด้วยกันก็บอกว่า “โอ...ไปผูกคอตายดีกว่านะพวกเรา !”

แหม ! มันก็น่าจะผูกคอตายจริงๆ นะ เวลานั้นเป็นสมัยสงคราม ไฟฟ้าก็ไม่มี ที่ทำงานหลังคาสังกะสี ลำบากมากนะ พ.ศ. ๒๔๘๖ น่ะ

ก็ไปอยู่ที่นั่น ครอบครัวไม่มี อยู่บ้านหลวง ตอนเช้าก็เดินตามทุ่งนา มองเห็นพระออกบิณฑบาต ก็ไปยืนมองดู คิดว่า “เขามาบวชกันทำไม?”

นั่น ! คิดว่า คนมาบวชเป็นพระภิกษุเป็นคนยากจน แน่ะ ! ดูถูกเขานะ มันไม่รู้ - เลยคิดไปอย่างนั้น

ขณะยืนปลงมองดูพระท่านออกรับบิณฑบาตอยู่ ก็คิดไปต่างๆ นานา - เรายังโง่ ไม่รู้ความเป็นจริงอย่างนั้น ก็เพราะว่าแรกๆ มันไม่คิดจะบวชอย่างนี้ ไม่เคยคิดเลย พระพุทธศาสนาก็เรียนรู้อยู่ มิใช่ว่าไม่รู้หลักธรรม

“อาตมาไม่ได้สนใจอะไรเลยเวลานั้น ก็ยังเป็นฆราวาสอยู่นะ ไปทำงานที่จังหวัดหนองคาย

ทีนี้ขณะมองดูพระภิกษุรับบาตรอยู่นั้น มันก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้นกับตัวเอง คือ มีเสียงกระซิบขึ้น

อันนี้สำคัญมากนะ คนอื่นอาตมาไม่รู้หรอก แต่อาตมามันเป็นอย่างนั้น ที่เขาเรียกว่า สังหรณ์ นั่นแหละ มันเกิดขึ้นกับคนบางคน

ต่างประเทศเขาศึกษากันมากเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งไม่ใช่วัตถุนิยมที่เขาศึกษานั้นมีมาก พวกฝรั่งเขาเรียกว่า SPIRITUAL คือ การศึกษาทางจิตใจ หรือ ทางใจ กันมาก

ยิ่งพวกวิญญาณ และก็คนทรงนี่นะ เขาศึกษาเล่าเรียนกันมาก เช่น SPIRITUALITY ความเชื่อเรื่องวิญญาณ และเรื่องจิตใจ นี่ เขาศึกษากันมากมายจริงๆ

อย่างกับประเทศไทยเรานี้ มักศึกษากันแบบวัตถุนิยมเกินพวกฝรั่งเขามาก จึงเป็นวัตถุนิยมร้อยเปอร์เซ็นต์ไงล่ะ !

อาตมาเคยไปศึกษามา เขาเอาจริงนะเรื่องเหล่านี้ ทำเป็นตำราออกมา ที่เมืองไทยเราเรียกว่า ปญาณศาสตร์ หรือ ปรจิตวิทยา เขาเรียนกันในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เช่นในอังกฤษ ในอเมริกา มีปริญญานะในเรื่องนี้

...(พระอาจารย์ท่านยกตัวอย่างการทดลองเรื่องนี้ในต่างประเทศแต่ผมของดเว้นไว้นะครับ)...

ส่วนเรานั้น ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านได้ศึกษาไปไกลแล้วฝรั่งเพิ่งจะ ก.ข. เท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาในเรื่องของอาตมา ที่ได้ยินเสียงกระซิบ อันนี้อย่างในพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยแต่ปางก่อน และเสียงกระซิบนั้นบอกว่า ถ้าเราบวชแล้วก็จะไม่สึก !

มันแย้งกับความคิดครั้งแรก เมื่อมองดูพระภิกษุสงฆ์ออกรับบิณฑบาตว่า เขามาบวชกันทำไม ?”

...พระอาจารย์ยกตัวอย่าง ปรจิตวิทยา ของครูบาอาจารย์ลูกศิษย์สายของหลวงปู่มั่น ภูริฑตฺโต แล้วโยงมาถึงสังคมไทยเรา ว่า : -

“อันนี้เราเรียนรู้กันมานานแล้ว เว้นแต่คนไทยไม่ค่อยจะทำจริงกัน เอาแต่ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ไม่ฝึกฝน ใกล้เกลือกินด่าง นะ

อันนี้กล้าพูด ใครจะโกรธก็ช่างเถิด วัตถุนิยมมากมายเกินฝรั่งจริงๆ ไปดูเถอะ !"





พระอาจารย์พูดถึงหลวงปู่ชอบ ในตอนนี้ว่า : -

“พระอาจารย์ของอาตมาเอง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ไงล่ะ

โอ !... จิตท่านว่องไวเหลือเกิน เป็นที่เลื่องลือความฉับไวทางจิตนี่ พวกพระกรรมฐานถือว่า ท่านเป็นรองจากพระอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น ภูริฑตฺโต นั่นเอง จึงเกรงกลัวกันมาก

อันนี้ยืนยันว่ามีจริงนะ ท่านพ่อลีก็บอกว่าเออๆ ... อย่าไปวุ่นกับมันเลย นั่งสมาธิต่อไปเถิด !

สำหรับอาตมานี่นะ เรื่องเสียงกระซิบนี่มักจะแม่นยำมาก พออยู่นิ่งๆ มันก็บอกปั๊บขึ้นมา

นั่นแหละ ขณะเห็นพระเดินมาบิณฑบาต ก็นึกว่าบวชมาทำไม มันก็เกิดกระซิบขึ้นมาอย่างนี้นะโยม...” พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ท่านเป็นคนจังหวัดอุตรดิตถ์ เกิดเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๕๘ (ปีเถาะ) ณ บ้านท่าอิฐ ต.ท่าอิฐ อ.เมือง

ญาติโยมได้ถามถึงข้อปฏิบัติ หรือความเกี่ยวข้องในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็กในชีวิตของท่าน ซึ่งท่านเล่าให้ฟังดังนี้

“ตอนเป็นเด็กน่ะ เริ่มต้นครั้งแรก อาตมาไหว้เทวดา โยมแม่ท่านสอน

ต่อมาก็สวดมนต์ อิติปิโส ภควาฯ สวดเก่ง แถมยังแถมบทกรรมฐานอีกนะโยม หลับเลยนะโยมมันมากไป

เดี๋ยวนี้อาตมาไม่ค่อยชอบสวด เอาทางด้านกรรมฐานอย่างเดียว

อาตมาเกิดบ้านนอกนี่นะ เรื่องไหว้เทวดานี้ทำมาตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว...

การไหว้เทวดานั้นทำก่อนนอนทุกคืนๆ แต่ก็มีผล มีความศักดิ์สิทธิ์มากเหมือนกัน ที่มาเห็นผลนี้ก็ตอนมาอยู่กรุงเทพฯ นะ ตอนนั้นโตแล้ว

วิธีปฏิบัติก็กราบสามหน แล้วก็ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ก็น้อมนึกเอาเฉยๆ นะ

พอเติบโตก็ได้พบความอัศจรรย์ คือ ดีแน่ เชื่อได้ เป็นที่พึ่งยามคับขันได้ ตั้งใจให้แน่วแน่ - เทวดาช่วยที...ก็เป็นผล เป็นจริงๆ

เป็นอย่างไรนั้น อาตมาก็อยากให้โยมภาวนาดู ก็จะรู้ความจริง นั่นแหละมันเป็นอย่างนั้น

แต่ก่อนแม่บังคับให้สวดมนต์คล่องแคล่วดี วิสัยเด็กมันชอบทางนี้อยู่บ้าง

ถึงว่าอาตมาโชคดีที่เกิดอยู่บ้านนอก ถ้าอาตมาเกิดเป็นเด็กกรุงเทพฯ ก็เสร็จแน่เลย เพราะวัฒนธรรมทางด้านจิตใจมันหายไปหมดแล้ว...”

ฯลฯ





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:37 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891


พระธาตุหลวงปู่ชอบ
เห็นหลวงปู่ชอบครั้งแรก

ท่านพระอาจารย์บุญฤทธิ์ ท่านสละชีวิตราชการตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น นำตัวเข้าบวช ณ วัดศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เมื่อบวชแล้วท่านก็แสวงหาครูอาจารย์ผู้สอนกรรมฐาน

“อาตมาเคยเห็นพระธุดงค์แบกกลดบริขาร เดินไปอย่างสงบ มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ทั้งสายตาและกิริยาที่เดินจึงทำให้เห็นภาพประทับใจ"

ต่อมาเมื่อได้บวชแล้วได้ ๓ พรรษา อาตมาก็เดินทางขึ้นภาคเหนือ ไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริฑฺตโต แล้ว

ตอนไปภาคเหนือนั้น อาตมาอยากจะออกป่าเดินธุดงค์เหลือเกิน ได้ยินพระรุ่นพี่ท่านเล่าอย่างนั้น เล่าอย่างนี้ พูดคุยในเรื่องจิตเรื่องธรรม ก็ทำให้จิตใจฮึกเหิมใหญ่ แต่ก็ยังไม่ได้ออกธุดงค์สักครั้งเดียว

ก็บังเอิญได้มาพบครูอาจารย์เข้าอีก วันนั้นเป็นวันวิสาขบูชาได้ยินเพื่อนพระด้วยกันบอกว่า

“คุณอยากจะเดินธุดงค์ คุณควรไปเห็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์เสียก่อน วันนี้ท่านจะมาชุมนุมกันที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”

พอได้ยินแค่นี้ ก็ดีใจมาก ไม่รอช้า รีบเร่งไปเลยทีเดียว เวลานั้นจิตใจมันมีความเลื่อมใสศรัทธามาก

เมื่อเดินทางไปถึงก็มองเห็นภาพประทับใจเข้าอีก โอ ! น้ำตาคลอเลยทีเดียว

พระป่าครูอาจารย์ ท่านมาประชุมกันมากมาย ไม่ได้นัดหมายกันหรอก ท่านมาของท่านเองถึง ๙๗ องค์ นั่งเรียงรายกันเต็มลานวัดนั้น มองแล้วมันชื่นตาชื่นใจ นับเป็นมงคลแก่ตนเองมาก




อาตมาเป็นพระเด็ก ก็เที่ยวซอกแซกไปเรื่อย ถามเพื่อนพระที่บวชก่อน และเคยรู้กิตติศัพท์ของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ท่านก็ตอบให้ฟัง - องค์นั้นชื่อนั้น องค์นี้ชื่อนี้...องค์นั้นจิตท่านว่องไว รู้วาระจิตของผู้อื่นได้หมด คิดอะไรนึกอะไรรู้หมด...

องค์นั้นท่านก็เก่ง จิตท่านกำหนดรู้ว่องไวมาก...องค์นั้นท่านจะนั่งในป่าเขาลำเนาไพรที่ไหนก็ตาม พวกวิญญาณ เทวดาทั้งหลาย มักจะไปฟังธรรมะจากท่าน องค์นี้ท่านมีกระแสจิตเยือกเย็น ถ้าแม้ท่านไปอยู่แห่งใดกระแสจิตเมตตาของท่านนี้แผ่ไปกว้างไกล ใครมาพบเห็นก็ไม่อยากหนีไปไหน...ฯลฯ

อาตมาก็ถามดะไปเลย เพราะไม่รู้จักท่านจริงๆ นั่น หลวงปู่แหวน นั่น หลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่ที่ตัวเล็กๆ ผอมดำ นั่นเป็นใคร? พระเพื่อนก็ไม่รู้จัก เพียงแต่บอกว่า องค์นี้ชอบอยู่แต่ในป่า ไม่ค่อยจะได้พบท่านหรอก ท่านชอบอยู่บนดอยสูงๆ กับพวกกะเหรี่ยง พวกยาง”

วันนั้นได้ทำวัตรสวดมนต์กัน เสร็จแล้วก็มีการนิมนต์พระขึ้นเทศน์ นิมนต์หลวงปู่องค์นั้น...นิมนต์พระอาจารย์องค์นี้...

ที่สุดก็ประกาศนิมนต์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เรียกกี่ครั้งๆ ก็เงียบ ไม่มีพระจะเดินไปที่ธรรมาสน์

อาตมาก็ถามพระป่าองค์หนึ่งว่า พระคุณท่าน พระอาจารย์ชอบน่ะ คือใครกันครับ กระผมเห็นเรียกอยู่นานแล้ว ?

พระองค์ที่อาตมาถาม ก็พูดว่า “อ้าว ! ก็พระตัวเล็กดำๆ นั่งอยู่แถวต้นๆ นั่นแหละ ท่านหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเข้าป่าแล้วมั้งนี่...”

อาตมาก็มิได้ติดใจอะไรตอนนั้น จะพูดคุยกับครูบาอาจารย์ก็ไม่กล้า ปล่อยเวลาไปทั้งคืนนั้น

รุ่งเช้า อ้าว ! ท่านเข้าป่ากันหมดแล้ว !





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:45 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891



ไปจำพรรษากับหลวงปู่ชอบ

หลังจากได้พบพระป่าที่วัดเจดีย์หลวงในครั้งนั้นแล้ว พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ท่านเล่าเรื่องต่อไป ดังนี้ : -

อาตมาเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้มาพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส

ก็ที่วัดนี้ อาตมาได้มาพบกับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านมาพักถวายธรรมแด่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสฺสเถร (ติสฺโส อ้วน)

วันหนึ่ง อาตมาหาโอกาสเข้าไปปรนนิบัติท่านพ่อลี ธมฺมธโร ก็ได้ถามขึ้นว่า

“ท่านอาจารย์ครับ พระอาจารย์ชอบน่ะ คือใครครับผม?”

“โอ ! นั่นแหละลูกศิษย์มีอภิญญาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต....ถามทำไมล่ะ เคยเห็นท่านหรือ ?”

อาตมาตอบท่านไปว่า “ครับ เคยเห็นท่านที่วัดเจดีย์หลวง... ถ้างั้นกระผมกราบลาท่านอาจารย์ไปเชียงใหม่อีก ขอไปปฏิบัติกับท่านอาจารยชอบ”
กราบลาแล้ว ก็เป็นอันเก็บบาตร กลด สิ่งต่างๆ อีกครั้ง ขึ้นไปเชียงใหม่ ที่รีบเร่งเพราะได้ยินคำว่า “อภิญญา”

เรื่อง อภิญญา ฌานสมาบัติ พระนิพพาน นี่ต้องใจมาก ก็เราบวชเข้ามาก็พึงหวังความจริงข้อนี้

ก่อนออกเดินทาง ท่านเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ท่านก็ทักท้วงว่า

“อ้าว ! จะไปไหนละ นี่ก็จวนจะเข้าพรรษาแล้ว ท่านจะไปไหน ไม่อยู่จำพรรษาด้วยกันหรือไงกัน ?”

อาตมาก็เรียนท่านไปว่า “กระผมจะไปจำพรรษากับท่านอาจารย์ชอบ ครับ !”

“เฮ้ย ! เดี๋ยวก็ถูกหามออกมาจากป่าหรอกนะ ไข้ป่าจะเล่นงานเอา อย่าไปเลย”

อาตมาไม่ฟังเสียง เดินทางแน่วไปเลย ขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่ จิตใจเวลานั้นไม่มีการย่อท้อ หามออกจากป่าก็ช่าง ตายก็ช่าง ขอให้ได้ศึกษาอยู่กับท่านให้ได้อภิญญาก็แล้วกัน มันต้องเรียนเอาให้ได้

ท่านพระอาจารย์บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต ท่านอยู่ในกรุง ทำงานเป็นข้าราชการหลายปี ชีวิตที่เคยอยู่ในความสะดวกสบาย มีน้ำมีไฟสะดวกทุกอย่าง ไม่เคยเดือดร้อนในการอยู่การกิน

เมื่อต้องไปอยู่ป่าก็จะทำให้เกิดความลำบาก แล้วขณะนี้ ความตั้งใจของพระภิกษุหนุ่ม มุ่งสู่ป่าดงพงไพร ไปอยู่กับพระอาจารย์ผู้ยิ่งยงในการธุดงค์ ใช้ชีวิตแบบป่าๆ อยู่กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลายคนตั้งปัญหาถามว่า “มันจะไหวหรือท่าน ? แน่ใจหรือท่าน ?”

พระอาจารย์บุญฤทธิ์ บอกกับตัวท่านเองในขณะนั้นว่า “ไม่ลองจะรู้หรือ ! จะหามออกจากป่าอย่างสิ้นท่า หรือว่าจะอยู่ป่าอย่างสะดวกสบายเย้ยกิเลสตัณหา ก็จะรู้กันคราวนี้แหละ”
พระอาจารย์ เล่าความรู้สึกและเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า

“ใครๆ เขาห้ามปรามกัน เพราะเกรงว่าอาตมาจะตายเสียก่อน เพราะถ้าไปอยู่กับท่านหลวงปู่ชอบ ละก็ต้องบุกหนักทีเดียว ท่านชอบไปอยู่ป่ากับพวกกะเหรี่ยงพวกยาง

อาหารการกินก็ไม่ค่อยจะมี กินใบหญ้าใบไม้ แล้วก็ปลาร้าลูกหนูแดงๆ น่ะ

อาตมาอยากได้อภิญญา ไม่ฟังเสียง แล่นไปจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไปพบกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระผู้มีพลังจิตสูงองค์หนึ่ง

เวลานั้นอาตมาไม่รู้ ก็ได้รับการทักท้วงจากท่านว่า “อย่าเพิ่งไปเลย รอหน้าแล้งก่อนเถอะ เวลานี้อากาศชื้น ลำบากมาก เธอจะทนไม่ได้”

ไม่ฟังเสียง ไปอย่างเดียว เดินทางไปถึงวัดป่าห้วยน้ำริน แวะกราบนมัสการ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านก็ห้ามอีกว่า “อยู่ที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งไป !”

แหม...อาตมาไม่ฟังเสียงท่านผู้เป็นครูบาอาจารย์เลย ตั้งใจไปให้ได้ไม่ย่อท้อ ลำบากก็ช่าง เป็นการทรมานตัวเอง ที่มีโอกาสพบท่านที่วัดเจดีย์หลวงอยู่แล้ว แต่ก็พลาดโอกาสเมื่อวันวิสาขบูชา มิหนำซ้ำยังนึกปรามาสท่านเสียอีก

ฉะนั้น ต้องทำโทษตัวเอง ทรมานให้มันรู้สึกที่ไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร

นั่น คิดอย่างนั้น ก็ทำให้เกิดกำลังใจจะเดินทางไปกราบท่านให้จงได้

ญาติโยมได้กราบเรียนถามถึงความยากลำบากในครั้งนั้นรวมทั้งก่อนพบองค์หลวงปู่ชอบนั้น ท่านมีความเคารพศรัทธามากน้อยแค่ไหน

พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ท่านเล่าดังนี้ : -

“อ้าว! ก็จิตมันรู้ได้ทันทีว่า ที่ครูบาอาจารย์ท่านทักท้วงมาตั้งแต่กรุงเทพฯ จนมาถึงเชียงใหม่ ท่านผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ทักท้วงอีก ทำให้อาตมายิ่งแน่ใจในปฏิปทาของท่านหลวงปู่ชอบ ว่าจะต้องเป็นชีวิตที่ลำบากยากแค้นมาก และสถานที่ที่ท่านไปอยู่บำเพ็ญภาวนานั้นจะต้องเป็นสถานที่กันดาร ไปมาลำบาก ขึ้นเขาลงห้วย ยากตลอดทั้งไปและอยู่ทีเดียว

อาตมาคิดปลงตก ตายเป็นตาย ขอไปตายกับท่านเพื่อเอาอภิญญาให้ได้ จะได้รู้ว่าคนมีอภิญญาน่ะมันเป็นลักษณะไหนกันแน่..."





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:52 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891


สภาพความเป็นอยู่ที่ผาแด่น
พระอาจารย์บุญฤทธิ์ เล่าเรื่องการไปอยู่จำพรรษากับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่ ผาแด่น อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นต่อไป ดังนี้

“...เออ! มันชอบใจคำว่า อภิญญา ท่านพ่อลีพูดจบ อาตมาก็อยากมาให้ถึงเชียงใหม่เลย
โอ! ก็เป็นดังที่เขาเล่าลือกันจริงๆ อาตมาดั้นด้นไปจนพบกับท่าน...
ครั้งนั้นอาตมาไปพบท่านที่ผาแด่น ก็กะอุบายไว้ว่า ไปพบกับหลวงปู่ท่านให้เข้าพรรษาพอดี เพื่อว่าท่านจะได้ไล่เราหนีไม่ได้ ก็มันเข้าพรรษาแล้วนี่นะ วางแผนก็ลงล็อกเลยโยม ท่านก็รู้ด้วยจิตแน่ๆ ท่านเห็นหน้าก็ยิ้ม พูดนิดๆ หน่อยๆ
จากนั้นท่านก็แนะให้ไปพักเลือกเอาสถานที่เหมาะๆ อยู่ภาวนากับท่าน...”

พระอาจารย์พูดถึงสภาพของผาแด่น ดังนี้ : -

“เคยได้ยินแต่คนอื่นเล่าถึงความทุกข์ยากลำบากกันดารก็ได้พบครั้งนี้เอง

ความจริงแล้วมันลำบากยิ่งกว่าคิดเสียอีก โอ...รสชาติมันเหลือหลาย

อาตมาได้ไปเรียนรู้หมดแล้ว โยมคงไปไม่ไหวนะเวลานี้ (ท่านเล่าให้ฟังเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐) ที่ภูผาแด่น ปัจจุบันมันก็ดีมากแล้ว ไม่ลำบาก ความเจริญคงเข้าถึงกันหมด ไม่มีความยากลำบากเช่นครั้งก่อน

ตอนนั้น มันสามารถจะทำได้ ปฏิบัติได้ ก็เพราะว่าศรัทธาในองค์ท่าน และก็คิดจะปฏิบัติให้ได้อภิญญาด้วยนะ สู้สุดชีวิตเลย

เออ ! มันสบายดีเหมือนกัน ถ้าหากเราสามารถปล่อยวางได้...”




“ระยะแรกที่ได้ไปอยู่ในป่าดงพงไพร โดยเฉพาะที่ผาแด่น มีความยุ่งยากลำบากและกันดาร

ก็เหมือนตอนเช้า อาตมาเดินตามหลังหลวงปู่ไปบิณฑบาตจากชาวบ้าน ซึ่งก็เป็นพวกยาง เป็นชาวบ้านป่ากลุ่มหนึ่ง ที่เชิงเขา

ได้รับอาหารบิณฑบาตที่เขาใส่มา ก็อาตมาเป็นพระชาวกรุงนี่ เห็นครั้งแรกก็แทบสะอึก

อะไรรู้ไหมล่ะ ?

อาหารเขาง่ายๆ นะ เขาเอาบอนมาปอก แล้วก็ตำกับน้ำ เอาเกลือใส่ปะแล่มๆ บ้าง ใบไม้บางชนิดตำกับเกลือ ใส่น้ำขลุกขลิกบ้าง

เกลือกับพริกตำแล้วเอาน้ำใส่โหรงเหรง ดูแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเอารสชาติแบบไหนกัน

บางคราวไปเจอเอาลูกหนูหมักดองด้วยเกลือ เขานำเอามาปรุงอาหารแต่ละครั้งก็เหม็นคลุ้งไปหมด

แรกๆ อาตมารู้สึกพะอืดพะอม มองดูหลวงปู่ท่านนั่งฉันหน้าตาเฉย เอ ! จะทำอย่างไรดี

ข้าวเหนียวนั้นไม่มีปัญหาอะไรหรอก กับข้าวนี่ซี มันแสนจะทรมาน ที่สุดก็กล้ำกลืนฉันบ้าง

หลวงปู่ชอบ ท่านสอนเสมอๆ ว่า “อาหารบิณฑบาตได้มาก็ฉันไปตามมีตามได้ ฉันพอประทังให้ธาตุขันธ์อยู่ได้ ก็นับได้ว่าดีแล้ว มีพลังในกาบำเพ็ญธรรมต่อไป”
เอาละ – คิดอย่างนั้นนะ ท่านฉันได้ เราก็ต้องฉันได้ !

อาตมาฉันได้ประมาณหนึ่งเดือน ธาตุขันธ์มันไม่เคย ท้องร่วงถ่ายตลอดทั้งเดือน

ทำไงดี?นอนหอบซี่โครงบานๆ มันอ่อนเพลีย ถ่ายมากเหลือเกิน แต่ก็ไม่เป็นไร สู้ได้ !

วันหนึ่งพวกยางเขาทำพิธีอะไรก็ไม่รู้ในหมู่บ้านเขา เสร็จแล้วงานนี้มีไก่มาถวายเป็นอาหาร พอได้ไก่มา หลวงปู่ท่านก็สั่งพระที่อยู่ด้วยว่า

“เก็บไว้ให้บุญฤทธิ์ ยามาแล้วคราวนี้”

ท่านพูดแล้วให้พระไปตามอาตมา ซึ่งพักปักกลดอยู่ก็ไกลพอสมควร เดินไปมาหากันราวๆ กิโลเมตรกว่าๆ

อาตมาเดินมารับไก่นั้นเป็นอาหารเช้าในวันนั้น

มันก็แปลกมาก พออาตมาฉันไก่ที่หลวงปู่บอกว่าเป็นยา อาตมาก็ฉันหมด โรคท้องร่วงก็หายมาตั้งแต่บัดนั้นเลยทีเดียว

อันนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์มากนะ เออ! ไก่เป็นยาก็ดีเหมือนกันนะโยม





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 10:56 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891


หมีกินผึ้งและเสียงพญานาค

พระอาจารย์บุญฤทธิ์ เล่าถึงการไปอยู่ภาวนากับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่ภูผาแด่นต่อไปว่า : -

ระยะนั้นพวกป่าไม้เองก็ยังไปไม่ถึง ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่มหึมา สองคนโอบไม่รอบ

หมีไปกินผึ้งแถวกุฏินั่นเอง เสียงบ่นพึมพำทำให้อาตมาเข้าใจในตอนนั้นเอง ที่ว่า บ่นเป็นหมีกินผึ้งนั้นเป็นอย่างไร

เวลาหมีไปแล้ว มนุษย์ก็ได้อาศัยน้ำผึ้งจากรวงรังเหล่านั้นมา เป็นคิลานเภสัช (ยา) ต่อไป

พวกผึ้งมาทำรวงรังกันมากบริเวณนั้น

ท่านเล่าต่อไปว่า สถานที่ที่บำเพ็ญภาวนานั้น เรียกว่าผาแด่น ใกล้ๆ กันนั้นมีดอยอีกแห่งหนึ่ง พวกยางเรียกว่า ผาเด่ง

อาตมาขึ้นไปทำความเพียรก็เห็นว่าดีมาก เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา จึงได้ขออนุญาตจากหลวงปู่ ท่านก็บอกว่า
“ดี ไปภาวนาเถิด มันวิเวกดีมาก”
อาตมาไปทำความเพียรอยู่ (ที่ผาเด่ง) นั่งสมาธิมากแล้วก็เดินจงกรม เดินจงกรมที่นี่ดีมากทีเดียว ลมโชยอ่อนๆ แดดไม่ร้อน

แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง อยากจะนำมาเล่าให้โยมได้ฟังกัน

คือ...ขณะภาวนาอยู่นั้น บางวันได้ยินเสียงดังเหมือนหวูดรถไฟ

โยมเคยได้ยินไหม หวูดรถจักรไอน้ำน่ะ ดังอย่างนั้นแหละ

อาตมาสงสัยจึงได้เข้ากราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านบอกว่า “นั่นแหละเสียงพญานาค !”

ญาติโยมถามว่าเสียงนั้นดังมากไหม ทำไมพญานาคจึงเที่ยวไปอยู่ตามป่าดงพงไพรเช่นนั้น ?

พระอาจารย์ตอบว่า พญานาคมีทุกแห่ง เพราะเป็นวิสัยพวกเทพระดับหนึ่ง นิมิตอยู่ที่ไหนก็ได้ คนส่วนมากเข้าใจว่า พญานาคอยู่ในน้ำเท่านั้น ความจริงเขาก็พวกเทพเหมือนกัน

เสียงพญานาคที่ร้องนั้นดังมาก จนอากาศส่วนนั้นสะเทือนทีเดียว

ยามบ่ายๆ หน่อย อากาศดีมาก แสงแดดจะส่องตามทิวเขา ผาต่างๆ ที่สลับซับซ้อน จนเกิดเป็นสีสันที่สวยงามมาก เช่น สีม่วง สีน้ำเงิน สีแสด สีชมพู มองดูงามมากจริงๆ

อาตมาไปฟังเสียงพญานาคร้องให้ได้ยินหลายครั้ง ถ้าจะพูดว่าเสียงอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันอยู่ในป่าดง เอาเสียงอะไรมาล่ะ ครั้งกระนั้นมีแต่ป่าห่างไกลความเจริญด้วย

ญาติโยมถามว่า ท่านไม่คิดว่าจะเป็นเสียงร้องของช้างป่าหรือสัตว์ป่าอย่างอื่นบ้างหรือ ?

พระอาจารย์ ตอบว่า เสียงช้างเสียงเสือนั้นมันร้องก็จำได้ ไม่ใช่สัตว์ป่าพวกนี้แน่ๆ

อีกอย่างเวลามันร้อง ก็ฟังได้ยินอยู่เสมอจำได้ดี และอาตมาคิดว่าไม่ใช่สัตว์พวกนี้หรอก !





ข้างบน

bon หัวข้อกระทู้: Re: หลวงปู่บุญฤทธิ์ พระผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญและฤทธิ์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 11 ม.ค. 2009 11:05 pm




ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 9:25 pm
โพสต์: 891



เรื่องของอิทธิฤทธิ์ทางใจ

เป็นที่ทราบกันกว้างขวางว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นพระมีอภิญญา มีอิทธิฤทธิ์ทางใจ ที่เป็นที่ร่ำลือในหมู่พระธุดงคกรรมฐานทั่วไป

แต่โดยปกติ ครูอาจารย์พระกรรมฐานทั้งหลาย ท่านไม่นิยมเล่นฤทธิ์อำนาจทางจิตใจ เว้นแต่บางกรณีท่านต้องใช้ในการสั่งสอน ในการปราบศิษย์ดื้อ หรือใช้แก้ปัญหาฉุกเฉินในบางครั้งบางคราวบ้างเท่านั้น

ในกรณีของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านรับศิษย์ไว้มากมายหลายรูป มีทั้งภิกษุ สามเณร และยังมีอุบาสกติดตามไปอีกส่วนหนึ่งด้วย

การทำอิทธิฤทธิ์ทางใจนั้นมีหลายหนทาง แม้การกำหนดรู้วาระจิต ของศิษย์ที่คิดผิดไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมก็เป็นวิธีหนึ่งที่เห็นเป็นตัวอย่างมามาก

พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ได้เล่าให้ฟังดังนี้ : -

การเดินธุดงค์ในป่าในเขาลำเนาไพร ขึ้นยอดดอย เทือกเขาเข้าป่าดงพงไพรนั้น หลวงปู่ชอบ ท่านตักเตือนศิษย์ให้ระวังสังวร มิให้เกิดความประมาท

หลวงปู่ ท่านพูดถึงการกระทำของพระผู้มีศีลเป็นเครื่องคุ้มครอง แม้ใครประมาททำความมัวหมองให้แก่จิตใจตนเองมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ไม่มีใครๆ เห็นก็ตาม ไม่ได้ยินก็ตาม...

“...แต่สิ่งอันลึกลับเกินกว่าจิตของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ ก็ย่อมรู้เห็นได้ และยังมีอีกมาก เพราะว่าผู้มีจิตละเอียดจริงๆ ยังมีอยู่ จงอย่าปฏิเสธความจริงในข้อนี้”

ผู้ประพฤติปฏิบัติพระกรรมฐาน จงทำเพื่อความไม่ประมาท จงสำรวมระวังในทุกอิริยาบถ ทำความงดงามตลอดเวลา

แต่เมื่อศิษย์คิดผิด ทำผิด หลวงปู่ ท่านจะรู้ก่อน และก็ดักใจศิษย์คนนั้นจนบังเกิดความเกรงกลัวมาก

อันนี้อาตมาจึงพยายามเรียนรู้ปรจิตวิชา หรือการกำหนดรู้ใจของผู้อื่นอย่างแม่นยำของท่านให้ได้

อันนี้อาตมาถือว่า เป็น อิทธิฤทธิ์ทางใจ อันหนึ่ง เพราะคนธรรมดาๆ คงไม่รู้ผลแน่ๆ

สำหรับหลวงปู่ชอบ ท่านล่วงรู้ได้อย่างรวดเร็ว ท่านสามารถดักจิตใจของศิษย์ผู้คิดผิด หลงผิด ได้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิดเลยสักรายดียว

มาในระยะหลังๆ นี้ ดูว่าท่านไม่ทักใครอีก ท่านจะปล่อยวางไม่อยากจะทักใครอีก นอกจากนั้นลูกศิษย์ทั้งหลายต่างก็มีความตั้งใจสำรวมระวังให้งดงามมาตลอดอยู่แล้ว

เรื่องของ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผมหยิบยกบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์หลวงปู่ชอบ ฐานสโมมาเสนอเท่านั้น หากสนใจเรื่องราวเพิ่มเติมก็ควรไปอ่านประวัติและคำสอนของท่านโดยตรง แหล่งค้นคว้าที่แน่นอนที่สุดคือ ห้องสมุดของวัดต่าง ๆ ในสายของพระธรรมยุต เช่น วัดบรมนิวาส วัดบวรนิเวศ วัดอโศการาม เป็นต้น

ขออภัยครับ ! ผมมานึกได้ทีหลัง ขอโอกาสพูดถึง หลวงปู่บุญฤทธิ์ ก็ตามที่ผมเรียกท่านจริงๆ ) แถมอีกนิดหนึ่ง

คือ ท่านได้อยู่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบในสมัยนั้นนานถึง ๙ ปีเพราะ หลวงปู่ชอบ ท่านได้สร้างวัดป่าผาแด่น วัดป่าโป่งเดือด และวัดป่าปางยางหนาด “โอ! โยมเอ๋ย แต่ละวัดที่ท่านไปสร้างนั้นอยู่บนเขาสูงทั้งนั้นเลย... โอ! ท่านเคร่งครัดมากนะโยม หลวงปู่ซอบท่านไม่ค่อยพูดอะไรนัก สอนธรรมะแล้วก็ให้ภาวนาเอาเลย...”

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่ธุดงค์อยู่ในป่าในเขา เคยธุดงค์ลงใต้ ไปสร้างวัดอยู่ในป่าลึกเขตจังหวัดสตูล ท่านล้มป่วยจนถูกหามออกมารักษาในเมือง

ท่านธุดงค์อย่างอุกฤษฏ์ ในป่าเขาเขตจังหวัดเลย และหลังสุดท่านมาสร้าง วัดป่าแม่ฮ่องสอน แล้วได้รับบัญชาให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ประเทศออสเตรเลีย

ท่านก็อยู่ตั้งวัด และสอนพระศาสนาอยู่ที่ออสเตรเลียตั้งแต่ปี พศ ๒๕๑๖ มาจนถึงปัจจุบัน นานๆ จึงจะกลับมาเมืองไทยให้ลูกศิษย์ลูกหาได้กราบไหว้สักครั้ง

นับถึงปีปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๘) ท่านมีอายุ ๙๐ ปีครับ
บางส่วนจากหนังสือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๙

เรียบเรียงโดย รศ.ดร. ปฐม - รศ. ภัทรา นิคมานนท์





ข้อมูลเพิ่มเติม 2 ส. - 02 เม.ย. 2554 - 23:21:27 น.


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
หลวงปู่ชอบ เดิมชื่อ บ่อ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๔ ณ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย บิดาชื่อ มอ มารดาชื่อพิลา ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน เป็นชาย ๒ หญิง๒ เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปี ได้มีพระธุดงค์กรรมฐานรูปหนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์พา จาริกไปปักกลดรุกขมูลอยู่ที่วัดใกล้บ้านท่าน เมื่อท่านมีอายุย่างเข้า ๑๙ ปี อาจารย์พาก็จัดการดูแลให้ผ้าขาวศิษย์ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านนาแก บ้านนากลาง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู หลวงปู่อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ มีพระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐานสโม” หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์เถระเจ้าผู้ได้ฉายาว่า “พระผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งปวง” ในสมัยที่หลวงปู่ชอบยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาให้หลวงปู่ชอบรับแขกพิเศษในตอนกลางคืนแทนองค์ท่าน ซึ่งจะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ ปฏิปทาของท่าน ในสายพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ยกย่องกันว่า หลวงปู่เป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญทางความเพียร มีนิสัยมักน้อย ถือสันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขามาตลอด ข้อปฏิบัติและธรรมภายในของท่านเป็นที่สรรเสริญ และหลวงปู่ชอบท่านยังเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ โดยท่านเดินธุดงค์ไปที่แห่งใด ท่านไม่เคยอดอยาก ต้องมีผู้คนมาใส่บาตรอยู่เสมอแม้จะทุรกันดารขนาดไหนก็ตาม และผู้ใดที่บูชาท่านมักจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายได้สะดวก ประสบความสำเร็จเสมอ-------- หลวงปู่ชอบ ได้มรณภาพ ในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิริรวมอายุได้ ๙๒ ปี ๑๐ เดือน ๒๗ วัน พรรษา ๗๐





ข้อมูลเพิ่มเติม 2 ศ. - 06 พ.ค. 2554 - 11:18:36 น.


พระนางมัทรีเสด็จมาในกลางป่า

ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดป่าหนองวัวซอนี้ ได้มีเหตุการณ์ที่น่าจะบันทึกไว้อย่างหนึ่ง คือ เวลากลางวันวันหนึ่ง หลังจากที่หลวงปู่ได้ทำความเพียรอย่างเต็มที่แล้ว ท่านก็พักจำวัดอยู่ในกุฏิ เผอิญวันนั้นโยมมารดาของท่านที่บวชเป็นชี และยังอยู่ที่วัดป่าหนองบัวบาน ได้มาเยี่ยมท่านที่วัด ท่านเล่าว่า กำลังจำวัดอยู่เพลิน ๆ เพราะเพิ่งจะพักจากการทำความเพียรอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง อากาศก็เป็นใจด้วยฝนกำลังตกอยู่ ตกใจตื่นด้วยเสียงโยมมาเรียกท่าน
เร็ว ๆ เข้า รีบไปศาลาโดยด่วนเถอะ คุณลูก นิมนต์ไปศาลา พระนางมัทรีมาอยู่ที่ศาลาแน่ะ...!
เร็วเถอะท่าน พระนางมัทรีมา โยมเร่ง

ท่านบอกว่า ตื่นขึ้นด้วยเสียงเรียกของโยมมารดา ทั้งเร่งเร้า ทั้งทุบประตูกุฎี เสียงโยมว่า มีคนมา นิมนต์ให้ไปศาลา ท่านรีบครองผ้าแล้วก็ลงมาจากกุฎีมาทันที เพื่อตามใจโยม ไม่ทันคิดว่าเป็นใคร มาทำไม ธุระอะไร โยมให้รีบไป ท่านก็ตามใจโยม
“พระนางมัทรีมาที่ศาลา” โยมแม่กล่าวย้ำ เมื่อเห็นท่านลงมาจากกุฎีแล้ว
ท่านว่า ท่านยังไม่ทันจะคิดอย่างไร สงสัยหรือค้านว่า พระนางมัทรี ที่ไหน อย่างไร พระนางมัทรีจะมาที่ศาลาได้อย่างไร อย่าว่าแต่จะซักหรือคาดคั้นถามโยมเลย แม้แต่จะคิดพิจารณาอะไร ก็ไม่ทันได้กระทำ พอท่านก้าวลงจากกุฎีมาพ้นได้อึดใจเดียว เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดสนั่นพร้อมกับเสียงดังโครมใหญ่ก็บังเกิดขึ้น
กล่าวคือ ต้นไม้ใหญ่หน้ากุฏิท่าน หักโค่นล้มลงทับกุฎีของท่านแหลกละเอียดเป็นจุณไปต่อหน้าต่อตาท่านและโยมมารดาท่านที่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น ถ้าหากท่านยังนอนหลับอยู่ในกุฏิ...ท่านเล่าว่า ไม่อยากจะคิดเลย ว่าร่างกายจะแหลกเหลวไปฉันใด

ได้ความว่า ฝนตกหนักมากตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ตลอดทั้งวันทั้งคืน น้ำฝนคงจะเซาะรากไม้ใหญ่ทีละน้อย จนถึงกาลเวลาที่มันไม่อาจจะยืนต้นต่อไปได้ ก็หักโค่นล้มลง
แต่อัศจรรย์ว่า เมื่อจะต้องหักโค่นลงมาทับกุฎีของท่าน ก็ให้เกิดเรื่องมาทำให้ท่านแคล้วคลาดพ้นมาจากที่นั้นเสียได้
โยมมารดา เล่าว่า วันนั้นคิดอย่างไรไม่ทราบ ตั้งใจมาเยี่ยมพระลูกชาย แวะไปพักที่ศาลาก่อน ก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ศาลา แต่งตัวอย่างนางกษัตริย์ สวยงามมาก นางบอกว่า นางชื่อ พระนางมัทรี โยมแม่เล่าว่า ทั้งประหลาดใจและดีใจมาก

...ประหลาดใจว่า พระนางมัทรีนั้นมีชื่ออยู่ในเวสสันดรชาดก ไม่คิดว่า จะมีตัวมีตนจริง ๆ
... ดีใจว่า ได้เห็นพระนางมัทรีเสด็จมาหาถึงบนศาลาในกลางป่า ทั้งสวยงาม ทั้งแย้มยิ้มพริ้มพราย งามจับตาเสียเหลือเกิน จึงอยากให้พระลูกชายรีบไปศาลา ได้ดูนางมัทรีให้เป็นบุญตา
โยมยืนยันว่า เห็นพระนางมัทรีมาที่ศาลาจริง ๆ ถามชื่อนางกษัตริย์คนงาม นางก็บอกประกาศว่า ตนคือพระนางมัทรี โยมบอกว่า เกิดมาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่สวยงามอย่างนั้นเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วโยมมารดานำท่านไปที่ศาลา ก็ไม่ปรากฏว่ามีพระนางมัทรี หรือผู้หญิงคนใดอยู่ที่นั่นเลย ความจริง...ไม่มีใครบนศาลาเลยด้วยซ้ำ ! เห็นแต่ภาพพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ที่ติดประดับอยู่บนศาลามาแต่ก่อนเท่านั้น...!!
ถ้าไม่กล่าวว่า เป็นเพราะเหตุอัศจรรย์ก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอย่างไร ...เทวดาจึงได้บันดาลนิมิตเพศเป็นพระนางมัทรีมาให้โยมมารดาเห็น และไปเรียกท่านให้พ้นภัยที่จะต้องถูกต้นไม้ใหญ่โค่นล้มลงทับกุฎีที่ท่านจำวัดอยู่...!

เป็นธรรมดาของศาลาวัดป่าทั่วไป ที่จะมีผู้ถวายรูปพระพุทธเจ้า หรือรูปตามเรื่องในชาดกต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อสมเด็จพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติในชาติสำคัญ ๑๐ ชาติ ที่เรียกกันว่า ทศชาติ อันเริ่มแต่พระสุวรรณสาม พระเตมีย์ พระมโหสถ.... กระทั่งพระเวสสันดรเป็นชาติสุดท้าย ทางวัดก็มักจะนำภาพเหล่านั้นใส่กรอบประดิษฐานไว้บนศาลา ให้ญาติโยมได้เคารพบูชา รูปพระเวสสันดรและพระนางมัทรีก็เป็นภาพหนึ่งที่ติดอยู่บนศาลาเช่นภาพในชาดกทั้งหลาย

หลังจากที่ได้พิมพ์หนังสือ “ชีวประวัติ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม” แจกไปสำหรับการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ แล้ว พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จันทะสาโร ได้อ่านความในหนังสือดังกล่าว มาถึงเหตุการณ์ตอนนี้ ท่านก็กล่าวยืนยันเรื่องราวซ้ำให้ผู้เขียนฟังอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่หลุยท่านเล่าว่า ปีนั้นเป็นปีที่ท่านจำพรรษาอยู่ด้วย ณ วัดป่าหนองวัวซอ โดยมีทั้งหลวงปู่ชอบ ฐานสโม และ หลวงปู่ขาว อนาลโย จำพรรษาอยู่พร้อมกันทั้งสามองค์ ณ วัดป่าหนองวัวซอนี้ เป็นที่ซึ่งท่านประจักษ์ในบุญญาบารมีในกัลยาณมิตรทั้งสองของท่านเป็นอย่างดี โดยมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นทั้งในกรณีของหลวงปู่ชอบ และกรณีของหลวงปู่ขาว โดยหลวงปู่หลุยท่านว่า “อัศจรรย์...อัศจรรย์จริง”

ต่อมาเมื่อพระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย มรณภาพในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ผู้เขียนได้รับฉันทานุมัติจากคณะศิษยานุศิษย์ของท่าน ...ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ให้เป็นผู้เรียบเรียงและจัดพิมพ์หนังสือประวัติของท่าน เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ผู้เขียนจึงได้บันทึกความตอนนี้ที่หลวงปู่หลุยท่านเมตตาเล่าให้ฟัง ลงไว้ในหนังสือ “จันทสาโรบูชา” ด้วย ดังมีความละเอียด ซึ่งขอนำมารวมไว้ในหนังสือ “ชีวประวัติของพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม” ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย ดังนี้

จากหนังสือ “จันทสาโรบูชา” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพ “พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร” ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร วันเสาร์ที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๓ หน้า ๒๖ – ๒๗

“ .ณ ที่วัดป่าหนองวัวซอนี้ เป็นที่หลวงปู่หลุยเล่าเสมอว่า ท่านได้ประจักษ์ในบุญญาบารมีในกัลยาณมิตรทั้งสองของท่าน กล่าวคือ ระหว่างจำพรรษาด้วยกัน คืนหนึ่งเกิดฝนตกหนัก ลมพายุพัดรุนแรง ฝนตกหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน ครั้นถึงเวลากลางวัน ขณะที่หลวงปู่ชอบกำลังจำวัด ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยได้ยินสียงโยมมารดามาร้องเรียกให้ออกไปรับเสด็จพระนางมัทรี พอท่านออกมานอกกุฏิตามเสียงเรียกของโยมมารดา ต้นไม้ใหญ่ก็หักโค่นลงทับกุฏิของหลวงปู่ชอบพังเป็นจุณไป ทำให้หลวงปู่ชอบพ้นอันตรายไปอย่างน่าอัศจรรย์”
“ความจริงที่ว่า โยมมารดาเห็นพระนางมัทรีนั้น เมื่อหลังจากที่เกิดเหตุแล้ว ก็พาหลวงปู่ไปที่ศาลาที่ว่าพระนางมัทรีมารออยู่ โยมมารดาเล่าว่า ได้เห็นพระนางมัทรีลงมาหา เป็นหญิงที่สวยงามที่สุด ครั้งแรกยังไม่รู้จักชื่อ พอถาม นางก็บอกว่า นางเองคือพระนางมัทรี โยมมารดาเห็นหญิงนั้นงามเหลือที่จะประมาณ งามยิ่งกว่านางฟ้าที่เคยเห็นในรูป รู้สึกตื่นเต้น จึงวิ่งไปตามพระลูกชายดังกล่าวแต่เมื่อมาถึงศาลาไม่มีใครเห็นหญิงที่โยมมารดากล่าวอ้างเลย คงเห็นแต่รูปพระนางมัทรีติดอยู่บนศาลาเท่านั้น น่าคิดว่า นางฟ้าหรือเทพยดาอารักษ์ เทพธิดาองค์ใดไปช่วยปรากฏกายให้โยมมารดาไปเรียกหลวงปู่ชอบออกมาได้ เพราะถ้าท่านยังคงจำวัดอยู่ ท่านต้องมรณภาพแน่”

“สำหรับกรณีหลวงปู่ขาวนั้น หลวงปู่หลุยท่านเล่าว่า ต้นไม้หักโค่นลงมาเหมือนกัน แต่ต้นที่ล้มระเนระนาดลงมานั้นมีจำนวนมาก แต่ละต้นต่างล้อมกุฏิหลวงปู่ขาวไว้โดยรอบเป็นวงกลม ไม่มีแม้แต่ต้นเดียว กิ่งเดียวที่จะหักมาทับหรือก่ายกุฏิหลวงปู่ขาวเลย เป็นประหนึ่งเทวดาช่วยจับเวียนต้นไม้ล้อมรอบกุฏิหลวงปู่ขาวเอาไว้ฉะนั้น”
“เป็นเรื่องที่หลวงปู่หลุยมักจะเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอ ว่าบุญบารมีที่แต่ละคนสร้างสมอบรมมานั้น โดยเฉพาะท่านผู้จะเดินไปสู่มรรคผลนิพพานนั้น จะต้องมีเทพยดาอารักษ์มาบำรุงรักษาปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัยอันตรายเสมอ”





ข้อมูลเพิ่มเติม 3 ศ. - 06 พ.ค. 2554 - 11:19:27 น.


เทวดามาขอฟังธรรม

ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ก็ออกจากวัดป่าบ้านหนองวัวซอ จาริกไปหาป่าหาเขาอันสงัดวิเวกที่ถูกกับจริตนิสัย ท่านชอบเที่ยวอยู่ในป่าในเขาเป็นปกติ ถึงเวลาเข้าพรรษาก็กลับเข้าบ้านเมืองสักครั้งหนึ่ง ท่านออกพรรษาแล้ว ก็ออกจาริกธุดงค์ต่อไป
พรรษาที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านจำพรรษาที่วัดป่าบ้านเหล่างา หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า วัดป่าวิเวกธรรม อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น พรรษาที่ ๘ และ ๙ พ.ศ. ๒๔๗๕- ๒๔๗๖ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสาละวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

ระยะนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ศิษย์รุ่นผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น กำลังตั้งกองทัพธรรมสั่งสอนประชาชนทางภาคอีสานให้รู้จักหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง ให้เลิกนับถือผีไท้ ผีฟ้า ผีปู่ตา กลับมารับพระไตรสรณาคมน์ มีพระกรรมฐานมาชุมนุมอยู่ที่วัดป่าสาละวันและวัดป่าวิเวกธรรมมาก นอกจากองค์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม แล้วก็มี ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

วัดป่าสาละวันนี้ มีกำเนิดมาจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน ปธ. ๕) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระเทพเมธี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ได้มีบัญชาเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้พระกรรมฐานที่มีอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ไปรวมกันที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่ออบรมเทศนาสั่งสอนประชาชนร่วมกับข้าราชการ พระคณะกรรมฐาน ซึ่งมีท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เป็นหัวหน้า จึงพาหมู่พวกเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาเพื่อเผยแพร่หลักธรรมทางพุทธศาสนา ปละใน พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้เอง ที่ พ.ต.ต. หลวงชาญนิยมเขต ได้ถวายที่ดินหลังสถานีรถไฟ จำนวน ๘๐ ไร่เศษ ให้สร้างเป็นวัด ท่านพระอาจารย์สิงห์ จึงได้สร้างวัดขึ้น ตั้งชื่อว่า วัดป่าสาละวัน ให้เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับการอบรมกรรมฐาน
ระหว่างที่หมู่พวกกระจายกันไปตั้งวัดโดยรอบวัดป่าสาละวัน เช่นสร้างวัดศรัทธาวนาราม ข้างกรมทหาร ตำบลหัวทะเล สร้างวัดป่าคีรีวัลย์ อำเภอท่าช้าง วัดป่าอำเภอกระโทก วัดป่าอำเภอจักราช วัดป่าสะแกราช อำเภอปักธงไชย วัดป่าบ้าใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว วัดป่าบ้านมะรุม อำเภอโนนสูง ฯลฯ ... เป็นกองทัพธรรม กระจายแยกย้ายกันไปเทศนาอบรมประชาชน หลวงปู่ก็แยกจากหมู่พวกเข้าไปในป่าลึกอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

โดยที่ ท่านนิสัยขรึม พูดน้อย ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยพระเณรและประชาชนจำนวนมาก ท่านจึงเห็นประโยชน์ของการเข้าไปอยู่ในป่าเขาอันสงัดเงียบ ประโยชน์นี้ทั้งสำหรับองค์ท่านเองและประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในภพภูมิอื่น อันสายตามนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจะมองเห็นได้
พูดง่าย ๆ ขณะที่หมู่พวกเมตตาเทศนาอบรมมนุษย์ในหมู่บ้าน หลวงปู่ก็ได้ช่วยเมตตาอนุเคราะห์เทศนาอบรมเทวดาในป่าลึก...

ท่านเล่าว่า ระหว่างที่ท่านธุดงค์เข้าไปในป่าลึก จะมีพวกกายทิพย์เข้ามาอาราธนาให้อยู่โปรดพวกเขา แม้แต่เสียงที่ท่านสวดมนต์ภาวนา ก็ทำความชุ่มชื่นรื่นรมย์ให้แก่สัตว์โลกไปทั่วทั้งปฐพี
แทบไม่เว้นแต่ละคืน จะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม ท่านเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า เทวดามาเยี่ยมฟังธรรมจากท่านเกือบทุกคืน มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ เช่น ๕๐ – ๖๐ องค์ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย ๑๐๐ –๒๐๐ หรือ ๖๐๐ –๗๐๐ บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ เครื่องนุ่งห่มของเทวดาก็เป็นไปอย่างมีระเบียบงามตา เป็นสีเดียวกันหมด ประหนึ่งเครื่องแบบ เช่น ถ้าคณะนี้แต่งกายสีแดง...ก็แดงเหมือนกัน ถ้าเป็นเป็นสีขาว ก็ขาวเหมือนกันหมด หรือจะเป็นสีเหลือง สีเขียว ก็เหมือนกันเช่นกัน มีที่น่าสังเกต คือ เวลาเข้ามาฟังธรรม เทวดาจะไม่ตกแต่งเครื่องประดับอลังการ มีกิริยามรรยาทเรียบร้อยนอบน้อม พระผู้เป็นเจ้าอย่างน่าชม

ธรรมะที่ท่านแสดงโปรดเทวดานั้น มักเป็นหัวข้อธรรมที่เขาขอร้อง เช่น ขอฟัง ธัมมจักกัปปวัตนสูตร บ้าง กรณียเมตตสูตร บ้าง เมตตาพรหมวิหาร บ้าง ท่านก็อนุโลมเทศน์ไปตามที่เขาอาราธนา แต่บางครั้งเขาก็ไม่จำเพาะเจาะจงแต่อย่างใด ขอแต่ให้ท่านจะพิจารณาเห็นสมควรเอง

การแสดงธรรมท่านก็แสดงจากใจ ไม่ต้องใช้เสียงแต่อย่างใด ผู้ฟังก็ฟังด้วยใจ บางครั้งก็มีการถามปัญหาธรรม เช่นเดียวกับมนุษย์ก็มีข้อสงสัยในทางธรรม ท่านก็อนุเคราะห์เขาไปตามควร
การที่หลวงปู่เมตตาสัตว์ไม่มีประมาณ ทั้งเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค มนุษย์ ท่านเทศน์โปรดเขาเป็นปกติ แต่ความจริงตามที่กราบเรียนถาม หลวงปู่ได้เทศน์โปรดเทวดามาแต่เมื่อสมัยท่านยังเป็นสามเณรแล้ว ฉะนั้น พวกที่ได้รับความเมตตาความกรุณาจากท่าน จึงมีจิตใจตอบ ทั้งด้วยความเลื่อมใส ศรัทธา เคารพ รัก เทิดทูน บูชา เมื่อยามที่ท่านติดขัด มีอุปสรรคอันใด เทวดาผู้ห้อมล้อมอารักขาท่าน จึงคอยดูแลพยายามปัดเป่า คลี่คลายปัญหาถวายให้ท่านอย่างน่าอัศจรรย์ ดังจะได้กล่าวต่อไปในภายหลัง





ข้อมูลเพิ่มเติม 4 ศ. - 06 พ.ค. 2554 - 11:21:33 น.


พยากรณ์ของท่านพระอาจารย์มั่น

ในบรรดาศิษย์รุ่นใหญ่ของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตมหาเถระ หลวงปู่ดูเหมือนจะมีประสบการณ์คล้ายกับบูรพาจารย์ของท่านมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการรู้เห็นติดต่อกับสิ่งลึกลับที่อยู่ต่างภพต่างภูมิมาขอความอนุเคราะห์จากท่าน... ขอสร้างบุญ สร้างกุศล ทำบุญกับท่าน ขอฟังธรรมให้ท่านเทศน์โปรด
ความอันนี้ ดูจะเป็นที่สังเกตและทราบตั้งแต่เมื่อท่านเป็นพระผู้น้อยเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นใหม่ ๆ

เวลาที่ท่านภาวนา...ทุกคืน ได้เห็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ปรากฏซ้ำคล้ายกันแทบทุกคืน วันหนึ่งอดใจไม่ได้ ก็คลานเข้าไปกราบเรียนถามข้อสงสัย
กล่าวคือ ท่านภาวนาเห็นพระอาจารย์มั่นถือไม้เท้าไปเคาะดูตามกุฏิลูกศิษย์หลังโน้นหลังนี้ทุกคืน ท่านพระอาจารย์มั่น ดู ๆ แล้วก็กลับไม่ทราบว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ไปด้วยเหตุผลกลใด
ท่านพระอาจารย์มั่น ฟังแล้วแล้วก็นิ่งมองพระน้อยองค์นี้ แทนที่จะตอบคำถาม ท่านกลับปรารภออกมาดัง ๆ ต่อหน้าพระเณรทุกองค์ว่า

“เออ..ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบซิ !”
ได้ความว่า ระยะนี้ทุกคืน ท่านพระอาจารย์มั่นต้องการจะตรวจดูว่า พระเณรได้มีการทำความเพียรภาวนากันอย่างเต็มที่ สมกับที่เป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ของท่านหรือไม่... หรือจะมีใครง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจภาวนา แอบเป็นจระเข้ ยึดถือหมอนเป็นหลัก หรือว่ามีจิตส่งออก คิดไปในทางไม่ถูก ไม่ควรบ้าง...
ท่านจึงคอยไปตรวจดู...เคาะกุฏิดู...!
และความจริงท่านก็มิได้ออกเดินไปดูจริง ๆ... ท่านเพียงแต่ส่งจิตออกไปดูเท่านั้น...!

แต่พระน้อยองค์นี้ ก็สามารถมองเห็นกายทิพย์ของท่านได้...!
นับแต่นั้น ท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้ความเมตตาท่านมากขึ้น ไม่ว่าจะแนะอุบาย ข้อปฏิบัติเช่นไร ท่านก็พยายามทำตามอย่างไม่ลดละ เช่น ควรจะไปอยู่ป่านั้น ถ้ำนั้น ภูเขาลูกนั้น ตำบลนั้น ข่าวว่าลำบากยากแค้นกันดารอย่างไร ท่านจะไม่ลังเลสงสัยเลย ท่านจะตรงไปอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจทำความเพียรในป่านั้น ถ้ำนั้น ภูเขาลูกนั้น ตำบลนั้น อย่างไม่หวั่นกลัวหรือหวาดเกรงภัยใด ๆ และเมื่อไปแล้วแระสบผลอย่างไร มีอุบายพาดำเนินข้อขัดข้องไปได้เช่นไร ก็จะกลับมาเรียนชี้แจง ขอสอบทานความคิดเห็น หรือยังมีปัญหาใดค้างคาอยู่ ก็จะมาเรียนขอให้ท่านอนุเคราะห์ให้ความสว่างแก่ศิษย์

ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนนั้น ท่านดูแลขัดเกลานิสัยศิษย์อย่างเอาใจใส่ ทั้งจริตนิสัยภายนอก ทั้งจิตภายในที่จะต้องกล่อมเกลาให้สำรวมระวัง ดูแลทุกข์สุข....
เป็นทั้ง พ่อ
เป็นทั้งแม่
เป็นทั้ง ครูบา
เป็นทั้ง อาจารย์

ของศิษย์จริง ๆ ท่านจึงใช้คำแทนชื่อ เรียกว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” หรือเรียก “พ่อแม่ครูจารย์” สั้น ๆ
ท่านเคารพเชื่อฟังท่านพระอาจารย์มั่นมากและท่านพระอาจารย์มั่น ก็คงจะเฝ้าสังเกตความก้าวหน้าในการบำเพ็ญภาวนาของศิษย์ผู้นี้อยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งท่านจึงออกปากพยากรณ์...
“ไปไกลลิบเลย พระน้อยองค์นี้”

ในประวัติบางแห่ง กล่าวว่า เมื่อหลวงปู่พบท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ในพรรษานั้น ก็ได้จำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น หากเรื่องนี้หลวงปู่ปฏิเสธว่า ท่านไม่เคยจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่นและ แต่ออกพรรษาแล้ว เมื่อมีโอกาสครั้งใด ท่านก็จะกลับมากราบครูบาอาจารย์ของท่านเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องการอุบายธรรมที่จะส่งเสริมการปฏิบัติให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
อันที่จริง บางครั้ง บางเวลา ที่ท่านไปอยู่โดดเดี่ยวในกลางป่าดงพงลึก หรือในถ้ำอันลี้ลับ บนยอดเขาสูง หากการภาวนาเกิดติดขัดอย่างไร ท่านพระอาจารย์มั่นก็จะไปปรากฏร่างในนิมิตภาวนา แสดงบอกอุบายวิธีแก้ไข อาจจะเป็นโดยย่อ เพียงให้ท่านได้อุบายใช้สติปัญญาของตนคิดแยกแยะให้กว้างขวาง แตกฉานออกไป ...หรืออาจจะเป็นธรรมโดยละเอียดที่ควรแจกแจงให้พิสดารออกไปจนแจ่มแจ้งก็ได้ โดยที่หลวงปู่มีนิสัยในทาง “ออกรู้” สิ่งต่าง ๆ ดีอยู่แล้ว จึงสามารถมีทางรับรู้ธรรมจากครูบาอาจารย์ทางได้เป็นอย่างดี

แต่ถึงท่านจะมีโอกาส “รับฟัง” ธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นได้ในทางนิมิตภาวนาง่ายกว่าศิษย์คนอื่น ท่านก็ยังปรารถนาจะหาโอกาสกลับมากราบองค์จริงอยู่บ่อย ๆ
คืนหนึ่ง ท่านไปทำความเพียรอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่นัก ท่านเล่าว่า คืนวันนั้น จิตสงบภาวนาได้ดีมาก แต่ใจหนึ่งก็สงสารสังขาร คิดจะให้ได้พักผ่อนสักหน่อย เพราะท่านใช้เวลาภาวนาติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว พอตกลงใจคิดเอนหลังลงจะนอน ก็ได้ยินเสียงดังลั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่า เสียงนั้นดังสนั่นมากจนท่านประหลาดใจ คิดว่าพรุ่งนี้จะหาโอกาสไปกราบเรียนถามท่านอาจารย์

พอไปถึงวัดท่านพระอาจารย์มั่น เห็นเสื่อปูรอไว้แล้ว พร้อมทั้งมีขวดน้ำแก้วน้ำตั้งรอรับเสร็จสรรพ ท่านก็ก้มลงกราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ยังไม่ทันจะเปิดปากเลย ท่านพระอาจารย์มั่นก็กล่าวออกมาดัง ๆ ว่า
“อ้ายคนเราน่ะนะ ถ้าจะภาวนาให้ดีแล้ว พอนึกง่วงนอน จะนอนแล้ว จะเกิดเสียงดังยังกับฟ้าผ่า !”
ท่านได้ฟังก็เลยไม่ถามอะไรสักคำ กราบลาแล้วก็กลับไป...!

โดยคุณ somkiatthornburi (14.4K)  [อ. 05 ก.ค. 2554 - 23:22 น.] #1729445 (2/8)


(N)
jj

โดยคุณ บ้านพระใหม่ (177)  [พ. 06 ก.ค. 2554 - 00:05 น.] #1729478 (3/8)
ดีจริงๆครับพระอยางนี้น่านับถือครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [พ. 06 ก.ค. 2554 - 06:03 น.] #1729545 (4/8)
ขอบพระคุณครับ

โดยคุณ กตเวท (151)  [พ. 06 ก.ค. 2554 - 06:36 น.] #1729551 (5/8)


(N)
สุขิตาโหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา สาธุ สาธุ สาธุ

โดยคุณ pui_l (1.2K)(1)   [พ. 06 ก.ค. 2554 - 07:50 น.] #1729591 (6/8)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ RONADO (10.2K)  [พ. 06 ก.ค. 2554 - 10:47 น.] #1729796 (7/8)
ขอบพระคุณครับ

โดยคุณ pusit (1.7K)  [พ. 06 ก.ค. 2554 - 11:24 น.] #1729855 (8/8)
ขอบพระคุณครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1