ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เชียงใหม่ ตำนานแห่งความกลัว ฆ่ายัดกล่อง



(N)


สถานีรถไฟจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ27 พฤษภาคม 2508(1965) ประเทศไทยได้รับมีโอกาสได้ดูหนังไทยแห่งประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง คือเรื่อง “ฆ่ายัดกล่อง” ชื่อหนังดูเป็นจะเป็นแนวสยองขวัญ แต่ความจริงเป็นหนังตลกนะครับ ภาพยนต์กำกับโดยอัจฉราพันธ์ และดารานักแสดงที่คุ้นหูในสมัยนั้นอย่างปริม ประภาพร, แก่นใจ มีนะกนิษฐ์, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ ใช้ระบบถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสร้างจากเรื่องจริงครับ(แต่รายละเอียดหนังจะต่างกันมาก) โดยเรื่องจริงที่นำมาสร้างเป็น "ฆ่ายัดกล่อง" คดีที่ฮิตในสมัยนั้น เป็นเรื่องของฆาตกรที่ลักพาเหยื่อเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วหั่นศพเหยื่อ ซึ่งเป็นเด็กออกเป็นชิ้นๆ ส่งทางรถไฟไปให้พ่อเลี้ยงที่เชียงใหม่ กว่าตรวจจะคลี่คลายคดีได้เล่นเอาพ่อเลี้ยงเกือบเป็นแพะรับบาป

ดูเหมือนยอดนักฆ่าในเมืองไทยจะ ก่อคดีฆ่าหั่นศพมากกว่าชาติใดในโลก ถ้าไม่นับซีอุยผู้เป็นต้นตำรับแห่งการฆ่าหั่นศพ เพื่อควักหัวใจมากิน การฆ่าหั่นศพทุกรายที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ล้วนเป็นการอำพรางคดีที่เกิดจากการฆ่าแบบอื่น แล้วหั่นศพเป็นชิ้นๆ เพื่อง่ายแก่การทำลายหลักฐาน แต่คดีนี้แตกต่างกันออกไป เพราะฆาตกรบ้ามากๆ มันกระทำอย่างอุกอาจ ด้วยการฆ่าเด็กยัดกล่องพัสดุส่งไปกับขบวนรถไฟ อย่างกับประกาศให้คนอื่นรู้ว่านี้คือฝีมือตนเอง.........

คดีนี้ได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์อาชญากรรมในประเทศไทยว่า “ฆ่ายัดกล่อง” แต่ถ้าเรามานึกๆ ดู เปรียบเทียบกับคดีที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็พบว่า “คดีฆ่ายัดกล่อง” นี้กลายเป็นเด็กอมมือเลยเมื่อเทียบกับคดีปัจจุบัน สมัยนี้คนฆ่าคนง่ายกว่าปอกกล้วย อย่างคดีปาหิน, ตัดหัวคนต่างชาติแขวนสะพาน ,มันโหดร้ายกว่ากันเยอะว่าไหม

อย่างไรก็ตามสมัยประเทศไทยยังขาดปัจจัยหลายๆ ด้าน ไม่มีโทรศัพท์ ทีวียังราคาแพง แมนยูก็ยังไม่รู้จัก เวลาเกิดคดีฆาตกรรมแต่ละครั้งนี้บ้านเรือนไทยแทบสะเทือน กองตำรวจวิ่งวุ่นหัวกระไดไม่แห้ง ยิ่งฆาตกรฆ่าคนแบบบ้าเลือดแบบนี้ ยิ่งทำให้สื่อสมัยนั้นต่างกระหน่ำหัวข้ออย่างยกใหญ่ น่าแปลก “คดีฆ่ายัดกล่อง” ไม่ค่อยปรากฏในเว็บเมืองไทยมากนัก เหมือนกับว่าคนอื่นไม่สนใจ ทั้งๆ ที่คดีนี้เป็นคดีในตำนานแท้ๆ และเป็นต้นตำรับคดีฆ่ายัดกล่องในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

คดีนี้เกิดขึ้นกว่า 50 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ บ่ายอ่อนๆ ของวันที่ 4 ก.พ. 2508(1965) มันเริ่มขึ้นเมื่อรถไฟสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่นำโบกี้รถไฟมาส่งหน้าโกดังโรงงานยาสูบ ตรงข้ามสถานีรถไฟเชียงใหม่ นายหลวงกับนายศักดิ์(ไม่ทราบนามสกุล) กรรมกรผู้ใช้แรงงานกำลังง่วนอยู่กับการทำงานแบกหามอยู่ในโกดังต้องหยุดชะงักลงเมื่อเขาได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยเตะจมูกอย่างรุนแรง ทั้งสองคนช่วยกันหาที่มาของกลิ่นชนิดนี้ทันที ท่ามกลางความงงสงสัน และคาดเดาไปต่างๆนานา กล่องกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่มีเชือกผูกมัดไว้อย่างแน่นหนาถูกวางหลบในหลืบโบกี้รถไฟตู้หนึ่ง ก้นกล่องปรากฏคราบที่เกิดจากความเปียกชื้นของวัสดุที่หีบห่อ ทั้งสองช่วยกันยกลงมาจากโบกี้ ด้วยความสงสัยจึงแง้มฝากล่องออก แล้วล้วงลงไปพบกระดาษหนังสือพิมพ์อัดแน่นอยู่เหนือพลาสติก

เวลา 14.00 น. ภายหลังที่กรรมกรทั้งสองนำกล่องกระดาษออกมาจากโบกี้รถไฟแล้ว นายปอช่วย แซ่อึ้งผู้จัดการบริษัทรุ่งเรืองขนส่งเชียงใหม่ ผู้เช่ารถไฟดังกล่าวเดินมาถึงที่โกดัง เขาได้รับรายงานผิดปกติทุกสิ่งทุกอย่างจากลูกน้อง เขาจึงตัดสินใจเปิดกล่องออก เชือกที่ผูกมัดหนังสือพิมพ์ถูกแก้ออกทีละน้อยๆ ทุกครั้งที่เชือกที่ผ่อนออกมาเท่าไร กลิ่นเหม็นก็ยิ่งคละคลุ้งฟุ้งกระจายบนอากาศมากขึ้นเท่านั้น และสิ่งแรกที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนเป็นไม้ระแนงที่วางไว้ในแนวขวาง เพื่อป้องกันไม่ให้กล่องบิดเบี้ยวผิดรูป แสดงให้เห็นว่าสินค้าในกล่องนั้นมีน้ำหนัก ด้านบนยังอัดแน่นด้วยแกลลอนน้ำมันและกระดาษหนังสือพิมพ์ ขณะที่บริเวณใจกลางกล่องมีถุงพลาสติกสีแดงขนาดใหญ่ห่อหุ้มสิ่งหนึ่งอยู่ และแล้วทั้งสามคนก็รู้ที่มาของกลิ่นนี้ มันมากจากร่างของเด็กที่ตายแล้วคนหนึ่ง นอนคุดคู้(หั่นศพ) ตามรอยกลายหนอนไต่ยั้ยเยี้ย บ่งบอกได้ว่า เจ้าของกลิ่นนั้นตายหลายวันแล้ว ทุกคนที่เห็นภายเหล่านี้ถึงกับผงะ เพราะตกใจกับภาพที่ไม่เคยนึกไม่ฝันว่าจะพบแบบนี้เป็นครั้งแรก

ร.ต.อ.สนาม คงเมือง ร้อยเวร สภ.อ.เชียงใหม่(สมัยนั้น) เดินทางมาตรวจสอบร่วมกับ พ.ญ.บุญทวี จันทร์วงศ์ แพทย์เวรเพื่อชันสูตรพลิกศพ ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็พอรู้ว่าศพที่โดนหั่นนั้นเป็นเด็กแบบใด ศพเด็กชายคนนั้นตัดผมสั้นเกรียมแบบนักเรียน นุ่งกางเกงสีดำ สวมเสื้อคอกลมสีขาว ที่หัวพบบาดแผลถูกทำลายจนเป็นแผลฉกรรจ์ เพราะผมหายไปเป็นกระจุกๆ ที่สำคัญมีรอยเชือกปรากฏที่ลำคอเป็นทางยาว ลำพังหลักฐานเพียงเท่านั้น ไม่สามารถระบุศพได้ว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหน จนกระทั้งตำรวจพบแหวนทองลงยาที่หัวแหวนหลุดหายไป สวมอยู่นิ้วกลางขวาระบุชื่อร้าน “ฮั่วเซ่งเฮง” เป็นภาษาจีน นอกจากนี้ในกล่องกระดาษยังมีหนังสือเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินข้อความว่า “ส่งถึงคุณเกษม 575 รัตนเขต เชียงราย จากย่งเส็ง เซียงกง” นอกจากนั้นไม่มีหลักฐานอื่นใดเลย

ศพเด็กชายนิรนามคนนั้นนอนสงบนิ่งในป่าช้าหนอนประทับ และ 2 วันให้หลัง จู่ๆ ก็มีนาย สรศักดิ์ แซ่อึ้ง อายุ 31 ปี เจ้าของร้านขายยามหาชัยเภสัช ย่านสีลม กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาพบทีมสวบสวน สภ.อ.เชียงใหม่ ขอดูหลักฐานและศพ ทันใดนั้นหัวใจเขาแทบสลาย เรามั่นใจว่าเหยื่อรายนี้คือน้องชายของเขาวัย 15 ปีที่หายตัวไปอย่างแน่นอน สรศักดิ์ย้อนความหลัง วันที่น้องชายหายตัวไปนั้นเป็นเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2508(1965) ตรงกับวันตรุษจีนพอดี จู่ก็มีลูกค้าคนหนึ่งโทรมาสั่งยาไปส่งที่ซอยปราโมทย์ ถนนสุรวงค์ กิมบิ๊ก แซ่อึ้ง อายุ 15 ปี น้องชายของสรศักดิ์อาสาจะไปส่งยาให้เขาและหายตัวไป หลังจากนั้น พอช่วงเย็นหลังจากที่เด็กชายหายตัวไป ก็มีโทรศัพท์เข้ามาบอกร้านว่ากิมบั๊กไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ต่อที่บางปูไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากเที่ยวเสร็จก็เลยไปนอนค้างที่บ้านเพื่อน แต่ทว่ากิมบั๊กไม่ได้โทร.บอกด้วยตัวเอง.....

จากนั้นตอนดึกมีโทรศัพท์อีกรอบ ปลายสายเป็นเป็นเสียงชายฉกรรจ์คนหนึ่งอ้างว่าเป็นคนของแก๊ง “กระทิงแดง ศิษย์พระกาฬ” ได้จับตัวกิมบั๊กไว้ ให้นำเงิน 25,000 บาทมาไถ่ตัว ไม่งั้นไม่รับรองความปลอดภัยใดๆ ทั้งสิ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นมีเสียงโทรศัพท์ดังมาอีกครั้ง แต่ปลายสายเป็นเสียเดิมสั่งว่า ให้ลงไปหน้าบ้านจะพบจดหมาย เมื่ออ่านเสร็จให้มาพบกันที่ป้ายรถเมล์หน้าสวนลุมพินี นอกจากนี้ปลายสายยังกำชับให้นำจดหมายฉบับดังกล่าวพร้อมเงินสด 25,000 บาทไปพบตามที่นัดด้วย ที่สำคัญห้ามยอกตำรวจและสื่อมวลชนเด็ดขาด

สรศักดิ์เดินลงไปหน้าบ้านพบจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในซองสีฟ้า ผู้เขียนใช้พิมพ์ดีดแทนที่จะเขียนด้วยลายมือเพื่อให้ตำรวจติดตามตัวได้ยาก ข้อความในจดหมายไม่ผิดแปลกอะไรกับบทสนทนาในโทรศัพท์มากนัก เมื่อสรศักดิ์ไปถึงที่นัดหมายพบชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามาหาทวงถามเงินค่าไถ่ แต่ก็ต้องผิดหวัง ชายฉกรรจ์คนนั้นอารมณ์เสียกลับไป สรศักดิ์พยายามต่อรองขอลดหย่อนราคา โดยใช้เหตุผลว่ามันเป็นช่วงตรุษจีนเงินสะสมไว้ถูกใช้สอยไปมากแล้ว

วันที่ 29 มกราคม สรศักดิ์ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากจากนิรนามอีกครั้ง คราวนี้มันยินยอมลดค่าไถ่ลงจาก 25,000 บาท เป็น 20,000 บาท พร้อมกับนัดหมายให้ส่งเงินที่เก่าเวลาเย็น ขณะที่ชีวิตทุกชีวิตดูเหมือนถูกซะตาฟ้าลิขิตไว้แล้ว แต่ทว่าสรศักดิ์ก็ยังเชื่อว่าเป็นเพราะเขาไม่ทำตามข้อเจรจา เลยส่งผลให้น้องชายของเขาต้องจบชีวิตลง

สรศักดิ์ไม่ได้ให้เงินไปเต็มจำรนวน กลับนำมาแค่ 1,000 บาทเท่านั้น ทำให้คนร้ายโมโหมาก กระทั้งทั้งคู่นัดหมายส่งเงินอีกครั้ง ตอนเวลา 15.00 น. วันรุ่งขึ้น พร้อมกับคำขู่ว่าจะต้องนำไปให้ ไม่เช่นนั้นกิมบั๊กจะต้องตายทันที แล้วเสียงโทรศัพท์ลึกลับนั้นก็หายไปอย่างไร้วี่แวว เช่นเดียวกับเด็กชายกิมบั๊กที่ไม่ทราบชะตากรรม

การติดตามคนร้านเริ่มต้นทันทีหลังจากได้ฟังคำให้การของพี่ชายผู้ตาย การตามหาตัวฆาตกรนี้ง่ายมาก แค่หาที่มาของกล่องกระดาษไปนี้ นี้ไงมันปรากฏชื่อที่อยู่ของผู้ส่งบนกล่องด้วย มันมาจากบริษัทชุนหวัฒนา ถนนตรีมิตร ร้านนำเข้าเครื่องยนต์ เจ้าของบริษัทอุทัย เอ็กซ์ปอร์ต ถนนสุรวงศ์ จากเบาะแสของกล่องกระดาษ นำไปสู่การตามหาตัวฆาตกรอย่างง่ายดาย เมื่อพบว่ามีคนงานในบริษัทอุทัยเอ็กซ์ปอร์ตหายหน้าไปคนหนึ่งนานนับเดือน และเขาทิ้งร่องรอยไว้หลายอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ดีด หนังสืออาชญากรรม ปอยผม

หลักฐานสำคัญที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าลูกจ้างรายนี้คือ ฆาตกรเลือดเย็นคือ คราบเลือดที่ซึมอยู่ใต้พื้นปาร์เกต์(ที่ไหนไม่ยักบอก) แม้ว่าฆาตกรจะทำการชะล้างคราบเลือดบนพื้นจนหมดสิ้น ก็ไม่อาจจัดการกับคราบเลือดบนพื้นได้หมดเพราะเลือดบางส่วนซึมเข้าไปอยู่ใต้พื้นปาร์เกต์ แต่การตามจับตัวฆาตกรนั้นต้องรอนานนับเดือนกว่าจะได้ตัว จนในที่สุดความพยายามของตำรวจก็ทำสำเร็จ เมื่อฆาตกรคนนั้นพยายามหนีการจับกุม ต้องระเห็จเร่รอนไปตามที่ต่างๆแต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด และโดนตำรวจจับได้ในที่สุด

ฆาตกรคนนี้ชื่อ “จรินทร์ สิทธิธรรม” จากของฉายา “กระทิงแดง ศิษย์พระกาฬ” ถูกจับตัวและศาลพิพากษาตามประมาณกฎหมายอาญา มาตรา 289 ให้ประหารชีวิตจำเลย แต่จรินทร์ สิทธิธรรมรับสารภาพ ตามกฎหมายแล้วถ้าคำสารภาพในชั้นการสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อรูปการพิจาณาคดี จึงสามารถลดบรรเทาโทษได้ ดังนั้นโทษของจำจึงถูกลดโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51(1) และมาตรา 78 ให้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในที่สุด

ต่อจากนั้นเราก็ไม่รู้แล้ว ว่าชีวิตหลังจากนั้นของจรินทร์ สิทธิธรรมเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ก็มีเพียงเรื่องเล่าตำนานเรื่องจริงบทหนึ่งของประเทศไทยที่คนสมัยนี้หลงๆ ลืมๆ กันไปแล้วเท่านั้น หลายคนแทบไม่รู้เลยว่า “ฆ่ายัดกล่อง” มันคือคดีอะไรด้วยซ้ำไป

เออ....ลืมบอกไปมีเหตุการณ์หลังจากนั้นนิดๆ หน่อย
ถ้าเกิดเราไปจังหวัดเชียงใหม่ และไปที่สถานีรถไฟที่นั้น ถามเฒ่าคนแก่ดูคนจะพบว่ามีเรื่องเล่าของผีของเด็กชายที่ตายด้วย
“เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เขาว่ากันว่าคนงานที่โกดังโรงงานยาสูบลาออกกันเกือบหมด เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่าเพราะความเฮี้ยนของเด็กที่ตาย บางคนเห็นรูปร่างเห็นเงา บางคนได้กลิ่นตลบอบอวลระหว่างการทำงาน จนเจ้าของต้องจ้างร่างทรงมาปัดรังควาน แต่น่าแปลก ที่หลังจับตัวฆาตกรได้เรื่องประหลาดเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สถานีรถไฟเชียงใหม่ เป็นสถานีปลายทางของทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ทั้งหมด 119 ไร่ ระยะทางจากกรุงเทพถึงสถานีเชียงใหม่ คือ 751 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 11 ถึง 13 ชั่วโมง สถานีรถไฟเชียงใหม่ก่อสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่มีหลักฐานถึงผู้ออกแบบซึ่งปรากฏในหนังสือ วารสารรถไฟ ปีที่ 12 ฉบับที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ 2511 มีภาพสถานีรถไฟเชียงใหม่เต็ม 2 หน้า และมีคำบรรยายภาพว่า "สถานีเชียงใหม่" คุณถาวร บุณยเกตุ สถานปนิกให้เรียกว่า แบบไทยเหนือ เพื่อรับกับภูมิประเทศและบรรยากาศของภาค เหนือออกแบบโดย ศ.มจ.โวฒยากร วรวรรณ ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเป็น ครฟ.รับราชการในกรมรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปี ก่อน”(คือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2481)

นอกจากนี้แล้ว ศ.มจ.โวฒยากร วรวรรณ ยังทรงออกแบบสถานีรถไฟธนบุรี ซึ่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2493 ทั้งสถานีเชียงใหม่และสถานีธนบุรีมีจุดเด่นคือ “หอนาฬิกา” จึงสันนิฐานได้ว่าสถานีเชียงใหม่คงจะสร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียง กับสถานีธนบุรี คือ ปี พ.ศ. 2493 หรือห่างกันเล็กน้อย เพราะภาพการ์ตูนในวารสารรถไฟ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 ก็มีภาพ ของสถานีเชียงใหม่ปรากฏอยู่ด้วย

ที่สำคัญคือในวารสารรถไฟปีที่ 2 ฉบับที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2500 มีบทความกล่าวว่าได้มีการก่อสร้างสถานีรถไฟใน ทางสายเหนือทดแทนของเดิมและกล่าวถึงการเปิดใช้งาน สถานีตะพานหินและเด่นชัย เมื่อเดือนมิถุนายน 2500

โดยคุณ patuma9 (1.2K)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 12:34 น.]



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 12:40 น.] #1807849 (1/10)

โดยคุณ COWBOYCM (1.1K)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 12:52 น.] #1807862 (2/10)
ผมเป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด

ไม่มีคนที่ไหน เป็นคนดี 100% เลว 100%

การที่เขียนหัวข้อกระทู้แบบนี้ ไม่ดีครับ

มันเป็นการบันทึกเหตุการณ์ ผมเข้าใจครับ
แต่อยากปกป้องแดนเกิดไว้ เผื่อสักวันอาจได้ฝังเถ้าลงบนแผ่นดินเกิด
โปรดพิจจารณาครับ

โดยคุณ PAKOPAKO (4.2K)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 13:41 น.] #1807918 (3/10)
ไม่อยากจะเล่า ตำนาน น้องมะนาว แห่งเมืองนครปฐม คนยุคนั้นสะท้านกันทั้งเมือง

โดยคุณ BCC-106 (434)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 16:10 น.] #1808067 (4/10)
"นัตถิ สันติปะรัง สุขัง" ..... สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

โดยคุณ พิณเปี๊ยะ (1.6K)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 17:19 น.] #1808123 (5/10)
ผมคนเชียงราย เห็นด้วยกับพี่ COWBOYCM

โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ

โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ
โปรดพิจจารณาครับ

โดยคุณ joesoot (724)  [อา. 21 ส.ค. 2554 - 21:39 น.] #1808440 (6/10)
..พี่เค้าบอกว่าตำนาน คงหมายถึง เรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้วน่ะพี่
ไม่ได้ว่าเป็นต้นกำเนิดนะ ..
ก็นานน่ะ ปี 08 นู้น ผมยังไม่เกิดเลย..
ขอเรื่องน้องมะนาวด้วยก็ดีพี่ ... PAKOPAKO
อยากฟังๆ..เรื่องเก่าๆชอบๆ ..

โดยคุณ thaikrisadasiam (1.6K)(1)   [อา. 21 ส.ค. 2554 - 21:53 น.] #1808479 (7/10)
ขอเรื่องน้องมะนาวด้วยก็ดีพี่ PAKOPAKO

โดยคุณ PAKOPAKO (4.2K)  [จ. 22 ส.ค. 2554 - 00:58 น.] #1808728 (8/10)
เรื่องมันยาวอะ ขี้เกียจพิมพ์(ไม่ได้กวนนะแต่มันยาวจริงๆ จะเล่านิดหน่อยมันจะคลาดเคลื่อนได้ แต่น้องมะนาวหรือที่คนนครปฐมเรียกอีมะนาว) เธอทำได้ไม่เว้นกระทั้งเด็กอายุ13ขวบ ที่ยืนรอแม่ตรงที่ลานจอดรถ

โดยคุณ น้องกระแต (1.8K)  [จ. 22 ส.ค. 2554 - 13:45 น.] #1809758 (9/10)
.

http://www.narak.com/webboard/delete_member_question.php?id=232593

.

.....ไม่รู้...ช่ายป่าว....อ่านเป็นความรู้....กรณีศึกษาครับ.....

.

โดยคุณ PAKOPAKO (4.2K)  [จ. 22 ส.ค. 2554 - 23:26 น.] #1811366 (10/10)
ใช่เลยครับบบบบบบบบบบบบบ แต่เขาเล่าไม่หมด เรื่องจริงโหดมันกว่านี้ เด็ก13 เล่นกันที่ลานจอดรถเลยครับ เรื่องของมะนาว ไม่ใช่ฆ่ายัดกล่อง แต่ในความเป็นจริงในยุคนั้น เธอฆ่าผู้ชายให้แบบค่อยๆตายอย่างทรมาน ไปเป็นร้อยคน และไหนจะภรรยาที่ต้องไปติดเชื้อจากสามี ที่ไปโจ๊ะน้องมะนาวมาอีก

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1