 (N)

พระสี่รูปตัดสินใจเข้ากรรมฐานอย่างอุกฤษฏ์ โดยตกลงกันว่าจะไม่พูดกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน
วันแรกผ่านไปด้วยดี แต่พอขึ้นวันที่สอง เมื่อได้ยินเสียงผิดสังเกตที่กุฏิพระรูปหนึ่งก็พูดขึ้นว่า
เอ มีใครเข้าไปในกุฏิผมหรือเปล่า ไม่ได้ล็อกห้องไว้เสียด้วย
พระอีกรูปหนึ่งจึงกล่าวขึ้น ท่านนี่แย่จัง เราตกลงว่าจะไม่พูดกันหนึ่งเดือนไม่ใช่หรือ นี่ผ่านไปไม่ถึงสองวันท่านก็เผลอเสียแล้ว
แล้วพระรูปที่สามก็พูดขึ้นว่า ท่านเองก็เผลอพูดกับเขาด้วยเหมือนกัน
แล้วพระรูปที่สี่ก็โพล่งขึ้นมาว่า พวกท่านไม่ได้เรื่องสักคน ดูสิ มีผมคนเดียวที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย
คนเราเมื่อเพ่งโทษคนอื่นแล้ว ก็มักจะลืมมองตัวเอง ครั้นตัวเองเผลอแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเองเสียอีก กลับเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นเต็มสองตา
ลำพังอายตนะทั้งห้าก็คอยพาจิตจดจ่อแต่เรื่องนอกตัวอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจิตของเราคอยส่งออกนอกซ้ำเข้าไปอีก เราก็ยิ่งมองไม่เห็นตัวเองเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเวลาเกิดหงุดหงิดขัดเคืองใจ จิตมีแต่คอยหาเป้าสำหรับพุ่งโทสะเข้าใส่ เพราะฉะนั้นเวลาไม่พอใจอะไรจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ หาไม่แล้วเราอาจเหมือนกับคนในนิทานข้างล่างนี้
ชายคนหนึ่ง เห็นชานอ้อยที่มีคนถ่มทิ้งไว้เรี่ยราดอยู่บนถนนจึงหยิบมาเคี้ยว แน่นอนว่าย่อมไม่มีรสชาติอะไร มีแต่ความจืดสนิท จึงโวยวายด้วยความโกรธเคืองว่า
ใครวะ ตะกละตะกลามเสียจริง เล่นดูดน้ำตาลจนเกลี้ยงหมด
เพียงแต่ย้อนดูตัวสักนิด ก็จะรู้ว่าใครกันแน่ที่ตะกละ
นิทานทั้งสองเรื่องบอกเราว่า ก่อนจะตำหนิติเตียนหรือด่าว่าใคร เหลียวมาดูตัวเองเสียก่อน เพราะอาจเป็นอย่างคนที่เรากำลังจะพ่นพิษใส่ก็ได้ พูดง่ายๆ คือ
ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
-----กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล----
.................................................................
อ่านแล้วอย่าซีเรียส ทุกวันนี้เราก็ทุกข์กันมากพออยู่แล้ว ปล่อยวางได้จะสบายใจมากๆขอบอก
..................................................................
นำรูปก็บตกจากน้ำท่วมมาฝากด้วยค่ะ |