ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : 10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ



(N)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก parliament.go.th

วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี


ความหมายของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ

วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย


ประวัติความเป็นมา

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ


สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ

อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเด และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ

พระมหากษัตริย์

สภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการราษฎร

ศาล

ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:51 น.]



โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:52 น.] #1982181 (1/12)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งหมด 18 ฉบับ

รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475" จากนั้น ราชอาณาจักรไทย ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาตามลำดับ ดังนี้

1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (27 มิถุยายน - 10 ธันวาคม 2475)

2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (ไทย) พุทธศักราช 2475 (10 ธันวาคม 2475 - 9 พฤษภาคม 2489) ถูกยกเลิกเพราะล้าสมัย

3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (9 พฤษภาคม 2489 - 8 พฤศจิกายน 2490) ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร

4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญตุ่มแดง หรือ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม (9 พฤศจิกายน 2490 - 23 มีนาคม 2492)

5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (23 มีนาคม 2492 - 29 พฤศิกายน 2494) ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร

6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 (8 มีนาคม 2495 - 20 ตุลาคม 2501) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ

7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 (28 มกราคม 2502 - 20 มิถุนายน 2511)

8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 (20 มิถุนายน 2511 - 17 พฤศจิกายน 2514) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ

9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (25 ธันวาคม 2515 - 7 ตุลาคม 2517)

10. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (7 ตุลาคม 2517 - 6 ตุลาคม 2519) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (22 ตุลาคม 2519 - 20 ตุลาคม 2520)

12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 (9 พฤศจิกายน 2520 - 22 ธันวาคม 2521)

13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (22 ธันวาคม 2521 - 23 กุมภาพันธ์ 2534) ถูกยกเลิกโดยคณะ รสช.

14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 (1 มีนาคม - 9 ตุลาคม 2534)

15. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (9 ธันวาคม 2534 - 11 ตุลาคม 2540) ถูกยกเลิกหลังตรารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ฉบับประชาชน (11 ตุลาคม 2540 - 19 กันยายน 2549) ถูกยกเลิกโดยคณะ คปค.

17. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 (1 ตุลาคม 2549 - 24 สิงหาคม 2550)

18. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (24 สิงหาคม 2550 - ปัจจุบัน)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:53 น.] #1982183 (2/12)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน)

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 18 ซึ่งจัดร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในปี 2549-2550 ภายหลังการรัฐประหารในประเทศ โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อคณะเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" (คมช.) โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายทันที แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ เป็นกฎหมายไทยฉบับแรกที่เมื่อร่างเสร็จและได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว มีการเผยแพร่ให้ประชาชนได้ลงประชามติว่าจะยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลปรากฏว่าผู้มาลงประชามติร้อยละ 57.81 เห็นชอบ และร้อยละ 42.19 ไม่เห็นชอบ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดความผันผวนทางการเมืองภายในประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ และฝ่ายที่ต่อต้าน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นขั้นตอนการร่าง เช่น ประชานไม่ได้มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่ คมช. ผูกขาดการสรรหาสมาชิก สสร. และในเนื้อหาสาระของร่างก็มีประเด็น เช่น มีการกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาเกือบกึ่งหนึ่งของจำนวนมาจากการแต่งตั้ง รวมถึงการนิรโทษกรรม คมช. เองสำหรับการก่อรัฐประหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไขสองครั้งในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 โดยมีประเด็นที่แก้ไขคือ ระบบการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 มาตรา 93-98) และข้อกำหนดในการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 มาตรา 190)

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีทั้งหมด 309 หมวด โดยมีเนื้อหาสาระตามหมวดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

คำปรารภ

หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 1-7)

หมวด 2 พระมหากษัตริย์ (มาตรา 8-25)

หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย (มาตรา 26-69)

หมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย (มาตรา 70-74)

หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (มาตรา 75-87)

หมวด 6 รัฐสภา (มาตรา 88-162)

หมวด 7 การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน (มาตรา 163-165)

หมวด 8 การเงิน การคลัง และงบประมาณ (มาตรา 166-170)

หมวด 9 คณะรัฐมนตรี (มาตรา 171-196)

หมวด 10 ศาล (มาตรา 197-228)

หมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 229-258)

หมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (มาตรา 259-278)

หมวด 13 จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา 279-280)

หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 281-290)

หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา 291)

บทเฉพาะกาล (มาตรา 292-309)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:53 น.] #1982184 (3/12)
วันรัฐธรรมนูญ

สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วจึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้วพิจารณาพิพากษาคดี ให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม

กระทั่งถึง วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการ อาทิได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี

ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทน รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดินด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบ สภาผู้แทนได้

หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์สำคัญ ของรัฐที่มีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎร เลือกตั้งใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ดำรง อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้้

รัฐ ธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อเป็นการระลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นฉบับถาวร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกำหนด วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ


กิจกรรมวันรัฐธรรมนูญ

มีการจัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทุกปีสืบมา งานนี้เป็นงานพระราชพิธีและรัฐพิธีร่วมกัน และมีพิธีการวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และจะมีการประดับธงชาติบริเวณอาคารบ้านเรือน

มีการจัดงาน "เด็กไทย รักรัฐสภา" พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนได้สัมภาษณ์ และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

ขอบคุณภาพและเนื้อหาข่าวจาก http://hilight.kapook.com/view/18208

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:57 น.] #1982186 (4/12)


(N)


ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2554 ขออัญเชิญ "ต้นฉบับพระราชหัตเลขาในรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ" เพื่อให้เพื่อนๆได้ศึกษากันครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:58 น.] #1982188 (5/12)


(N)


ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2554 ขออัญเชิญ "ต้นฉบับพระราชหัตเลขาในรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ" เพื่อให้เพื่อนๆได้ศึกษากันครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 06:58 น.] #1982189 (6/12)


(N)


ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2554 ขออัญเชิญ "ต้นฉบับพระราชหัตเลขาในรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ" เพื่อให้เพื่อนๆได้ศึกษากันครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 07:06 น.] #1982192 (7/12)


(N)


พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ มีพระนามเดิมว่าสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้รับสถาปนาเป็นกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เมื่อพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา ได้เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบก ที่ประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส

สำเร็จการศึกษาแล้วเสด็จกลับประเทศไทย เข้ารับราชการที่กองพันทหารปืนใหญ่ ที่ ๑ รักษาพระองค์ ในตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย ต่อมาได้รับราชการในตำแหน่ง ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นปฐม ปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ แล้วได้ทรงกรมเป็นกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจของประเทศและของโลกกำลังทรุดหนัก อันเป็นผลเนื่องมาจากสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงแก้ไขอย่างเต็มพระกำลังความสามารถจนประเทศไทย ได้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์นั้นได้

ในรัชสมัยของพระองค์ ไทยสามารถติดต่อกับนานาประเทศทางวิทยุ และโทรเลขได้โดยทั่วไปเป็นครั้งแรก ทรงพระราชทานนามหอสมุดแห่งชาติ พิมพ์พระไตรปิฎกเล่มใหม่ สร้างโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เปิดเดินรถไฟไปถึงชายแดนไทยติดต่อกับเขมร แก้ไขระบบการจัดเก็บภาษีอากรใหม่ ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติเงินตรา และทรงตรากฎหมายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก สร้างสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า ฯ)

วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ต่อมาได้เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ณ ประเทศอังกฤษ

พระราชหัตถเลขาที่ทรงลาออกจากราชบัลลังค์ มีความตอนหนึ่งว่า

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"

โดยคุณ pusit (1.7K)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 07:10 น.] #1982195 (8/12)


(N)
อยากได้ รัฐธรรมนูญ แบบ"เต็มใบ"ครับ ท่านทนาย

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 07:11 น.] #1982198 (9/12)


(N)


ขอน้อมรำลึกพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 07:42 น.] #1982221 (10/12)
ขอน้อมรำลึกพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

โดยคุณ wattana09 (601)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 12:39 น.] #1982501 (11/12)


(N)
ขอน้อมรำลึกพระเกียรติคุณ พระมหากรุณาธคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

โดยคุณ santana (1.3K)  [ส. 10 ธ.ค. 2554 - 15:39 น.] #1982643 (12/12)
แม้ท่านพุทธทาสภิกขุจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติ การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน เกี่ยวข้องกับศีลธรรม และเป็นระบบจัดการกับปัญหาในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า การเมืองในแบบที่สังคมมนุษย์จำเป็นต้องมี และจำเป็นต้องจัดทำขึ้นนี้ มีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองเสมอไป และมิได้หมายความว่า ศีลธรรมของมนุษย์จำเป็นต้องมีลักษณะเป็น “การเมือง” ตามแบบที่เราพบเห็นอยู่ในปัจจุบัน
ในทัศนะของท่านพุทธทาส ยุคสมัยแห่ง “การเมือง” หรือการที่มนุษย์จำต้องมีการเมืองนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้มีมาพร้อมกำเนิดสังคมมนุษย์ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ระบบการปกครอง อย่างนี้มันเพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่ามันเกิดขึ้นมาพร้อมกันกับมนุษย์”
หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แม้คนเราต่างมีความรู้สึกเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีความเป็นนักการเมืองอยู่ในตน มากบ้างน้อยบ้าง แต่ความรู้สึกและภาวะดังกล่าวนี้ เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยบางอย่าง ที่เกิดขึ้นตาม “วิวัฒนาการ” หรือความเป็นมาในภายหลังของสังคมมนุษย์เท่านั้น
ท่านพุทธทาสจึงวิเคราะห์อธิบายความเป็นมาของการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากอดีต มาจนปัจจุบัน จนถึงการขยายตัวของการเมืองครอบคลุม ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันทั่วโลก และตามมาด้วยการเมืองในแบบที่ “สกปรก” ที่พบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป
คงเป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักศึกษาพุทธศาสนาว่า คำอธิบายเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ สังคมมนุษย์ ทรัพย์สินเอกชน การเมือง รัฐ ผู้ปกครอง และการแบ่งงานกันทำในสังคมนั้น มีอยู่ในพระสูตรที่ชื่อว่า “อัคคัญญสูตร”
แม้ว่าท่านพุทธทาสจะไม่ได้เอ่ยชื่อเรียก และเล่ารายละเอียดของพระสูตรบทนี้ แต่ท่านก็ใช้เค้าโครง คำอธิบายและหลักการของ “อัคคัญญสูตร” เป็นจุดเริ่มต้น
หากจะกล่าวอย่างย่นย่อ ในพระสูตรบทนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความเป็นมาของสังคม การเมือง ความเป็นกษัตริย์ และระบบวรรณะ ให้กับสามเณรสองรูปฟัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไร้แก่นสารของความยึดติดถือตัวในวรรณะ จนก่อให้เกิดปัญหาต่อบุคคลและส่วนรวม อย่างที่ดำเนินอยู่ในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาล
อัคคัญญสูตร กล่าวถึง สิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่า “วิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์” ซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยต้นเหตุจากการลองลิ้มรส “วัตถุ” ภายนอกเท่าที่ปรากฏมีอยู่ในวิวัฒนาการของธรรมชาติ และเริ่มยึดติดในผัสสะ
การริเริ่ม “เสพ” สิ่งที่ปรากฏตามธรรมชาติจนเกิดความเพลินในรสชาตินี้ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการริเริ่มของคนบางคน จากนั้นก็มักจะแพร่ขยายไปสู่คนหมู่มากได้โดยง่าย และเมื่อกระทำกันไปในคนหมู่มาก ก็ย่อมตามมาด้วยปัญหา ทั้งต่อสภาพของธรรมชาติภายนอก สภาพจิตภายใน และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของมนุษย์
เพราะฉะนั้น เป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์ ที่จะมีบางคนลองหาบางสิ่งบางอย่างมากระตุ้นรสชาติทางผัสสะ (ความเอร็ดอร่อยทางอายตนะทั้งหลาย) ครั้นแล้วก็จะมีผู้ลองกระทำตาม จนในที่สุดก็เลียนแบบพฤติกรรมนี้กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นกระแสยึดติด ต้องหามาบริโภค หามาสร้างความเอร็ดอร่อยทางอายตนะมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
จนในที่สุดสิ่งที่หามากระตุ้นนั้น ก็เริ่มขาดแคลน ขณะเดียวกันผลของการบริโภค ก็จะก่อให้เกิดความแตกต่างทางร่างกาย ความเป็นอยู่ ฯลฯ ออกไปด้วย ซึ่งก็จะตามมาด้วยการแบ่งพวกพ้อง ยึดติดในอัตลักษณ์ที่มีร่วมกันหรือต่างกัน นำไปสู่การดูหมิ่นเหยียดหยามกัน การแตกแยก และการทะเลาะวิวาทในที่สุด
เมื่อสิ่งที่เคยเสพเคยบริโภคขาดแคลนลง มนุษย์ก็จะเริ่มหาสิ่งใหม่จากธรรมชาติ (หรืออีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติก็จะแปรเปลี่ยนให้กำเนิดสิ่งใหม่ออกมา) แล้วมนุษย์ก็ลองแสวงหามาตอบสนองความต้องการรสชาติทางผัสสะ หมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวิวัฒนาการอยู่เช่นนี้
จุดเปลี่ยนที่สำคัญในอัคคัญสูตรนั้น อยู่ตรงที่ว่า เมื่อถึงช่วงหนึ่งของวิวัฒนาการ มีคนบางคนเริ่มสะสมผลผลิตจากธรรมชาติไว้เป็น “ส่วนเกิน”
ครั้นเมื่อมีคนหนึ่งเริ่มสะสมส่วนเกิน ก็เป็นธรรมดาที่คนอื่นจะเริ่มทำตามบ้าง จากนั้นก็กลายเป็นพฤติกรรมที่เลียนแบบกันไปทั่ว แล้วก็เริ่มขยายการสะสมส่วนเกินนั้นมากขึ้นตามลำดับ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด ฯลฯ
ในที่สุดจึงเกิดความขาดแคลน ชนิดที่ไม่อาจรอคอยผลิตผลตามธรรมชาติอีกต่อไปได้ จึงต้องมีการแบ่งที่ดินและผลผลิตจากธรรมชาตินั้นให้เป็น “กรรมสิทธิ์” ของใครของมัน ไม่อาจล่วงละเมิดกันได้ ทรัพย์สินส่วนตัวหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงเริ่มปรากฏมีขึ้น
กระนั้นก็ตาม ความต้องการสะสมส่วนเกินก็ยังไม่หมดไป จึงเกิดการ “สงวน” ส่วนของตนไว้ ไม่บริโภค แต่กลับไปลักเอาของผู้อื่นมาบริโภค เป็นการละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น นี่เองที่เป็นที่มาของความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม หรือถ้ากล่าวอย่างสมัยปัจจุบัน ก็คือ ปัญหาของการจัดสรรทรัพยากร และปัญหาของการสะสมส่วนเกิน ซึ่งย่อมจบลงด้วยการต้องเอารัดเอาเปรียบกัน และความขัดแย้งกันในที่สุดนั่นเอง
ความขัดแย้งนี้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ใช้กำลังเข้าทำร้าย ประหัตประหารกัน จนถึงกับ “รุมประชาทัณฑ์” กันก็มี เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงหรือรอดพ้นจากสภาวะขัดแย้งอย่างรุนแรงเข้าขั้น “สงคราม” เช่นนี้ คนเราจึงต้องมาทำความตกลงกัน เพื่อที่จะตั้งใครสักคนขึ้นมา เพื่อยับยั้งการลักขโมย ระงับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และลงโทษผู้กระทำความผิด
นี่คือที่มาของ “กษัตริย์” หรือ “ราชา” หรือ “ผู้ปกครอง” ซึ่งก็คือที่มาของ “รัฐ” และ “การเมือง” นั่นเอง และความเป็นกษัตริย์นี้ จึงนับเป็นการ “สมมติ” ขึ้น กล่าวคือ เกิดจากมติร่วมกันของผู้คนในสังคมหรือประชาคม มิได้มาจากชาติกำเนิด หรือจากการดลบันดาลของเทพยดาฟ้าดินแต่อย่างใด
อาจกล่าวได้ว่า ตามคำอธิบายของอัคคัญญสูตร รัฐ การเมือง การปกครอง และผู้ปกครอง ก็คือผลลัพธ์ของการทำ “สัญญาสังคม” หรือ “สัญญาประชาคม” (social contract) ของบรรดาสมาชิก เพื่อที่จะลดทอนและขจัดข้อขัดแย้งและความรุนแรงอันสืบเนื่องมาจากการมีทรัพย์สินเอกชน และความต้องการสะสมส่วนเกิน จนนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบกันนั่นเอง
ที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเนื้อหาโดยย่อของพระสูตรบทนี้ และนักศึกษาพุทธศาสนา รวมทั้งผู้ศึกษาประวัติการปกครองหรือกฎหมายของรัฐที่ผู้ปกครองเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็พบว่า นี้เป็นเรื่องราวและหลักการที่มักปรากฏอยู่ทั่วไป ในการอธิบายความชอบธรรมของผู้ปกครอง และกำเนิดของกฎหมายหรือกระบวนการจัดการปกครอง
ท่านพุทธทาสได้หยิบยกเอาเนื้อหาของพระสูตรบทนี้มากล่าวถึงโดยคร่าว และเสนอแนวความคิดประการหนึ่งเพื่อบัญญัติเรียกสภาวะบางอย่าง
สภาวะนี้คือ การที่มนุษย์ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีการเมือง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาทางระงับข้อขัดแย้งหรือปัญหา อันสืบเนื่องมาจากการจัดสรรและแย่งชิงทรัพยากร ทั้งนี้เพราะการสะสม “ส่วนเกิน” นั้นมิได้มีอยู่ หรือมีก็มิได้ถึงขั้นโลภขั้นแสวงประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการเอารัดเอาเปรียบกัน
สภาวะดังกล่าวท่านใช้คำว่า “สนันตนธรรม” และกล่าวว่า
“ สนันตนธรรม นี้คือว่า ธรรมที่มีมาตั้งแต่ครั้งไหนก็ไม่รู้ เมื่อสมัยที่มนุษย์ไม่มีคำว่า ‘การเมือง’ ใช้”
สนันตนธรรมจึงเป็นเสมือนธรรมของชุมชนหรือสังคมดั้งเดิมตั้งแต่โบราณกาล ที่ความยึดติดในทรัพย์สิน ในการสะสมส่วนเกิน ในการแย่งชิงทรัพยากร และการลักขโมยหรือเอารัดเอาเปรียบกัน ยังไม่ปรากฏแพร่หลาย ทั้งนี้เพราะเหตุปัจจัยภายนอกจากธรรมชาติก็ดี และเหตุปัจจัยภายในอันเนื่องมาแต่ความอยาก ความยึดติด หรือ “วัตถุนิยม” ยังไม่เกิดขึ้น หรือแม้เกิดขึ้น ก็ไม่มากพอที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง และอาจถูกบรรเทาระงับลงได้ไม่ยากนัก
ด้วยเหตุนี้ ท่านพุทธทาสจึงเชื่อว่า สังคมมนุษย์นั้นมีกำเนิดและความเป็นมาที่ดีแต่แรกเริ่ม และหากเรามองย้อนกลับไป ในบางที่บางแห่ง แม้จะไม่ต้องย้อนให้ไปไกลในอดีตมากนัก เราก็อาจพบเห็น “สนันตนธรรม” นี้ดำรงอยู่ได้
ท่านจึงเห็นว่า “ทีแรกเราดีอยู่แล้ว เราเพิ่งเลวทีหลัง”
“ความเลว” ที่เกิดขึ้นและขยายตัว “ทีหลัง” นี้ มีลักษณะเป็นอย่างไร และนำมาซึ่งการเมืองในแบบที่เรามีอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เป็นประเด็นสำคัญยิ่ง

ที่มา http://www.buddhadasa.in.th/site/articles/politic/6.php

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1