(N)
งงไหมพี่น้อง ไม่มีไรหรอก หมายถึงรวมเรื่องผีน่ะ
เรื่องที่ 1 เจ้าฟ้าจักรพงษ์เจอบุคคลลึกลับในวังหลวง
(เจ้าฟ้าจักรพงษ์เป็นพระราชโอรสในร.5 เป็นทูลหม่อมทวดของฮิวโก้วงสิบล้อใครอยากดูรูปไปหาในกูเกิลเอาเด้อ ระบบลงรูปมีปัญหา)
.......... ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการก่อสร้างพระที่นั่งจักรีแล้วเสร็จ
รัชกาลที่ ๕ และพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จย้ายจากที่ประทับเดิม
มาประทับที่พระที่นั่งองค์นี้ แลได้โปรดให้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์
ของรัชกาลต่างๆ ไว้ในมุขกระสัน (มุขที่เชื่อมระหว่างพระที่นั่งองค์หนึ่งกับอีกองค์หนึ่ง)
เวลานั้นสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ยังทรงพระเยาว์
ทรงซุกซนมาก ขณะที่ประทับเล่นอยู่บริเวณห้องไปรเวทและมุขกระสัน
ท่านก็วิ่งเล่นไปมาภายในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานโดยที่พระพี่เลี้ยงก็ตามไม่ทัน หาพระองค์ท่านไม่เจอ
จนสักพักท่านถึงกลับมาเองพร้อมกับเล่าให้พระพี่เลี้ยงฟังว่า
ทรงเห็นตาอ้วนนั่งอยู่ในพระที่นั่งฯ แล้วเดินหายไปในบริเวณ
ที่ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อน
ด้วยความที่เป็นเจ้าฟ้า ท่านจึงตะโกนเรียกว่า
"นั่นใคร...ออกมาเดี๋ยวนี้" ปรากฏว่าก็ไม่มีใครออกมา จนมาวันหนึ่งสมเด็จจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ กำลังเสด็จไปเฝ้ารัชกาลที่ ๕ ทรงดำเนินผ่านห้องที่มีพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ ๓ แขวนอยู่
พอทอดพระเนตรก็รับสั่งว่า "นี่ไงตาอ้วน..."
จนความทราบไปถึงสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ (สมเด็จย่าของในหลวงเรา เป็นสมเด็จป้าของเจ้าฟ้าฯ)
ท่านจึงมีรับสั่งถามเรื่องราวและทรงเดาว่าคงเป็น
รัชกาลที่ ๓ ปรากฏพระองค์ให้เห็น
จึงทรงให้นางพระกำนัลจัดดอกไม้ธูปเทียน
ไปถวายสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ
เพื่อทรงไปขอขมาลาโทษรัชชกาลที่ ๓ ที่ทรงล่วงเกิน
เข้าไปวิ่งเล่นเอะอะในที่ที่พระองค์เคยประทับ
การปรากฏพระองค์ของรัชกาลที่ ๓
ให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ได้ทอดพระเนตร ณ พระที่นั่งองค์นี้ ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณของพระองค์ท่านยังคงสถิตย์อยู่ที่นี่
อาจจะเพราะความที่ทรงผูกพันหรือเปล่าก็ไม่รู้ชัด
แต่ที่รู้ก็คือ พระองค์ทรงเคยประทับที่พระที่นั่งองค์นี้มาตลอดพระชนม์ชีพ
และทรงเสด็จสวรรคตที่พระที่นั่งองค์นี้ด้วย เรื่องที่ 2 ผีฝรั่งสึนามิ เรื่องเล่าของคุณคริสตินี่เว็บพลังจิต เป็นเจ้าของเรื่องเองหรือของคนอื่นก็ไม่ทราบ ขออนุญาตเผยแพร่ในเอ็มไทย .......... แม้ว่าเหตุการณ์สึนามิจะผ่านมาแล้วหลายปี แต่ทุกๆความทรงจำยังมีให้รำลึก ผู้เขียนขอนำเรื่องวิญญาณที่ได้พบได้ยินเสียงมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน ขอขอบคุณวิญญาณที่ผู้เขียนจะนำมาเล่า เรื่องราวมีดังนี้
ก่อนวันเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติอันน่ากลัวที่สุดของประเทศไทยจะเกิดขึ้น
ผู้เขียนยังคงขับรถวนเวียนรอบเกาะภูเก็ตชมความงามของชายหาดรอบเกาะ
หลังจากเยี่ยมญาติที่อาศัยอยู่ที่นั่นโดยปราศจากสังหรณ์ใดๆทั้งสิ้น
ว่าเกาะสวรรค์แห่งนี้จะกลายเป็นเกาะนรกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ผู้เขียนกลับมาถึงกรุงเทพเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.
ใช้ชีวิตตามปกติจนกระทั่งวันอาทิตย์ที่ 26 ตอนสายๆวันนั้น เพื่อนรุ่นพี่ของผู้เขียนโทร
มาถามว่า เธออยู่ที่ไหน รู้มั๊ยภูเก็ตมีคลื่นยักษ์คนตายเป็นเบือเลย ฝรั่งตายเพียบ
ตายเป็นร้อยๆแล้วมั๊ง ....ผู้เขียนยังไม่เชื่อเพราะไม่มีข่าวอะไรให้ได้ยินเลย
จนกระทั่งโทรไปหาญาติที่ภูเก็ตถึงทราบถึงหายนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้น.....
พูดได้คำเดียวว่า หดหู่ ใจหาย เศร้า...........
เวลาผ่านไป 1 ปีกว่าๆ(เรื่องนี้เขียนหลังเหตุการณ์ 1 ปี)หลังจากนั้น
ผู้เขียนมีความจำเป็นต้องไปดูงานที่ภูเก็ตอีกครั้ง
หลังจากปฏิบัติธุระกิจและเยี่ยมพี่น้องแล้ว ค่ำวันนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม
ก็กลับเข้าที่พักเป็นรีสอร์ทแห่งหนึ่งหน้าหาดราไวย์
ผู้เขียนกำลังจะพักผ่อนเปิดทีวีดูสักครู่ได้ยินเสียงฝรั่งเดินคุยกัน 2-3 คน
เดินผ่านหน้าห้องที่ผู้เขียนพักอยู่ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด เพราะรีสอร์ทนี้
บรรยากาศดีมาก มักจะมีฝรั่งมาพักเป็นประจำ เสียงเงียบไปสักครู่ เสียงฝรั่งพูดคุยหัวเราะ
กันก็ผ่านมาอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมนิดนึง เป็นเวลาเกือบๆ 23.00 น.
ผู้เขียนกำลังจะหลับ จึงออกจะหงุดหงิด แล้วเสียงนั้นก็เลยผ่านไป ผู้เขียนโล่งหูไปอีกครั้ง
พอกำลังจะหลับ เสียงเด็กฝรั่งวิ่งดังตั๊บ ๆ กระแทกเท้าหนักๆ พูดภาษาฝรั่งดังๆ
ผู้เขียนโมโหแล้ว จึงลุกขึ้นมาแอบแง้มม่านดู ปรากฏว่าบริเวณสนามหญ้าหน้าห้องพักว่าง
เปล่า ไม่มีแม้แต่เสียงแมลงกลางคืน แต่ก็ยังคิดว่าพวกฝรั่งคงเข้าห้องพักกันหมดแล้ว
จึงกลับหันหลังมาที่เตียงเพื่อจะนอน แต่ยังไม่ทันที่จะลงนั่ง ได้ยินเสียงเด็กฝรั่งวิ่งเรียก
มัม มัม คัมมอน เฮรีย ( Common Here ) ผู้เขียนรีบลุกขึ้นมาแง้มม่านหน้าต่างดูอีก
ก็ยังคงพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ว่างเปล่า สนามหญ้ากว้างขนาดนั้น
รีบวิ่งยังไงก็ต้องยังไม่พ้นบริเวณนั้นแน่ๆ ผู้เขียนนึกในใจ พอปิดม่านกำลังจะกลับไปที่
เตียง เสียงมาอีกแล้ว ผู้เขียนรีบเปิดประตูออกไปดูเลยทีนี้ คิดว่าเปิดพรวดแบบนี้ยังไงก็
หลบไม่ทันชัวร์ ปรากฏว่ามีจริงท่านผู้อ่าน มีแต่ความว่างเปล่า คราวนี้ผู้เขียนหัวใจหล่น
ไปอยู่ที่หัวแม่เท้าเรียบร้อยทันที รู้ได้โดยกายหยาบว่า เราเจอผี....แค่นี้ผู้เขียนรีบกลับเข้า
ห้องกระโดดขึ้นเตียงคลุมโปง คุณพระคุณเจ้าองค์ใดที่อาราธนาทัน ที่นึกออกได้เรียกชื่อ
หมด สวดมนต์ผิดๆถูกๆ แผ่เมตตา อะไรก็แล้วแต่ที่นึกได้ แต่ไม่มีผลใดๆเลย
เสียงด้านนอกยังคงดังอยู่ เด็กฝรั่งยังวิ่ง เรียก มัม มัม อยู่ ได้ยินเสียงฝรั่งผู้หญิงส่งเสียง
เอ็ดเด็กอยู่นานทีเดียว....คราวนี้จากกลัวเริ่มโมโห นอนไม่ได้เพราะผีฝรั่งมันวิ่งแหกปาก
อยู่ข้างนอก ตอนเช้าก็ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอีก เลยต้องสปีคกับผีฝรั่ง แปลเป็นไทยได้
ว่า พวกยูรู้มั๊ยว่าพวกยูตายไปเป็นปีแล้ว ตอนนี้ไอไม่รู้ว่ายูจะเอาอะไร พรุ่งนี้ไอต้องทำงาน
แต่เช้า ไม่ต้องมาหลอกแล้ว ไอรำคาญมาก ที่นี่ไม่มีอะไรของยูเหลืออีก ถ้ามีทางรีสอร์ท
คงเอาไปบริจาคเป็นบุญกับพวกยูไปแล้ว ไปซะเถอะอย่ามารบกวนไออีก ไปในที่ที่พวกยู
ควรจะอยู่ กลับประเทศยูไปเลยก็ได้ กู๊ดไนท์ แอนด์ กู๊ดบาย ตลอดกาล โอ.เค๊. ......
ไม่น่าเชื่อเสียงผีฝรั่งเงียบหายไปทันที หายไปจนกระทั่งผู้เขียนหลับไป
และ ตื่นมาในตอนเช้า ...เช็คเอ้าท์ ทันที เปลี่ยนที่นอน เป็นความคิดที่เริ่ดที่สุด
ตอนเช็คเอ้าท์ที่เคาน์เตอร์ ถามน้องพนักงานที่สนิทกันว่า .....นุ้ย! ห้องนั้นมีอะไรหรือ
เปล่าวะ เมื่อคืนเพื่อนวิ่งแหกปากเรียกแม่มันตั้งนาน ยัยแม่ก็ตะโกนด่าลูกอยู่นั่นแหละ
คำตอบคือ....ก็ฝรั่งแม่ลูก เขามาเช่าห้องนั้น แล้ววันที่เกิดสึนามิเขาไปเที่ยวเกาะพีพี
ไปค้างที่เกาะวันที่เกิดสึนามินั่นแหละค่ะ สึนามิพาลงเลไปด้วยทั้งคู่ เสื้อผ้าของเขาอยู่ที่นี่
ทั้ง 2 คนเลย พอรู้ว่าแขกเสียแล้ว ก็เลยเอาไปบริจาคที่วัด
เพิ่งถึงบางอ้อ....ผีฝรั่งจะมาเอาเสื้อผ้า ผู้เขียนก็ดันไปนอนอยู่ห้องนั้น เขาเข้ามาเอาไม่
ได้ เลยวิ่งบ้าอยู่นอกห้อง ดีนะที่ผู้เขียนพูดภาษาฝรั่งได้ ไม่งั้นไม่ต้องนอน.........
ในคืนนั้น บรื๋อ ขนตั้ง
เรื่องที่ 3 ผีสึนามิ 2 เรื่องของคุณเบิร์ด บอร์ดกูสยาม ขออนุญาตเผยแพร่
..........เรื่องนี้เล่าโดยเพื่อนรุ่นน้องของดิฉันที่ทำงานอยู่ที่มูลนิธิร่วมฯ เขาทำงานมาหลายปี
จึงรู้จักกับดาราที่ทำอยู่ที่นี่อยู่หลายคน เผอิญดิฉันปรกติเป็นคนกลัวผีมาก แต่ชอบฟังเรื่องผี
เลยถามเขาว่า ทำงานเก็บศพเคยเจอผีมั่งใหมเขาเลยเล่าให้ฟังว่า หลังจากปีที่เกิดเหตูสึนามี
อีกไม่นานก็มีเหตุที่ต้องไปตะกั่วป่าอีก(ถ้าจำไม่ผิด) เพราะเหมือนจะเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ
กับมีสินามอีกรอบ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ ประมาณว่าคนกลัวเหตุการ์ณ์แบบนั้นกันมากเลยเห็นคลื่น
แรงก็คิดว่าใช่ แต่ยังไงก็แล้วแต่ พวกเขาก็ได้เดินทางไปเพื่อเตรียมรับมือโดยทางไปด้วยรถตู้
หลายคัน คันที่เขานั่งมีรุ่นพี่ดาราอยู่ด้วย โดยตัวเขานั่งอยู่ด้านข้างคนขับ ช่วงนั้น ฝนตกหนัก
มีรถคันหน้าขับไปก่อน แล้ว ว.มาบอกว่าเห็นฝรั่งผู้หญิง 3 คน ยืนโบกรถอยู่ และก็ไม่ได้พูดอะไร
ต่อ พอมาถึงคันของเขาก็เห็นข้างหน้ามีกลุ่มคนยืนอยู่ข้างทางเหมือนยืนโบกรถ คนขับก็ขับชะลอ
ช้าๆแต่ไม่ได้หยุด ช่วงที่ขับผ่าน ห่างกันไม่ถึง 2 เมตร เชาก็มองออกไป เห็นเป็นฝรั่งผู้หญิง 3 คน
สะพายเป้ยืนโบกรถอยู่ แต่แทนที่พวกเขาจะต้องจอดรถรับ เพราะเป็นหน้าที่อยุ๋แล้วกลับขับรถผ่าน
ไปและก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนจะรู้กัน
ดิฉันก็ถามว่าทำไม่ไม่จอด เขาบอกว่า จะจอดได้ไง
ก็ไม่ใช่คน แล้วรู้ได้ไง เขาบอกว่า ก็เห็นฝรั่งตัวไม่เปียกน้ำกันเลย ทั้งที่ฝนตกหนักรู้สึกว่าขาไม่
ติดพื้นอีกต่างหาก และที่สำคัญ ถนนเส้นนั้น เป็นที่เปลี่ยว ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวหรือที่พัก
เหมือนเป็นทุ่งหญ้าล้วนๆ จึงไม่น่าจะมีนักท่องเทียวมายืนอยู่แถวนี้ ดิฉันก็พยายามแย้งว่า
ตาฝาดกันหรือเปล่า เขาก็บอกว่า จริงๆแล้ว คันข้างหน้าก็ไม่ได้รับก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว ถึง ว. มา
เหมือนจะให้ช่วยดูกันอีกคัน และก็เห็นกันทั้งคัน โดยปรกติ พวกเขาเก็บศพกันมาเยอะก็เลย
แยกแยะกันได้ อันใหนเป็นผี อันใหนไม่ใช่คน คงจะชำนาญกันพอสมควร (หึ หึ) และพวกเขาก็ไม่
กลัว เฉยๆกัน แต่ถ้าเป็นเราก็คงใส่เกียร์กันผิดๆถูกๆแน่ และเขาเล่าให้ฟังว่า สถานที่ที่มีคนตาย
กันเยอะๆ (ดิฉันจำชื่อไม่ได้) ในตอนกลางคืนก็มีคนได้ยินกันเยอะ ว่ามีเสียงร้องโหยหวนกันระงม
ดังลั่นทุ่ง ประมาณว่า วิญญาณของคนที่ตายยังไม่ได้ไปไหน เรื่องนี้ ถึงจะเกิดมานานแล้ว
แต่เพิ่งจะมาเล่าให้ฟัง เพราะดิฉันไปคะยั้นคะยอให้เขาเล่า เขาคงกลัวว่า ถ้าบางคนไม่เชื่อก็จะหา
ว่าโกหก แต่ที่ดิฉันเชื่อ เพราะโดยอุปนิสัยเขาเป็นคนขรึม ไม่ช่างพูดหรือขี้โม้ จึงมาถ่ายทอดให้
เพื่อนๆฟัง ให้แง่คิดว่า วิญญาณก็คือคนหรือคนที่เรารู้จักตายไป เพียงแต่เขาอาจจะยังไม่รู้ตัวหรือ
ไม่มีที่ไปก็ได้ หรืออจจะมาขอส่วนบุญ เลยน่าสงสารมากค่ะ |