 (N)

คําทำนายโลกแตกที่ลือหนัก ทั้งในโลกจริงๆ และโลกไซเบอร์ถึงคำทำนายวันโลกาวินาศ วันสิ้นโลก หรือ วันโลกแตก ก็ยังคงไม่ผ่อนคลายหายไปง่ายๆ
โดยเฉพาะคำทำนายสารพัดทฤษฎีสมคบคิด ที่ฟันธงว่า 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) นี้มีแนวโน้มสูงมากที่โลกมนุษย์จะถึงกาลอวสานอย่าง แน่นอน!?
เพื่อไขข้อข้องใจในหมู่ประชาชนคนไทยให้กระจ่างอีกครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ อพวช. จึงได้ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. จัดงานเสวนาโลกาวินาศ วิทยาศาสตร์วิพากษ์ และพยากรณ์ ในหัวข้อเรื่อง "2012 ฤาโลกจะสูญสิ้น" ที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. อาคารจามจุรีสแควร์
จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สดร., ดร.บัญชา ธนสมบัติ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ จากสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และ ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการ อพวช.
ดร.บัญชา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จาก สวทช. เริ่มต้นการเสวนาด้วยการระบุถึงที่มาของข่าวลือดังกล่าวว่า
น่าจะเริ่มมาจากหนังสือที่เขียนขึ้นโดย นายไมเคิล ดี. โค นักโบราณคดีชาวสหรัฐ
กล่าวถึงมหาหายนะของโลกที่อาจเกิดขึ้นในปี 2012 โดยเชื่อมโยงเข้ากับวันสิ้นสุดปฏิทินในปฏิทินประเภท "ลองเคาต์" ของชาวมายา ในอารยธรรมโบราณที่มีถิ่นฐานตั้งอยู่บริเวณทวีปอเมริกา กลาง ช่วง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงค.ศ.900 ชาวมายาใช้ปฏิทินประเภทดังกล่าวเพื่ออ้างอิง บันทึกประวัติศาสตร์และทำนายอนาคต แบ่งเป็นสองชนิด ได้แก่ แบบยาว มีระยะเวลา 1 รอบปฏิทิน เท่ากับ 63 ล้านปี หรือ 23,040,000,000 วัน
และแบบสั้น มีระยะเวลา 1 รอบปฏิทิน เท่ากับ 5,125 ปี หรือ 1,872,000 วัน ซึ่งจะครบ 1 รอบพอดีในวันที่ 21 ธ.ค.ปีนี้
"ชาวมายามีความเชื่อในเรื่องตำนานการสร้างสรรพสิ่งของเทพแห่งท้องฟ้าและมหาสมุทรว่า ในยุคแรกได้สร้างสัตว์ขึ้นมา แต่สัตว์พูดและบูชาเทพเจ้าไม่ได้ จึงถูกทำลายทิ้ง ต่อมาในยุคที่ 2 สร้างมนุษย์ขึ้นจากโคลน แต่มีข้อเสียคือปวกเปียกและไม่มั่นคงจึงถูกทำลายทิ้งอีก ต่อมาในยุคที่ 3 สร้างมนุษย์ขึ้นจากไม้ แต่กลับทำลายธรรมชาติ และไม่เคยสรรเสริญพระองค์ จึงถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ 4 โดยมนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากแป้งข้าวโพด และมีความเจริญรุ่งเรือง โดยวันสิ้นสุดของยุคที่ 4 จะตรงกับวันที่ 21 ธ.ค.ปีนี้ตามปฏิทินดังกล่าวของชาวมายา ซึ่งมีการทำนายไว้ว่า จะบังเกิดทั้งสิ่งประเสริฐและสิ่งเลวร้าย ทั้งยังเป็นวันเหมายัน คือ กลางวันสั้นที่สุด และกลางคืนยาวที่สุดในรอบปีของปฏิทินสุริยคติ หรือปฏิทินสากลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน"
ดร.บัญชายังกล่าวถึงอีกแนวคิดที่ระบุถึงทฤษฎีอวสานโลก ว่า มาจากหนังสือ "เดอะ เทวลฟ์ แพลเน็ต" เขียนโดย นายเซชาเรีย ซิตชิน นักเขียนชาวสหรัฐ ผู้นำเสนอทฤษฎีจุดกำเนิดของมนุษยชาติ โดยอ้างอิงจากการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบจาก "ชาวสุเมเรียน"
โดยนายซิตชินอ้างถึงภาพพิมพ์โบราณของตราประทับ เรียกว่า "ไซลินเดอร์ ซีล วีเอ 243" ซึ่งตรงมุมซ้ายบนปรากฏภาพคล้ายดวงอาทิตย์ถูกห้อมล้อมด้วยจุด 11 จุด รวมเป็น 12 จุด แทนดาวทั้ง 12 ดวงในระบบสุริยะ
จึงตีความว่า ยังมีดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ที่มนุษย์ปัจจุบันยังไม่ค้นพบชื่อว่า "นิบิรู" อ้างว่ามีลักษณะวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่เป็นวงรีมากทำให้นักดาราศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ค้นพบ และมีรอบโคจร 3,600 ปี ซึ่งอาจจะเข้ามาใกล้หรือชนโลก ในเวลา 11.11 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนนิช หรือตรงกับเวลา 18.11 น. ตามเวลาไทย
ดาน ดร.ศรัณย์ รองผู้อำนวยการ สดร. กล่าวแย้งทฤษฎีโลกาวินาศของนายซิตชิน ว่า เป็นไปไม่ได้
เนื่องจากหากเป็นไปตามวงโคจรที่นายซิตชินกล่าวอ้างไว้ ขณะนี้ดาวนิบิรูจะต้องอยู่ห่างจากโลกประมาณ 4 หน่วยดาราศาสตร์ (เอยู) หรือราว 600,000,000 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีใครพบเห็นดาวเคราะห์ดวงนี้ รวมทั้งไม่ใช่ดาวฤกษ์หรือดาวแคระน้ำตาล เพราะด้วยค่าความสว่างระดับดังกล่าวมนุษย์จะสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้ในเวลากลางวัน และจะสว่างยิ่งกว่าดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
จึงเห็นว่าดาวนิบิรูไม่น่าจะมีอยู่จริง
ส่วนเรื่องของทฤษฎีการพุ่งชนของเทหวัตถุนอกโลกนั้น ดร.ศรัณย์กล่าวว่า ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้
เพราะในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วและอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งมีชีวิตกว่า 3 ใน 4 ของโลกต้องล้มตายไปในยุคไดโนเสาร์
การชนของอุกกาบาตในครั้งนั้นทิ้งร่องรอยเป็นหลุมที่มีความ กว้างไว้หลายร้อยกิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม การชนในระดับนี้จะเกิดขึ้นเฉลี่ยราว 100 ล้านปี และหลายประเทศมีโครงการหลายโครงการที่ค้นหาและติดตามวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 200 เมตร ที่มีวงโคจรเข้าใกล้โลกไม่เกิน 7.2 ล้านกิโลเมตร
ล่าสุด มีการค้นพบเทหวัตถุที่มีความเสี่ยงชนโลกแล้ว 1 ดวง ชื่อรหัสว่า "1950 ดีเอ" มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 กิโลเมตร และอาจพุ่งเข้าชนโลกในวันที่ 16 มี.ค. ปี ค.ศ.2880 ซึ่งมีอัตราความเสี่ยงการชนอยู่ที่ร้อยละ 0.33
อีกหนึ่งทฤษฎีโลกาวินาศที่ได้รับการกล่าวถึง คือ การเรียงตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะในวันที่ 21 ธ.ค.55 นี้
โดยเชื่อว่าจะสร้างผลกระทบที่เลวร้ายบนโลก
ดร.ศรัณย์ระบุว่า สำหรับเรื่องนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันเพียงพอที่จะคำนวณและพยากรณ์เรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ และไม่พบว่าจะมีการเรียงตัวดังกล่าวเกิดขึ้นในปีนี้
ที่ผ่านมาในอดีตการเรียงตัวเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งล่าสุดคือเดือนพ.ค. ปีค.ศ.2000 และจะไม่สร้างผลกระทบที่เลวร้ายต่อโลก เนื่องจากอิทธิพลที่จะมีผลต่อโลกมีเพียงแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ แต่ดาวเคราะห์ต่างๆ อยู่ห่างไกลออกไปมาก
จากการคำนวณพบว่าแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ทุกดวงรวมกันจะเท่ากับ 1 ใน 200 ส่วนของแรงโน้มถ่วงสูงสุดของดวงจันทร์
ขณะที่ผลของแรงน้ำขึ้นน้ำลงที่มีต่อโลกนั้นคำนวณแล้วพบว่า ดาวเคราะห์ทุกดวงรวมกันจะมีผลเท่ากับ 64 ในล้านส่วนของดวงจันทร์ ซึ่งการเรียงตัวครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.ย. ปีค.ศ.2080
ดร.ศรัณย์ยังกล่าวถึงทฤษฎีสิ้นโลกที่ว่า "หลุมดำ" ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกอาจกลืนโลกเข้าไปทั้งใบในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ด้วยว่า
หลุมดำดังกล่าวชื่อว่า "ซาจิตทาเรียส เอ" อยู่ห่างจากระบบสุริยะไปราว 26,000 ปีแสง และดวงอาทิตย์นั้นโคจรรอบกาแล็กซีอยู่แล้วทุกปีตามสุริยวิถี 1 รอบ ใช้เวลา 100 ล้านปี โดยการระบุว่าระบบสุริยะจะโคจรเข้าไปใกล้หลุมดำและอาจถูกดูดเข้าไปเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่เป็นจริง เพาะแม้หลุมดำจะมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 4.1 ล้านเท่า แต่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง กระทำต่อโลกมากกว่าหลุมดำถึง 1 แสนล้านเท่า
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ หรือต่อให้ถูกดูดเข้าไปด้วยความเร็วเท่าแสง ยังต้องใช้เวลาอีกถึง 26,000 ปี กว่าจะถึงหลุมดำ!?
ขณะที่ ดร.บัญชาไขความกระจ่างถึงทฤษฎีการเปลี่ยนขั้วของสนามแม่เหล็กโลกเพิ่มเติมว่า
ที่ผ่านมาในอดีตโลกมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีการพบหลักฐานการที่สิ่งมีชีวิตลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างและหลังการเปลี่ยนขั้วแม้แต่ครั้งเดียว รวมทั้งระยะเวลาที่เปลี่ยนนั้นยาวนานเป็นพันปี ตลอดจนจะไม่ส่งผลต่อการกลับทิศของขั้วโลกและโลกจะไม่หมุนกลับด้าน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสนามแม่เหล็กโลกที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสีและอนุภาคต่างๆ อาจอ่อนตัวลงบ้างแต่ไม่ถึงระดับอันตราย
สําหรับทฤษฎีโลกาวินาศแนวทางสุดท้ายที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือ ภัยคุกคามจากดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะ หลังการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ หรือ โซลาร์แฟล ครั้งรุนแรง พุ่งเข้าปะทะสนามแม่เหล็กโลก เมื่อ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดแสงเหนือ (ออโรร่า) ในขั้วโลกเหนือ
ดร.บัญชาระบุว่า กิจกรรมของดวงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ลมสุริยะ (High Speed Solar Wind) ซึ่งถูกพัดออกมาอยู่ตลอดเวลา และอาจจะมีกระเพื่อมบ้าง แต่ไม่อันตรายเท่ากับการลุกจ้า หรือ โซลาร์แฟล ที่คล้ายการระเบิดของรังสีเอกซเรย์
แต่ที่อันตรายจริงๆ คงจะเป็นการ "พ่นมวลโคโรนา" หรือ ซีเอ็มอี และการ "พ่นอนุภาคพลังงาน" หรือเอสอีพี ซึ่งหากมนุษย์ถูกระดมยิงด้วยอนุภาคดังกล่าวอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยซีเอ็มอีเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 11 ปี
ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2543 และจากเกิดขึ้นครั้งต่อไปประมาณเดือนก.พ.ปีหน้า
"ปัญหาความวิตกกังวลที่กำลังแผ่ขยายไปในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่รู้ หรือคิดว่ารู้ นับตั้งแต่มีโลกอินเตอร์เน็ตทำให้ข่าวลือแพร่ไปได้รวดเร็วมาก..
"แต่สังคมโลกใช้ฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป ทำให้เตลิดเปิดเปิง แต่ไปใช้ความเชื่อทางอื่นแทน ทำให้บ่อยครั้งซ้ำเติมให้เรื่องราวนั้นเลวร้ายลงไปอีก..
"การแก้ปัญหาจึงควรเป็นการให้ข้อมูลและปูฐานความรู้ที่ถูกต้อง" ดร.บัญชากล่าว
บ่อยครั้งที่วิทยาศาสตร์มักสวนทางกับความเชื่อ
วันสิ้นโลกอาจไม่มีใครตอบได้แน่นอน
แต่สำคัญที่สุด คือ การดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท
และต้องระวังไม่ให้ตัวเอง "เสียสติ" จากการรับข้อมูลทะลักล้นจนเกินไปเสียก่อน! |