ไม่ได้ต้องการจะว่าใครนะครับ...........เพียงแต่อยากให้พี่ ๆ ทุกท่านเข้าใจมากขึ้น
ในฐานะที่ผมเป็นครูคนหนึ่ง......เท่านั้นเองครับ
จากกระทู้นี้......คำถามข้อที่ 1-3 เป็นวิชาสุขศึกษา
ก็ขอพูด 3 ข้อนี้ก่อนนะครับ.......อยากให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ เข้าใจบริบทของการออกข้อสอบด้วยว่า
จะต้องตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้.......ในวิชานั้น ๆ และต้องครอบคลุมทุกจุดประสงค์
ทีนี้วิชาสุขศึกษาในปัจจุบันได้ถูกบูรณาการไปจากวิชาสุขศึกษาที่เราเรียนในอดีตมากมาย
มันไม่ใช่เรื่องอาหาร โภชนาการ การออกกำลังกาย การรักษาสุขภาพ.....เท่านั้น
แต่มันมีเรื่องของการดำเนินชีวิตในสังคม การดำรงตนในการอยู่กับเพื่อน กับสังคมอีกมากมาย
ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องการมีแฟน การมีเพศสัมพันธ์ด้วยครับ
ซึ่งไม่เหมือนจากที่เราเคยเรียนมา.........ซึ่งจะไปโทษผู้ที่ออกข้อสอบก็คงไม่ได้
เพราะท่านก็ออกข้อสอบหรือตั้งคำถาม เพื่อที่จะวัดหรือประเมินผล
ว่าผู้เรียนนั้นผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ในข้อนั้น ๆ หรือไม่............คงเข้าใจนะครับ
ที่นี้มาดูคำถาม.......ที่หากมองผิวเผิน อาจจะดูไม่เข้าท่า
แต่ในความเป็นจริงแล้ว.......ข้อสอบแบบนี้จะเรียกว่าเป็นข้อสอบแบบปลายปิด
กล่าวคือจะมีตัวเลือกให้เลือก.....อย่างน้อย 2 ตัวเลือกขึ้นไป และไม่ควรมีตัวเลือกมากเกินไป
เวลาจะทำข้อสอบแบบนี้....เงื่อนไขจะต้องมี เช่น
"จงทำเครื่องหมาย ในคำตอบที่คิดว่าถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว" เป็นต้น
และหากข้อสอบเป็นเชิงสังเคราะห์ความรู้แบบนี้.....ซึ่งก็คือข้อสอบของโอ-เน็ต
เป็นไปได้มากว่าคำตอบที่ถูกต้องจะมีมากกว่า 1 ข้อ........เสมอ
แต่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด......ย้ำคำว่า"ที่สุด"นะครับจะมีเพียงข้อเดียว
ทีนี้เรามาดูคำถามแต่ละข้อ.........กันครับ
ข้อ1.เป็นแฟนกันต้องแสดงออกอย่างไรให้ถูกประเพณีไทย?
หากผู้เรียนได้เรียนรู้มาและวิเคราะห์เป็น.......ไม่เอาสีข้างถูกหรือแถ
เงื่อนไปของคำตอบคือ"ประเพณีไทย" แปลว่าผู้เรียนต้องมีความรู้ในขนบธรรมเนียมประเพณีไทย
ดังนั้นผู้เรียนที่สังเคราะห์ความรู้เรื่องประเพณีไทยมาใช้ในวิชาสุขศึกษาได้นั้น
จะต้องเข้าใจประเพณีไทย..........ที่นี้ถ้าเข้าใจก็จะตอบได้ทันทีว่า
คำตอบคือข้อ "ข." เพราะที่เหลือไม่ใช่ประเพณีไทยแน่นอน
พวกที่มึนหรือแกล้งมึนก็จะแถว่า........ประเพณีไทยไม่มีชวนไปกินข้าวดูหนัง
ถ้าแถแบบนี้ก็แปลว่าไม่รู้จักประเพณีไทยครับ............
ไม่ต้องรุ่นเราหรอกครับ.....รุ่นปู่-ย่า ตา-ยาย หรือพ่อ-แม่เรา เวลาเป็นแฟนกันทำอย่างไรครับ
ก็ชวนไปทานข้าว......สมัยก่อนอาจไปทำกับข้าวทานกันที่บ้าน
ไปดูหนัง....สมัยก่อนอาจเป็นโขน ลิเก หนังกลางแปลง ก็ว่ากันไป
แต่นี่ก็คือประเพณีไทยที่กระทำสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี......คงเข้าใจ
ผู้เรียนที่ตอบผิด.......ก็แปลได้ว่าไม่สามารถสังเคราะห์ประเพณีไทยให้เข้ากับสาระการเรียนรู้ได้
แต่ถ้าผู้เรียนที่สามารถสังเคราะห์ได้ก็ตะตอบได้ทันทีครับ........คือข้อ ข. |
|