(N)
ขอรับรองด้วยเกียรติของผู้ที่เคยบวชเรียนมาแล้วครบพรรษา(ทั้งสองโบสถ์)ว่าเรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดกับข้าพเจ้าจริง มีบุคคลที่เกี่ยวข้องที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ยังมีชีวิตอยู่พอยืนยันได้สองคน
เรื่องนี้เกิดขึ้นราวเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๓ ผมมีเหตุต้องไปธุระกับเพื่อนที่ราชบุรีกับเพื่อนอีกสองคนครูอยู่จังหวัดอุทัยธานีคนนึงอีกคนเป็นนักธุรกิจที่มีพี่ชายเป็นนายทหารช่างยศพันตรีในขณะนั้น อยู่ที่ค่ายทหารภาณุรังสี ชื่อพี่วิชัย(ขออภัยญาติพี่เขาด้วยครับเพราะว่าปัจจุบันพี่เขาเสียชีวิตแล้ว) ธุระที่ไปคือขนเตียงไม้สักใส่รถกระบะจากอุทัยธานีไปส่งพี่เขาที่นั่นโดยเพื่อนสองคนขับรถมาแวะรับผมที่บ้านตอนสักทุ่มกว่าๆ ไปถึงราชบุรีสี่ทุ่มกว่าๆขาไปเพื่อนเป็นคนขับรถผมจำได้ว่าทางไปบ้านพี่เขาต้องลอดอุโมงค์ทางรถไฟแล้วผ่านบ้านพักทหารที่เป็นห้องแถวไม้สองชั้นแล้วก็มีทางคดเคี้ยวไปจนถึงบ้านพี่ชายเพื่อนที่เป็นทาวเฮ้าส์ชั้นเดียว นั่งคุยกันไปไปดื่มกันไปจนถึงตีหนึ่งจึงได้ขอตัวกลับ ผมดื่มน้อยเลยต้องรับหน้าที่พลขับ
ปกติจากถนนใหญ่ลอดอุโมงค์รถไฟไปถึงบ้านพี่ชายเพื่อนระยะทางประมานสามสี่กิโลเมตรเท่านั้นขับช้ายังไงไม่เกินสิบนาทีก็ควรจะโผล่ถนนใหญ่ แต่นี่ขับไปขับมาก็หาอุโมงค์ลอดทางรถไฟไม่เจอสักทีเป็นครึ่งชั่วโมงก็ยังวนไปวนมาอยู่ที่เดิมที่เป็นทางแคบๆชนิดที่ว่ารถสวนกันต้องหลบลงไหล่ทาง ตอนนั้นอากาศก็หนาวเย็นมากเริ่มมีหมอกบางๆคนก็ปิดไฟเข้านอนกันหมดไม่รู้จะไปถามทางกับใคร จะย้อนกับไปบ้านพี่เขาก็เกรงใจ ขณะลังเลว่าจะทำยังไงแสงไฟหน้ารถก็ส่องไปจับกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทางในลักษณะหันหลังให้กับแสงไฟที่รถส่องไป ตอนนั้นเจ้าของรถที่เป็นครูนั่งอยู่กลางหลับๆตื่นๆคนที่นั่งริมซ้ายสุดที่ติดถนนคือน้องพี่วิชัยก็เห็นเช่นเดียวกันกับที่ผมเห็นคือผู้หญิงผมดำยาวปรกหลังใส่เสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินแขนสามส่วนเผยให้เห็นท่อนแขนเรียวขาว ขาวมากจริงๆ เธอนุ่งผ้าซิ่นสีเดียวกันกับเสื้อแต่จะเข้มกว่าเล็กน้อย ตอนนั้นเพื่อนผมคนที่นั่งริมสุดบอกให้จอดถามทางเธอ เฮ้ยผู้หญิงๆๆยืนอยู่นั่น จอดๆๆถามทางซิ |