(N)
หลังจากได้รวบรวมความคิดและวิธีการนำเสนอแล้ว สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือเนื้อเพลงลูกทุ่งยอดนิยม ...สามสิบยังแจ๋ว... ของ ยอดรัก สลักใจ ที่ว่า ..โถใครจะเชื่อว่าแม่บุญเหลืออายุมากแล้ว สามสิบยังแจ๋ว แจ๋วเสียจนน่าจีบ..
ในที่นี้ก็คือว่า ..โถใครจะเชื่อว่าไทยผลิตน้ำมันเป็นอันดับที่ 33 ของโลกแล้ว ใกล้เคียงกับประเทศเอกวาดอร์ ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก..
ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ..ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ.. ของวุฒิสภาที่มี คุณรสนา โตสิตระกูล เป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาฯ
การส่งออกพลังงาน ( ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และคอนเดนเสท ปิโตรเลียมเหลวที่ได้จากการเจาะก๊าซธรรมชาติ ) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงประมาณสิบปีมานี้ โดยที่ปี 2544 เป็นปีแรกที่เราเริ่มส่งออกน้ำมันดิบ และในอีก 3 ปีต่อมาเราก็เริ่มส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป สำหรับคอนเดนเสทนั้นมีการขนใส่เรือไปขายมาตั้งแต่เริ่มเจาะก๊าซในอ่าวไทยเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว
มูลค่าการส่งออกพลังงานในปี 2551 เท่ากับ 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นก็ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท ( ตอนนั้น 33 บาทต่อดอลลาร์ ) ในขณะที่ประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก ( กลุ่มที่มีสมาชิก 12 ประเทศ ซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบรวมกันเท่ากับ 79% ของโลก ) มีการส่งออกพลังงานมากกว่าไทยเราเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ถ้าพูดถึงการผลิตก๊าซธรรมชาติที่เราถูกโฆษณาว่าจะ ..โชติช่วงชัชวาล.. ตั้งแต่สมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เอกสารของ วุฒิสภา ชิ้นนี้ระบุว่า ประเทศไทยเราผลิต ก๊าซธรรมชาติ ได้เป็นอันดับที่ 27 ของโลก มากกว่า 2 ประเทศของสมาชิกกลุ่มโอเปก คือ ลิเบีย ( ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าไปแทรกแซงในสงคราม
กลางเหมือง ) และ คูเวต ( ซึ่งสหรัฐอเมริกาหวงยิ่งนัก ) เสียด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับมูลค่าการส่งออกข้าวหรือยางพารา ( ในปี 2551 ) พบว่าเราส่งน้ำมันมากกว่าครับ
ผมถามจริงๆ นะครับว่า มีท่านผู้อ่านสักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ทราบ ความจริง เรื่องนี้มาก่อน ถ้าอย่างนั้นคงเห็นด้วยกับผมนะครับ ว่าเราต้องร้อง โถใครจะเชื่อ....!
อย่างไรก็ตาม มูลค่าในการส่งออกพลังงานดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเป็นพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศไทยทั้งหมด เรื่องนี้ค่อนข้าง ซับซ้อนสักนิดครับ ผมขออธิบายโดยย่อ ดังนี้ ( 1 ) มูลค่าพลังงานที่ส่งออก 90% เป็นน้ำมันสำเร็จรูป อีก 10% เป็นน้ำมันดิบ ที่ขุด ในประเทศไทย ( 2 ) น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ใช้ น้ำมันดิบ จากการนำเข้า มีบางส่วนเป็นน้ำมันดิบที่ขุดในบ้านเราเอง
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ยอดการ ส่งออกพลังงานเป็นการนับรวมทั้ง น้ำมันสำเร็จรูป ที่ใช้น้ำมันดิบ ทั้งจากการนำเข้าและ จากการขุดในประเทศ รวมทั้งการส่งออก น้ำมันดิบที่เจาะจาก ประเทศไทยด้วย
ดังนั้น เมื่อพูดถึง มูลค่าการส่งออก สินค้าของประเทศ ( ที่มีมูลค่าประมาณถึง 70% ของจีดีพี ) แท้ที่จริงแล้วเป็นการส่งออกสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากนำเข้า มูลค่าการส่งออก จึงไม่ได้สะท้อนความมั่งคั่งของคนในประเทศ เราจึงอย่าไปหลงดีใจกับตัวเลขหลอกๆ รวมทั้งแนวคิด ลวงโลก เรื่อง จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติด้วย
ถ้าเราอยากจะทราบว่า ประเทศไทยเรา ผลิตน้ำมันดิบ และ ก๊าซธรรมชาติ ( ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และใช้ในอุตสาหกรรมรวมทั้งรถยนต์ ) ว่ามีมูลค่าปีละเท่าใด ก็ต้องสืบค้น แต่เนื่องจากผมไม่ทราบข้อมูลจึงขอคิดย้อนกลับจากข้อมูลในตารางที่ 6.1 - 6 ของกระทรวงพลังงาน เรื่องรายได้ของรัฐบาลจาก ค่าภาคหลวง
พบว่าในปี 2553 รัฐบาลได้ค่า ภาคหลวง จากกิจการปิโตรเลียม จำนวน 44,713 ล้านบาท ซึ่งค่า ภาคหลวง หรือ ค่าสัมปทาน นี้มีอัตราประมาณ 12.5% ของมูลค่า ปิโตรเลียม ที่ผลิตได้ทั้งหมด ดังนั้นเราสามารถคำนวณได้ว่า มูลค่า ปิโตรเลียม ที่ผลิตได้จากเขต ประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 3.13 แสนล้านบาท
สิ่งที่เราสนใจก็คือ ผลผลิต ปิโตรเลียม ที่สะสมมานับ ล้านปี จากบรรพชนรุ่น แล้ว รุ่นเล่า จนมาถึงคน รุ่นเรา ที่มีมูลค่า 3.13 แสนล้านนั้น ถ้าแหล่ง ปิโตรเลียม นี้ตั้งอยู่ในประเทศอื่นๆ คนในประเทศนั้นควรจะได้รับ ส่วนแบ่ง ไปเท่าใด มาก หรือ น้อย กว่าที่ ประเทศไทย เราได้รับคือ 12.5% หรือไม่ นี่คือ คำถาม ที่บทความนี้จะต้อง ตอบครับ
รายงานของ คณะกรรมาธิการวุฒิสภา ชิ้นเดิมระบุว่า ประเทศโบลิเวีย รัฐได้รับจากค่า ภาคหลวง สูงถึง 82% ของยอดการผลิต ก๊าซธรรมชาติ ประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่าง อินโดนีเซีย ก็ได้รับ ส่วนแบ่งผลประโยชน์ จากน้ำมันดิบที่ 85% และก๊าซธรรมชาติ ที่ 70%
จากการศึกษาค้นคว้าของผมเอง พบว่า สหรัฐอเมริกา ได้ ค่าภาคหลวง อยู่ในอันดับที่ 93 จากทั้งหมด 104 ระบบ โดยได้รับในช่วง 12.5 ถึง 16.6% ( มากกว่าไทยได้รับ ) และต่อมาได้ปรับเพิ่มเป็น 18.75% ซึ่งเขายังถือว่า ต่ำเกินไป ( ข้อมูลจาก United States Government Accountability Office หรือ GAO )
ที่น่าสนใจคือการคิดค่า ภาคหลวง น้ำมันดิบของเมือง Alberta ประเทศแคนาดา โดยคิดอัตราค่าภาคหลวง ตามราคาน้ำมันดิบ โดยที่เพดานได้กระโดดไปจาก 30% ไปอยู่ที่ 40% เมื่อราคาน้ำมันดิบเกิน $70 ต่อบาร์เรล
โดยสรุป ค่าภาคหลวง ปิโตรเลียม ของประเทศไทยน่าจะอยู่ในกลุ่มที่มี อัตราต่ำ ที่สุดในโลก ถ้าเราใช้อัตรา ที่ 30% รัฐบาลก็จะได้ ค่าภาคหลวงประมาณ 107,300 ล้านบาท ไม่ใช่ 44,713 ล้านบาท อย่างที่เป็นอยู่
โถใครจะเชื่อ...ในชื่อบทความนี้ ถือว่าเป็นข่าวดีของประเทศ แต่เมื่อ สาวลึก ถึง ผลประโยชน์ ที่คนไทยได้รับ ค่าภาคหลวง ที่ต่ำที่สุด ก็ถือเป็น เรื่องร้าย เรื่องเศร้า ที่ไม่น่าเชื่อ มันชุ่ย และ แสนทราม ถึงเพียงนี้เชียวหรือ..? มิน่าละ บริษัทยูโนแคล ที่ขุดเจาะ ก๊าซในหลายประเทศ ทั่วโลก แต่เกิน กว่าครึ่ง ของ กำไรของบริษัทแม่ มาจาก ประเทศไทย ประเทศเดียวครับ....!!!!!!! ( มันน่าเศร้าไหมละครับ พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน )
บทความ... ประสาท มีแต้ม... โลกที่ซับซ้อน
 |
|