ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ใครปั่นจักรยานบ้างครับ....

(N)
พอดีกำลังจะตัดสินใจซื้อจักรยาน มาปั่นเพื่อออกกำลังกายคันแรก..

เห็นร้านขายจักรยานแถวบ้านขาย LA มีดิสหน้า ราคา 4500 บาท จึงอยากขอควาเห็นจากพี่ ๆ หน่อยครับ

...วัตถุประสงค์คือ

1.ปั่นเพื่อออกกำลังกาย
2.ปั่นไปทำงานระยะทาง ไป-กลับ 20 กิโล

..งบประมาณ

1. 5000 บาท (เมียอนุมัติให้แค่นี้ )

ขอความเห็นจากพี่ๆ ที่มีประสบการณ์หน่อยครับ

ปล.อยากรบกวนให้ช่วยแนะนำร้านจักรยานที่อยู่แถว ศรีราชา-ชลบุรี-พัทยา-บ่อวิน ให้ด้วยครับ ว่าร้านไหนบริการดี ราคาคุยกันได้ครับ

ขอบคุณครับ

ดอกเหงื่อ


โดยคุณ ดอกเหงื่อ (1K)(1)   [พ. 25 เม.ย. 2555 - 10:09 น.]



โดยคุณ pigcity (2.5K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 11:07 น.] #2216296 (1/10)


(N)


การปั่นจักรยานโดยเเท้จริง ต้องควรพิจารณาจากหุ่นรูปร่างเราก่อนครับ ว่าเหมาะกับจักรยานไซส์ไหน เพราะจักรยานปัจจุบัน ออกเเบบมาด้วยความเหมาะสมกับการใช้ครับ...เจ้าของร้านขายอย่างบ้านผมเเกจะดูหุ่นเราว่าเหมาะสมกับจักรยานไซต์ไหน บางคันมีออฟชั่นครบ ราคาไม่ถูกไม่เเพง ก็ราคาอยู่ที่ 8000-10000 ครับ สวยเเบบใช้ได้เลย เลือกเอาความชอบหน่อย ส่วนLAยังไม่เเนะนำครับ
...ส่วนที่เหลืออีก 5000 เม้มเมียไว้เที่ยวเลยครับพี่

โดยคุณ เจ๋งจริง (10.2K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 11:11 น.] #2216302 (2/10)
พี่ pigcity แนะนำหน่อยดิ....พอดีเพิ่งซื้อมาคันนึง
ใช้เกียร์ไใม่เป็น........ไม่เห็นเหมือนจักรยานสมัยก่อน

มันมีที่ปรับทั้งซ้ายและขวา......ใช้ยังไง
เอาแบบปรับเกียร์ใช้กับท้องถนนนี่แหละ.......ไม่มีขึ้นเนิน ลงเขา

เอาไว้ปั่นเล่น ออกกำลังกาย........แบบว่าคนตกยุคน่ะ
เอาง่ายง่ายปรับแล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมันอีกเลย......นะ


โดยคุณ Tumtam (2K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 11:26 น.] #2216339 (3/10)
ลองดูจักรยานมือสองที่มาจากญี่ปุ่นดูซิครับ ราคาน่าจะอยู่ในงบ 5000 มีเกียร์ วัสดุที่ใช้ก็ดูโอเคนะครับและมีแบบสามารถพับเก็บไว้ท้ายรถเอาไปไหนมาไหนได้สะดวกดีเหมือนกันนะครับ

โดยคุณ BCC-106 (434)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 11:29 น.] #2216346 (4/10)
อยากได้คนขี่จักรยานในภาพมาสาธิตการขี่จักรยานให้ชมหน่อยครับ

โดยคุณ pigcity (2.5K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 11:39 น.] #2216362 (5/10)


(N)
พี่ pigcity แนะนำหน่อยดิ....พอดีเพิ่งซื้อมาคันนึง
ใช้เกียร์ไใม่เป็น........ไม่เห็นเหมือนจักรยานสมัยก่อน

มันมีที่ปรับทั้งซ้ายและขวา......ใช้ยังไง
เอาแบบปรับเกียร์ใช้กับท้องถนนนี่แหละ.......ไม่มีขึ้นเนิน ลงเขา

เอาไว้ปั่นเล่น ออกกำลังกาย........แบบว่าคนตกยุคน่ะ
เอาง่ายง่ายปรับแล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมันอีกเลย......นะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าเอาเเบบผมทางเลียบธรรมดาใช้มาตรฐาน ไม่ต้องปรับอะไรมัน(ได้กำลัง) ถ้าเหนื่อยก็ปรับเกียร์เอาดูสัดส่วนความเบาเเละความสบายของส่วนขาที่ปั่น ส่วนเรื่องเกียร์นั้น น้าหมีต้องลองหัดเล่นไป หาความสบายให้ตัวเองเวลาปั่น นั้นจะเกิดประโยชน์ครับ เทคนิคความชอบการทดเกียร์เเละการปั่นเเต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกครับน้าหมี (((ให้เอาความชอบเเละความสบายของเราเป็นหลักครับ))) เราไม่ได้ไปปั่นเเข่งขันกับใครเอากำลังครับ

ปล.
...เเต่ถ้ามีใครข้างทางโบกเรา ดูเเล้วตาหน้าเข้าท่า ให้รับเลย เเล้วใส่เกียร์ถี่อย่ายั้ง

เเต่ส่วนตัว เด็กผม บอกว่า ให้ใช้พังเป็นเกียร์ๆไป มันจะได้ประหยัดเกียร์ครับผม...เเฮะๆ

โดยคุณ pigcity (2.5K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 12:00 น.] #2216386 (6/10)


(N)
ฝากให้น้าหมีครับ....ยืมเค้ามาขี้เกียจพิมพ์


ผมว่าไม่ว่าจะช่วงใหนของการปั่นฯ (ปั่นฯ ออกตัว - ปั่นฯ ใช้ความเร็วเดินทาง - ปั่นฯ ขึ้นที่ชัน ฯลฯ ) ก็ควรใช้ เกียร์เบา ตลอดครับ
อธิบายอย่างนี้จะทำให้งงเพราะเราติดที่จะเรียกเกียร์ต่ำเช่น จาน 1 เกียร์ 1 ว่าเกียร์เบา และ จาน 3 เกียร์ 5 ว่าเกียร์หนัก

แต่จริงๆ แล้วใช้เกียร์อะไรก็ได้ครับที่ไม่หนักและฝืนแรงปั่นฯ ซึ่งกำลังของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนแข็งแรงอาจจะออกตัวที่เกียร์ 2 - 5 โดยรู้สึกเฉยๆ ธรรมดาๆ แต่หากเป็นเด็กและผู้หญิงบางทีเกียร์ 1 - 4 ก็ยังอาจจะหนักแรงไปด้วยซ้ำครับ เกียร์ที่ดีและเบาขา ปั่นฯ สบาย เจ้าของคือตัวเราเองเท่านั้นที่จะบอกตัวเองได้ครับ

จุดมุ่งหมายของการใช้เกียร์ในการปั่นฯ เพื่อสุขภาพ ควรเปลี่ยนเกียร์ไปใช้เกียร์ที่เบาขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าหนักขาในการปั่นฯ

เกียร์จักรยานไม่ใช่เกียร์รถยนต์ครับที่พอเราปั่นฯ อยู่ที่เกียร์ 2 - 5 ด้วยความเร็วสัก 20 กม./ชม. แล้วเปลี่ยนไปเกียร์ 2 - 6 จะได้ความเร็ว 22 กม./ชม. หรือใช้ความเร็ว 30 กม./ชม. อยู่อยากได้ความเร็ว 32 กม./ชม. ก็เปลี่ยนเกียร์ เพราะขาเราเป็นกล้ามเนื้อไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่รู้สึกล้าหรือเจ็บ จะทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร หรือปั่นฯ ได้นาน ทน กี่ ชม. ก็ขึ้นอยู่กับแรงขาและกล้ามเนื้อมากกว่าเกียร์ครับ เพียงแต่เกียร์นั้นทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วยผ่อนแรง" เวลาปั่นฯ เท่านั้นเองครับ

จริงอยู่ว่าการปั่นฯ เกียร์หนักอาจจะทำให้เราทำความเร็วได้ดีขึ้นในบางครั้ง แต่หากหนักแรงมากเกินไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพและหัวเข่าของเราเองนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาปั่นฯ อย่าลืมดูความรูสึกจาก "ขา" ของเราเป็นเรื่องสำคัญและเป็นหลักครับ

ในเกียร์แต่ละตำแหน่งถ้าเราปั่นฯ ไปนานๆ และใช้ความสังเกตุดูจะพบว่ามีเรื่องราวอยู่ 2 อย่างเท่านั้นเอง สมมุติว่าเราปั่นฯ ไปเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนเกียร์เลยหรือปั่นจักรยานที่มีเกียร์เดียว ช่วงที่เราปั่นฯ ช้าหรือรอบขาน้อยเกินไปมักจะรู้สึกว่าหนักและต้องใช้แรงมากในการปั่นฯ แต่ถ้าเราปั่นฯ สนุกและใช้รอบขาเร็วขึ้นอาการหนักขาก็จะหายไปในรอบขาที่พอดีๆ เราจะปั่นฯ ได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่......ถ้าเราปั่นฯ เร็วเกินไป (รอบขาสูงเช่น 110 ถึง 120รอบ/นาที ) เราอาจจะเหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน

เทคนิคการเปลี่ยนเกียร์ที่ดีก็คือการบริหารสภาวะของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลย์คือไม่เหนื่อยง่ายไปนานๆ จะได้ปั่นฯ นานๆ และที่ความเร็วที่เราพอใจได้ครับ


อธิบายแบบนี้อาจจะมองไม่เห็นภาพ
สมมุติว่าเราปั่นฯ ออกรถด้วยเกียร์ 1 - 4 พอความเร็วเข้าที่เราก็จะรู้สึกว่าปั่นฯ สบายขึ้น ต่อจากนั้นเราก็เปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์ 1 - 5 ช่วงนี้หากเราใช้ความสังเกตุดีๆ หรือมีอุปกรณ์ที่วัดรอบขาได้จะเห็นว่าช่วงที่เราปั่นฯ สบายๆ ในเกียร์ 1 - 4 รอบขาเราอาจจะอยู่ที่ 85 - 90 รอบ/นาที สำหรับคนธรรมดาทั่วไป และพอเปลี่ยนเป็นเกียร์ 1 - 5 รอบขาอาจจะตกลงไปอยู่ที่ 80 รอบ/นาที (ถ้ารอบขาเดิม = 85 รอบ/นาที) ต่อจากนั้นกล้ามเนื้อของเราจะปรับตัวเพื่อรับกับภาระ Load ที่สูงขึ้นด้วยการเร่งรอบขาโดยอัตโนมัติเพื่อให้รอบขาเข้าสู่ระดับความเร็วรอบเดิม

ที่เกียร์กลางเช่น 2 - 4 หรือ 2 - 5 หากเราไม่มีเครื่องวัดรอบขาหรือไม่ทันสังเกตุ อาการตอบสนองของร่างกายต่อการเปลี่ยนเกียร์จะแตกต่างจากที่เกียร์ต่ำคือบางทีหากภาระ Load มีมากเกินไป รอบขาก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เท่าที่ร่างกายจะรับใหวดังนั้นบางครั้งรอบขาที่เกียร์สูงในความเร็วเดินทางอาจจะเหลือแค่ต่ำกว่า 80 รอบ/นาทีหรือหากตกลงไปถึงช่วง 70 รอบ/นาทีหรือต่ำกว่า อาการปวด เมื่อยขาก็จะเกิดขึ้นครับ (อาการนี้มักพบได้ตอนที่ปั่นฯ ทวนลมเป็นเวลานานๆ ครับ)

แต่หากเกียร์นั้นเราปั่นฯ เพลินเสียจนลืมเปลี่ยนเกียร์รอบขาก็อาจจะสูงขึ้น สูงขึ้น จนทะลุเลยขีดที่ร่างกายจะรับใหว ซึ่งในกรณีหลังนี้ร่างกายจะแสดงออกด้วยอาการเหนื่อย เหงื่อออกอย่างรุนแรง หายใจแทบไม่ทัน ฯลฯ (ลองนึกภาพตอนที่เราปั่นฯ หนีหมาที่วิ่งไล่กวดจนลืนเปลี่ยนเกียร์สิครับ)

ที่ผมอธิบายว่าการเปลี่ยนเกียร์ก็เพื่อบริหารสมดุลย์แบบที่ยกตัวอย่างมานี่แหละครับ



ระบบเกียร์

ปัญหานี้คงเป็นปัญหายอดฮิตสำหรับมือใหม่ทุกๆคนเนื่องมาจากระบบเกียร์ที่ค่อนข้างจะ
ซับซ้อนสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคย และจำนวนเกียร์ที่มีมากมายจนน่าปวดหัว [ ระบบเกียร์เป็น
คำกล่าวรวมเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน(drive train)ทั้งระบบ ซึ่งประกอบด้วยชุดจานหน้า(chain
ring) สับจานหน้า(front derailleur) ชุดเฟืองหลัง(cog) ตีนผี(rear derailleur) โซ่(chain)
และยังรวมไปถึงชุดเปลี่ยนเกียร์(shifter) ]

เกียร์จักรยานนั้นถูกออกแบบมาด้วยเหตุผลคล้ายกับเกียร์รถยนต์ คือเพื่อให้ผู้ถีบสามารถ
ใช้รอบขาและแรงถีบได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ความเร็ว และสภาพของตัวผู้ถีบเอง โดย
จะเลือกอัตราทดจากการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดจานหน้าซึ่งจะมีตั้งแต่ 2 - 3 จาน ร่วมกับการ
เปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดเฟืองหลังซึ่งมีตั้งแต่ 7 - 9 เฟือง ( CampagnoloและRitchey ได้ทำ
ชุดเฟืองหลัง10 เฟืองออกมาแล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเนื่องจากใช้เพื่อการแข่งขัน )

ในที่นี้ผมจะขอกล่าวเฉพาะชุดจานหน้า 3 จานและเฟืองหลัง 9 เฟืองของเสือภูเขาเท่านั้น
ทางShimanoได้ผลิตชุดขับเคลื่อนระบบนี้ตั้งแต่ชุดระดับกลางๆคือ Deore จนถึงชุดระดับสูง
อย่าง XTR โดยอาจจะเรียกให้เข้าใจกันง่ายๆว่า ชุดขับเคลื่อน 27 speeds ซึ่งความหมายมา
จาก 3 x 9 = 27 นั่นเอง ซึ่งการเรียกตำแหน่งเกียร์นั้นจะเรียกเป็นตัวเลขคล้ายกับเกียร์รถยนต์
โดยจานหน้าใบเล็กสุด จะเรียกว่าจาน1 จานกลางจะเรียกว่าจาน2 จานใหญ่สุดจะเรียกว่าจาน3
คล้ายๆกับเกียร์รถยนต์ ตัวเลขที่มากขึ้นก็จะหมายถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นมา (และออกแรงเพิ่มขึ้น)
ในขณะที่ชุดเฟืองหลังนั้นจะเรียกเฟืองใหญ่สุดว่าเฟือง1 แล้วเรียกไล่กันไปจนถึงเฟืองเล็กที่สุดว่า
เฟือง9 หลายคนอาจจะเริ่มสับสน คือถ้าเฟืองหลังยิ่งเล็กลงความเร็วก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสลับกันกับ
ชุดจานหน้า ตัวอย่างในการเรียกให้เข้าใจตรงกัน เช่น ตำแหน่งเกียร์ 3-7จะหมายถึงจานหน้า
อยู่ในตำแหน่งจาน3 และเฟืองหลังอยู่ในตำแหน่งเฟือง7 (คือเฟืองตัวที่ 3 นับขึ้นมาจากเฟืองที่
เล็กที่สุด)

ผมจะใช้ตัวอย่างจากชุดขับเคลื่อนยอดฮิตที่มีชุดใบจานหน้า 44-32-22 ( ใบใหญ่44ฟัน
ใบกลาง32ฟัน และใบเล็ก22ฟัน ) กับชุดเฟืองหลังมีจำนวนฟันเรียงกันดังนี้ 11-12-14-16-18
-21-24-28-32 อัตราทดจะคำนวณโดยการนำจำนวนฟันของจานหน้าหารด้วยจำนวนฟันของ
เฟืองหลัง เช่น เกียร์ 3-9 จะมีอัตราทดเท่ากับ 44หารด้วย11 เท่ากับ 4.0 ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเราปั่น
บันไดครบ1รอบ ล้อหลังจะหมุนไปได้ 4 รอบ ดูตารางกันก็แล้วกันนะครับ

เฟือง 9 เฟือง 8 เฟือง 7 เฟือง 6 เฟือง 5 เฟือง 4 เฟือง 3 เฟือง 2 เฟือง 1
จาน 3 4.00 3.67 3.14 2.75 2.44 2.10 1.83 1.57 1.38
จาน 2 2.91 2.67 2.29 2.00 1.78 1.52 1.33 1.14 1.00
จาน 1 2.00 1.83 1.57 1.38 1.22 1.05 0.92 0.79 0.69


หลักการใช้เกียร์ที่เหมาะสมนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ความหนักเบาให้พอดีกับแรง
และสุขภาพของคุณเอง การใช้เกียร์ที่หนักอัตราทดสูงๆ เช่น 3-9 อาจจะเหมาะสมสำหรับความ
เร็วสูงสุดช่วงสั้นๆในทางเรียบหรือความเร็วในการลงเขา แต่ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลๆ
เพราะจะหนักเกินไป และผลสุดท้ายจะลงเอยกับเข่าของคุณเอง สู้ใช้เกียร์ที่เบากว่าแต่ใช้รอบขา
สูงกว่าไม่ได้ และเกียร์ที่เบาเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสม
จึงเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็น เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ไม่มีใครใส่เกียร์5 ขึ้น
ดอยอินทนนท์ ไม่ว่าเครื่องยนต์จะทรงพลังแค่ไหนก้อตาม และถึงแม้ว่าจะขึ้นได้ผลเสียก้อคงตก
กับเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเอง อันนี้จึงเป็นเรื่องของทางสายกลางที่คุณจะต้องหาเองเพราะ
ว่าแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันไป

แล้วจะเลือกใช้เกียร์ไหนดีเอ่ย มีตั้ง 27 เกียร์แหนะ เรามาลองย้อนขึ้นไปดูที่ตารางอัตรา
ทดอีกทีนะครับ คุณจะพบว่ามันไม่ได้มีอัตราทดหลากหลายกันถึง 27 speedsอย่างที่คิด บาง
อัตราทดก็จะเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน รวมไปถึงข้อจำกัดในเรื่องของแนวโซ่ จนเราไม่อาจจะใช้
มันจริงๆจังๆได้ครบทั้งหมด และจากการใช้งานจริงๆเราจะใช้มันอย่างมากก็เพียง 15-16 อัตรา
ทดเท่านั้น

พูดถึงแนวโซ่ อาจจะสับสนกับคำว่าchain lineได้

ผมคงต้องขออนุญาตปูพื้นคำว่าchain lineเสียก่อนนะครับ คำว่าchain lineนั้นหมาย
ถึงระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางท่ออาน(seat tube)กับยอดใบจานกลาง[หรือจุดกึ่งกลางระหว่าง
จานหน้าใบใหญ่สุดกับใบเล็กสุด(ในกรณี 2 ใบจาน)] chain lineจะเป็นใช้ค่าอ้างอิงระยะห่าง
ระหว่างชุดใบจานหน้ากับเฟรม ค่าchain line จะแปรผันไปตามความยาวของแกนกระโหลก
ลักษณะของชุดขาจาน(crank set) และการสวมเข้ากับแกนกระโหลก โดยทั่วไปแล้วสำหรับเสือ
ภูเขาส่วนใหญ่ จะมีค่าchain lineอยู่ในช่วง 47.5 - 50.0mm

ส่วนคำว่าแนวโซ่ที่ผมจะใช้ตลอดบทความเรื่องนี้จะหมายถึงการเล็งแนวของโซ่จากเฟือง
หลังไปหาจานหน้าหรือจากจานหน้าไปหาเฟืองหลังโดยเทียบกับแนวของล้อ คำว่าแนวโซ่ตรง
มีความหมายว่าแนวโซ่ขนานกับแนวล้อ และแนวโซ่เบี่ยงเบน หมายถึงว่าแนวโซ่เบี่ยงเบนจาก
แนวขนานกับแนวล้อ

เทคนิคการเลือกใช้ตำแหน่งสับจานหน้าในสถานะการณ์ต่างๆ
การเปลี่ยนตำแหน่งสับจานหน้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่กระทำได้สะดวก รวดเร็วเหมือนอย่างการ
เปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลัง เพราะระยะห่างระหว่างใบจานหน้า รวมไปถึงความแตกต่างระหว่าง
จำนวนฟันของใบจานหน้าแต่ละใบ ผิดกับชุดเฟืองหลังที่จะอยู่ชิดกันกว่ารวมไปถึงจำนวนฟัน
ที่ต่อเนื่องกันมากกว่า

การพิจารณาเลือกใช้และการตัดสินเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าในแต่ละสถานการณ์อาจจะ
แตกต่างกันไปสำหรับหลายๆคน แต่ก็ยังคงมีเหตุผลหลักๆที่คนส่วนใหญ่ยอมรับมัน

1. สำหรับทางเรียบ คุณจะใช้จานกลางหรือจานใหญ่ก็สุดแล้วแต่ระดับความเร็วที่คุณใช้และ
แนวโซ่ที่จะเบี่ยงเบน เช่นถ้าคุณเกาะกลุ่มในทางเรียบที่ความเร็วประมาณ 29-31กม/ชม
แช่เป็นทางยาว แทนที่คุณจะใช้ตำแหน่งเกียร์ 2-9 ซึ่งแนวโซ่จะเบี่ยงเบนไปมาก ก็ควร
จะเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ 3-7 ซึ่งแนวโซ่จะเป็นเส้นตรง

2. สำหรับทางลงเขา ควรใช้จานใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึง ระดับความเร็วที่คุณกำลังปั่น
ส่งเพื่อลงเขาเท่านั้นหรือแม้จะเพียงปล่อยไหลลงเขาก็ตาม เพราะว่าถ้าหากมีการล้มเกิดขึ้น
โซ่ที่มาอยู่ในตำแหน่งจาน3 จะป้องกันขาของคุณจากความคมของยอดฟันใบจาน ซึ่งคม
พอที่บาดขาคุณลงไปถึงกล้ามเนื้อได้

3. # สำหรับกรณีขึ้นเขา คุณอาจจะมีแรงมากพอที่จะใช้จานกลางปั่นขึ้นเขาได้โดยตลอด และ
คิดว่าการเปลี่ยนมาใช้จานเล็กจะทำให้เสียเวลา ขอเพียงแค่คุณแรงถึง และแนวของโซ่ไม่
เบี่ยงไปมากนักก็คงจะไม่เป็นไรมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดคุณขึ้นเขาด้วยเกียร์ 2-1หละครับ
ผมว่าคุณใช้เกียร์ 1-4 จะไม่ดีกว่าหรือ อัตราทดใกล้เคียงกันแถมแนวโซ่ยังไม่เบี่ยงด้วย

โซ่ในระบบเกียร์ 27 speeds จะบางกว่าโซ่ของระบบเกียร์ 24 speeds หรือระบบ
เดิมประมาณ0.6mm และต้องยอมรับว่าความแข็งแรงย่อมจะลดลงเป็นธรรมดา ซึ่งได้รับ
การยืนยันจากผู้ใช้หลายๆคนว่าโซ่ของระบบใหม่ขาดง่ายกว่าระบบเดิม แต่ในความเป็น
จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซ่ใหม่หรือโซ่เดิม โอกาสโซ่ขาดอันเกิดจากการใช้งานที่ผิดวิธีย่อม
เกิดขึ้นได้เสมอ โซ่ขาดในระหว่างขึ้นเขาเป็นเหตุการณ์ที่พบได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าข้อโซ่ทน
แรงดึงไม่ไหว แต่ข้อโซ่ทนแรงบิดไม่ไหวต่างหาก คุณรู้หรือไม่ว่า โซ่จะบิดเกลียวและบิด
ตัวด้านข้างอย่างมากในขณะที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า ถ้าบวกด้วยการออกแรงดึง
โซ่อย่างหนัก เช่น ลดจานหน้าลงมาในขณะที่ขายังกดบันไดอย่างหนักเพื่อที่จะเอาชนะ
เนินสูงให้ได้ก็อาจจะทำให้ข้อโซ่บิดจนหลุดออกมาได้ ขณะที่การเปลี่ยนตำแหน่งเฟือง
หลังนั้นจะทำได้ง่ายกว่า โซ่จะบิดตัวน้อยกว่า เนื่องจากระยะห่างระหว่างเฟืองแต่ละแผ่น
มีน้อยกว่าระยะห่างระหว่างใบจาน

วิธีที่ควรทำในระหว่างการขึ้นเขาก็คือ

* พิจารณาจากรอบขาและแรงที่เรายังมีอยู่
* ถ้าเนินที่เห็นข้างหน้า หนักหนากว่าที่จะใช้จาน2ได้ตลอดเนิน ก็ให้เปลี่ยนเป็น
จาน1 เมื่อยังมีแรงและรอบขาเหลืออยู่ โดยลดแรงกดที่บันไดลงก่อน
อย่าเปลี่ยน
จานหน้าในขณะที่กำลังจะหมดแรงส่ง เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณกำลังออกแรงย่ำ
บันไดอย่างหนักโดยที่บันไดแทบจะไม่ขยับเลย ซึ่งนั่นหมายถึงว่าแรงตึงภายใน
* โซ่จะสูงมากจนน่าเป็นห่วงที่จะทำให้ข้อโซ่อ้าได้ จากนั้นมาเล่นรอบโดยการเปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลังโดยใช้เฟืองที่เล็กลงก่อนเพื่อ
ลดอาการ"หวือ"ของขาจากการที่ลดจานหน้าลง แล้วจึงเลือกเปลี่ยนตำแหน่งเฟือง
หลังไปตามสถานะการณ์ แต่หลักการยังคงเหมือนเดิมคือ ให้เปลี่ยนเกียร์ในขณะ
ที่ยังมีแรงหรือรอบขาเหลืออยู่ อย่าเปลี่ยนในขณะที่กำลังจะหมดแรงส่งด้วยเหตุผล
ที่เหมือนกับการสับจาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลให้โซ่ขาดต่อหน้าต่อตาแต่จะบั่นทอน
อายุการใช้งานลงอย่างคาดไม่ถึง (อาจจะเจอโซ่ขาดเอาดื้อๆขณะที่กำลังปั่นทั้งๆที่
ไม่ได้เปลี่ยนเกียร์เลย ) และต้องลดแรงกดที่บันไดในเวลาเปลี่ยนเกียร์เช่นกัน




ข้อสรุป

* เลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและสภาพตัวคุณเอง พยายามหลีกเลี่ยงการใช้
เกียร์ที่หนักแรงโดยไม่จำเป็น เก็บข้อเข่าคุณไว้ใช้ตอนอายุมากๆดีกว่า
* เลือกอัตราทดที่โซ่ไม่เบี่ยงเบนมาก เพื่อยืดอายุการใช้งานของโซ่ และลดการสึกหรอของ
จานหน้าและเฟืองหลัง
* เกียร์ 1-9 และ 3-1 ไม่ใช่เกียร์สำหรับใช้งาน แต่เกียร์1-9 มีไว้สำหรับเก็บรถเพื่อพักสปริง
สับจานและตีนผี และระวังอย่าเผลอใช้เกียร์ 3-1
* การเปลี่ยนเกียร์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าหรือเฟืองหลัง ให้ลดแรงกดที่บันได
* ในขณะลงเขา เปลี่ยนจานหน้ามาไว้ที่จาน3 เสมอ โซ่จะคลุมยอดฟันคมๆของจาน3 ไม่
ให้มาเกี่ยวขาเราในเวลาที่ล้ม
* ในขณะขึ้นเขา ควรจะเปลี่ยนมาใช้จาน1ในช่วงที่ยังมีรอบขาเหลืออยู่ ทางที่ดีแล้วควรจะ
เปลี่ยนมาใช้จาน1เสียแต่เนิ่น แล้วมาไล่เฟืองหลัง การเปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลังในขณะ
ขึ้นเขา ทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า



เอาเเบบทฤษฎีหลักไปเลยครับ....น้าหมี



โดยคุณ นกยุง (497)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 15:43 น.] #2216647 (7/10)
.....ตั้งงบประมาณ 15000 บาท.....จักรยานเสือภูเขา..แนะนำให้ใช้ TREK ครับ....มีทั้งVเบรค/ดิสเบรค...เลือกไซด์ให้ได้กับส่วนสูงของเราครับ......

โดยคุณ junbangna (1K)(1)   [พ. 25 เม.ย. 2555 - 17:02 น.] #2216717 (8/10)


-การออกกำลังกายแบบนี้ก็ดีครับ ได้ทุกส่วนของร่างกาย

โดยคุณ chairut (5.4K)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 18:55 น.] #2216891 (9/10)

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [พ. 25 เม.ย. 2555 - 20:21 น.] #2217099 (10/10)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1