 (N)
รวย...!ด้วยบทสวดพระมหาจักรพรรดิ
หลวงตาวรงคต(ม้า) วิริยธะโร ลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญนั้น ท่านเคยเมตตาสอนวิธีแก้ปัญหาทางโลกต่างๆนาๆให้กับบรรดาลูกศิษย์ด้วยวิธีการสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเงินเรื่องทอง ปัญหาเรื่องครอบครัว ปัญหาเรื่องการกระทบกระทั่งกันของหมู่คณะ
ซึ่งลูกศิษย์ที่ปฏิบัติตามด้วยความเคารพศรัทธาล้วนประสบเห็นผลประจักษ์ตามานักต่อนักแล้ว
ตัวผมเองนั้นจะขอเรียบเรียงเอาวิธีต่างๆเหล่านี้ที่หลวงตาท่านเคยได้สอน
ทั้งจากการที่ท่านเคยสอนโดยตรงและจากการที่อาศัยครูพักลักจำเวลาท่านสอนศิษย์ท่านอื่น ด้วยตัวผมเองนั้นยังถือว่าไม่ได้เรื่องได้ราวและยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก ดังนั้นหากมีสิ่งใดผิดพลาดหรือกระทบกระเทือนต่อความดีอันวิสุทธิ์ของครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตาแล้วไซร้
ผมขอกราบขอขมาพระรัตนไตรด้วยเทอญ
หลักการอย่างนี้สามารถอธิบายได้ง่ายๆคือ เมื่อเรานึกถึงหลวงปู่แล้วสวดพระคาถามหาจักรพรรดิ บุญแห่งการสวดมนต์ภาวนาและบุญแห่งกำลังพระมหาจักรพรรดิก็จะเกิดขึ้นที่ตัวเรา หากเราต้องการจะส่งบุญนี้ไปที่แห่งใด หรือจะส่งให้ใครก็ตาม ก็เพียงแค่นึกถึงที่แห่งนั้นหรือคนๆนั้นบุญที่ได้เกิดขึ้นแล้วในตัวเรา ก็จะไป ณ ที่แห่งนั้นในทันที
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนตอนที่เราตักบาตร เมื่อเราตักบาตร
บุญแห่งการถวายทานกับพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นที่ตัวเรา
หากเราจะส่งไปให้ใครก็เพียงแค่นึกในใจว่า
ขออุทิศบุญนี้ให้กับนาย/นาง..(ชื่อ)...... เพียงเท่านี้บุญนั้นก็จะถูกส่งไปให้บุคคลๆนั้นแล้ว
แต่บุญแห่งการทำทานจะต่างจากบุญแห่งการสวดมนต์ภาวนาตรงที่น้อยกว่ามาก
และยิ่งถ้าตอนที่เราสวดมนต์ภาวนานั้นเรานึกถึงหลวงปู่
ก็จะได้กำลังบารมีของหลวงปู่เข้ามาช่วยตรงนี้ด้วย
อีกทั้งบทที่เราสวดคือบทกำลังพระมหาจักรพรรดิ
เราก็จะได้กำลังของพระมหาจักรพรรดิเข้ามาช่วยด้วย
หากท่านใดสงสัยว่าพระมหาจักรพรรดิเป็นยังไง
หลวงตาท่านเคยบอกว่า เวลาพระพุทธเจ้าท่านจะปราบผู้มีฤทธิ์
ท่านจะเนรมิตกายเป็นพระมหาจักรพรรดิ แล้วจึงค่อยปราบ
และอีกครั้งหนึ่งที่ท่านเคยบอกว่า
กำลังของจักรพรรดิสามารถช่วยได้ทั้งทางโลกและทางธรรม
เมื่อประสบกับปัญหาต่างๆในชีวิต
ให้นึกถึงหลวงปู่(ดู่)ไว้ก่อนแล้วก็บอกท่าน ขอให้ท่านช่วย
หลวงตาม้าท่านเคยบอกได้ใจความว่า คนที่มีปัญหาปุ๊ป
แล้วนึกถึงพระเลยเนี่ย แสดงว่าคนๆนั้นยึดหมั่นพระเป็นสรณะ(ที่พึ่ง)
ดังคำที่เราท่องบ่นเป็นประจำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิฯ
ให้เราตั้งสติดีๆแล้วลองคิดทบทวนแก้ไขปัญหานั้นดู
แต่ถ้าเป็นปัญหาที่มีสถานการณ์คับขันบีบรัดให้ต้องตัดสินใจ ณ เดียวนั้นเลย
ก็ให้นึกถึงหลวงปู่แล้วตัดสินใจลงไปเลย
แต่ถ้าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกคิดไปก็ป่วยการ รังแต่จะทำให้ทุกข์ใจเปล่าๆ
หรือ เป็นปัญหาประเภทที่ว่าคิดหาทางออกได้เรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า ยิ่งคิดยิ่งกังวลใจ หลวงตาม้าท่านสอนได้ใจความว่า
~ให้นึกถึงหลวงปู่(ดู่)แล้ว สวดพระคาถามหาจักรพรรดิในใจ
ระหว่างนั้นก็ให้นึกถึงปัญหานั้นๆไปด้วย
โดยอาจจะนึกถึงหลวงปู่สลับกับนึกถึงปัญหานั้นๆ
หรือจะนึกถึงหลวงปู่ไปพร้อมๆกับนึกถึงปัญหานั้นก็ได้
แล้วสวดในใจไปด้วย
พอสวดพระคาถามหาจักรพรรดิจบก็เริ่มสวดใหม่
วนไปวนมาอย่างนี้ จะกี่รอบก็ได้~
ดังนั้นหากเรานึกถึงหลวงปู่แล้วสวดพระคาถามหาจักรพรรดิ
ระหว่างนั้นถ้าเรานึกถึงปัญหาที่เรากำลังประสบ
บุญที่เกิดจากการสวดจะถูกส่งไปที่ปัญหานั้นๆ
ปัญหาจะต้องมีทางออกอย่างแน่นอน!
สวดยังไงให้ได้ผลดีและแก้ปัญหาได้เร็วที่สุด?
นี่คงเป็นคำถามที่ค้างคาใจพี่ๆน้องๆหลายท่านเลยทีเดียว
คำตอบง่ายๆครับคือสวดด้วยอารมณ์ใจสบาย
อารมณ์สบายจะเป็นอารมณ์ที่เป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด
หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวได้ใจความว่า
ใจสบายยังไม่สบายเลย แล้วจะไปมีสมาธิได้ยังไง
ปกติแล้วคนที่ถูกปัญหากลุ้มรุมหน่วงเหนี่ยวใจให้กังวล
จะให้ใจสบายนั้นยากมาก แนะนำว่าให้นึกถึงหลวงปู่แล้วสวดพระคาถามหาจักรพรรดิไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับนึกถึงปัญหานั้นไปด้วยก็ได้ ใจจะค่อยๆสบายขึ้นเอง ยิ่งใจไม่สบายยิ่งต้องสวด ถ้าไม่สวดแล้วเมื่อไหร่ใจจะสบาย...แต่เวลาสวดไม่ต้องไปเร่งรัดอยากให้ใจมันสบายนะครับ
ยิ่งเร่งรัดอย่างนั้นใจจะยิ่งเครียด
เคยมีลูกศิษย์ท่านหนึ่งถามหลวงตาว่า
หลวงตาครับ ถ้าเราตั้งใจสวดดีๆ สวดด้วยใจสบาย แต่สวดแค่นิดเดียว...
ยังพูดไม่จบหลวงตาก็พูดตอบขึ้นมาว่า
ดีกว่าสวด108จบอีก~!
ส่วนระยะเวลาในการแก้ปัญหาจะเร็วหรือช้านั้น
ขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างขึ้นอยู่กับปัญหานั้นๆ ขึ้นอยู่กับกรรม
ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง และขึ้นอยู่กับศรัทธาด้วย
ว่าเราเชื่อมั่นในพระรัตนไตรหรือเปล่า เราเชื่อมั่นในหลวงปู่ดู่หรือเปล่า
บางคนสวดวันเดียวปัญหาก็คลี่คลายมีทางออกสมดั่งใจ
แต่บางคนก็ต้องใช้ระยะเวลาเหมือนกัน
จากวิธีการที่สวดพระคาถามหาจักรพรรดิอย่างที่ได้เขียนเอาไว้แล้วในโพสแรกของกระทู้นี้ สามารถนำไปช่วยเหลือคนอื่นได้ คือแม้จะไม่ใช่ปัญหาของตัวเราเอง แต่เราก็สามารถที่จะสวดพระคาถามหาจักรพรรดิแล้วนึกถึงหลวงปู่
พร้อมๆกับนึกถึงเรื่องหรือปัญหาของผู้ที่เราต้องการจะช่วย
เพียงเท่านี้พลังงานที่เราสวดพระคาถามหาจักรพรรดิก็จะส่งเข้าไปปรับเรื่องนั้นๆอยู่เรื่อยๆ หากมีศรัทธาเชื่อมั่นจริง ก็จะเห็นผลได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน
การสวดพระคาถามหาจักรพรรดิแล้วนึกถึงหลวงปู่ดู่
ไปพร้อมๆกับนึกถึงปัญหาเรื่องนั้นๆ สำหรับตัวของผู้เขียนเองนั้น
เคยบอกกับหลวงตาว่า บางทีก็ขี้เกียจนึกถึงปัญหา คืออยากจะเอาแต่ความสงบอย่างเดียว อยากจะเพียงแค่นึกถึงหลวงปู่แล้วสวดพระคาถามหาจักรพรรดิแค่นั้นก็พอ ไม่อยากนึกถึงปัญหาใดๆ ทำอย่างนี้แล้วใจสบายดี...
หลวงตาม้าจึงบอกกับผมได้ใจความว่า
~งั้นก็นึกถึงปัญหาหรือคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาก่อนจะสวดสิ
ทีนี้ตอนสวดไปก็ไม่ต้องนึกก็ได้ ด้วยกำลังของครูบาอาจารย์(หลวงปู่ดู่หลวงตาม้า)แม้เราจะไม่ได้นึกถึงระหว่างสวด
แต่เรานึกก่อนสวดมันก็ได้เหมือนกัน มันมีกระแสอยู่ ได้เหมือนกัน
แต่ว่าถ้าสวดไปด้วย นึกถึงปัญหาไปด้วย อย่างนั้นมันก็จะดีกว่า~
อีกครั้งหนึ่งท่านเคยบอกผมได้ใจความว่า
บทพระมหาจักรพรรดินี้ หลวงปู่ดู่ท่านบอกหลวงตาว่า
มีทั้งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ในบทนี้ ใครที่สวดเป็นจะเอาอภิญญาสมาบัติก็ยังได้เลย
การสวดพระคาถามหาจักรพรรดิตอนสองทุ่มครึ่ง
การสวดพระคาถามหาจักรพรรดิตอนสองทุ่มครึ่งนั้น
หลวงตาท่านเคยบอกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องสวดตอนสองทุ่มครึ่งเป๊ะๆก็ได้
แม้จะเลยเวลาสองทุ่มครึ่งไปแล้วนิดหน่อย ก็ยังสามารถสวดได้
หลวงตาม้าท่านว่า สองทุ่มครึ่งเนี่ย ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม
แม้เดินๆอยู่ก็สามารถนึกมาสวดที่ถ้ำก็ได้ สวดในใจก็ได้
การสวดพระคาถามหาจักรพรรดิตอนสองทุ่มครึ่งนั้น
หากเราทำเป็นประจำทุกวัน จะส่งผลดีต่อเราอย่างไม่น่าเชื่อที่เดียว
นอกจากจะเป็นการสร้างสมบุญบารมีในตัวเองแล้ว
แม้แต่เทวดาเทพพรหมท่านก็ช่วยเหลืออย่างแน่นอน
หลวงตาม้าท่านบอกผมได้ใจความว่า สองทุ่มครึ่งนี้
ถ้าเราสวด เทวดาก็จะปกปักษ์รักษาเรา
ไปที่ไหนเรามีเทวดาเทพพรหมเป็นพวก ไม่เห็นจะต้องกลัวใคร
เผลอๆเขาให้โชคให้ลาภเราด้วย
แน่นอนว่าเมื่อมีเทวดาเทพพรหมมาให้การช่วยเหลือ
ปัญหาในชีวิตที่เกิดขึ้นก็จะลดหย่อนผ่อนปรนลงไปหรือมีทางออกในที่สุด...
หลวงตาม้าท่านเคยบอกกับลูกศิษย์ท่านหนึ่งเอาไว้ว่า
สวดจักรพรรดิตอนสองทุ่มครึ่งเนี่ย ถ้าสวดดีๆ จะเอารวยก็ยังได้เลยนะ!
การสวดพระคาถามหาจักรพรรดินั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาสองทุ่มครึ่งหรือไม่ก็ตาม
ไม่จำเป็นว่าเมื่อมีปัญหาแล้วจึงจะมาสวด
แต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ(ทำทุกวัน)
และตั้งใจเอาไว้ว่าเราทำถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
เราทำถวายให้กับหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า เราทำเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเราเองและผู้อื่น
ผู้ใดที่ไม่มีความเดือดร้อน ก็สามารถมาสวดได้เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีความเดือดร้อนด้านธุรกิจการงานที่กำลังทำอยู่
แต่ก็สามารถที่จะมาสวดพระคาถามหาจักรพรรดิพร้อมๆกับนึกถึงงานที่กำลังทำอยู่ก็ได้ แม้ว่างานนั้นๆจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราก็ตาม หากทำอย่างนี้จะยิ่งส่งผลดีต่อหน้าที่การงานนั้นๆยิ่งๆขึ้นไป
บุญต่อบุญ
หากรายได้ที่เราหามาได้นั้น เหลือเก็บหรือเหลือพอใช้
ก็ให้แบ่งทำบุญกับพระพุทธศาสนาไปบ้าง จะมากหรือน้อยก็ได้ตามแต่กำลังของแต่ละท่าน อานิสงค์จากการให้ทานนี้จะส่งผลดีต่อเราอย่างยิ่ง
นอกจากนี้จะเป็นการลดความตระหนี่ถี่เหนียวในใจเราได้เป็นอย่างดี
ส่งผลต่อการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
มีเกร็ดเล็กๆน้อยที่เคยได้ยินท่านหลวงตาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องโชคเรื่องลาภ
จึงขอนำมาเล่าให้พี่ๆน้องๆฟังกันอีกทีนะครับ
หลวงตาม้าท่านเคยบอกกับลูกศิษย์ท่านหนึ่งว่า เวลาถูกหวยหรือล็อตเตอรรี่
ให้แบ่ง1ใน3ของส่วนที่ได้ไปทำบุญ แล้วครั้งต่อไปจะถูกอีก! เป็นบุญต่อบุญไง
และอีกครั้งหนึ่ง ท่านเคยบอกได้ใจความว่า
บางคนที่ไปขูดขอหวยตามต้นไม้เนี่ย บางคนก็เห็นเป็นตัวเลข
แต่บางคนก็ไม่เห็นนะ มันต้องเป็นคนที่มีบุญจะได้ตังค์ มันถึงจะมองเห็น
บางทีเวลาเราไปขอหวยหรือขอเรื่องทรัพย์กับเทวดาเนี่ย
เขาก็อยากให้เราเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้นะ
แต่คนบางคนเนี่ย มันไม่เคยให้ทานมาก่อนเลย
เทวดาเขาก็มองไม่เห็นบุญ เลยไม่รู้จะให้ยังไง
ดังนั้นเวลาไปขอเรื่องทรัพย์หรือเรื่องหวยกับเทวดาเนี่ย
ก่อนจะขอนั้น ให้เรานึกถึงบุญที่เราเคยทำทานมาก่อน
เอาทานที่มันใหญ่ๆที่เราเคยทำมา นั่นแหละ เทวดาเขาจะมองเห็นบุญเรา แล้วเขาจะให้ได้
จากที่หลวงตาม้าท่านกล่าวนั้น ที่ท่านบอกว่า ให้นึกถึงทานที่มันใหญ่ๆ
ที่เราเคยทำมา บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าอย่างไหนที่เรียกว่าทานอย่างใหญ่
ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ เช่น ร่วมสร้างวิหาร ร่วมสร้างวัด
ร่วมสร้างพระแล้วแจกฟรี หรือให้ธรรมะเป็นทาน อย่างนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุญใหญ่ทั้งนั้น
ที่เป็นบุญใหญ่เพราะ อย่างการสร้างวัดนี้
ใครก็ตามที่เข้าไปทำบุญใดๆที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับวัดนี้
เราก็มีส่วนได้บุญด้วยทั้งหมด เพราะเราเป็นเหตุให้เขาได้บุญ
เอาแค่ว่ามีคนไปกวาดลานวัด เราก็ได้บุญด้วย เพราะเราเป็นเหตุ
หรือการให้ธรรมะเป็นทานนั้น เช่น ถ้าเราไปสอนใครสวดมนต์
แล้วเขาคนนั้นนำไปสวด ทุกครั้งที่เขาสวด เราก็มีส่วนได้บุญด้วย เพราะเราเป็นเหตุ
หลวงตาม้าท่านเคยบอกผมว่า
หลวงปู่(ดู่)ท่านสอนว่า เวลาจะทำอะไรให้เลือกทำที่มันยาวๆจะดีกว่า
เมื่อเห็นผมทำหน้างง ท่านก็เมตตาพูดต่อได้ใจความว่า อย่างการสร้างพระพุทธรูปเนี่ย
พระพุทธรูปบางองค์อยู่ได้เป็นหลายร้อยปีเลยนะ ภายในระยะเวลาหลายร้อยปีนั้น
ผู้ใดก็ตามที่มากราบพระพุทธรูปองค์นี้หรือมาทำบุญกับพระพุทธรูปองค์นี้
คนที่สร้างจะมีส่วนได้บุญทั้งหมด เพราะเป็นเหตุให้เขาได้กราบหรือได้ทำบุญ
อย่างครูบา(ศรีวิชัย)เนี่ย ท่านไปสร้างวัดใช่ไหม ใครก็ตามที่ทำบุญใดๆที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับวัดนั้น
ท่านครูบาได้ด้วยหมดเลย(หัวเราะ)
หรืออย่างหลวงตาสร้างพระเนี่ย ใครก็ตามที่เอาพระของหลวงตาไปกำทำสมาธิ
หลวงตาก็ได้บุญด้วยหมดเลยนะ ตอนนี้หลวงตาใจสบายตลอดเวลาเลยเนี่ย
เพราะมีคนสวดให้ตลอดเวลา(หัวเราะ)
เมื่อหลวงตาท่านพูดอย่างนี้ ผมจึงได้เข้าใจ การทำบุญใดๆที่ทำแล้วส่งผลเป็นระยะยาว
อานิสงค์ย่อมได้มากกว่าบุญที่ทำแล้วจบลงตรงนั้นเลย บางท่านอาจจะคิดว่า
เอ...เรื่องนี้เกี่ยวข้องกันยังไงกับชื่อกระทู้ที่บอกว่า
รวย..!ด้วยบทพระคาถามหาจักรพรรดิ ก็ต้องขอตอบว่า
รวยนี้มีรวยหลายอย่าง คนสวดจักรพรรดิจะเอารวยทางด้านโลก(เงิน)ก็ได้
หรือจะเอารวยทางบุญ ก็ยังได้ |