 (N)
เพชรซาอุฯ" ...มหากาพย์
--- 1 ---
เวลา กว่า 19 ปีแล้วที่ "อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ" ยังไม่ตายไปจากโลกนี้ง่ายๆ
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2549 พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ หนึ่งใน "ตัวละครเอก" ของตำนานเพชรซาอุฯ
ก็ยังสลัด อิทธิฤทธิ์ของเพชรแห่งราชวงศ์ไฟซาลไม่พ้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา "ประหารชีวิต" ในคดี
"อุ้มฆ่าสองแม่ ลูกศรีธนะขัณฑ์" หลังจากศาลชั้นต้นเคยพิพากษา "จำคุกตลอดชีวิต" ไปเมื่อหลายปีก่อน
คำพิพากษาประหารชีวิตเล่นเอาอดีตมือปราบพระกาฬเจ้าของ ฉายา "สิงเหนือ"
ถึงกับคอตกอีก คำรบ และต้องกลับบางขวางเพื่อลุ้นผลการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาอีก ครั้ง !!!
ชะตา กรรมของ พล.ต.ท.ชลอ เป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้งว่า อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เพราะใครก็ตามที่ เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้อง "มีอันเป็นไป" เกือบทุกราย
เริ่มจาก นายเกรียงไกร เตชะโม่ง หนุ่มเมืองรถม้า จ.ลำปาง
ซึ่งเดินทางไปทำ มาหากินเพื่อหวังขุดทองในผืนทะเลทรายแห่งตะวันออกกลาง
แต่ลึกๆ เขาก็ไม่ได้คิดจะไปร่ำรวยจากค่าแรงเหมือนคนงานคนอื่นเท่าใดนัก
แต่คาดหวังจากการ เสี่ยงดวง "เล่นไฮโล" เสียมากกว่า เพราะนิ้วมือของเขานั้น "ฝังแม่ เหล็ก" ไว้ทั้งสองข้าง
และเมื่อผ่าน เครื่องเอกซเรย์โลหะก็จะมีสัญญาณเตือนดังขึ้นทุกครั้ง
ทว่า โชคชะตากลับชักพาไปไกลกว่านั้น
เมื่อเขาถูก ทาบทามให้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย
และนั่นคือปฐมบท แห่ง "มหากาพย์เพชรซาอุฯ"...
--- 2 ---
วันนั้น...ในพระราชวัง อันโอ่อ่า แต่น่าแปลกที่ข้าราชบริพารต่างเร้นกายหายหน้าไปเกือบหมด
นายเกรียงไกรจึง ฉวยโอกาสอันล้ำค่าสำรวจดูทรัพย์สินภายใน และต้องตกตะลึงกับเครื่องเพชรนิลจินดา
ซึ่งประเมินได้ คร่าวๆ ว่าคงขายได้หลายตังค์อยู่ แต่เขาคงนึกไม่ถึงว่าจะมีค่ามหาศาลเพียงใด
จึงวางแผนฉกเพชร มาได้ถึง 2 ครั้ง และผ่านด่านศุลกากรของทั้งสองประเทศมาได้อย่างง่ายดาย
ไม่นาน ทางการซาอุฯ ก็รู้ว่า เครื่องเพชรอันประเมินค่ามิได้ถูกหนุ่มคนงานไทยโจรกรรมออกมา
จึงประสานมายัง รัฐบาลไทยให้ติดตามเพชรประจำราชวงศ์ส่งคืนโดยเร่งด่วน
พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ (ในขณะนั้น) จึงมอบหมายให้ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ
ผู้เคยรับผิดชอบ พื้นที่ในเขตภาคเหนือออกติดตามเครื่องเพชรคืนให้แก่ทางการซาอุฯ
อดีตอุปทูตแห่งซา อุฯประจำกรุงเทพกล่าวกับวอชิงตันโพสต์ว่า
คน สวนคนนั้นยัด ทับทิมหลาย เม็ดซึ่งมีขนาดเท่าไข่ไก่ ในถุงเครื่องดูด ฝุ่น
ใน ถุงนั้นยังมีเพชรน้ำงามแทบจะไม่มีตำหนิขนาดใหญ่สีน้ำเงินรวมอยู่ ด้วย เป็นเพชรขนาด ๕๐ กะรัต
ซึ่ง อาจจัดได้ว่า เป็นหนึ่งในเพชรสีน้ำเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก
เมื่อนายเกรียง ไกร ถูกชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.ชลอ จับกุม และนำมารีดจนยอมคายเพชรออกมา
แถมยังบอกด้วยว่า มีใครรับซื้อไปบ้าง เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ซึ่งมีโทษเพียงสถานเดียว คือ"แขวนคอ" การจับกุมนายเกรียงไกร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง
โดยมือปราบอย่าง พล.ต.ท.ชลอ ได้รับการยกย่องจากทางการซาอุฯ ให้เป็นแขกพิเศษ
แถมยังถูกยกให้ เป็น "ชี้ค" อีกด้วย
หลังจาก นั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (ในสมัยนั้น)
ได้ เดินทางไปเยือนซาอุฯ อย่างเป็นทางการ แต่กลับต้องหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเมื่อถูกฝ่ายซาอุฯ ตอกกลับเอาเจ็บๆ ว่า
"คุณ เอาเพชรปลอมมาคืน แถมชุดที่เหลือยังหายไปอีกมาก แบบนี้แล้วเราจะสานความสัมพันธ์กันได้ อย่างไร"
ประโยคอมตะดัง กล่าว เล่นเอา "วงแตก" จนฝ่าย ไทยต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาหาเพชรกันอย่างพลิกแผ่นดิน โดยสั่งให้เริ่ม "ย้อนรอย" ตั้งแต่ชุดทำงานของ พล.ต.ท.ชลอ เพื่อติดตามว่าเพชรไปอยู่ในมือใคร โดยมุ่งเน้นไปที่ เส้นทางการซื้อขายเพชรเพื่อตรวจสอบดูว่า เพชรน่าจะอยู่ในมือใครบ้าง
--- 3 ---
การย้อน รอยครั้ง นี้เองที่ทำให้ พล.ต.ท.ชลอ เริ่มเจออิทธิฤทธิ์ระลอกแรกของเพชรซาอุฯ!
กลุ่มบุคคลที่ "ถูกจับตา" เป็นรายต่อมา คือญาติๆ ของ พล.ต.อ.แสวง
แต่ภายหลังเมื่อ มีการตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีมูลความจริงแต่อย่างใด
นอก จากนี้ นักการเมือง ตลอดจนคุณหญิง คุณนาย และ "คนมีสี"
หลายคนก็ถูกกล่าว หาว่ามีการจัด "ปาร์ตี้ เพชรซาอุฯ" ในสโมสรแห่งหนึ่ง กระทั่งพลอยถูกหางเลขไปด้วย
ระหว่างนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย
ก็ลงมือว่าจ้าง "ชุดสืบสวนพิเศษ" เพื่อแกะรอยอย่างลับๆ ว่า เพชรซาอุฯ อยู่ในมือใครบ้าง
สำหรับเพชรชุดที่ทางการซาอุฯ ต้องการมากที่สุด คือ "บลูไดมอนด์"
ซึ่งนายเกรียงไกร สารภาพกับนายโคจาว่าได้โจรกรรมมาจริง
แต่จำไม่ได้แน่ ชัดว่าอยู่ในมือใครระหว่างพ่อค้าเพชรกับชุดจับกุม
สาเหตุ ที่เพชรล้ำค่าชุดนี้ทางเชื้อพระวงศ์ของซาอุฯ ต้องการได้คืนมากที่สุดเนื่องจาก
เป็น "เพชรอาถรรพณ์" แม้กระทั่งช่างที่เจียระไนก็ต้องมีอันเป็นไปสาบสูญไปจากโลก
จึง เป็นเพียงเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร กษัตริย์ซาอุฯ ก็จะจำได้เสมอ
มี การทำตำหนิไว้ด้วย "แสงอินฟราเรด" อยู่ภายในใจกลางของเม็ด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาพบ!?
ระหว่างที่ ตามหาเพชรบลูไดมอนด์กันอยู่นั้น ก็เกิดเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ ต้องเลวร้ายลงอีกครั้ง เกิดคดี "ฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ" และยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้จนบัดนี้ !?!?
สองคดีบันลือโลกนี้ เองที่ทำให้ฝ่ายไทยกระอักกระอ่วน ใจมาตลอด
เพราะ เมื่อใดก็ตามที่นายโคจามีโอกาสได้พบกับตัวแทนระดับสูงฝ่ายไทยก็ มักจะ ทวงถามอยู่เนืองๆ ว่า
"ช่วยตามเพชร บลูไดมอนด์กับคนร้ายที่ฆ่าคนของ ซาอุฯ ให้หน่อย"
--- 4 ---
ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ ก็เริ่มเกิดแสงสว่างรำไรขึ้น
เมื่อนายเกรียง ไกรกล่าวพาดพิงถึงพ่อค้าเพชรย่านสะพานเหล็ก ชื่อ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์
โดยซัดทอดว่า นายสันติได้ซื้อเพชรไปจากนายเกรียงไกรเป็นจำนวนมาก รวมหลายครั้งด้วยกัน
นั่น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีสะเทือนขวัญ "อุ้มฆ่าสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์"
กระทั่ง ล่วงมาสู่ยุคที่มีอธิบดีกรมตำรวจชื่อ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ
มีการติดตามเพชร ซาอุฯ อีกครั้ง โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ชลอ และ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน รับไปดำเนินการ
การรื้อคดีครั้งนี้จึงนำมาสู่ การ "อุ้ม" ภรรยา และลูกของนายสันติ คือ นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์
เพื่อนำตัวไปรีด ข้อมูล โดยนำตัวไปกักไว้ที่รีสอร์ทใน จ.สระแก้ว นานนับเดือน
และหวังว่านาย สันติ จะนำเพชรบลูไดมอนด์มาคืน เพราะเชื่อว่านายสันติครอบครองอยู่
แต่นานวันเข้า นายสันติก็ไม่สามารถนำมาคืนได้ เนื่องจากได้นำไปให้คนอื่นแล้ว
หลัง จากนำไปแปลงสภาพให้พ่อค้าเพชรย่านเจริญนคร ก่อนจะนำไปให้ "บุคคลสำคัญ" คนหนึ่ง
การคุมขังสองแม่ ลูกนานเกินไป ประกอบกับสองแม่ลูกจำหน้าทีมอุ้มได้
ทีมอุ้มเริ่มกลัว "ความลับรั่วไหล" จึงได้วางแผน "ฆาตกรรมอำพราง"
โดยลงมือกระหน่ำ ตีจนเสียชีวิต ก่อนจะยัดร่างใส่รถเบนซ์ที่จอดอยู่กลางถนน
เพื่อ "จัดฉาก" ให้รถบรรทุกพุ่งชนบริเวณ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
--- 5 ---
จากนั้น พล.ต.ท.ชลอ พร้อม "ทีมอุ้ม" ตำรวจ-พลเรือนรวม 9ราย
รวมทั้ง พล.ต.ท.โสภณ จึงถูกสั่งจำคุก โชคดีที่หลักฐานต่างๆ
สาวไปไม่ถึง พล.ต.ท.โสภณ จึงรอดพ้นคุกตะรางไปได้
แต่ พล.ต.ท.ชลอ ยังถูกจองจำจนถึงทุกวันนี้ ส่วนทีมอุ้มหลายคนก็เสียชีวิตไปในระหว่าง ดำเนินคดี!
คดีนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า "อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ" นั้นทรงอิทธิฤทธิ์สมคำร่ำลือเพียงใด
ผลการ ชันสูตรเบื้องต้น โดย พล.ต.ต.ทัศนะ สุวรรณจูฑะ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช (ในขณะนั้น)
พิสูจน์ออกมาว่า "เป็นอุบัติเหตุ" แต่ น.พ.พล หิรัญศิริ พี่ชายของนางดาราวดี ออกมาคัดค้าน
ภายหลังจึงเกิด "ความแตก" เมื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รอง อ.ตร.และ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรัตน์ ผบก.ป. (ในขณะนั้น)
เข้าคลี่คลายคดี จึงรู้ว่าสาเหตุการตายเกิดจากการ "ฆาตกรรม"
อาถรรพณ์ เพชรซาอุฯ รอบนี้เล่นเอา พล.ต.ต.ทัศนะ ต้อง "ลาออกจากตำแหน่ง" ในเวลาต่อมา!
--เกรียง ไกร เตชะโม่ง
เมื่อกว่า 30 ปีแล้วคนไทยนิยมหนีความแร้นแค้นไปขุดทอง ในประเทศซาอุดีอาระเบีย
"เกรียงไกร เตชะโม่ง" เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านแม่ปะหลวง หมู่ 1ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง
เป็นหนึ่งในคน เหล่านั้น หลังจากเรียนจบ ม.3 ก็ควัก เงิน 2หมื่นบาทให้นายหน้าในจังหวัดส่งตัวไปทำ งานที่ซาอุดีอาระเบีย
เกรียงไกรถูกส่งไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือในบริษัทรับจ้างทำ ความสะอาดแห่งหนึ่ง
ที่รับจ้างทำความ สะอาดพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซิส กษัตริย์ซาอุฯ
ตั้งอยู่ชานเมือง หลวงบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ภายในมีอาคารหลายหลัง มีห้องต่างๆ กว่า 100 ห้อง
และมีรั้วสูงกว่า 3 เมตร ล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แทบทุกห้องประดับประดาด้วยอัญมณีมีค่า
เพชร นิลจินดา แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาดตามตู้โชว์ โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็มีกุญแจเสียบคา ไว้
เพราะซาอุฯ เป็นประเทศมุสลิมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด มีการลงโทษผู้ทำผิดรุนแรง คดีอาชญากรรม
โดยเฉพาะลัก ทรัพย์จึงไม่มีให้เห็น แต่สำหรับเกรียงไกรแล้วความหละหลวมที่ว่า นี้เปิดโอกาสให้เขาลงมือลักทรัพย์สินของกษัตริย์ซาอุฯ ได้โดยง่าย
เกรียงไกรฉวยโอกาสขณะกษัตริย์ไฟซาล และมเหสีแปรพระราชฐานไปพักผ่อนในแถบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือน ธันวาคม 2532 เป็น เวลา 15 วัน พระราชวังจึงปลอดคน มีเพียงแม่บ้านคอยทำหน้าที่เปิดปิดประตูอาคารในพระราชวังเท่านั้น
ระหว่างนี้บริษัทรับจ้างทำความสะอาดที่เกรียงไกร ทำงานอยู่ ถูกเรียกเข้าไปทำความสะอาดพอดี
เขาเข้าไปทำงาน กับเพื่อนแรงงานชาวไทย 4-5 คน ชาวฟิลิปปินส์และศรีลังกาอีกจำนวนหนึ่ง
โดยมีหัวหน้างาน ชาวฟิลิปปินส์คอยควบคุมการเซ็นชื่อเบิกเงินค่าแรงทุกเช้า-เย็น และมีรถรับ-ส่งเป็นประจำทุกวัน
เกรียงไกรดูลาดเลาอยู่ 2 วันเต็ม เช้าวันที่สาม จึงนำกระสอบปุ๋ยติดตัวไปด้วย
โดยออกอุบายขอ อนุญาตหัวหน้างานเดินทางไป-กลับเอง พร้อมทั้งขอเซ็นชื่อในสมุดบันทึกการทำงานเช้า-เย็นในคราวเดียว ทุกวันหลังเลิก งาน แทนที่จะกลับที่พักเกรียงไกรกลับซุกตัวอยู่ในพระราชวัง เพื่อหาโอกาสหยิบฉวยอัญมณีและทรัพย์สินมีค่า โดยซุกตัวอยู่ใน พระราชวังนานถึง 7 คืน เลือกหยิบเพชรและเครื่องประดับใส่กระสอบปุ๋ยจนเต็ม แล้วเหวี่ยงออกนอกกำแพงนำกลับที่พัก
ก่อนหน้านี้เกรียงไกรทำงานอยู่ที่ซาอุฯ นานถึง 7 ปี ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง
รู้ทางหนีทีไล่ รวมทั้งจุดอ่อนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และคุ้นเคยกับวิธีส่งสิ่งของกลับประเทศไทย ด้วยบริการขนส่งพัสดุทางอากาศ
เกรียงไกรบรรจุ อัญมณีลงกล่องกระดาษปะปนกับเสื้อผ้าและเครื่องใช้ส่วนตัว โดยไว้ด้านล่างทั้งหมด 4 กล่อง น้ำหนัก รวมประมาณ 90 กิโลกรัม โดยไม่พิถีพิถันในการบรรจุ จ่าหน้าซองด้วยลายมือขยุกขยิก เพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่
ก่อนที่กษัตริย์ซาอุฯ จะเสด็จกลับพระราชวัง เกรียงไกรก็หนีกลับประเทศไทยก่อนแล้ว
ทั้งที่เหลือเวลา ทำงานตามสัญญาอีก 2 เดือน เมื่อถึงดอนเมืองก็ไปติดต่อรับพัสดุทางอากาศที่ส่งมาก่อนล่วงหน้า โดยจ่ายเงินไป 7,000 บาทแลกกับความสะดวกในการนำกล่องออก จากสนามบิน
ตอนที่ตำรวจติดตามเอาสิ่งของที่ถูก โจรกรรมกลับคืนจาก แหล่งรับซื้อ
มีร้านรับซื้อบาง รายรู้ว่าสิ่งของที่ตนรับชื้อไว้เป็นของที่ถูกโจรกรรม ก็รีบนำเอาไปคืนเจ้าหน้าที่
เวลาคืนก็ต้องการ คืนให้ครบ แต่อาจจะมีบางชิ้น บางส่วน แกะของจริงเอาไปขาย
หาคืนแบบทันทีทัน ใดไม่ได้ ก็หาของปลอมยัดไส้เข้าไป ก็อาจจะเป็นได้
ส่วนของมีค่าที่ ส่งคืนไม่ครบนั้น จนบัดนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ที่ใคร
นายเกรียงไกรรู้ ทันทีว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ยังใจเย็น เพราะทางการไทยยังไม่รู้ เพชรอัญมณีของมีค่า
ถูกลำเลียงขายไป ที่แหล่งรับซื้อที่ลำปาง ทั้งคนขายและคนรับซื้อก็ไม่เคยเห็นของมีค่าชนิดใหญ่ๆโตๆเช่นนี้มาก่อน
แยกไม่ออกว่าอัน ไหนเป็นของจริงหรือของปลอม ทำนองไก่ได้พลอย
ตัวอย่าง สร้อยเพชร 1 เส้นมี เพชรหลายเม็ด น้ำหนักเพชรรวม 15 กะรัต
นายเกรียงไกรขาย ไปเพียง 500 บาท คนรับซื้อที่ลำปางนำไปขายต่อที่ จ.พิษณุโลก
รับซื้อของที่ จ.พิษณุโลกตาถึง นำไปขายร้านเพชรแถวหัวเม็ด (เยาวราช) ได้ราคาถึง 7 ล้านบาท
นายเกรียงไกร ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน
ระวางโทษ 1 ถึง 7 ปี ศาลยกโทษขึ้นมาในอัตราสูงสุด
แต่นายเกรียงไกร รับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
จึงลดโทษลงกึ่ง หนึ่ง ขณะนี้ได้หมดโทษแล้ว
หลังพ้นโทษไม่นาน เกรียงไกรเปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่น อาศัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ใน อ.เถิน จ.ลำปาง กับภรรยา ส่วนลูกชายเข้ามา ขายแรงงานใน กทม.นานๆ จึงกลับไปเยี่ยมสักครั้ง
สองสามีภรรยาใช้ ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและปฏิเสธที่จะรื้อฟื้นความทรงจำหนหลัง
ทุกวันนี้เกรียงไกรมีรถกระบะเก่าๆ อยู่ 1 คัน วิ่งรับจ้างขนทรายไปส่งตามสถานที่ก่อสร้าง
นอกจากทำนาใน ที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ประมาณ 10 ไร่ ฐานะพอกินพอใช้ หาเช้ากินค่ำ
ไม่แตกต่างจากชาว บ้านแม่ปะหลวงรายอื่นๆ
เขาไม่สนทนากับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะกับนักข่าวหากพบหน้าจะเดินหนีทันที
เมื่อถามเขาว่า หนีหน้าคนอื่นทำไม เขาบอกว่าไม่อยากคุยด้วยเพราะนักข่าวชอบถามแต่ เรื่องเดิมๆ ที่ตัวเขาอยากลืม
--Side Story
นายสันติเป็นพ่อ ค้าเพชรซึ่งรับ ซื้อเพชรที่ถูกโจรกรรมมาจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง
ผลพวงจากการับ ซื้อของโจร ทำให้เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน ถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกรีดไถ
ที่น่าเศร้าก็คือ ในท้ายที่สุด เมียและลูกของเขาก็ถูกอุ้มไปฆ่าและเผาอำพรางคดี
แต่เรื่องแดงขึ้นมาเมื่อกรมตำรวจส่งพล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น
นำกำลังตำรวจ กองปราบลงมาสะสางความจริงหลัง ได้รับการร้องเรียนจากญาติของนายสันติ
ในที่สุด จึงพบว่า มีนายตำรวจระดับบิ๊กเข้าไปพัวพันกับขบวนการอุ้มโหดนี้ด้วย
คดีเพชรซาอุฯทำ ให้สังคมตระหนักถึงความเป็นองค์กรซ่อนเงื่อนของตำรวจ ในเวลาเดียวกัน
นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ จำเลยคดีรับของโจร (เพชรซาอุฯ) ไม่ยอมมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา
จนศาลต้องออกหมาย จับแล้วนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบความคืบหน้า หรือการติดต่อประสานงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล
อย่างไรก็ตาม ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกครั้ง
หากยังไม่ได้ตัว นายสันติมา ศาลอาญาก็จะอ่านคำพิพากษาของศาล ฎีกาลับหลังทันที
--ปัจจุบัน มีข่าวลือและข่าวที่ไม่มีใครกล้ายืนยัน ต่างๆนานา--
บ้างก็ว่า
ป๋าลอ เป็นแค่หมากในเกมนี้แค่นั้นเอง
บ้างก็ว่า
เพชรได้ถูกทุบแตก เป็น เสี่ยงๆ แล้วนำไปเจียรไนใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการเพ่งเล็ง
บ้างก็ว่า
ด้วยความเสียดายใน ความ งาม มันยังคงเป็นเพชรเม็ดใหญ่ และอยู่ที่ไหนซักที่หนึ่งในประเทศไทย
บ้างก็ว่า
เพชรได้ถูกขายไปหรือเปลี่ยนมือไปยังที่ๆ ไม่สามารถค้นหาได้อีกต่อไป
บ้างก็ว่า
เพชรบูลไดมอนด์ถูกนำไป ประมูลขายในตลาดมืดที่ New York
ราชวงค์ซาอุ ไปเจอเข้าและประมูลกลับมาแล้ว และยังรู้อีกว่าใครเป็นผู้ปล่อยประมูล ไป |