ร่วมเสนอความคิดเห็น
หัวข้อกระทู้ :
ความทุกข์ ท่านว่าเกิดเพราะอะไร
(N)
สำหรับผม เพราะอยาก เกิดอยากให้ไอ้โน่น ไอ้นี่ เป็นดั่งใจ แต่ไม่ได้ซักที ทุกข์เลย ปล่อยวาง ทำใจไม่ได้
โดยคุณ
saman
(
2.5K
)
(
2
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 10:13 น.]
โดยคุณ
เจ๋งจริง
(
10.2K
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 10:16 น.] #2260559 (1/10)
ความทุกข์เกิดจาก..........ไม่สุข
โดยคุณ
jimmyja
(
438
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 10:24 น.] #2260580 (2/10)
ตัวเอง
โดยคุณ
yasticker
(
3.2K
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 10:45 น.] #2260613 (3/10)
สาเหตุที่เกิดทุกข์....ในพุทธศาสนา เรียกว่า สมุทัย
1. กามตัณหา คือ ความอยากได้ คนเกิดขึ้นมาด้วยกาม กินอยู่ด้วยกาม นอนอยู่ในกาม นั่งอยู่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่หนีไปจากห้าอย่างนี้ ผู้ใดเกิดมาต้องวุ่นวายอยู่กับของเหล่านี้แหละ เดือดร้อนอยู่กับของเหล่านี้ คือมันข้องมันติด ไปไม่หลุด ไปไม่พ้น
2. ภวตัณหา คือความอยากเป็น อยากได้โน่นอยากได้นี่ ได้แล้วก็อยากได้อีก เป็นแล้วก็อยากเป็นอีก ไม่อิ่มไม่พอเป็นสักที นี่ก็เป็นทุกข์ เพราะความไม่อิ่มไม่พอ เรียกว่า ภวตัณหา พระองค์ได้ละแล้ว
3. วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็น ไม่อยากได้โน่นไม่อยากได้นี่ ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน เพราะความไม่อยาก จึงเป็นเหตุให้เดือดร้อนเป็นทุกข์เรียกว่า วิภวตัณหา
โดยคุณ
pupu-25
(
4.9K
)
(
8
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 10:59 น.] #2260632 (4/10)
โลกสวยด้วยมือเราครับ
โดยคุณ
sitmatrix
(
1.1K
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 12:12 น.] #2260708 (5/10)
ความทุกข์เกิดจาก อวิชชา ความไม่รู้ เราไม่รู้ว่า ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราจึงคิดว่า สิ่งนี้จะทำให้เรามีความสุขได้ แต่เมื่อเราไม่สามารถตอบสนองได้ ก็เกิด ความกลุ่มใจ เสียใจ เครียด ความทุกข์ จึงเกิด การดับทุกข์ ต้องใช้ มรรค 8 ซึ่งอยู่ใน อริยสัจ 4 หรือ ความจริง 4 ประการ
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
โดยคุณ
sitmatrix
(
1.1K
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 12:13 น.] #2260710 (6/10)
มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
..(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)
..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
.....เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
.....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
.....แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
.....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์
.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย
.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก
.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
..........1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกัน
.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ
...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค
....
.สัมมาทิฏฐิ(ปัญญา) (หัวข้อ)
.....คือความเข้าใจถูกต้อง ย่อมต้องการใช้ในกิจการทั่วไปทุกประเภททั้งทางโลกและ
.....ทางธรรม แต่สำหรับฝ่ายธรรมชั้นสูงอันเกี่ยวกับการเห็นทุกข์หรืออาสวะซึ่งจัดเป็น
.....การเห็นอริยสัจจ์นั้นย่อมต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นพิเศษ ความเข้าใจถูกต้อง
.....คือต้องเข้าใจอย่างทั่วถึงว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร อย่างหยาบๆ ที่ปรากฎชัดๆ เป็นอย่างไร
.... อย่างละเอียดที่แอบแฝงเป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิท
.....ของทุกข์มีภาวะอย่างไร มีลำดับอย่างไร ทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร เดินให้ถึงได้
.....อย่างไร สัมมาทิฏฐิมีทั้งที่เป็นโลกิยะคือของบุคคลที่ต้องขวนขวายปฏิบัติก้าวหน้าอยู่
.....และสัมมาทิฎฐิที่เป็นโลกกุตตระ คือของพระอริยบุคคลต้นๆ ส่วนของพระอรหันต์นั้น
.....เรียกเป็นวิชชาไปและไม่เรียกว่าองค์แห่งมรรค เพราะท่านถึงที่สุดแล้ว
สัมมาสังกัปปะ(ปัญญา) (หัวข้อ)
.....คือความใฝ่ใจถูกต้อง คือคิดหาทางออกไปจากทุกข์ตามกฎแห่งเหตุผล ที่เห็นขอบมาแล้ว
.....ข้อสัมมาทิฏฐินั่นเอง เริ่มตั้งแต่การใฝ่ใจที่น้อมไปในการออกบวช การไม่เพ่งร้าย การ
.....ไม่ทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่นแม้เพราะเผลอ รวมทั้งความใฝ่ใจถูกต้องทุกๆอย่างที่เป็นไปเพื่อ
.....ความหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ประสงค์
.สัมมาวาจา (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการพูดจาถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมากัมมันตะ (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการกระทำถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาอาชีวะ (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการดำรงชีพถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาวายามะ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือความพากเพียรถูกต้อง เป็นส่วนของใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ถอยหลังจากทาง
.....ดำเนินตามมรรค ถึงกับมีการอธิษฐานอย่างแรงกล้า
.สัมมาสติ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือการระลึกประจำใจถูกต้อง ระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญาที่จะแทงตลอด
.....อวิชชาที่ครอบงำตนอยู่ โดยเฉพาะได้แก่กายนี้ และธรรมอันเนื่องเกี่ยวกับกายนี้ เมื่อ
.....พบความจริงของกายนี้ อวิชชาหรือหัวหน้าแห่งมูลทุกข์ก็สิ้นไป
.สัมมาสมาธิ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง ได้แก่สมาธิ เป็นของจำเป็นในกิจการทุกอย่าง สำหรับในที่นี้เป็น
.....อาการของใจที่รวมกำลังเป็นจุดเดียว กล้าแข็งพอทีจะให้เกิดปัญญา
.....ทำการแทงตลอดอวิชชาได้ และยังเป็นการพักผ่อนของใจ ซึ่งเป็นเหมือนการลับให้ อ
.....แหลมคมอยู่เสมอด้วย ฯลฯ
....cอองค์มรรคบางองค์ เป็นส่วนหยาบและสะสมขึ้นในตัวเราได้โดยง่ายคือ สัมมาวาจา
.....สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามองค์นี้ถูกอบรมให้สำเร็จเป็นวิรัติเจตสิกจำพวกกุศล
.....เจตสิกเป็นเชื้อนอนนิ่งอยู่ในสันดาน เตรียมพร้อมที่จะมาผสมจิตคราวเดียวกันกับ
.....มรรคองค์อื่นๆ เมื่อได้โอกาสอันเหมาะ แม้องค์มรรคที่ยากๆ เช่นสัมมาทิฏฐิ-สติ-สมาธิ
..... ก็เหมือนกัน ได้ฝึกอบรมมาเท่าใดก็เข้าไปนอนเนื่องติดอยู่ในสันดานเป็นกุศลเจตสิก
.....อยู่อย่างเดียวกัน รอคอยกันจนกว่าจะครบทุกองค์และมีสัดส่วนพอดีกัน ก็ประชุมกัน
.....เป็นอริยมรรคขึ้น ตัดกิเลสหรือสัญโญชน์ให้หมดไปได้คราวหนึ่งตามกำลังหรือชั้นของ
.....ตน อาการสะสมกำลังแห่งองค์มรรคนี้ตรัสเรียกว่า "การอบรมทำให้มาก"
.....สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ เกิดขึ้นอ่อนๆก่อน เกิดขึ้นเท่าใดก็จูงองค์อื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามส่วน
.....องค์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับช่วยสัมมาทิฏฐิให้คมกล้าขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐินั้นก็่จูงองค์นั้นๆให้
.....กล้าขึ้นอีก และส่งเสริมชักจูงกันไปอีกทำนองนี้ จนกว่าจะถึงขีดที่เพียงพอและสามัคคี
.....พร้อมกันได้ครบองค์ การอบรมทำให้มากอยู่เสมอนี้เองคือระยะแห่งการปฏิบัติธรรม
.....ยิ่งมากก็ยิ่งเร็ว ยิ่งอธิษฐานใจกล้าก็ยิ่งแรง ยิ่งที่วิเวกก็ยิ่งสุขุมลึกซึ้ง ยิ่งชำนาญก็ยิ่งคมกล้า
โดยคุณ
sitmatrix
(
1.1K
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 12:26 น.] #2260719 (7/10)
แต่มนุษย์ทุกคน เกิดมาแล้วมากมายหลายชาติ กิเลสได้ หุ้มห่อจิตประภัสสรไว้ หมดสิ้น การจะ หลุดพ้นอำนาจกิเลส ต้องเริ่มจาก ทาน คือ การให้ ศีล ก็คือ การรักษาความดี การภาวนา ก็คือ การสร้างสมาธิ กด กิเลส เมื่อเรา ฝึกสมาธิ กิเลสจะทำหน้าที่ของมันไม่ได้ จึงสามารถใช้ วิปัสนากรรมฐานา มองเห็นตามความเป็นจริง เมื่อถึงที่สุด อำนาจ จิต มีกำลัง ด้วย บุญ บารมี (กำลังใจ) ที่สะสมมา มากมาย ก็จะ พ้นจากอำนาจ กิเลสได้ เมื่อหลุดพ้นจากกิเลส
ก็ หมดสิ้น การยึดมั่น ถือมั่น อย่างแท้จริง จึง เหลือแต่ หน้าที่ ทางโลก อยู่ สงเคราะห์ ผู้อื่น ต่อไป เมื่อถึงอายุขัย ก็ จบกิจ ไม่ต้องกลับมาเกิด อีก เพราะสามารถ พ้นจากกิเลสได้แล้ว
มองง่ายๆ เราอยากได้พระ รุ่นหนึ่ง (กิเลสทำงาน)
แต่ เงินตอนนี้ ไม่พอ ถ้าอยากได้เลย ต้องเบิกล่วงหน้า หรือ ขายพระที่มี แต่ ทำไม่ได้ ตลาดเงียบ เจ้านายไม่ให้เบิก เงินไม่พอให้เบิกล่วงหน้า (ตอบสนองไม่ได้ ทุกข์ ละ)
ถ้าเราฝึก ภาวนา เราจะรู้ ตั้งแต่ ตอนแรก ที่ ความอยาก มันเข้ามาตอนเห็น พระ ที่่ เราอยากได้ เราจะรู้ ตัวว่า ความอยากเกิด เราจะเห็น ว่า มันกำลังทำงาน อยู่ ถ้าเราฝึกภาวนา
เราก็จะรู้ว่า ทัน ตัว ความอยาก ที่กำลังเกิด หลวงพ่อจรัญ ท่านจะสอนว่า ถ้านั่งกรรมฐาน แล้ว ปวดขา ก็ ว่า ปวดหนอ ๆ ๆ ถ้าคัน ก็ คันหนอๆ ๆ ทีนี้ ถ้าเห็น ของที่เราชอบ พระ สวยๆ เราอยากได้ กิเลสมา เราก็ว่า เห็นหนอๆ ๆ ไม่ต้องไปพูดว่า สวยหนอๆ ๆ ไปกันใหญ่เลย เห็นอะไร ก็ว่า เห็น เห็น ผู้หญิงสวยๆ นมโต สะโพก สวย ใครๆ ก็มอง
แต่ถ้าเรามีสติ ฝึกภาวนา ก็ ว่าเห็นหนอ ๆ ๆ เราสามารถ รู้เท่าทัน กิเลส ความอยาก ก็จะ อยู่ใต้ สติเรา เราก็จะเข้าใจว่า มันทุกข์ ถ้าเราทำไป ไปเช่าพระมา แล้วจะมีปัญหา ตามมา
ก็จะ ปล่อยวางได้ พระพุทธองค์จึง ทรงสอนให้เรา มีสติ ไม่ประมาท
พอเรามีสติ รู้ตัวตลอด เราก็จะรู้ วาระ ของ จิตเรา รู้ กิเลส ของเรา และ มองเห็น ความจริงได้
แต่เรื่องนี้ ต้องฝึก ไม่ง่าย เพราะ กิเลส มันจะฝืนให้เรา ไม่อยากทำ
ถ้าศีล ไม่ เคร่ง การภาวนา ก็ไม่ก้าวหน้า ต้องไปด้วยกัน
ทาน ศีล ภาวนา
โดยคุณ
saman
(
2.5K
)
(
2
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 13:49 น.] #2260795 (8/10)
แหล่มครับ ชัดเจน
โดยคุณ
saman
(
2.5K
)
(
2
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 15:25 น.] #2260913 (9/10)
เฮ้อ
http://www.dharmamag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=157%3A2010-01-06-13-01-13&catid=34%3Apra&Itemid=27
โดยคุณ
junbangna
(
1K
)
(
1
)
[พ. 23 พ.ค. 2555 - 16:56 น.] #2261008 (10/10)
!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
Copyright ©G-PRA.COM
www1