 (N)

ลูกชายผม 9 ขวบ แข็็งแรง จู่ ๆ
เมือวันศุกร์หลังจากกลับจากโรงเรียน ตกมืด เกิดไข้สูง ตลอดทั้งคืน ที่เฝ้าดูอาการ ตัวเองอาจเผลอหลับไปบ้าง แต่...ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นก็มองเห็นว่า ลูกชายนอนกัดฟันแน่น เหมือนหนาวจัดทั้งที่ห่มผ้าและมีเหงื่อออกบ้างแต่กลับตัวร้อนมากๆ ให้กินยา ไข้ก็ไม่ยอมาลด
ล่วงเลยมาถึงตอนเช้าวันเสาร์
วันเสาร์ ผมก็เปิดร้านขายของปกติ ตลอดทั้งวัน ลูกชายเหมือนไม่ดีขึ้น ทั้งแม่ ทั้งยาย ทั้งน้า ต่างคอยดูแล เช็ดตัว ป้อนยา ไข้ก็ยังไม่ยอมลด ลูกชายปากแดงจัดและแห้งอย่างเห็นได้ชัด คิดในใจว่าต้องเป็นไข้หวัดใหญ่แน่ ๆ
บ้านผมอยู่ช่องแค ตาคลี ตกเย็นพาไปโรงพยาบาลที่สิงห์บุรี คุณหมอเห็นว่าตัวร้อน เจาะเลือดแล้ว ก็ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หลังจากนั้นประมาณ 1 ทุ่มไข้ลดลง พยาบาลมาให้น้ำเกลือขวดแรก 4 ทุ่มวัดไข้ ไม่มีไข้ เที่ยงคืนวัดอีก ก็ไม่มีไข้ อา่จเป็นพระยาที่กินมาก่อนหน้าออกฤทธิ์
เช้าวันอาทิตย์ มีไข้ต่ำ ๆ แล้วก็หายไป ตลอดทั้งวัน วัดมีไข้ต่ำ ๆ บ้าง ไม่มีไข้บ้าง ตอนเย็น 4 โมง เลยขอกลับบ้าน ซึ่งหมอก็บอกว่า ยังไม่ปกติ แต่ถ้าอยากกลับก็ให้กลับ หมดไป 4800 บาท ประกันสุขภาพจ่ายให้
ลูกชายกลับบ้านมีอาการเวียนหัวนิดหน่อย ก็คิดว่าคงเมายาบ้างละ ผ่านวันอาทิตย์เป็นอีก 1 วันให้กินยาลดไข้
วันจันทร์ให้หยุดเรียน เพระลูกชายบอกว่าไปไม่ไหว แสดงว่าอาจจะอาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ได้เฉลียวใจใด ๆ หมอไม่ได้บอกว่าสงสัยเกี่ยวกับผลเลือดหรือไม่ อยากกลับหมอก็ให้กลับ แต่ก็ได้ให้เซ็นชื่อไว้ ว่าอยากกลับเอง หากเป็นอะไรไปหมอไม่รับผิดชอบ ตกเย็นลูกชายไม่กินข้าวแล้วบอกว่าเวลาเดินแล้วเจ็บ เอ....ยังไม่เก๊ตอีกนะ ให้กินยาแก้ตัวร้อนแล้วจึงให้นอน หลับดี แต่ยังมีไข้ แต่ไม่มาก
วันอังคารให้ไปโรงเรียน(บังคับ)เพราะต้องสอบนิดหน่อย ลูกชายไปได้ครึ่งวัน ตามคำขอร้องแกมบังคับ ขอกลับมาบ้านก่อน พอมาถึงบ้านบอกว่าเพลีย ล้มตัวนอนก็หลับไปเลย ยังไม่เอะใจ เพลอแป๊บเดียว เกือบ 4 วัแล้วนะที่ลูกชายเป็นไข้สูง ๆ ต่ำ ๆ หาย ๆ เป็น ๆ 3โมงเย็นวันอังคาร แม่ของเด็กเริ่มไม่ไว้ใจ เราก็คงขายของเหมือนเดิม บอกผมว่าพาลูกไปให้หมอดูอาการอีกครั้งดีมั้ย เราก็ตามใจ ไปโรงบาลสิงห์บุรีที่เดิม หมอเริ่มให้พยาบาลเจาะเลือด คราวนี้เจาะหลายรู หาเส้นไม่เจอ จนแม่เด็กใจเสียและขอร้องให้หยุดเจาะเพราะสงสารลูก ลูกชายก็ร้องแม่เด็กก็ร้องไห้ ร้องและร้องจนหลับหรือสลบก็ไม่รู้ กว่าจะเจาะเลือดไปตรวจอีกรอบได้ก็แทบระบม หมอเด็กเห็นเด็กเป็นแบบนี้ ก็บอกว่าต้องให้น้ำเกลือเพราะเด็กอ่อนเพลียมาก แต่ก็เจาะไม่เจอเส้นเพราะว่าวันนี้ พนักงานที่เจาะเส้นเลือดที่ชำนาญไปอบรม เหลือแต่มือสมัครเล่น แม่เด็กก็เลยเริ่มเก็บอาการไม่อยู่เพราะสงสารลูก ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง ผลเลือดออกมาว่า มีความผิดปกติของเลือด จากเชื้อไวรัส แต่ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธ์ุอะไรเด็กบอกว่าเดินแล้วเจ็บจนไม่อยากเดิน แสดงว่าไวรัสเริ่มลงมาที่ขา ทำไงดี เกือบ 6 โมงผมปิดร้านเพื่อเดินทางไปสมทบกับแม่ของเด็ก แม่ของเด็กย้ายลูกชายมาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสิงห์บุรี ให้หมอตรวจระหว่างผมเดินทางไปสมทบ หมอเด็กอยู่พอดี เห็นผลตรวจเลือดที่นำมาด้วยอ่านค่าแล้ว บอกให้เข้าพักทัีนที่เพื่อรอดูอาการ ผมบอกว่าเด็กมีประกัน หมอเด็กหันมายิ้มแล้วพูดว่า ถ้าคุณพ่อ พอไว ให้รีบพาเด็กไปกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้เลย ตอนนี้หมออ่านผลเลือดเด็กยังเดินทางไหว ถ้าช้ากว่านี้หรือรอดูอาการอยู่ที่นี หากเป็นหนักจะลำบาก กรุงเทพฯมีอาจารย์หมอเยอะ รับรองเด็กปลอดภัยแน่
ที่ไหนดีครับ ผมถาม
หมอบอกว่า พญาไท สมิติเวช ที่ดัง ๆ คะ
ผมไปจ่ายค่าหมอ 50 บาท แล้วรีบเข็นรถเข็นพาลูกออกไปทันทีพร้อมแม่เด็ก ถึงตอนนี้ใจยิ่งเสียใหญ่เลย คิดถึงการสูญเสียหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะทำใจอย่างไร ตอนนี้ชีวิตลูก ฝากไว้กับการเดินทางครั้งนี้ โรงพยาบาลไหนดี โทร.ถามเพื่อน สอบถามไปตามโรงพยาบาลที่คุ้นเคยและใกล้บ้านเป็นสำคัญ แม่ผมบอกว่าที่นนทเวชซิใกล้บ้านแม่ บ้างก็บอกว่าวิภาวดี บ้างก็เมโย จะเอาลูกไปที่ไหนสับสนตลอดการเดินทาง จนตัดสินใจไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน ไปถึงประมาณ 3 ทุ่มเมื่อทางโรงพยาบาลทราบข้อมูลก็ตรวจเลือดอีกครั้งและรีบทำการรักษา ให้น้ำเกลือ หลังจากตรวจผลเลือด ก็ทราบทันที่ว่า ลูกชายเป็นไข้เลือดออก ตกใจมากๆ จะดีหรือร้ายอย่างไร หมอบอกว่าไม่ต้องกังวล รักษากันตามอาการ เด็กมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ถึงขั้นวิกฤต
โฮ...อย่างนี้หรือไม่ต้องกังวล ช่วยลูกผมด้วยครับหมอ ที่นี่ กรุงเทพฯ เขาไม่ต้องนอนดูอาการ หากหมอสงสัย เขามีวิธีตรวจทันที่และรู้ผลได้ทันที่ ไวกว่าทางต่างจังหวัด 36 ชั่วโมง ซึ่งถ้าผมให้ลูกนอนดูอาการที่สิงห์บุรี จะเกิดอะไรขึ้นกับลูก
การตัดสินใจครั้งนี้ จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตครั้งนึงของผมและภรรยาจริง ๆ ที่พาลูกมารักษาที่กรุงเทพ
อังคารมืด พุธ พฤหัส และ ศุกร์เที่ยง ผมอยู่ที่ชั้น 15 ของโรงพยาบาล กับการรักษาของบุคลากรของโรงพยาบาล จำนวนมาก ความพร้อมของเครื่องมือและแพทย์ ทุก ๆ อย่าง ผมมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่เห็นตึกเต็มไปหมด ท้องฟ้ากว้าง ๆ และก็หันกลับมามองลูกชายที่นอนหลับอยู่บนเตียงพยาบาล
ผมไม่เคยรู้สึกถึงความรักที่ผมมีต่อลูกชายจนกระทั่งได้มาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ผมโชคดีจริง ๆ |